นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง: Chapter 002 ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 แย่งปิ่นทอง
"คุณหนูสิบแปด ไม่ได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ ข้าขอร้อง ท่านช่วยบอกฮูหยินทีว่าคุณหนูข้าป่วยหนัก หมอบอกแล้วว่าหากย้ายนางตอนนี้ อาการต้องทรุดหนักแน่ ขอร้องละ บ่าวโขกศีรษะให้ท่านแล้ว..." เสียงร้องขอความเมตตาของหญิงชราสั่นพร่า
สตรีอายุน้อยอีกคนกล่าวเสียงแหลมเย็นชาว่า "สิงเหนียง เลิกคุกเข่าเถอะ! หรือท่านยังไม่เข้าใจ คุณหนูสิบแปดอยากให้เกิดเรื่องกับคุณหนูเร็วๆ นางจะได้เป็นบุตรีเรือนหลัก ขอร้องนางไปก็ไร้ประโยชน์! หากคุณหนูเป็นอะไรไปจริง อย่างมากพวกเราก็ติดตามคุณหนูไป! จะได้ไม่โดนผู้คนจิตใจโหดเหี้ยมเหล่านี้เหยียดหยาม!”
สิงเหนียง หวั่นลวี่ ชื่อสองชื่อดังก้องในหัวของหรั่นเหยียนอีกครั้ง เรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้ทำให้เธอนอนเหม่ออยู่บนพื้น ลืมลุกขึ้นชั่วขณะ
“เจ้า! เด็กๆ จับบ่าวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงผู้นี้มัดไว้!” เสียงแหลมสูงบาดหู เห็นได้ชัดว่านางโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
เสียงฝีเท้าระคนกับเสียงจ้อกแจ้กด้านนอกใกล้เข้ามาทุกที หรั่นเหยียนหมอบอยู่บนพื้น ฝืนออกแรงหันหน้าไปทางประตู
หรั่นเหยียนยังไม่ทันลุกขึ้น ประตูก็ถูกผลักเปิดผลัวะ
สายฝนด้านนอกนำความชื้นเข้ามาปะทะใบหน้า ความเย็นแทรกซึมเข้าสู่อวัยวะภายใน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเป็นอย่างแรกคือเท้าเล็กๆ คู่หนึ่ง เกี๊ยะและถุงเท้า น้ำฝนซึมเปียกส้นรองเท้าไม้สูง ดูแล้วหนักมากทีเดียว
ดูเหมือนหรั่นเหยียนที่นอนเบิกตาอยู่บนพื้นจะทำผู้มาเยือนตกใจจนร้องเสียงหลง จากนั้นถอยไปหลายก้าว ก่อนจะถูกหญิงรับใช้ข้างกายพยุงไว้
นางไม่ใช่ผู้เดียวที่ตกใจ ยังรวมถึงทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นด้วย สิงเหนียงและหวั่นลวี่ดิ้นรนหลุดจากพันธนาการ รีบพุ่งตรงมาข้างหน้า พร้อมร้องด้วยความตระหนกว่า “คุณหนู! คุณหนู!”
คำเรียกขานเช่นนี้มักได้ยินในสมัยราชวงศ์ถัง ความคิดนี้ผุดขึ้นเบาๆในหัวของหรั่นเหยียน เธอแข็งใจเงยศีรษะขึ้น มองเห็นใบหน้าสองดวงที่ตื่นตระหนกตรงหน้า ดวงหน้าหนึ่งเต็มไปด้วยรอยย่น เส้นผมหงอก บนใบหน้าที่ผอมจนหนังหุ้มกระดูกเปรอะคราบน้ำตา สตรีอีกนางอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี ดวงตาหงส์ จมูกสวยได้รูป ริมฝีปากอิ่ม ที่มุมปากมีไฝแดงเล็กๆ เม็ดหนึ่ง นอกจากแก้มที่ซูบผอม นางนับได้ว่าเป็นโฉมสะคราญผู้หนึ่ง
พวกนางคือสิงเหนียงและหวั่นลวี่ สตรีที่คอยปรนนิบัติหรั่นเหยียน
“คุณหนู! ท่านรู้สึกตัวแล้วหรือ เหตุใดจึงนอนอยู่บนพื้น หากโดนความเย็นแทรกซึมอีกจะทำอย่างไร!” เมื่อสิงเหนียงเห็นหรั่นเหยียนขยับเขยื้อนได้แล้ว นางทั้งตกใจและดีใจ สิงเหนียงกลั้นเสียงร้องไห้ไว้ พยุงหรั่นเหยียนขึ้นก่อนรั้งนางเข้ามาในอ้อมกอด แต่น้ำตายังไหลรินอยู่ตลอด
เสื้อหน้าร้อนที่ทอด้วยผ้าป่านระคายผิวหนังอยู่บ้าง หรั่นเหยียนได้กลิ่นจ้าวเจี่ยว[footnoteRef:1]อ่อนๆ จากเสื้อตัวนั้นก็รู้สึกอุ่นใจ อดนึกรังเกียจหรั่นเหม่ยอวี้ไม่ได้ที่บีบบังคับผู้คนเกินไป [1: จ้าวเจี่ยว (Chinese Honeylocust) สมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง เป็นไม้ยืนต้นที่มีดอกและออกผลเป็นฝัก ใช้ผลซักผ้าแทนสบู่ได้]
“คุณหนูสิบแปด! แม้คุณหนูของข้าจะรู้สึกตัวแล้ว แต่ยังต้องพักผ่อนสักระยะจึงจะหายดี หากไม่จำเป็นอย่าได้ย้ายนางไปที่อื่นเลย” หวั่นลวี่กล่าวเสียงดัง เพื่อให้ทุกคนทั้งในและนอกห้องได้ยิน
“เฮอะ หายดีหรือ เกรงว่าจะเป็นแค่แสงสายัณห์ยามตะวันรอนมากกว่า!” เสียงแหลมสูงของหรั่นเหม่ยอวี้ช่างทิ่มแทงใจผู้คน ไม่ต่างจากคำพูดโหดร้ายของนาง
หรั่นเหยียนไม่ทราบว่านางจะพาตนย้ายไปที่ใด แต่เมื่อเห็นสองหญิงรับใช้ที่ต้องการปกป้องเจ้านายร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวเมื่อครู่ ก็รู้ว่าคงไม่ใช่สถานที่ที่ดีนัก ไม่ว่าเป็นความฝันหรือความจริง หรั่นเหยียนไม่ใช่คนที่ยอมเสียเปรียบแน่
เธอไอเบาๆ ก่อนกล่าวว่า “พยุงข้าลุกขึ้น”
เสียงของเธอแหบแห้ง แทบจะมีแต่เสียงลมหายใจเท่านั้น สิงเหนียงตะลึงครู่หนึ่ง จากนั้นรีบพยุงหรั่นเหยียนขึ้นมา หวั่นลวี่มายืนขวางอยู่ด้านหน้า ท่าทางดุร้ายเอาจริง เป็นการแสดงว่าหากใครกล้าเข้าใกล้ นางจะตายตกไปพร้อมคนนั้น ขู่ขวัญจนหญิงรับใช้ทุกคนที่ติดตามหรั่นเหม่ยอวี้ชะงักเท้า
นับแต่โบราณมา ผู้คนแม้จะโหดเหี้ยมเพียงไร ก็ล้วนหวาดกลัวคนที่ไม่ห่วงชีวิตตัวเอง ซึ่งหวั่นลวี่มีท่าทีเช่นนี้ชัดเจน
เมื่อยืนขึ้นเรียบร้อย หรั่นเหยียนได้เห็นโฉมหน้าของสตรีที่อยู่ตรงหน้าชัดเจน นางอายุสิบห้าสิบหกปี สวมชุดหรูฉวินสีแดงชาดซึ่งเป็นกระโปรงเอวสูงถึงอก ตัวเสื้อสั้นมีสาบหน้าซ้อนกัน และสอดชายเสื้อไว้ในกระโปรง ด้านนอกสวมทับด้วยเสื้อแขนสามส่วนทำด้วยผ้าแพรต่วนกึ่งโปร่งแสง ปักลวดลายพร้อยของดอกไห่ถังสีทองด้วยฝีเข็มละเอียด นางเกล้าผมเป็นมวยสูง บนมวยผมประดับด้วยปิ่นสีทองฝีมือประณีตสองอัน ดวงตาสุกใส ฟันขาวสะอาด ใบหน้าพริ้มเพรา แต่ท่าทางวางอำนาจและวาจาอำมหิตเมื่อครู่ ทำให้หรั่นเหยียนไม่รู้สึกดีกับนางแม้แต่น้อย
หรั่นเหยียนเดินหน้าไปสองสามก้าว กระทั่งอยู่ห่างจากหรั่นเหม่ยอวี้เพียงครึ่งก้าว ด้วยกลัวว่าจะติดโรค หรั่นเหม่ยอวี้ใช้แขนเสื้อปิดจมูกไว้อย่างรังเกียจ พร้อมกล่าวกับหญิงรับใช้ข้างกายว่า “พวกเจ้ามัวตะลึงอะไรกัน รีบลากนางไป!”
หรั่นเหยียนมองด้วยแววตาเลื่อนลอยจนหญิงรับใช้หวาดกลัวขนหัวลุก พวกนางคงกลัวว่าหรั่นเหยียนป่วยเป็นโรคติดต่อ เมื่อรวมกับหวั่นลวี่ที่ยืนจังก้าขวางทาง หญิงรับใช้สี่คนกลับไม่อาจพุ่งเข้าไปลากตัวหรั่นเหยียนออกมาได้
เห็นได้ชัดว่าหรั่นเหม่ยอวี้ผู้นี้ไม่อาจครองใจคน ไม่เช่นนั้น เหตุใดแม้แต่หญิงรับใช้ข้างกายนางจึงไม่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อนาง!
หรั่นเหยียนพลันยื่นมือออกไปถอดปิ่นทองบนมวยผมของหรั่นเหม่ยอวี้ เธอเคลื่อนไหวไม่รวดเร็วนัก แต่หรั่นเหม่ยอวี้ไม่ยอมเผชิญหน้ากับเธอตรงๆ จึงไม่ทันตอบโต้ เหล่าหญิงรับใช้ก็อยู่ห่างไปเล็กน้อย หรั่นเหยียนจึงลงมือสำเร็จอย่างง่ายดาย
หรั่นเหยียนใช้นิ้วคีบปิ่นทองเรียวเล็กยาวหกเจ็ดนิ้วนั้น ทอดถอนใจอย่างไร้สาเหตุก่อนกล่าวว่า “งดงามจริงๆ”
“คืนมาให้ข้า!” หรั่นเหม่ยอวี้ยังเป็นผู้ใหญ่ไม่เต็มตัว เมื่อโดนแย่งของไป นางกลับลืมระวังตัวไปเสียสนิท รีบยื่นมือออกมาแย่งของกลับไป หรั่นเหยียนเหมือนคาดเดาความเคลื่อนไหวของนางได้ล่วงหน้า จึงถอยไปด้านหลังเจ็ดแปดก้าวก่อนแล้ว แต่เพราะร่างกายอ่อนแอ ทั้งยังถอยไปอย่างรีบร้อน ฝีเท้าจึงโซเซ ยังดีที่มีสิงเหนียงคอยประคองจึงไม่ล้มลง
หญิงรับใช้ของหรั่นเหม่ยอวี้ไม่ได้รีบมาแย่งคืน ทั้งที่พวกนางมีคนมากกว่า ยังกลัวจะแย่งปิ่นทองคืนมาไม่ได้หรือ ขณะเดียวกันพวกนางก็สงสัยอยู่บ้างว่า คุณหนูสิบเจ็ดเจ็บป่วยจนสมองไม่ดี หรือยากแค้นจนเป็นบ้าไปแล้ว กล้าแย่งทรัพย์สินของผู้อื่นต่อหน้าธารกำนัล มีหรือจะหนีรอดไปได้!
เมื่อยืนมั่นคงแล้ว หรั่นเหยียน กล่าวเบาๆ ว่า “เจ้าว่า หากปิ่นทองอันนี้ปักคอข้า ผู้อื่นจะคิดอย่างไร”
เธอพูดพลางนำปลายปิ่นแหลมมาจ่อลำคอตัวเอง กรีดลงไปบนเนื้อละเอียดขาวราวกระเบื้อง โลหิตซึมออกมาติดอยู่บนผิวขาวหมดจด งดงามราวกับลูกปัดปะการัง
ความเจ็บที่แทงผิวทำให้หรั่นเหยียนต้องขมวดคิ้ว ที่แท้ทุกสิ่งตรงหน้าเป็นความจริง ไม่ใช่ฝัน!
หรั่นเหม่ยอวี้มองหรั่นเหยียนด้วยความตกใจ นางคิดไม่ถึงว่าผู้ที่ปกติเป็นคนอ่อนแอจนนางรังแกได้ตามอำเภอใจเช่นหรั่นสิบเจ็ดจะใช้วิธีที่โหดเหี้ยมเช่นนี้กับนาง เมื่อมองใบหน้าซีดเผือดไร้ตำหนิใดๆ อีกครั้ง นางยังไม่เห็นพลังชีวิตใดๆ เห็นเพียงคิ้วดำขลับขมวดน้อยๆ และลูกตาขาวกับดำที่ตัดกันชัดเจน ไร้ชีวิตชีวาราวบ่อน้ำที่แห้งเหือด ชัดเจนว่าหรั่นเหยียนกำลังมองนาง แต่ก็คล้ายกับมองไม่เห็น นี่เป็นเหตุให้หรั่นเหม่ยอวี้สงสัยว่า สตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นศพเดินได้ นางร้องเสียงสั่นสะท้านว่า “หรั่นสิบเจ็ด เจ้า เจ้าบ้าไปแล้ว!”
“คุณหนู ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ!” สิงเหนียงรีบยื่นมือออกมา คิดจะแย่งปิ่นไป
“สิงเหนียง!” หรั่นเหยียนตะโกน “หากท่านยื่นมือออกมาอีกนิ้วเดียว ไม่แน่ข้าอาจจะแทงให้ลึกกว่านี้” น้ำเสียงเย็นชาทำให้ผู้คนมั่นใจว่าเธอเอาจริง
หวั่นลวี่เยือกเย็นกว่าสิงเหนียงอยู่บ้าง นางเองก็สังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติของเจ้านาย หรั่นเหยียนคล้ายไม่คิดจะฆ่าตัวตายจริงๆ แต่ก็ดูเด็ดขาดถึงเพียงนั้น ซึ่งต่างลิบลับจากยามปกติ แม้แต่บุคลิกก็เปลี่ยนไป ดังนั้นขณะที่หรั่นเหยียนยกปิ่นขึ้นจี้คอตนเอง นางจึงไม่ทันห้ามปราม แต่ยามนี้ ‘ศัตรูอยู่ตรงหน้า’ นางไม่อาจคิดมาก ทำได้เพียงตั้งสติให้มั่น ต้องคอยระวังอย่าให้เจ้านายฆ่าตัวตายจริงๆ
สิงเหนียงมองใบหน้าซีดเผือดปราศจากพลังชีวิตของหรั่นเหยียน ก็รู้สึกท้อแท้ เจ็บปวดรวดร้าว หลังจากฮูหยินตาย คุณหนูผู้เป็นถึงบุตรีของภรรยาหลวงก็ถูกทิ้งให้อยู่ตามมีตามเกิดในบ้านหลังนี้ ปีแรกยังจัดสรรค่ายามาให้ ทว่าตอนนี้แม้แต่ค่ายาก็ยังไม่มี ภรรยาใหม่ปิดหูปิดตานายท่าน พวกนางไปขอร้องหลายครั้ง นอกจากไม่ได้รับอาหารและเงิน ยังโดนตีบาดเจ็บทั่วตัว ภรรยาใหม่คิดจะบีบลูกภรรยาหลวงให้ตาย! หากต้องมีชีวิตอยู่อย่างทรมานเช่นนี้ มิสู้ตายไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเสียเลย!
…………………………