นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง

นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง: Chapter 003 ตอนที่ 3

#3Chapter 003

ตอนที่ 3 ใจคออำมหิต

สิงเหนียงเช็ดน้ำตาจนแห้ง แล้วเอ่ยเสียงสั่นลอดไรฟัน “ได้เจ้าค่ะ บ่าวจะไม่ห้ามคุณหนูอีก หากคุณหนูจากไป บ่าวก็จะตามไปรับใช้ บ่าวไม่ได้ดูแลคุณหนูให้ดี บ่าวจะไปขอรับโทษจากฮูหยิน”

“บ่าวก็จะขอตามไปด้วย!” วาจาของสิงเหนียงทำให้หวั่นลวี่เศร้าสลดรันทดใจไปด้วย

แววตาของหรั่นเหม่ยอวี้ปรากฏความชั่วร้ายแวบหนึ่ง ในเมื่อตนไม่ได้เป็นคนสังหารหรั่นเหยียน บ่าวรับใช้ข้างกายล้วนเป็นพยานได้ ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยให้นางตายไปเถอะ!

หรั่นเหยียนเข้าใจความคิดของนางกระจ่างทันที จึงหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดจะใช้บ่าวไพร่ข้างกายเป็นพยานให้ตัวเองหรือ พวกนั้นล้วนเป็นคนของเจ้า ใครจะไปเชื่อ เจ้าคิดว่าจะปิดปากได้ทุกคนหรือ! ข้าจะบอกเจ้าให้นะหรั่นเหม่ยอวี้ ถึงข้าจะตายข้าก็ต้องทำให้เจ้าเสื่อมเสียไปด้วย ถึงอย่างไรข้าก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วัน เจ้ายินดีมารับเคราะห์หลังข้าตายเช่นนี้ ข้าช่างสุขใจยิ่งนัก!”

หรั่นเหม่ยอวี้ถูกท่าทางบ้าคลั่งของหรั่นเหยียนขู่ขวัญจนหวาดหวั่น นางเป็นเพียงสตรีที่อยู่แต่ในเรือน ทั้งยังอยู่ในยุคบ้านเมืองสงบ จึงกลัวการเห็นเลือดเป็นธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้นางอยู่ที่นี่ หากหรั่นเหยียนตายจริงๆ ไม่ว่าความจริงเป็นเช่นไร คงจะหลีกเลี่ยงข่าวลือได้ยาก เมื่อครุ่นคิดมาถึงตอนนี้ หรั่นเหม่ยอวี้จึงลังเลเล็กน้อย

หรั่นเหยียนอดหัวเราะไม่ได้ ท่าทีของเธอยิ่งคล้ายคนเสียสติมากขึ้น “ออกไป! หากไม่ใช่เพราะเจ้าคิดแต่จะรังแกผู้อื่น ข้าก็คงไม่คิดลากเจ้ามาตายด้วยกันหรอก ถ้าเจ้ายังไม่ไป ก็อย่าคิดว่าจะรอดไปได้!”

หรั่นเหยียนใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวม ด้านหนึ่งขู่ขวัญหรั่นเหม่ยอวี้ อีกด้านหนึ่งก็เอ่ยว่าตนเองคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน บอกชัดว่าที่นางกระทำล้วนเสียแรงเปล่าสิ้นดี โง่เง่าวอนหาเรื่องเองแท้ๆ

แม้หรั่นเหม่ยอวี้ออกจะบุ่มบ่าม แต่นางไม่ใช่คนโง่ ครั้นได้ฟังวาจาของหรั่นเหยียนก็ฉุกคิด บ่าวไพร่ข้างกายนางต่างกลัวจะเกิดเรื่อง จึงเร่งให้นางรีบจากไป นางสั่งหญิงรับใช้ให้กางร่มทันที แล้วรีบเดินออกไปท่ามกลางสายฝน ลืมแม้กระทั่งปิ่นทอง

หรั่นเหยียนหมดแรงล้มลงไปในอ้อมกอดของสิงเหนียง มือยังกำปิ่นปักผมอันนั้นไว้แน่น

ในความทรงจำแต่เดิมของหรั่นเหยียน น้องสาวสิบแปดนางนี้เป็นคุณหนูที่ชอบรังแกผู้อ่อนแอกว่า แต่กลับหวาดกลัวผู้มีอำนาจเหนือกว่าตน ทำตัวเหมือนสุนัขจิ้งจอกคอยพึ่งบารมีพยัคฆ์ มีความฉลาดอยู่บ้าง แต่เทียบไม่ได้กับมารดาของนางที่ฉลาดเป็นกรด หรั่นเหยียนจึงอยากขู่ขวัญนางเสียหน่อย โชคดีที่นางเป็นคนแบบนี้ มิเช่นนั้นด้วยสภาพฟ้าฝนและร่างกายของเธอยามนี้ หากถูกส่งตัวไปยังถิ่นทุรกันดารไร้ผู้คน เธอคงจะมีชีวิตรอดได้ไม่เกินหนึ่งวัน

การที่หรั่นเหยียนเอาปิ่นทองแทงคอตนเอง อันที่จริงไม่ได้แทงถูกจุดสำคัญ แค่ต้องการให้เกิดรอยแผลเท่านั้น เลือดไหลซิบๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย...แต่ที่สำคัญคือ...เธอย้อนเวลามา! วิญญาณเธอย้อนเวลามา! เรื่องนี้ช่างเหลวไหลสิ้นดี!

หวั่นลวี่เห็นท่าทางหรั่นเหยียนเซื่องซึม ซ้ำยังค่อยๆ หลับตา นางก็ใจหายวาบ จึงรีบวิ่งออกไปตามหมอทันที

หรั่นเหยียนไม่รู้ว่าตนเองหลับไปนานเท่าใด ครั้นฟื้นขึ้น ยังไม่ทันลืมตา ก็รู้สึกถึงแสงแดดอบอุ่นแล้ว

“คุณหนู!” หวั่นลวี่เห็นเธอขยับตัว พลันรู้สึกเศร้าระคนดีใจจนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วครู่ ท่าทางของนางไม่เหมือนวันก่อนที่คอยขัดขวางหรั่นเหม่ยอวี้อย่างเอาเป็นเอาตายสักนิด

หรั่นเหยียนลืมตาขึ้นมอง เห็นแสงตะวันสาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามา ทว่าหัวสมองยังงุนงง

ความเป็นไปได้ในการย้อนเวลามีอยู่เท่าไร แล้วการข้ามเวลากลับไปอีกล่ะ แม้หรั่นเหยียนจะงงงวยอยู่ แต่รู้ว่าแทบไม่มีโอกาสกลับไปในเร็วๆ นี้ แม้วันหน้าจะมีหนทาง ศพของเธอก็คงถูกเผาไปแล้ว หรือถึงยังไม่ถูกเผา ใครจะรับประกันได้ว่าระบบร่างกายที่หยุดทำงานไปแล้วจะยังกลับมาใช้ได้อีก เกรงว่าชาตินี้เธอคงถูกลิขิตมาให้ใช้ชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ถังเสียแล้ว

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติ ครั้นได้สติกลับมา ก็ได้ยินเสียงเรียกร้อนรนอยู่ข้างหู “คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ!”

“หวั่นลวี่” เสียงของหรั่นเหยียนเบาหวิว หากลมแรงกว่านี้คงถูกพัดหายไปหมด

“บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะ!” หวั่นลวี่เห็นว่าในที่สุดหรั่นเหยียนก็ได้สติ จึงรีบเดินเข้าไปใกล้

“แดดออกแล้วหรือ” หรั่นเหยียนหรี่ตามองแสงตะวันเจิดจรัสที่ส่องผ่านมู่ลี่ไม้ไผ่ ใจค่อยๆ หายสับสน หวั่นลวี่เห็นสีหน้าของเธอดีขึ้น จึงถอนใจโล่งอกพลางตอบยิ้มๆ “เจ้าค่ะ ฝนตกติดต่อกันถึงหกเจ็ดวัน ในที่สุดท้องฟ้าก็ปลอดโปร่งเสียที คุณหนูก็ฟื้นแล้วด้วย ช่างเป็นลางดีจริงๆ”

“พยุงข้าไปนั่งข้างนอกที” ในความทรงจำของหรั่นเหยียน เธอน่าจะเอ่ยกับหวั่นลวี่ด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ จึงเอ่ยตามเดิม

หวั่นลวี่ตอบรับอย่างชื่นบาน พลันวิ่งออกไปนอกม่าน หยิบเสื้อคลุมผ้าต่วนปักลายมาคลุมบนร่างของหรั่นเหยียน จากนั้นพยุงเธอออกไปที่ลานบ้าน

ครั้นก้าวออกจากเรือน ท่ามกลางอากาศอุ่นชื้น มีกลิ่นหอมจากต้นไม้ใบหญ้าและดอกสายน้ำผึ้งโชยมาเตะจมูก

กลางลานบ้านเล็กๆ ขนาดครึ่งหมู่[footnoteRef:1]ปลูกดอกไม้ไว้หลายชนิด แปลงดอกไม้ตัดแต่งเป็นระเบียบ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ยังปลูกเพิงไว้หลังหนึ่ง ด้านบนหลังคามีเถาสายน้ำผึ้งปกคลุม ดอกไม้เรียวยาวสีเหลืองแซมขาวแข่งกันผลิบานรับแสงแดด สร้างความอิ่มเอมใจแก่ผู้พบเห็น [1: หมู่ หน่วยวัดพื้นที่ของจีน หนึ่งหมู่ เท่ากับ 0.417 ไร่ หรือ 1 ไร่ เท่ากับ 2.4 หมู่]

มีสวนเล็กๆ เป็นระเบียบอยู่รอบเพิง ภายในปลูกสมุนไพรหลายชนิดที่พบเห็นทั่วไป ตรงกลางมีทางเล็กๆ ลาดด้วยกรวดก้อนกลมทอดยาวไปถึงเพิง

หรั่นเหยียนไม่ได้เดินไป เธอเพียงออกมารับแสงแดดบนระเบียงยาวเลียบกำแพงจากประตูใหญ่ ซึ่งเชื่อมระหว่างเรือนหลักกับเรือนด้านข้าง ไอชื้นภายในเรือนเกือบทำให้ตัวเธอขึ้นราแล้ว

หรั่นเหยียนนั่งพิงเสาอยู่สักครู่ แสงตะวันอันอบอุ่นแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังเย็นยะเยือกทีละน้อย ภายในร่างกายคล้ายกับมีพลังขึ้นบ้าง เพียงแต่ยังเกียจคร้านไม่อยากเคลื่อนไหว เธอหรี่ตาพลางนึกทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับสกุลหรั่น ครั้นเธอมารับช่วงความทรงจำในร่างนี้ กลับรู้ว่าเจ้าของเดิมรู้จักเพียงพี่น้องร่วมสายเลือด นอกจากนั้นแล้วนางไม่รู้อะไรเลย ไม่ว่าเครือญาติลูกพี่ลูกน้อง บุคคลทั่วไป หรือแม้กระทั่งเรื่องสำคัญในบ้านเมือง บ่งบอกว่าสตรีนางนี้ไม่เคยออกนอกเรือนไปพบปะผู้คนภายนอก

“พวกเขาจะส่งข้าไปที่ใด” เนื่องด้วยความเคยชินในอาชีพ ครั้นพบเจอเรื่องราวคลุมเครือ หรั่นเหยียนเป็นอันต้องสอบถามให้แน่ชัด

หวั่นลวี่ชะงักไปชั่วครู่ พอได้สติพลันกล่าวเสียงเกรี้ยว “คุณหนูหมายถึงคุณหนูสิบแปดหรือ นางจะบังคับให้คุณหนูออกบวชเป็นแม่ชีน่ะสิ! อารามนั่นอยู่ระหว่างทางขึ้นเขา คนที่จะไปกราบไหว้ก็มีไม่มาก หากคุณหนูไปก็เท่ากับ ก็เท่ากับ...”

ก็เท่ากับไปตาย หวั่นลวี่หลีกเลี่ยงถ้อยคำเหล่านี้ แค่รับรู้ก็พอ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก

อารามในเมืองซูโจวไม่แพร่หลายเช่นในเมืองฉางอัน มีเพียงอารามเล็กๆ แห่งหนึ่งบนภูเขาซีซาน ผู้คนทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างรวมกันก็แค่ยี่สิบกว่าคน สภาพแวดล้อมทุรกันดาร ถ้าให้หรั่นเหยียนที่มีสภาพใกล้ตายไปที่นั่น ก็ไม่ต่างจากการบังคับให้เธอไปตาย

“อือ แต่ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ไม่ควรวู่วาม เมื่อวานที่เจ้าเสียมารยาทต่อคุณหนูสิบแปด คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่นางจะเจ็บแค้นเจ้า” หรั่นเหยียนรู้ว่าหวั่นลวี่และสิงเหนียงมีจิตใจซื่อสัตย์และภักดีต่อเธอ เธอเองก็เพิ่งมาอยู่ในร่างนี้ วันหน้ายังมีเรื่องต้องพึ่งพาพวกนางอีก จึงต้องตักเตือนเพื่อปกป้องพวกเดียวกัน

หวั่นลวี่ถอนใจอย่างจนปัญญา แต่น้ำเสียงกลับแน่ใจเต็มเปี่ยม “เรื่องนี้เดิมทีเป็นความคิดของเจ้าเรือนหลักท่านนั้น นางเอ่ยเรื่องนี้กับนายท่าน แต่นายท่านไม่ได้ตอบตกลง ครานี้คุณหนูสิบแปดผู้ไร้อำนาจและความชอบธรรมยังมาบังคับขู่เข็ญโดยพลการ ไม่รู้ว่ามีคนในตระกูลอีกตั้งเท่าไรที่คอยจ้องจับผิดเจ้าเรือนหลักท่านนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะทำเรื่องที่ให้ใครรู้ไม่ได้ นิสัยอย่างคุณหนูสิบแปดมีหรือจะวิ่งหนีไปอย่างลนลาน”

‘เจ้าเรือนหลักท่านนั้น’ จากวาจาของหวั่นลวี่หมายถึงมารดาเลี้ยงของหรั่นเหยียน หรือมารดาแท้ๆ ของคุณหนูสิบแปด และนายท่านก็คือประมุขสกุลหรั่น ผู้เป็นบิดาของหรั่นเหยียนในราชวงศ์ถัง

หรั่นเหยียนกล่าว “แต่นางเป็นเจ้านาย หากคิดจะจัดการเจ้า ก็เป็นเรื่องง่ายดายเพียงเอ่ยวาจาสองสามประโยค วันหลังเจ้าต้องระวังให้มาก อย่าไปล่วงเกินนางซึ่งหน้าเชียวล่ะ”

อย่าล่วงเกินซึ่งหน้า แสดงว่าล่วงเกินลับหลังได้หรือ หวั่นลวี่เบิกตากว้าง คุณหนูเป็นคนฉลาด ที่ผ่านมานางเข้าใจทุกอย่าง เพียงแต่ไม่เอ่ยปาก นางยอมทนทุกอย่างเสมอ ทุกครั้งจึงมักจะกล่าวว่า ‘ทนไปหน่อยแล้วกัน’ สิงเหนียงก็เป็นคนแบบเดียวกัน ทั้งสองกอดกันร่ำไห้อยู่บ่อยครั้ง เหตุนี้ทำให้หวั่นลวี่ผู้มีอารมณ์ร้อนและวู่วามรู้สึกไม่ได้ดั่งใจจริงๆ มาบัดนี้นับว่าดีขึ้นแล้ว แม้จะเป็นเพียงการพูดคลุมเครือก็ตาม

หวั่นลวี่ขอบตาแดงก่ำ เอ่ยพลางสะอื้นไห้ “แม้บ่าวตาย ก็จะไม่ให้คุณหนูโดนใครรังแก! กลับเป็นคุณหนูที่ครั้งนี้ได้รับความอยุติธรรมใหญ่หลวงจนตาสว่าง! คุณหนูเป็นถึงบุตรีของภรรยาหลวง แม้ทางตระกูลของมารดาจะไม่รุ่งเรืองดังแต่ก่อน แต่จะดีจะเลวอย่างไร ก็เป็นตระกูลใหญ่ มีฐานะเหนือกว่าเจ้าเรือนหลักที่มีชาติตระกูลธรรมดาเป็นร้อยเท่าพันเท่า ขอเพียงให้ร่างกายคุณหนูแข็งแรงขึ้น ใครก็ทำอะไรคุณหนูไม่ได้แล้ว!”

หรั่นเหยียนยิ้มบางๆ เดิมทีเธอคิดจะกล่อมหวั่นลวี่ ทว่ากลับถูกกล่อมเสียเอง แม้วาจานี้จะกล่าวปลอบโยนหรั่นเหยียนคนเดิม แต่เธอก็ซาบซึ้งน้ำใจนี้

“คุณหนูยิ้มแล้วช่างงามนัก!” น้ำตาคลอเบ้าดวงตาหงส์ของหวั่นลวี่ เป็นประกายสดใสภายใต้แสงแดด ขับเน้นให้รูปโฉมของสตรีบอบบางนางนี้น่าดูยิ่งขึ้น

นางเป็นเพียงสตรีวัยสิบเจ็ดสิบแปดปีดั่งบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับแก่เกินวัยเยี่ยงนี้ แปดในสิบส่วนล้วนเกิดจากการถูกวันเวลาเคี่ยวกรำ หรั่นเหยียนหมกมุ่นครุ่นคิดจนไม่รู้ตัวว่าใจลอย

หวั่นลวี่มองคุณหนูด้วยความกังวล เอ่ยวาจาเพียงไม่กี่ประโยคก็พลันเหม่อลอยเช่นนี้ ไม่รู้ว่าที่จริงมีปัญหาใดหรือไม่

…………………………

devc-a3b5dd88-33025นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง: Chapter 003 ตอนที่ 3