นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง
10 / 10
ตอนถัดไป

นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง: Chapter 010 ตอนที่ 10

#10Chapter 010

ตอนที่ 10 จานฝนหมึกโบราณปรากฏ

อู๋ซิวเหอแม้จะไม่เห็นเงินแปดตำลึงนี้ในสายตา แต่เห็นหรั่นเหยียนในสายตา เขาพอใจการแสดงออกของหรั่นเหยียนในระยะนี้ อีกอย่างวิชาดูโหงวเฮ้งของเขาไม่เคยพลาด...

อู๋ซิวเหอจึงเปลี่ยนใจทันที เขาลูบเครายาวด้วยสีหน้าการุณย์ ราวภูมิใจว่าลูกสาวโตเป็นสาวแล้ว

อู๋ซิวเหอยื่นมือไปเหมือนจะประคองหรั่นเหยียนลุกขึ้น “รีบลุกขึ้นเร็ว ก่อนนี้ข้าเห็นเจ้าปลูกสมุนไพรได้งามนัก ก็รู้ว่าเจ้ามีพรสวรรค์ทางการแพทย์ เข้ามาก่อนค่อยว่ากัน”

หรั่นเหยียนเดินตามอู๋ซิวเหอเข้าไปในเรือน หวั่นลวี่มองเงินในมือ รู้ว่ามันใกล้จะเป็นของคนอื่นอยู่รอมร่อก็ปวดใจขึ้นทุกขณะ

“ข้าเป็นศิษย์สายสำนักกุ๋ยกู่จื่อ (ปราชญ์พหูสูตหลากสาขายุคชุนชิวจ้านกว๋อ) มาถึงข้า ก็เป็นรุ่นที่เก้าสิบสาม...” อู๋ซิวเหอนั่งคุกเข่าอย่างสำรวมตรงตำแหน่งเจ้าบ้าน แล้วเอ่ยต่อ “ข้ากับเด็กน้อยอย่างเจ้านับว่ามีวาสนาต่อกัน วันนี้จึงจะรับเจ้าเป็นศิษย์รุ่นที่เก้าสิบสี่”

หวั่นลวี่อ้าปากจะส่งเสียง แต่ถูกหรั่นเหยียนปรามด้วยสายตา จึงกล้ำกลืนคำพูด เม้มปากแน่น ทว่าในดวงตาหงส์กลับเปี่ยมความสงสัย

อู๋ซิวเหอพล่ามจบเที่ยวหนึ่ง แล้วสั่งให้หรั่นเหยียนคารวะอาจารย์ ฐานะศิษย์อาจารย์จึงกำหนดด้วยประการฉะนี้

“วันนี้ข้าเก็บสมุนไพรที่เขาซีซาน มีโชคไม่เลว ถึงกับเก็บเห็ดหลินจือดำอายุยี่สิบปีได้ดอกหนึ่ง ข้าว่าแล้ว! ที่แท้เป็นเพราะสวรรค์กลัวข้าไม่มีของรับขวัญศิษย์” อู๋ซิวเหอเอ่ยพลางลุกอ้อมไปหลังม่าน หยิบเห็ดหลินจือดำไร้ก้านดอกหนึ่งที่ใหญ่หน่อยขึ้นจากชะลอมสมุนไพร นิ่งคิดแล้ววางกลับไปอีก จากนั้นหยิบดอกเล็ก แล้วยิ้มแป้นเดินออกมา

“เห็ดหลินจือดำดอกนี้ให้เจ้าเป็นของรับขวัญ!” อู๋ซิวเหอวางเห็ดหลินจือในมือหรั่นเหยียน พลางเอ่ยด้วยท่าทางเอ็นดู “พรุ่งนี้ให้หวั่นลวี่ตุ๋นให้เจ้าบำรุงร่างกาย”

หรั่นเหยียนยิ้มน้อยๆ ขณะรีบคุกเข่าคารวะ “ขอบคุณอาจารย์ที่เอ็นดู!”

“ลุกขึ้น ลุกขึ้น ศิษย์สำนักกุ๋ยกู่จื่อเราตลอดมาวางตัวกันตามสบาย” อู๋ซิวเหอกล่าวยิ้มๆ

หรั่นเหยียนสั่งให้หวั่นลวี่วางเงินแปดตำลึงลง ก่อนเอ่ยว่า “ดึกแล้ว อาจารย์ก็พักผ่อนเร็วหน่อยเถิด ข้าไม่รบกวนแล้ว”

ออกจากประตูไปยังไม่ถึงร้อยก้าว หวั่นลวี่ก็พูดอย่างร้อนใจว่า “คุณหนู ตอนแรกหมอเทวดาอู๋บอกว่าตนเป็นทายาทของเปี่ยนเชวี่ย (หมอเทวดายุคชุนชิวจ้านกว๋อ) ต่อมาก็บอกว่าเป็นศิษย์สำนักฮัวโต๋ (หมอเทวดาสมัยสามก๊ก) ตอนนี้กลับบอกว่าอยู่สายสำนักกุ๋ยกู่จื่อ เขา เขาโกหกพวกเราหรือเปล่า!”

แม้หวั่นลวี่จะเรียนหนังสือไม่มาก แต่ก็รู้ว่าเปี่ยนเชวี่ยกับฮัวโต๋เป็นคนละคนกัน

“เจ้ารู้ไหมทำไมข้าถึงกราบเขาเป็นอาจารย์” หรั่นเหยียนถามพลางส่งเห็ดหลินจือดำในมือให้หวั่นลวี่

หวั่นลวี่ส่ายหน้า ควักผ้าเช็ดหน้ามาค่อยๆ ห่อเห็ดหลินจือดำ

หรั่นเหยียนเอ่ยเสียงเรียบ “ก็เหมือนเห็ดหลินจือดำที่ไม่ได้มีอายุยี่สิบปีนี้ ไม่ว่าหมอเทวดาอู๋มีที่มาอย่างไร ข้าก็ไม่ใส่ใจเลย สิ่งที่ข้าต้องการก็คือชื่อเสียงของเขาในชนบท”

“ไม่ใช่เห็ดอายุยี่สิบปี!” หวั่นลวี่จับประเด็นสำคัญในคำพูดของหรั่นเหยียนไม่ได้โดยสิ้นเชิง แต่ดวงตากลับมีเพลิงโทสะพวยพุ่ง เพราะเรื่องที่โดนอู๋ซิวเหอหลอก สภาพเช่นนั้น อาจจะกลับไปถกเหตุผลกับอู๋ซิวเหอทันที

หรั่นเหยียนรั้งนางไว้ อธิบายว่า “พูดตามหลักวิทยาศาตร์ เห็ดหลินจือไม่แบ่งแยกอายุ ขอแค่โตเป็นดอกเห็ด ล้วนมีสรรพคุณเป็นยา กลับกัน เห็ดหลินจือที่อยู่มานานสปอร์เห็ดจะร่วงกระจายไป ไม่มีความสามารถในการเจริญพันธุ์ สรรพคุณจะลดลง เห็ดหลินจือพันปีที่ว่ากัน ก็เป็นแค่การหลอกลวงคน”

“วิทยาศาสตร์...สปอร์...เจริญพันธุ์?” หวั่นลวี่ตะลึงฟังศัพท์ไม่คุ้นเคยที่หรั่นเหยียนหลุดปาก แล้วพยายามขบคิด แม้จะยังไม่เข้าใจ แต่ก็รู้ความหมายคร่าวๆ ที่หรั่นเหยียนต้องการสื่อ ขอแค่เห็ดหลินจือโตได้ขนาด ล้วนมีสรรพคุณเป็นยาทั้งสิ้น

หรั่นเหยียนรู้ตัวว่าพลั้งปากไป จึงเสพูดกลบเกลื่อนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เห็ดหลินจือสามารถดูจากขนาดและสป...และสีสัน ลักษณะ แยกแยะดีเลว เมื่อพิจารณาดูแล้ว เห็ดหลินจือดอกนี้นอกจากมีขนาดเล็กไปหน่อย อย่างอื่นก็ยังถือว่าไม่เลว”

หวั่นลวี่งงงันมองหรั่นเหยียนครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้าๆ ว่า “คุณหนู จู่ๆ ข้าก็รู้สึกโง่เจ้าค่ะ”

หรั่นเหยียนรู้ว่าไม่ควรแสดงออกกะทันหันต่อหน้าหวั่นลวี่ว่าไม่เหมือนก่อน แต่เธอต้องการให้คนใกล้ชิดสักคนปรับตัวให้เข้ากับเธอเร็วที่สุด จึงจะดำเนินการขั้นต่อไปได้

สิงเหนียงความคิดละเอียดรอบคอบ จึงคิดมาก ส่วนหวั่นลวี่แม้จะฉลาดมีไหวพริบ แต่ปกติไม่คิดอะไรลึกซึ้ง ซึ่งตรงกับความต้องการของหรั่นเหยียนพอดี

“คนมักพูดกันว่าป่วยนานจนเป็นหมอ ข้าป่วยมานาน ย่อมต้องรู้มากเป็นธรรมดา” หรั่นเหยียนอธิบายเหมือนไม่อธิบาย แล้วรีบพูดต่อว่า “ไม่ว่าอาจารย์จะเป็นคนเช่นไร หลายปีนี้เขาก็ได้ช่วยพวกเราไว้ไม่น้อย หากไม่ได้เขา ข้าอาจป่วยตายไปนานแล้ว ฉะนั้นนะหวั่นลวี่ ต่อไปเจ้าต้องเคารพเขาด้วย”

“เจ้าค่ะ คุณหนูกล่าวถูกต้อง” หวั่นลวี่พยักหน้า นี่สิเป็นความจริง หมอเร่ร่อนที่ไม่รู้จักมักคุ้นกัน ทุ่มเทกายใจรักษาคุณหนูโดยไม่เห็นแก่เงินทอง นี่เป็นความเมตตาใหญ่หลวง ยังจะจับผิดของรับขวัญที่เขาให้ว่าไม่ใช่ของชั้นเยี่ยมได้หรือ!

เมื่อนึกถึงของรับขวัญและค่ากราบอาจารย์แปดตำลึงนั้น หวั่นลวี่ก็ปวดใจอีก “ยังบอกอยู่แท้ๆ ว่าพรุ่งนี้จะเข้าเมืองไปตัดเสื้อผ้าให้คุณหนู ช่างพอดิบพอดีเสียจริง เหลือเงินแค่ครึ่งพวง ตัดเฮอจื่อสักตัวยังไม่พอ”

เฮอจื่อ เป็นคำเรียกเฉพาะในสมัยถังของเสื้อผ้าแนบเนื้อลักษณะคล้ายเอี๊ยม แต่ต่างจากเอี๊ยมคือไม่มีเชือกผูกบนคอ สะดวกสำหรับใส่ชุดกระโปรงเผยเนินอก

เงินห้าร้อยอีแปะพอจะตัดเฮอจื่อ แต่หากจะตัดชุดกระโปรงยังขาดอีกเยอะ

“พรุ่งนี้ข้าแค่คิดจะไปดูในเมือง ไม่ได้ไปเพื่อตัดเสื้อ” หลักๆ หรั่นเหยียนอยากไปดูลู่ทางหาเงิน กินสมบัติเก่าจนหมดแบบนี้ไม่ใช่ทางออก มิหนำซ้ำ สมบัติเก่านี้รวมกันยังกินได้แค่เดือนเดียว

หวั่นลวี่ปรนนิบัติหรั่นเหยียนเข้านอน เก็บเห็ดหลินจือไว้อย่างดี แล้วถอยออกจากห้องเงียบๆ

หลังกราบอาจารย์ หรั่นเหยียนหมดเรื่องหนักอกไปเรื่องหนึ่ง จึงหลับสนิทตลอดคืน รุ่งขึ้นตอนลุกจากเตียงสีหน้าจึงแช่มชื่น

หวั่นลวี่อยู่เวรรับใช้ตอนดึก เพิ่งไปนอนได้ไม่นาน สิงเหนียงจึงมาปรนนิบัติหรั่นเหยียนล้างหน้าแต่งตัวก่อน เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หวั่นลวี่จึงเข้ามา

สิงเหนียงยืนกรานไม่ไปด้วย แต่ลากหรั่นเหยียนกับหวั่นลวี่ไปกำชับกำชา

หลังกินอาหารเช้าง่ายๆ เสร็จ ทั้งคู่จึงหลุดพ้นจากการ ‘ทรมานทรกรรม’ ของสิงเหนียง ขณะสวมรองเท้ามีบ่าวตะโกนมาจากนอกเรือนว่า “คุณหนูสิบเจ็ดอยู่ไหม”

หวั่นลวี่ชะงักครู่หนึ่งก่อนวิ่งไปเปิดประตู “อยู่ มีเรื่องอะไรหรือ”

บ่าวประคองห่อของในมือส่งให้หวั่นลวี่ “นี่เป็นของที่อาจารย์ซาง อาจารย์คนใหม่ในหมู่บ้านไหว้วานผู้น้อยนำมามอบให้คุณหนู”

ท่าทีของบ่าวแม้จะหาที่ติไม่ได้ แต่แววตาติเตียนชัดเจนจนยากจะมองข้าม หวั่นลวี่จึงถลึงตามองเขาอย่างดุดัน เตรียมขึ้นเสียงด่าว่า แต่เมื่อนึกได้ว่าหากล่วงเกินเขา ภายหน้าวันเวลาในบ้านชนบทจะยิ่งลำบากกว่าเดิม จึงทนกล้ำกลืนไว้ แล้วย่อตัวขอบคุณลวกๆ “รบกวนแล้ว ไม่ทราบอาจารย์ซางมีคำพูดใดอีกหรือไม่”

“ไม่มี” บ่าวตอบ

“อาจารย์ซางก็เป็นผู้มีการศึกษา เหตุใดไม่รู้จักเลี่ยงคำครหาเช่นนี้!” หวั่นลวี่บ่น

เดิมทีหากอยู่ทางเหนือเรื่องนี้ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ สตรีฉางอันออกจากบ้าน แม้แต่หมวกบังกายยังไม่สวม การร่วมโต๊ะกับบุรุษก็ยิ่งเป็นเรื่องที่พบเห็นอยู่เสมอ ทว่าทางใต้นั้นไม่เหมือนกัน หญิงชายแอบมอบสิ่งของให้กันเช่นนี้ แม้จะไม่เป็นความผิด แต่ก็ไม่ดีนัก “โปรดรอก่อน ข้าต้องรายงานเรื่องนี้แก่คุณหนูก่อน”

“เรื่องอะไร” หรั่นเหยียนสวมหมวกบังกาย เดินออกจากเรือนมาแล้ว

“อาจารย์ซางส่งของมาเจ้าค่ะ” หวั่นลวี่ถือห่อของไปที่หน้าหรั่นเหยียน

หรั่นเหยียนชะงักนิดหนึ่ง ขณะนึกสงสัย เธอกับซางเฉินเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว คงไม่ถึงขั้นมอบของให้กันไม่ใช่หรือ หรั่นเหยียนยื่นมือไปแก้ห่อของออก ภายในปรากฏจานฝนหมึกอันหนึ่งกับเงินสองตำลึง ใต้จานฝนหมึกยังมีจดหมายฉบับหนึ่งถูกทับไว้

หรั่นเหยียนจ้องจานฝนหมึกเขม็ง รูม่านตาพลันหดเล็กลง

นี่เป็นจานฝนหมึกดินเผาสีม่วงกุหลาบ ด้านข้างแกะลายดอกกล้วยไม้เหมือนจริง นอกจากที่มันเป็นจานฝนหมึกใหม่ อย่างอื่นกลับแทบไม่ต่างจากอันที่อยู่บนโต๊ะทำงานของหรั่นเหยียนในอีกชาติเลย

การปรากฏของจานฝนหมึกอันนี้ ทำให้การตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อในราชวงศ์ถังของหรั่นเหยียนเริ่มสั่นคลอน ซางเฉินคนนั้น ที่แท้เป็นใครกันแน่ เขาเกี่ยวข้องอะไรกับการที่เธอข้ามเวลามา

จู่ๆ ปัญหามากมายก็ประดังกันขึ้น ทำให้หรั่นเหยียนที่เยือกเย็นมีสติมาตลอดสับสนไปชั่วขณะ ดีที่มีหมวกบังกายปิดไว้ บ่าวกับหวั่นลวี่จึงไม่เห็นสิ่งผิดปกติ

หรั่นเหยียนสูดหายใจลึกหลายเฮือก ทำใจให้สงบ ยื่นมือไปหยิบจดหมายใต้จานฝนหมึกมาคลี่ออกช้าๆ

…………………………

devc-a3b5dd88-33025นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง: Chapter 010 ตอนที่ 10