นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง

นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง: Chapter 009 ตอนที่ 9

#9Chapter 009

ตอนที่ 9 แย้มยิ้มเด็ดบุปผา

รองเท้าผ้าไหมคือรองเท้าลายปักที่ใช้กันในยุคต่อมา มีน้ำหนักเบา รูปแบบงดงาม ใส่สบายกว่าเกี๊ยะมาก เพียงแต่ต้องระมัดระวังยามเดิน มิเช่นนั้นหากไปเหยียบถูกก้อนหินเข้าคงเจ็บน่าดู

หรั่นเหยียนตระหนักว่าการใช้ชีวิตในชนบท ควรใส่เกี๊ยะจะดีกว่า เพราะการคอยมองเท้าขณะเดินเช่นนี้ ช่างลำบากลำบนเหลือเกิน

เกือบจะถึงช่วงปลายของยามเซิน[footnoteRef:1] ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ สายลมคิมหันต์พัดแผ่วเบามาปะทะใบหน้า พากลิ่นอายเย็นชื้นและกลิ่นบุปผาที่มีเฉพาะในเจียงหนานดินแดนแห่งสายน้ำมาด้วย หรั่นเหยียนถอนใจโล่งอก เมื่อรู้ว่าใกล้จะถึงที่หมาย [1: เวลาบ่าย 3 โมง – 5 โมง]

“คุณหนู!” จู่ๆ หวั่นลวี่ก็มากระซิบข้างหู “บุรุษหนุ่มรูปงามเชียวเจ้าค่ะ!”

หรั่นเหยียนเงยหน้าขึ้น มองตามแววตาเคลิบเคลิ้มของหวั่นลวี่ ภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงสีส้มอ่อน เสื้อยาวแขนกว้างสีขาวนวลพลิ้วตามสายลม เส้นผมดำขลับเกล้ามวยไว้ ปอยผมที่ปรกหน้าผากปลิวไสว แสงสีส้มรางๆ ทอดลงบนใบหน้าด้านข้างซึ่งไร้จุดด่างพร้อยของเขา ใบหน้าราวหยกขาว ริมฝีปากแดงเรื่อ ฟันขาวกระจ่าง เสมือนหนึ่งจิตรกรรมงามวิจิตร

บุรุษหนุ่มรูปร่างผอมสูง สวมเสื้อยาวแขนเสื้อกว้าง แฝงไว้ด้วยรูปแบบของราชวงศ์เว่ยและจิ้น เขากำลังก้มลงดมกลิ่นดอกโบตั๋นขาวที่อยู่ตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อ สีหน้าเคลิบเคลิ้มนั้นงามจนมิอาจวางตา

หรั่นเหยียนยิ้มมุมปาก บุรุษชอบดมดอกไม้! ดมจนมีท่าทางเช่นนี้ ช่างเหลือเกินจริงๆ...หรั่นเหยียนอดคันมือไม่ได้ อยากจะผ่าร่างเขาออกดู

บุรุษหนุ่มชมดอกไม้อยู่ชั่วครู่ ขณะจะหมุนตัวเดินจากไป กลับชะงักฝีเท้า ก้มลงหากิ่งไม้ด้านข้างไม้พุ่ม แล้วขุดดอกไม้ริมทางใต้ต้นโบตั๋น

“เขาขุดดอกไม้ของพวกเรา” หรั่นเหยียนขัดจังหวะเคลิบเคลิ้มของหวั่นลวี่อย่างไม่ไว้หน้า

หวั่นลวี่ตั้งสติได้ทันที เอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “คุณหนู นั่นเป็นแค่ดอกไม้ริมทาง พวกเราไม่ได้ปลูกเจ้าค่ะ”

บุรุษหนุ่มได้ยินพวกนางพูดคุยกัน ก่อนหันมาอย่างตกใจโดยที่ยังถือดอกไม้อยู่ สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาคงได้ยินวาจาของหรั่นเหยียน จึงอธิบายอึกๆ อักๆ “ผู้น้อย...ผู้น้อยเพียงแต่คิดว่าดอกไม้ริมทางดอกนี้เติบโตอยู่ใต้ต้นโบตั๋นอันงดงาม ช่างน่าเวทนานัก จึงคิด...คิดจะย้ายไปปลูกที่อื่น”

เขาถือดอกไม้เล็กๆ สีเหลืองอ่อนด้วยสองมือ ใบหน้าหล่อเหลาช่วยขับดอกไม้ให้ดูเด่นขึ้น เพิ่มสีสันอีกหลายส่วน หรั่นเหยียนตัวสั่นเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้จะเหมือน...พระถังซัมจั๋ง ช้าก่อน เขาคงไม่ใช่พระถังซัมจั๋งจริงๆ หรอก คิดดูแล้วยุคสมัยไม่ถูกต้อง หรั่นเหยียนจึงถอนใจโล่งอก

หรั่นเหยียนจับจ้องดอกไม้ในมือเขาผ่านผ้าโปร่งคลุมหน้าสีดำ

บุรุษหนุ่มรูปร่างผอมสูง ทั้งยังหนุ่มยังแน่น หรั่นเหยียนคาดคะเนจากรูปร่างหน้าตา น่าจะอายุประมาณสิบเจ็ดปี

“ผู้น้อยเป็นอาจารย์ในโรงเรียนชนบทที่เพิ่งมาใหม่ แซ่ซาง ชื่อเฉิน ชื่อรองคือสุยหย่วน” ชายหนุ่มรีบประสานมือโค้งคำนับหรั่นเหยียน

หรั่นเหยียนอยากจะตอบด้วยความเคยชินว่า ‘ข้ารู้แล้ว’ ความหมายก็คือ ‘ท่านไปได้แล้ว’ แต่ครั้นนึกถึงสิงเหนียงที่กำชับหนักหนาให้เธอถ่อมตน ทำตัวสุภาพอ่อนโยน เธอจึงรีบกล้ำกลืนคำนั้น พลางย่อเข่าคารวะเล็กน้อย “คำนับอาจารย์ซาง”

ซางเฉินรีบโบกมือ “มิกล้า มิกล้า!”

เขาชะงักไปชั่วครู่ ดูเหมือนอยากพูดบางอย่าง ริมฝีปากขยับเล็กน้อย แต่กลับเอ่ยเพียง “ไม่กล้ารบกวนคุณหนูแล้ว ผู้น้อยขอตัว!”

พูดจบ เขาก็รีบวิ่งไปตามทางเดินเล็กๆ พอไปถึงทางโค้งไม่รู้เหยียบอะไรเข้า จึงโซเซเกือบล้ม ทำให้เงาร่างทอดยาวนั้นยิ่งดูลุกลี้ลุกลน

หวั่นลวี่ตกตะลึง “คุณหนู...อาจารย์ซางเป็นอะไรเจ้าคะ”

“ไม่รู้สิ” หรั่นเหยียนไม่ได้สนใจซางเฉิน แต่กลับจดจ่ออยู่กับแปลงดอกไม้ตรงหน้า

ดอกไม้สีสันตระการตางามสะพรั่ง เพียงแต่หรั่นเหยียนคิดว่าดอกไม้เหล่านี้แค่มีสีสันต่างกัน มองแล้วรู้สึกแปลกใหม่เพียงชั่วประเดี๋ยว เธอจึงหมดความสนใจทันที เมื่อเทียบกับซากศพพิลึกพิลั่นยังปลุกเร้าความตื่นเต้นได้มากกว่า

“พวกเรากลับกันเถอะ” หรั่นเหยียนเอ่ย

“คุณหนู พวกเราเพิ่งมา เหตุใดจะรีบกลับล่ะเจ้าคะ” หวั่นลวี่เอ่ยอย่างข้องใจ แต่ก่อนคุณหนูชอบดอกไม้ใบหญ้าเหล่านี้ที่สุด ทั้งยังเคยขอเมล็ดสมุนไพรจากหมอเทวดาอู๋มาปลูก ทว่าทำไมจู่ๆ กลับไม่สนใจเสียแล้ว

หรั่นเหยียนไม่อธิบาย แต่เริ่มคิดวางแผนว่าจะหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองดี หรือว่าจะคิดหาวิธีกลับไปยังเรือนหลักของสกุลหรั่น

ฐานะของหรั่นเหยียนคือ คุณหนูสิบเจ็ดแห่งสกุลหรั่น สิ่งนี้มิอาจปฏิเสธได้ ถึงจะหาเลี้ยงชีพได้ดีเพียงใด การแต่งงานก็ยังเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต เกี่ยวข้องกับวาจาของบิดามารดาและแม่สื่อ หากเธอไม่คอยดูให้ดี แต่งออกไปสุ่มสี่สุ่มห้า ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตสุขสบายเลย หนีหรือ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ สตรีอ่อนแอผู้หนึ่ง แม้แต่มือยังไม่มีแรงจับไก่ หากใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกตามลำพัง ยิ่งอันตรายกว่ายามนี้หลายเท่านัก แต่จะกลับบ้านสกุลหรั่นตอนนี้เลยไม่ได้ เพราะยังไม่ถึงเวลา

ครั้นวิเคราะห์เหตุผลโดยรวมแล้ว หรั่นเหยียนตัดสินใจว่าจะอยู่ที่นี่ พลางแอบทำงานหาเงินไปก่อน พอถึงเวลานั้นไม่ว่าจะไปหรือถูกรับกลับไปสกุลหรั่น เธอก็ยังพอมีหลักประกัน

พอกลับถึงเรือน หรั่นเหยียนหารือกับสิงเหนียงและหวั่นลวี่ว่า วันพรุ่งนี้จะเข้าไปในตัวเมือง ประจวบเหมาะกับที่หวั่นลวี่เคยบอกไว้ตอนเที่ยงว่าจะเย็บชุดใหม่ให้เธอ สิงเหนียงเองก็ไม่ได้คัดค้าน

หรั่นเหยียนรื้อสมบัติของเจ้าของเดิมก่อนเข้านอน เธอเจอปิ่นปักผมสามอัน กำไลหยกหนึ่งวง รองเท้าสี่คู่ เสื้อผ้าเก่ากับเสื้อผ้าที่คับแล้วรวมสิบกว่าชุด และยังมีหนังสือรวมบทกวีที่อ่านจนเก่าอีกห้าเล่ม

ดูท่าชีวิตของบุตรีสกุลผู้ดีคนนี้ช่างลำบากเสียจริง

แต่ก่อนหรั่นเหยียนไม่เคยกังวลเรื่องเงินทอง แต่ครานี้เธอเข้าใจถ่องแท้แล้วว่าการไม่มีเงินนั้น จะทำอะไรก็แสนลำบาก เพิ่งผ่านมาเพียงเจ็ดแปดวัน เงินสิบห้าตำลึงที่ได้จากการขายปิ่นปักผม ยามนี้เหลือเพียงแปดตำลึง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชีวิตที่สุขสบายไร้กังวล แม้จะกินอาหารดีๆ สักมื้อยังปวดใจ

พรุ่งนี้จึงต้องเข้าไปในเมือง ดูว่าพอจะมีโอกาสทำการค้าหรือไม่ แต่ก่อนตอนหรั่นเหยียนเรียนอยู่คณะแพทยศาสตร์ เธอมีเพื่อนร่วมหอคนหนึ่งเรียนเอกสูตินรีเวช แต่คะแนนไม่ค่อยดีตลอด จึงเริ่มเปลี่ยนมาศึกษาวิธีบำรุงร่างกายของสตรีเพื่อหาทางอยู่รอดโดยตั้งเป้าไว้ที่การคงความงามความอ่อนเยาว์ ซึ่งก็พอเห็นผล

ในครานั้น เพื่อนคนนี้มักจะมาพูดคุยถามปัญหาจากหรั่นเหยียนอยู่บ่อยครั้ง นานวันเข้าเธอจึงพอรู้วิธีการปรุงยา ถ้าปรุงยาพวกนี้ขาย น่าจะมีตลาด...

ทว่าจะขายอย่างไรล่ะ คงมีแต่สตรีมีเงินที่จะซื้อยาพวกนี้ได้ หรั่นเหยียนคนเดิมรู้จักสตรีผู้มีฐานะในเมืองอยู่บ้าง แต่น่าเสียดายที่รู้จักเพียงผิวเผิน จะพรวดพราดไปขายยาถึงที่คงไม่ได้

หลังจากหรั่นเหยียนเก็บของกลับเข้าที่เรียบร้อย เพิ่งนั่งลงไม่นาน ก็พลันได้ยินเสียงเคาะประตู

หวั่นลวี่เอ่ย “คุณหนู หมอเทวดาอู๋มาแล้วเจ้าค่ะ”

หรั่นเหยียนกำชับหวั่นลวี่ก่อนเข้านอนว่าพออู๋ซิวเหอกลับมาให้บอกเธอด้วย เธอจะไปกราบเป็นอาจารย์!

“หวั่นลวี่ เข้ามาช่วยข้าแต่งตัวที” หรั่นเหยียนรู้ว่าคนโบราณให้ความสำคัญเรื่องธรรมเนียมมาก แม้ว่าหมอเทวดาอู๋จะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่ในเมื่อต้องการความช่วยเหลือจากเขา ก็ควรแสดงความเคารพนบนอบเต็มที่

“คุณหนูรีบร้อนเกินไปเจ้าค่ะ” หวั่นลวี่เห็นเสื้อผ้าหรั่นเหยียนยังคงเรียบร้อยดังเก่า จึงรู้ว่าเธอคอยอู๋ซิวเหอกลับมาอยู่ตลอด “จะกราบอาจารย์วันอื่นไม่ได้หรือ เหตุใดจำต้องอดหลับอดนอน นี่ก็ถึงยามไฮ่[footnoteRef:2]แล้ว!” [2: เวลาบ่าย 3 ทุ่ม– 5 ทุ่ม]

ช่วงต้นของยามไฮ่ก็คือสามทุ่ม หรั่นเหยียนคิดว่ายังไม่ใช่เวลาพักผ่อน เรื่องกราบอาจารย์นี้ ยิ่งเร็วยิ่งดี

เมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย หรั่นเหยียนก็รีบตรงไปยังเรือนของอู๋ซิวเหอทันที

บนเขาซีซานมีเห็ดหลินจือขึ้นอยู่ไม่น้อย อู๋ซิวเหอดีอกดีใจจนลืมเวลา จึงกลับมาเอาดึกป่านนี้ แต่เมื่อมองเห็ดหลินจือสี่ดอกทั้งใหญ่เล็กแล้ว ก็ปลื้มใจจนยิ้มไม่หุบ

เขาเพิ่งนั่งลง พลันได้ยินเสียงเคาะประตู ตามมาด้วยเสียงของหวั่นลวี่ “หมอเทวดาอู๋ ท่านพักผ่อนหรือยังเจ้าคะ”

มืออู๋ซิวเหอที่รินน้ำชาค้างอยู่พลันชะงัก รีบลุกพรวดจากเสื่อ วิ่งนำชะลอมสมุนไพรไปซ่อนไว้หลังม่าน จากนั้นจึงจัดแจงเสื้อผ้าอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะเดินไปเปิดประตู

อู๋ซิวเหอเห็นว่าที่หน้าประตูไม่ได้มีเพียงหวั่นลวี่ แต่ยังมีหรั่นเหยียนด้วย จึงตะลึงไปชั่วครู่ แล้วรีบวางท่าลึกล้ำทรงภูมิ ทว่าคงความมีไมตรีจิต “ไม่ทราบว่าคุณหนูสิบเจ็ดมาในยามวิกาล มีอะไรอยากให้ชี้แนะหรือ”

หรั่นเหยียนเรียบเรียงคำพูด พลางย่อกายแสดงความเคารพ “เอ๋อร์มาเพื่อกราบอาจารย์ เดิมทีควรจะขอท่านก่อนค่อยเลือกวันมงคล แต่ท่านช่างหาตัวได้ยากยิ่ง เอ๋อร์เกรงว่าพรุ่งนี้จะไม่พบร่องรอยของท่านอีก จึงต้องเสียมารยาท พรวดพราดมาในยามวิกาล ขอท่านโปรดอภัยด้วย!”

เอ๋อร์ เป็นคำที่สตรีในสมัยราชวงศ์ถังใช้เรียกแทนตนเอง ปกติใช้กับผู้อาวุโสหรือเพื่อแสดงความถ่อมตน

หรั่นเหยียนทั้งอดทนรอถึงยามวิกาล ทั้งถ่อมตัวและให้เกียรติถึงเพียงนี้ ความจริงใจที่แสดงออกก็น่าจะเพียงพอ

“หวั่นลวี่” หรั่นเหยียนยื่นมือเป็นนัย

สีหน้าหวั่นลวี่เสมือนถูกมีดแทง แต่รีบหยิบของที่ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าออกมาจากในแขนเสื้อ

“นี่คือเงินแปดตำลึง ตามธรรมเนียมการกราบอาจารย์ อาจเป็นการไม่ให้เกียรติท่านก็จริง แต่สภาพของข้ายามนี้...” หรั่นเหยียนพูดจบ รีบคุกเข่าลงตรงหน้าอู๋ซิวเหอที่หน้าประตู

แม้อู๋ซิวเหอจะเป็นเพียงหมอร่อนเร่ แต่ก็ผ่านโลกมามาก สิ่งของขอบคุณจากคนร่ำรวย มีตั้งแต่หลายสิบจนถึงร้อยตำลึง เงินแค่แปดตำลึงของหรั่นเหยียน เขาย่อมไม่เห็นอยู่ในสายตา

…………………………

devc-a3b5dd88-33025นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง: Chapter 009 ตอนที่ 9