นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง: Chapter 008 ตอนที่ 8
ตอนที่ 8 อบรมสั่งสอน
หลังจากหวั่นลวี่กลับมา นางก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้สิงเหนียงฟังอย่างออกรสและตื่นเต้น
พอสิงเหนียงฟังจบ ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ พลางกระซิบตำหนิหรั่นเหยียนว่า “เรื่องนี้คุณหนูทำไม่เหมาะสมนะเจ้าคะ”
หรั่นเหยียนที่กำลังจะกินอาหารพลันวางตะเกียบลง พร้อมตั้งใจฟัง ทว่าสุดท้ายกลับได้ยินเพียงเสียงถอนใจจากสิงเหนียง ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดยิ่งนัก
“ไม่เหมาะสมอย่างไร” หรั่นเหยียนอดถามไม่ได้
สิงเหนียงยกมือขึ้นจะลูบผมของหรั่นเหยียนด้วยความรักใคร่เอ็นดู แต่กลับชะงักกึกทันใด นางเห็นว่าบัดนี้คุณหนูไม่ได้น่ารักน่าทะนุถนอมดังแมวน้อยอีกแล้ว แม้หวั่นลวี่จะบอกว่าคุณหนูยิ้มง่ายกว่าแต่ก่อน ทว่ากลับรู้สึกได้ถึงความห่างเหิน
สิงเหนียงลดมือลงพลางคิดว่าถึงอย่างไรคุณหนูจะต้องเติบโตขึ้นสักวัน จึงเศร้าระคนปลื้มปีติ “บ่าวไม่ได้หมายความว่าการช่วยชีวิตคนเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพียงแต่คุณหนูทิ้งพวกชาวบ้านที่สำนึกบุญคุณมาโดยไม่พูดไม่จานั้น เป็นการเสียมารยาท บ่าวเกรงว่าจะกระทบต่อชื่อเสียงคุณหนูได้เจ้าค่ะ”
“การช่วยชีวิตคนเป็นเรื่องดี หรือว่าพวกเขาจะไม่ซาบซึ้งใจ ซ้ำยังนินทาว่าร้ายคุณหนูอีก” หวั่นลวี่กล่าวด้วยความแค้นเคือง อดออกรับแทนคุณหนูไม่ได้ “ยิ่งกว่านั้น คุณหนูยังตอบตามมารยาทไปด้วยสองสามประโยค”
สิงเหนียงยื่นมือไปเขกหัวหวั่นลวี่ แล้วตีหน้าตายพลางกล่าวสั่งสอน “เจ้าเด็กนี่เอาแต่ใช้อารมณ์ คุณหนูยังไม่ทันจะออกเรือน ซ้ำยังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ สั่งสมชื่อเสียงดีงามไว้ให้มากย่อมเป็นเรื่องดี นี่คุณหนูได้กล่าวทักทายหมอที่มาจากในเมืองท่านนั้นหรือไม่”
ครั้นพูดจบจึงหันไปกล่าวกับหรั่นเหยียน “คุณหนูอายุครบสิบห้าเมื่อครึ่งปีที่แล้ว อีกไม่นานพอพ้นฤดูหนาวก็จะครบสิบหกปี หากบัดนี้ยังอยู่ในเรือนหลัก คงมีการทาบทามสู่ขอนานแล้ว แต่ด้วยสภาพเช่นนี้...เฮ้อ! บัดนี้คุณหนูอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่ต้องขึ้นชื่อว่ามากความสามารถก็ได้ ขอเพียงมีร่างกายแข็งแรง และได้ชื่อว่ารู้วิชามีมรรยาท สุภาพอ่อนโยนเป็นแม่ศรีเรือน จะเจรจาเรื่องแต่งงานได้ง่ายขึ้น...”
สิงเหนียงพูดไปพลันน้ำตาเอ่ออีกครา นางรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าจากในแขนเสื้อมาเช็ด พลางกล่าวต่อ “มาบัดนี้ ร่างกายคุณหนูดีขึ้นทุกๆ วัน บ่าวก็เบาใจเจ้าค่ะ ยามนี้บ่าวกลัวก็แต่แม่เลี้ยงจะคิดไม่ซื่อเรื่องแต่งงานของคุณหนู ยิ่งเมื่อไม่กี่วันก่อนพวกเราเพิ่งล่วงเกินคุณหนูสิบแปด...”
“ข้าผิดไปแล้ว” หรั่นเหยียนรู้ว่าที่สิงเหนียงเป็นห่วงมีเหตุผล หากยามนี้เธอไม่สร้างชื่อเสียงที่ดีไว้ เกรงว่าแม้จะเป็นบุตรีของภรรยาหลวง ก็ไม่อาจแต่งเข้าตระกูลที่ดีได้ การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่มิอาจเพิกเฉย ตั้งแต่หรั่นเหยียนตัดสินใจจะใช้ชีวิตอยู่ในราชวงศ์ถัง ก็จดจำใส่ใจตลอดว่า ยุคนี้คือยุคโบราณ มีเรื่องมากมายไม่อาจเป็นได้ดั่งใจ จำต้องอดทนไว้ อนาคตถึงจะมีชีวิตที่ตนปรารถนา
สิงเหนียงกุมมือหรั่นเหยียน แล้วตบเบาๆ สองที พลางกล่าวอย่างปลื้มใจ “ได้เห็นคุณหนูมีจิตใจฮึกเหิม บ่าวดีใจยิ่งนัก ฮูหยินทำความดีสร้างกุศลมาตลอดชีวิต บุญนั้นต้องตกมาถึงคุณหนูแน่นอนเจ้าค่ะ”
เพราะขณะนั้นเป็นเวลากินอาหาร สิงเหนียงจึงไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่ให้หวั่นลวี่คอยปรนนิบัติหรั่นเหยียน ส่วนตนไปเตรียมน้ำให้อาบ
เมื่อกินอาหารเสร็จ สิงเหนียงยังคงดูแลเธออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นจึงหยิบหนังสือเล่มหนึ่งส่งให้เธอตามความเคยชิน
หวั่นลวี่ถือพัดทรงกลมปักลายคอยพัดให้หรั่นเหยียนอยู่ด้านข้าง ทำให้เธอกระอักกระอ่วนยิ่ง หรั่นเหยียนอ่านบทกวี ‘ลำนำเคืองแค้น’ ของปานเจี๋ยอวี๋[footnoteRef:1] แล้วพลันรู้สึกง่วงงุน เธอเพิ่งฟื้นจากการป่วยหนัก ร่างกายยังไม่แข็งแรงดีนัก และวันนี้ยังพบเจอเรื่องราวเหนื่อยกายเหนื่อยใจอีก จึงผล็อยหลับทันที [1: ปานเจี๋ยอวี๋ คือ นางสนมของจักรพรรดิฮั่นเฉิงตี้ นักประพันธ์หญิงมีชื่อเสียงในสมัยฮั่นตะวันตก]
สิงเหนียงยกอ่างน้ำเข้ามาวางไว้เพื่อลดอุณหภูมิห้อง ครั้นเห็นหรั่นเหยียนหลับไปแล้ว จึงกวักมือเรียกหวั่นลวี่ไปคุยกันข้างนอก
หวั่นลวี่วางพัดทรงกลมลง ห่มผ้าให้หรั่นเหยียนอย่างเบามือ แล้วเดินตามสิงเหนียงออกไป
ทั้งสองเดินไปตามระเบียงยาว หยุดเมื่อถึงใต้ต้นกล้วยน้ำว้าที่มุมหนึ่งของเอ้อร์เหมิน[footnoteRef:2] สิงเหนียงกวาดตามองไม่เห็นใคร จึงค่อยจับมือหวั่นลวี่พลางกล่าว “เมื่อหลายวันก่อนที่เจ้าเข้าไปในเมือง ได้สอบถามเรื่องในเรือนหลักบ้างหรือไม่” [2: เอ้อร์เหมิน คือ ประตูหลักด้านในซึ่งอยู่ถัดจากประตูใหญ่ในบ้านเรือนแบบโบราณของจีน]
“เปล่า มีเรื่องอะไรหรือ” หวั่นลวี่ถามด้วยความประหลาดใจ
สิงเหนียงถอนใจ “เจ้านี่! ปกติเป็นคนหลักแหลม แต่ตาห่างเสียยิ่งกว่าโต่ว[footnoteRef:3] ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเล็กเช่นเมล็ดงา ต่อให้ใหญ่เท่าขนมเปี๊ยะ เจ้าก็ปล่อยให้หลงตาไป! ดีนะที่วันนี้ข้าได้ยินพวกบ่าวแอบถกกันเรื่องนี้” [3: โต่ว คือ เครื่องตวงข้าวของจีน]
หวั่นลวี่ไม่ปฏิเสธ แต่ไหนแต่ไรนางก็มีนิสัยสะเพร่าเช่นนี้ มิใช่เพิ่งเป็นแค่วันสองวัน แม้นิสัยของสิงเหนียงออกจะอ่อนแอ แต่เป็นคนเฉลียวฉลาด หวั่นลวี่จึงยอมรับฟังคำสั่งสอนก่อนถาม “มีเรื่องอะไรหรือ”
“หมู่นี้ข้าคิดแล้วคิดอีก ก็ยังไม่เข้าใจว่าคุณหนูสิบแปดก่อเรื่องเพราะเหตุใด ไม่สบายใจอยู่เรื่อย วันนี้ได้ยินพวกบ่าวพูดกันว่า แม่เลี้ยงของคุณหนูไปทาบทามสกุลหวังแห่งเมืองหลางหยาให้คุณหนูสิบแปด แต่ครั้นสกุลหวังทราบว่านางมิใช่บุตรีภรรยาหลวง จึงปฏิเสธไป แล้วมีหรือที่คุณหนูสิบแปดจะไม่คิดแค้น!” สิงเหนียงกล่าว
สกุลหวังแห่งเมืองหลางหยาเจริญรุ่งเรืองที่สุดในยุคราชวงศ์เว่ยและจิ้น ยุคนั้นเป็นยุคที่สกุลหวังและสกุลหม่ามีหน้ามีตาที่สุด ครั้นมาถึงยุคราชวงศ์ถังแม้จะไม่ยิ่งใหญ่ดังแต่ก่อน ทว่าก็สืบทอดรากฐานมั่นคงมายาวนาน และบุรุษทุกคนในตระกูลนี้ล้วนงามสง่าผ่าเผย กล้าแกร่งอาจหาญ การจะดองกับตระกูลนี้ได้ จึงไม่ง่ายเลยจริงๆ!
ทว่าตระกูลใหญ่ทรงอิทธิพลเช่นนี้ มักจะให้ความสำคัญเรื่องชาติกำเนิดที่สุด ซ้ำสกุลหรั่นยังเทียบสกุลหวังไม่ได้ ขอเพียงมีความไม่เหมาะสมเพียงเล็กน้อย ทางสกุลหวังย่อมไม่มีทางตอบรับแน่
หวั่นลวี่เอ่ยด้วยความยินดีในเคราะห์ร้ายของผู้อื่น “ถึงคุณหนูสิบแปดจะเป็นบุตรีภรรยาหลวงแล้วอย่างไร ด้วยนิสัยและความประพฤติของนาง ขอเพียงสกุลหวังมาสืบข่าวในเมืองซูโจว พวกเขาก็ไม่มีทางตอบรับหรอก!”
สิงเหนียงเขกหัวนาง พลางตำหนิเสียงเบา “ข้าพูดเรื่องนี้กับเจ้า เพื่อจะเตือนว่าวันหน้าเจ้าต้องหูไวตาไว ละเอียดรอบคอบ และคอยเตือนคุณหนูให้มาก! เช่นวันนี้ เจ้าเอาแต่พูดว่าคุณหนูเป็นอย่างไร เป็นอย่างไร แล้วเจ้ามัวไปทำอะไรอยู่!”
สิงเหนียงเห็นหวั่นลวี่ใบหน้าซูบผอม ทั้งนึกรักและสงสารสุดใจ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลง “ที่ผ่านมาคุณหนูป่วยหนัก ก็มีพวกเราสองคนคอยปรนนิบัติ จึงไม่มีเวลาไปสืบข่าวอะไร บัดนี้คุณหนูแข็งแรงขึ้นมาก และยิ่งมาถึงวัยนี้ ควรคิดตระเตรียมไว้บ้าง เจ้าเองก็อายุไม่น้อยแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องออกเรือน หากคุณหนูออกเรือนไปดี เจ้าก็จะได้ออกเรือนไปดีด้วย!”
หวั่นลวี่รู้สึกซาบซึ้ง กอดแขนสิงเหนียงโยกไปมา “สิงเหนียง ข้าผิดไปแล้ว คราวหน้าข้าจะทำตาให้ถี่ยิ่งกว่าเข็มเสียอีก”
สิงเหนียงตำหนิที่นางไม่สำรวมตนด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองสนทนากันอีกสองสามประโยค จึงกลับไปรับใช้คุณหนู
ภายในบ้านชนบทของสกุลหรั่นยังคงเงียบสงบเหมือนที่ผ่านมา แต่หมู่บ้านสกุลโจวกลับคึกคักอย่างยิ่ง เสมือนฉลองเทศกาลขึ้นปีใหม่ เหตุเพราะโจวซานหลางฟื้นขึ้นจากความตาย
นางหลิวพาโจวซานหลางมายังหมู่บ้านแห่งนี้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะสามีนางก็แซ่โจว หัวหน้าตระกูลสงสารแม่หม้ายและลูกกำพร้า จึงปรึกษากับเหล่าผู้อาวุโสให้รับพวกนางไว้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นญาติกับคนในหมู่บ้าน แต่คนโบราณมักให้ความสำคัญกับวงศ์ตระกูล คนแซ่เดียวกันเก้าในสิบคนสามารถสืบหาความสัมพันธ์ทางเครือญาติจากผังตระกูล ดังนั้นด้วยความช่วยเหลือของชาวบ้าน นางหลิวจึงได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้
พวกชาวบ้านต่างดีอกดีใจ ไม่ใช่เพียงเพราะบุตรชายของนางหลิวรอดชีวิต แต่ ‘การฟื้นขึ้นจากความตาย’ เป็นเรื่องปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง ได้ประจักษ์เรื่องราวเช่นนี้ครั้งหนึ่งในชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย
ขณะเดียวกัน คุณหนูสิบเจ็ดแห่งตระกูลหรั่นผู้ไม่เป็นที่รู้จักมาโดยตลอด ภายในวันเดียว ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านล้วนพูดกันว่าเธอคือพระโพธิสัตว์จุติลงมา
หรั่นเหยียนหลับไปครึ่งชั่วยาม จึงลุกขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปาก
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอตั้งใจมองหน้าตาตนเองในคันฉ่องแวววาว ซึ่งสะท้อนใบหน้าซีดขาวไร้ชีวิตชีวาอย่างชัดเจน เธอมีสันจมูกโด่ง โดยเฉพาะส่วนปลายจมูกเชิดขึ้นอย่างมีราศี กลีบปากแดงอ่อนนุ่มได้รูป ผิวพรรณขาวสะอาดเกลี้ยงเกลา เธอนึกภาพออกเลยว่าหรั่นเหยียนคนเดิมน่ารักน่าเอ็นดูจนทำให้ผู้คนทั้งรักทั้งสงสารได้เพียงไร ทั้งยังมีดวงตาเรียวยาวเป็นประกาย คิ้วโค้งมนงดงาม หางคิ้วเชิดสูงเล็กน้อย ขอแค่ชม้ายชายตาก็จะเป็นสาวงามพราวเสน่ห์หาที่เปรียบมิได้ แต่น่าเสียดายที่หรั่นเหยียนเคร่งขรึมแข็งกระด้างจนเคยชิน จึงมิอาจใช้ดวงตาโดดเด่นนี้เอื้อนเอ่ยวาจา
สิงเหนียงชำเลืองมองหรั่นเหยียนแวบหนึ่ง พลางคิดว่าคุณหนูยังรักสวยรักงามอยู่ เห็นได้ว่ายังคงเป็นคุณหนูคนเดิม เพียงแต่บัดนี้รู้ความแล้ว
“คุณหนู บ่าวจะสางผมให้เจ้าค่ะ” สิงเหนียงหยิบหวีจากโต๊ะเตี้ย คุกเข่าลงข้างกายหรั่นเหยียน สางผมยาวสลวยอย่างเบามือ
ในยุคราชวงศ์ถังไม่มีเก้าอี้นั่ง ทุกคนล้วนคุกเข่า นั่งหลังตรง แม้หรั่นเหยียนยังรู้สึกไม่ค่อยชิน ทว่าร่างกายดูจะคุ้นเคยกับการนั่งเช่นนี้มาก
แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านช่องมู่ลี่ไม้ไผ่เข้ามา เกิดเป็นเส้นแสงถี่ๆ บนพื้นไม้ พอมองผ่านมู่ลี่ไป พลันเห็นดอกโบตั๋นที่เพิ่งแย้มบานอยู่ด้านนอกรางๆ
“เอ๊ะ” หรั่นเหยียนเพ่งมองดอกไม้ด้านนอกอยู่นาน “ดอกโบตั๋นบานตั้งแต่เมื่อไร”
หวั่นลวี่ที่กำลังนำเสื้อผ้าเข้ามา ได้ยินคำพูดของหรั่นเหยียน จึงตอบยิ้มๆ “เพิ่งบานวันนี้เองเจ้าค่ะ ตอนเช้ายังเป็นดอกตูมอยู่เลย แค่แดดออกก็บานสะพรั่งเช่นนี้แล้ว”
หวั่นลวี่คุกเข่าลงตรงหน้าหรั่นเหยียน “ในหมู่บ้านปลูกดอกโบตั๋นอันล้ำค่าไว้ครึ่งหมู่ ส่วนดอกโบตั๋นในเรือนสกุลหรั่นเป็นพันธุ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองซูโจว หากคุณหนูชอบ พวกเราไปชมดอกไม้กันได้เต็มที่เจ้าค่ะ”
ตำราในเรือนมีน้อยเต็มที มีเพียงรวมบทกวีแสนรันทดอยู่ไม่กี่เล่ม หรั่นเหยียนไม่คิดจะอ่าน ส่วนการชมดอกไม้และทิวทัศน์...หรั่นเหยียนรู้สึกน่าสนใจ
สิงเหนียงเองก็ไม่อยากให้คุณหนูโศกเศร้าดังแต่ก่อน จึงกล่าวส่งเสริม “การชมดอกไม้และทิวทัศน์เป็นเรื่องดี หากคุณหนูชอบก็ไปเถิดเจ้าค่ะ”
หรั่นเหยียนพยักหน้า หวั่นลวี่คลี่เสื้อผ้าที่นำเข้ามาพลางเอ่ย “คุณหนูไม่ได้ตัดเสื้อผ้าใหม่มาราวครึ่งปีแล้ว วันหน้าไม่สู้ไปซื้อผ้าในเมือง แล้วบ่าวเย็บชุดใหม่ให้ดีหรือไม่เจ้าคะ”
หวั่นลวี่พูดไปพลางช่วยหรั่นเหยียนเปลี่ยนเสื้อผ้า นี่คือชุดกระโปรงหรูฉวินสีเขียวอ่อนปักลาย หรูฉวินในยุคนี้ไม่ฟูฟ่องเหมือนในยุคกลางและปลายราชวงศ์ถัง ทำให้ผู้สวมแลดูสะโอดสะองยามเดินเหิน
หลังจากสวมเสื้อผ้าเสร็จ หวั่นลวี่ยังหยิบผ้าคลุมลายดอกผืนบางเกือบโปร่งแสงคลุมไหล่หรั่นเหยียน ผ้าจะทิ้งตัวลงมายามยืนขึ้น แลดูงามสง่ายิ่งนัก ยามเคลื่อนไหวเสมือนสายลมโบกพัดต้นหยางหลิว ลอยละลิ่วพลิ้วไหว
“คุณหนูงามเช่นนี้ สวมอะไรก็น่ามองทั้งนั้น!” หวั่นลวี่ชม
สิงเหนียงยื่นหมวกบังกายให้พลางกำชับ “รีบไปรีบกลับนะเจ้าคะ วันนี้ให้ท่านหมอเทวดาอู๋จับชีพจรตรวจดูอาการอีกสักครั้ง เพิ่งฟื้นจากอาการป่วย อย่าให้เหนื่อยเกินไปนัก!”
หวั่นลวี่วิ่งไปที่หน้าประตูเตรียมรองเท้าไว้รอแล้ว ชะโงกหน้ากล่าว “ข้าจะคอยดูแลคุณหนูเอง!”
“คุณหนูสุภาพเรียบร้อยมาตลอด ข้าว่าเจ้าต้องให้คุณหนูดูแลมากกว่า!” สิงเหนียงเอ่ยพร้อมยิ้มตำหนิ
หรั่นเหยียนอิ่มอกอิ่มใจขณะมองทั้งสองหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม พลางปลอบใจตนเอง ถือว่าพักร้อนในช่วงว่างงานก็แล้วกัน!
…………………………