แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0039 ตอนที่ 40
ตอนที่ 39 ความจริงที่ปรากฏ
“เพราะผม... มันเป็นเพราะผม”
เย่อวี้ซุกศีรษะหัวเอาไว้ที่สองแขนมืออย่างเจ็บปวด โทษตัวเองไม่หยุด
“ถ้าผมกระโดดลงจากรถให้เร็วกว่านี้ เสี่ยวเหยียนก็คงจะ... ก็คงจะ...”
“อย่าพูดเลย ถึงคุณโทษตัวเองยังไงก็ไม่ช่วยอะไรไม่มีประโยชน์อยู่ดี” หลานสวี่ที่อยู่ข้างๆ ปลอบใจ “ที่ต้องทำตอนนี้คือ สืบหารถคันที่ลักพาตัวเสี่ยวเหยียนให้เร็วที่สุด”
ขณะที่พูดอยู่ ประตูห้องผู้ป่วยได้ก็ถูกเปิดออก โหลวเยวี่ยปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู
“ได้เบาะแสหรือยัง?” หลานสวี่ถามขึ้น
โหลวเยวี่ยมองเย่อวี้ที่ท้อแท้สุดขีดบนเตียงคนไข้ เอียงหัวไปส่งสัญญาณให้หลานสวี่ หลานสวี่รับรู้เข้าใจทันทีแล้ว ลุกขึ้นตามโหลวเยวี่ยออกจากห้องไป
“หารถแท็กซี่ที่ลักพาตัวเจอแล้ว อยู่ข้างถนนชานเมืองที่ห่างไกล” ที่ระเบียงทางเดิน สีหน้าโหลวเยวี่ยเคร่งเครียด “แต่บนรถไม่มีใครอยู่ อู๋เสวียปิงน่าจะทิ้งรถแล้วเปลี่ยนคันใหม่”
“เสี่ยวเหยียนได้ทิ้งเบาะแสอะไรไว้บนรถไหม?”
โหลวเยวี่ยส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มี แต่บนรถเจอรอยเลือด พิสูจน์แล้วว่าเป็นของเสี่ยวเหยียน ยังดีที่เลือดออกไม่เยอะ พวกเราคาดกการณ์ว่าเธอขาได้รับบาดเจ็บและสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว แต่น่าจะยังมีชีวิตอยู่”
“ในเมื่ออู๋เสวียปิงไม่ได้ลงมือฆ่าเสี่ยวเหยียน แต่เลือกที่จะลักพาตัวไป งั้นเขาจะต้องมาคุยเรื่องข้อแลกเปลี่ยน” หลานสวี่วิเคราะห์ขึ้น
“เขามาคุยเรื่องข้อแลกเปลี่ยนจริงๆ ” โหลวเยวี่ยมองไปที่หลานสวี่ “เมื่อสักครู่ได้รับวีดีโอจากอู๋เสวียปิง จะให้พวกเราใช้คนบางคนหนึ่งแลกเปลี่ยนกับเสี่ยวเหยียน”
“คนบางคนหนึ่ง...?” หลานสวี่ขมวดคิ้ว “หรือว่าจะเป็น... ไอ้หมอนั่น!”
“ใช่แล้ว” โหลวเยวี่ยถอนหายใจ “พวก `ซื่อ` ได้สงสัยคุณสมบัติร่างกายของเขาแล้วจริงๆ ด้วย”
“งั้นคุณคิดจะทำยังไงต่อ? จะทำตามที่พวกเขาเรียกร้องเหรอ?”
“เป็นไปไม่ได้!” น้ำเสียงโหลวเยวี่ยเด็ดเดี่ยว “ผมจะคิดวิธีช่วยเสี่ยวเหยียน แต่ยังไงก็จะไม่ใช้เย่อวี้แลกเปลี่ยน...”
“ให้ผมไป!!”
ยังไม่ทัมันที่โหลวเยวี่ยจะพูดจบ จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนจากด้านหลังอย่างร้อนรน ไม่รู้เย่อวี้วิ่งออกมาจากห้องผู้ป่วยตั้งแต่เมื่อไหร่ บทสนทนาของทั้งสองคนคู่เหมือนเขาจะได้ยินหมดแล้ว
“นึกว่าแล้ว ว่าทั้งหมดนี้เป็นเลขานุการอู๋... อู๋เสวียปิงเป็นคนทำ!” ภายใต้อารมณ์โกรธ ในดวงตาของเย่อวี้ปกคลุมไปด้วยเส้นเลือด “กลิ่นน้ำหอมนั่้น ผมจำได้แล้ว ก็คือกลิ่นที่อยู่บนตัวเขา! ในเมื่ออู๋เสวียปิงเจาะจงต้องการผม งั้นก็ให้ผมไปแลกตัวกับเสี่ยวเหยียน!”
“ไม่ได้!” แววตาโหลวเยวี่ยแฝงด้วยความโกรธความเดือดดาลไว้นิดๆ “คุณอย่ามาสร้างเรื่องให้ผมอีก!”
“เป็นเพราะผมถึงเกิดเรื่องขึ้นกับเสี่ยวเหยียน ในเวลาแบบนี้จะให้ผมทำตัวเหมือนเต่าหัวหดหัวอยู่ที่นี่ได้ยังไง!?”
“คุณไปแล้วจะยังไง? อีกฝ่ายต้องวางกับดักไว้ ด้วยความสามารถของคุณจะเอาตัวรอดได้ยังไง?!”
“แต่ว่า...”
“พอได้แล้ว!” โหลวเยวี่ยขัดจังหวะการโต้เถียงของเย่อวี้ แววตาคมกริบราวกับเหมือนดั่งมีดในพริบตา
“ผมจะไม่ให้เกิดเรื่องที่เหมือนเดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง... ไม่เด็ดขาด!” ร่างกายโหลวเยวี่ยสั่นไหวเล็กน้อย คำพูดที่น้ำเสียงหนักอึ้งเหมือนคล้ายจะพูดกับอีกฝ่าย แต่เหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่า
“เรื่องนี้ไม่มีทางต่อรองเจรจา! คุณรออยู่ที่นี่ดีๆ !” ยังไม่ทันที่เย่อวี้จะพูดอีกครั้ง โหลวเยวี่ยก็ได้โยนคำสั่งที่เย็นชาใส่ไว้ แล้วก็รีบเดินจากไป
หลานสวี่ที่อยู่ข้างๆ เห็นการตอบสนองอันที่รุนแรงของโหลวเยวี่ยแบบนี้ ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ
“หัวหน้าหลาน ขอร้องล่ะ ช่วยผมเกลี้ยกล่อมหัวหน้าโหลวเถอะ! ขอร้องจริงๆ ล่ะ!” เย่อวี้ที่ถูกปฏิเสธได้แต่ขอความช่วยเหลือจากหลานสวี่ แต่หลานสวี่ก็ทำอะไรไม่ได้
“เฮ้ห้อ ดูเหมือนว่าเขาน่าจะนึกถึงเรื่องเรื่องนั้นในอดีตเรื่องนั้น...” หลานสวี่ส่ายหน้า มองไปที่เย่อวี้ “ความรู้สึกของคุณผมเข้าใจ แต่ในเมื่อหัวหน้าโหลวของพวกคุณก็พูดแบบนี้แล้ว ผมก็ยุ่งมากไม่ได้ คุณฟังเขาก่อนแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ” พูดจบก็ตบไหล่เย่อวี้ ก่อนจะหันหลังจากไป
เย่อวี้มองเงาที่จากไปของทั้งสองคนอย่างผิดหวัง ความรู้สึกอ่อนแรงเอ่อล้นขึ้นมา
“ทำไมกัน... ถึงแม้จะได้รับการฝึกแล้ว แต่เราก็ผมยังใช้ไม่ได้แบบนี้!” ร่างกายเย่อวี้สั่นเล็กน้อย ค่อยๆ กำสองหมัดเริ่มกำแน่น “ถ้าไม่ไม่อ่อนแอแบบนี้ล่ะก็... เจ็บใจ...เจ็บใจนัก!”
---------------
ในห้องบัญชาการรบ พี่มู่กำลังฉายวีดีโอหนึ่งกับให้สมองคนที่อยู่ตรงหน้าดู
“ส่งมาโดยตรงผ่านทางอีเมลนิรไรนาม” พี่มู่อธิบาย “พวกคุณดูกันก่อน”
ฉากหลังของวีดีโอเป็นกำแพงสีขาว เสี่ยวเหยียนถูกมัดไว้อยู่บนเก้าอี้ อยู่ตำแหน่งตรงกลางของกล้อง ดวงตาทั้งสองปิดสนิทและหลับตาอยู่ ช่วงอกที่ขยับขึ้นลงเหมือนยังมีชีวิตอยู่ แต่ว่าใบหน้าที่ซีดเผือกกับรอยเลือดบนหน้าผากแสดงถึงบ่งบอกว่าอาการของเธอขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
“ในเมื่อถูกพวกคุณรู้ตัวตนสถานะแล้ว งั้นผมก็ไม่มีอะไรต้องแอบซ่อนอีกแล้ว”
ตามมาหลังจากด้วยเสียงทุ้มต่ำของผู้ชายหนุ่มที่ทุ้มต่ำประโยคหนึ่งดังขึ้น ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็ได้เดินเข้ากล้อง
ใบหน้าที่เศร้าหมอง ทรงผมกับชุดสูทที่เป็นระเบียบ บวกกับกรอบแว่นสีทองคู่นั้น ผู้ชายในกล้องก็คืออู๋เสวียปิงนั่นเอง
“ผมจะพูดสั้นๆ แล้วกัน ตอนนี้ผู้หญิงคนนี้อยู่ในมือของผม ถ้าอยากช่วยเธอขาล่ะก็ ให้ทำตามที่ผมบอก” อู๋เสวียปิงยื่นมือไปเชิดยกคางของเสี่ยวเหยียนขึ้นให้ตรงกับกล้อง แล้วหัวเราะอย่างเยือกเย็นว่า “พรุ่งนี้ตอนหกโมงเย็น ให้หนุ่มน้อยเจ้าหนุ่มเย่อวี้มารออยู่ที่ข้างรูปปั้นสิงโตใจกลางจัตุรัสเซี่ยหยางคนเดียว จำไว้ อนุญาตให้เขามาได้เพียงคนเดียวเท่านั้น”
“แน่นอนว่า ถ้าหากถูกผมพบเจอว่ามีคนอื่นตามมาด้วยล่ะก็ ผลที่ตามมาก็รับผิดชอบกันเอาเองแล้วกัน” อู๋เสวียปิงพูดเสริมอย่างเย็นชา “เวลามีเวลาให้พวกคุณไม่มาก รีบหน่อยแล้วกัน”
วีดีโอจบลงแค่นี้
“หึ กล้าที่จะถึงขนาดออกกล้องตรงๆ เลย ดูท่าว่าอู๋เสวียปิงไม่มีทางให้ถอยแล้ว” หลานสวี่มองที่จอวีดีโอ ทำเสียงหึเบาๆ
“ตัวตนของอู๋เสวียปิงถูกเปิดได้เผยตัวแล้ว หลักฐานทุกอย่างก็ชี้ไปที่เขา เขาเองก็คงจะรู้ตัวว่าปิดบังต่อไปก็ไม่มีประโยชน์” โหลวเยวี่ยพูดขึ้น
“ใช่แล้ว ที่จริงแล้วความเป็นมาของคดีนี้มันชัดเจนมากแล้ว ให้พวกเรามาสรุปกันสักหน่อยเถอะเล็กน้อย” พี่มู่เดินไปที่กระดานข้างตัว แล้วเริ่มสรุปขึ้นมา
“อันดับแรก จินเปียวซื้อแหวนหินกุญแจเลือดจากอู๋เสวียปิง จากนั้นขายมันให้กับเฉินเหยียน” พี่มู่วาดผังความสัมพัีนธ์บนกระดาน “เฉินเหยียนใช้หินกุญแจเลือดทำการขโมยความทรงจำอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถูกคนใช้กับดัก `โลกเสมือนจริง` ทำร้ายจนให้เสียชีวิตทันที แหวนหินกุญแจเลือดก็ถูกแย่งชิงไปด้วย พวกเราดูจากในรูปถ่ายที่เฉินเหยียนถ่ายไว้ก่อนเสียชีวิต และพบเย่อวี้กับเงาของ `ชายชุดกันลม` ”
“ต่อมา เพราะในระหว่างการก่อเหตุ `ชายชุดกันลม` เจอเย่อวี้โดยบังเอิญ หลังจากทำการค้นสมองของเขาแต่ไม่สำเร็จจึงเกิดความอาฆาตขึ้น ได้ก่อเหตุระเบิดต่อเนื่องหวังจะฆ่าปิดปาก จากนั้นและพวกเราสงสัยว่าจินเปียวจะเป็น `ชายชุดกันลม` ได้ดูจากเพราะตราสมาคมเซิ่งเหยียนบนระเบิดและคำให้การของหลี่ลี่สงสัยว่าจินเปียวจะเป็น `ชายชุดกันลม`” “
“แต่หลังจากนั้นไม่นาน จินเปียวกับหลี่ลี่ถูกฆ่าต่อเนื่อง ส่วนเย่อวี้ถูกลอบทำร้าย พวกเราตรวจสอบสืบเรื่องชู้รักของหลี่ลี่ ขณะเดียวกันก็เชื่อมเข้ากับรวมกับเบาะแสเรื่องน้ำหอมที่เย่อวี้บอกมา ได้และพบว่าอู๋เสวียปิงมีความน่าสงสัยมาก” พี่มู่เขียนชื่ออู๋เสวียปิงลงบนกระดาน พร้อมวงเอาไว้แบบเน้นๆ
“นอกจากนั้น วีดีโอสารภาพความผิดของจินเปียวที่ถูกตัดต่อก็ได้พิสูจน์ว่าอู๋เสวียปิงยังไม่ตายโดยแบบอ้อมๆ บวกกับเรื่องของหวังหมิงในตอนหลังและการลักพาตัวในครั้งนี้... เมื่อดูจากทุกอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว อู๋เสวียปิงคนนี้ก็คือ `ชายชุดกันลม` ที่พวกเราตามสืบมาตลอด หรือก็คือคนร้ายตัวจริงที่ฆ่าเฉินเหยียน หลี่ลี่ จินเปียว กับลอบทำร้ายเย่อวี้และก่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง แต่ว่า...”
ปากกาในมือพี่มู่เคาะอยู่บนกระดานเบาๆ คิดอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ได้หันหัวศีรษะมองไปที่โหลวเยวี่ย
“แต่ว่าฉันไม่เข้าใจแรงจูงใจในการก่อคดีของอู๋เสวียปิง” พี่มู่พูดขึ้น
“หินกุญแจเลือดอยู่ในมืออู๋เสวียปิงแต่แรก พวกเรามาลองสมมติดูว่าแหวนหินกุญแจเลือดเป็นของที่องค์กร `ซื่อ` ให้เขาไป งั้นทำไมเขาถึงต้องขายให้กับจินเปียว แล้วะตอนหลังก็วางแผนอย่างยากลำบากจัดการกับเฉินเหยียนและแย่งกลับมาในตอนหลัง? ดูจากพฤติกรรมการใช้หินกุญแจเลือดของอู๋เสวียปิงทั้งหมดในตอนหลังที่อู๋เสวียปิงใช้หินกุญแจเลือดแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเข้าใจความพิเศษของหินชนิดนี้เป็นอย่างดี เป็นไปไม่ได้ว่าขายเพราะไม่รู้ สิ่งเดียวที่อธิบายได้ ก็คือเขาจงใจทำแบบนี้ แต่ที่ทำแบบนี้มีประโยชน์อะไรต่อตัวเขาเองล่ะหรอ?”
“ที่อู๋เสวียปิงทำแบบนี้ต้องเป็นพวก `ซื่อ` ที่ชี้นำ” โหลวเยวี่ยวิเคราะห์อย่างใจเย็น “ถึงแม้พวกเราจะไม่รู้เป้าหมายของตัวอู๋เสวียปิงเอง แต่ผมเชื่อว่าการกระทำของเขาทั้งหมดจริงๆ แล้วอยู่ภายใต้การควบคุมของ `ซื่อ` การกระทำของเขาทั้งหมดจะต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกลับมาครั้งนี้ของ `ซื่อ` อย่างแน่นอน”
“ตกลงเขามีเป้าหมายอะไร ไปพบเขาครั้งนี้ก็รู้เองแหละ” หลานสวี่หัวเราะ “คนเขาอุตส่าห์ส่งจดหมายเชิญชวนมาแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ไปนี่ิ แต่ว่าในเมื่อคุณไม่คิดจะให้เย่อวี้ออกโรง งั้นคิดไว้หรือยังว่าจะรับมือยังไงดี?”
“ผมได้ให้พวกอาแซิวพวกเขาตรวจสอบที่อยู่ IP ของอีเมลที่ส่งวีดีโอเสี่ยวเหยียนมา พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมในวีดีโอแล้ว ผมเชื่อมั่นว่าสามารถหาตำแหน่งที่อยู่ของเสี่ยวเหยียนได้”
“แต่ว่าเวลาที่อีกฝ่ายจำกัดไว้คือพรุ่งนี้หกโมงเย็น ถ้าหากยังไม่สามารถหาเจอก่อนเวลานี้จะทำยังไง? ถึงเวลานั้นชีวิตของเสี่ยวเหยียนคงจะตกอยู่ในอันตราย”
โหลวเยวี่ยก้มหน้านิ่งเงียบ เหมือนจะไม่อยากพูดคำตอบเพียงหนึ่งเดียวนั้นออกมา
“ถ้าหากก่อนหกโมงเย็นพรุ่งนี้ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่ชัดของเสี่ยวเหยียนได้ ผมคิดว่าน่าจะทำตามที่อู๋เสวียปิงต้องการ คือให้เย่อวี้ไป” หลานสวี่บอกวิธีแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา
“ไม่ได้! อันตรายเกินไป!” โหลวเยวี่ยปฏิเสธทันที “ผมจะไม่ให้คนของผมไปตกอยู่ในมือของ `ซื่อ` อีก!”
“แต่คุณอย่าลืมนะ เสี่ยวเหยียนก็เป็นคนของคุณ หรือว่าคุณจะไม่สนชีวิตเธอขา?”
“ต่อให้ต้องเอาชีวิตผมไปแลก ผมก็จะช่วยเสี่ยวเหยียนออกมาให้ได้” โหลวเยวี่ยพูดอย่างจริงจัง “ผมจะไม่ให้คนใดคนหนึ่งในพวกเขาต้องอยู่ในอันตราย”
“ผมรู้สึกว่าคุณปกป้องเกินไปแล้ว เย่อวี้ไม่ได้อ่อนแอเหมือนอย่างที่คุณคิด” หลานสวี่จ้องตาของโหลวเยวี่ย “ผมรู้ว่าคุณกังวลอะไรอยู่ แต่คุณในตอนนี้เหมือนถูกเรื่องในอดีตรบกวนการตัดสินใจอยู่”
โหลวเยวี่ยอึ้งพักหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร
“แล้วอีกอย่าง พวกเราจะไม่ให้เย่อวี้ไปเผชิญคนเดียว คุณ ผม มู่อวิ๋น เพื่อนร่วมงานทั้งหมดในหน่วยตรวจสอบเป็นทีมเดียวกันทั้งนั้น มีพวกเราอยู่ จะต้องช่วยเสี่ยวเหยียนออกมาอย่างราบรื่นภายใต้ในสถานการณ์ที่เย่อวี้ปลอดภัยอยู่ได้” หลานสวี่พูดปลอบโหลวเยวี่ย ยื่นมือไปตบไหล่เขาสองสามที
“ฉันก็คิดว่าน่าจะให้เย่อวี้ได้ลองดู ฉันเชื่อมั่นในความสามารถของเขา” ที่พูดครั้งนี้เป็นพี่มู่ “ตอนนี้ยังมีเวลา พวกเราสามารถวางแผนปฏิบัติการช่วยคนแบบที่สมบูรณ์ได้”
อาจจะเป็นเพราะคำพูดของทั้งสองคนได้เกิดผล หลังนิ่งเงียบคิดอยู่ สักครู่ แววตาที่กังวลใจของโหลวเยวี่ยก็ได้ค่อยๆ หายไป แล้วกลับไปเยือกเย็นเหมือนปกติ
“โทษที ก่อนหน้านี้ผมเสียอาการลืมตัวไปหน่อย” โหลวเยวี่ยนวดไปที่หว่างคิ้ว สุดท้ายก็อ้าปากพูด “งั้นก็ทำตามที่พวกคุณบอกแล้วกัน ส่วนทางฝั่งเย่อวี้... ผมค่อยไปหาเขาทีหลัง”
“ไม่ต้องไปหาเขาทีหลังหรอก ตอนนี้ก็พูดได้แล้ว เย่อวี้ เข้ามาเลย” หลานสวี่หัวเราะ ตะโกนไปนอกประตู
ประตูห้องบัญชาการถูกเปิดออก คนที่ยืนอยู่ตรงประตูก็คือเย่อวี้นั่นเอง
“ขอแค่ช่วยเสี่ยวเหยียนออกมาได้ ไม่ว่าอะไรผมก็จะทำ!” แววตาของเย่อวี้เต็มไปด้วยความแน่วแน่
“ครั้งนี้ ก็ให้ผมได้เข้าร่วมปฏิบัติการเถอะ เป็นในฐานะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบตัวจริงของในหน่วยตรวจสอบพิเศษ!”
---------------------------------------------------------------------------------------------