แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0001 ตอนที่ 2
ตอนที่ 1 ท้องฟ้าแปรปรวน
“ข่าวล่าสุด ประธานกลุ่มบริษัท H เฉินเหยนเฉินเหยียนถูกพบเจอว่าเสียชีวิตอย่างกระทันหันกะทันหันเมื่อเช้าวันนี้ที่ลานจอดรถบริษัท ร่างกายภายนอกไม่มีบาดแผลภายนอก เจ้าหน้าที่นิติวิทยาเวชกำลังตรวจสอบสาเหตุการตาย รายละเอียดทางตำรวจกำลังตรวจสอบอยู่”
“จากที่ทราบ เลขาของเฉินเหยนเฉินเหยียน อู๋เสวียปิงเสียปิง ได้หายสาบสูญไปอย่างลึกลับเมื่อหนึ่งสัปดาห์สัปห์ดาก่อนเกิดเหตุ ก่อนหน้านี้เฉินเหยนเฉินเหยียนได้ช่วยเหลือตำรวจตามหาผู้สูญหาย มีข่าวลือว่า เฉินเหยนเฉินเหยียนมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย คดีนี้ยังไม่ตัดประเด็นมีส่วนเอี่ยวการผิดกฎหมาย”
เยี่ยยู่เย่อวี้ปิดรายการข่าว ลังเลเริ่มสงสัยว่าวันนี้จะไปที่บริษัทหรือไม่ ไม่ต้องถามก็รู้ว่าวันนี้บริษัทวุ่นวายแน่ๆ ประธานบริษัทของตัวเองตัวเองเกิดเรื่อง ใครจะมีกระจิตกระใจกะจิตกะใจไปทำงาน?
พูดไปแล้วก็ตลกตัวเอง เฉินเหยียนที่เป็นถึงประธานกลุ่มบริษัทข่าวออนไลน์รายใหญ่อย่างเฉินเหยนตัวเองกลับกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งเสียเอง และยังไม่ใช่ข่าวที่ดีเท่าไหร่นัก เรื่องนี้คงจะเป็นหัวข้อข่าวให้สำนักข่าวอื่นได้อีกหลายเดือน
นอกจากนั้น เวลาสำนักข่าวอื่นออกอากาศยังทำเหมือนไม่ตั้งใจแล้วยกเรื่อง “”กลุ่มบริษัท H มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย” มาพูด จุดนี้ทำให้เยี่ยยู่เย่อวี้รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“น่าเจ็บใจนัก เห็นอยู่ชัดๆ ว่าข่าวยังไม่ได้รับการตรวจสอบทั้งๆที่ยังเป็นแค่ข่าวลือไม่ผ่านการตรวจสอบ คนพวกนี้ยังมีจรรยบรรณจรรยาบรรณอยู่หรือเปล่า” เยี่ยยู่เย่อวี้คิดอย่างเจ็บแค้นและเริ่มเป็นห่วงอนาคตหน้าที่การงานของตัวเองตัวเอง ถ้าหากสำนักข่าวอื่นยังคงเสนอข่าวที่ CEO ของกลุ่มบริษัท H มีส่วนเอี่ยวการผิดกฎหมาย อย่าว่าแต่หุ้นบริษัทที่จะตกเลย แม้กระทั่งบริษัทเองก็คงจะล้มละลายไปด้วย
ตัวเองตัวเขาเป็นเพียงนักข่าวที่เพิ่งจบออกมาใหม่ๆ จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะตกงาน
กลุ่มบริษัท H ถึงแม้จะเป็นบริษัทที่ใหญ่ แต่ชื่อเสียงในวงการเดียวกันกลับไม่ดีเท่าไหร่นัก หลักๆ แล้วคงเป็นเพราะว่า CEO เฉินเหยนเฉินเหยียนทำงานมักทำงานโดยไม่เลือกวิธีการ ทำให้บริษัทอื่นในแวดวงเดียวกันรู้สึกขุ่นเคืองใจ แล้วยังช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้กลุ่มบริษัท H ได้ชนะการประมูลหลายรายการแบบ ผ่านฉลุยจนแบบน่าตกใจ มีข่าวลือออกมาว่าเฉินเหยียนใช้ “วิธีการพิเศษ”ในขั้นตอนการประมูล เฉินเหยนได้ใช้ ”วิธีการพิเศษ”
ในการเสนอข่าวครั้งนี้ สำนักข่าวอื่นใช้แม้กระทั่งคำว่า ‘เสียชีวิตอย่างกระทันหันกะทันหัน’ เห็นได้ชัดถึงความเป็นกลางของแต่ละสำนักข่าว
“กริ๊งงง...”
โทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นอย่างกระทันหันกะทันหันช่วยดึงเยี่ยยู่เย่อวี้กลับจากความคิดของตัวตัวเองเอง เมื่อหยิบขึ้นมาดู ก็ปรากฎเป็นชื่อของหัวหน้า
“เห้ยเฮ้ย? แกอยู่ที่ไหน? มาที่บริษัทเร็วๆ!” อีกฝั่งของโทรศัพท์นั้นฟังดูเหมือนวุ่นวายมาก หัวหน้าแทบจะตะโกนแทนการพูดเลย
“เอ่อ ได้เลยครับ ผมอยู่ระหว่างทาง กำลังจะถึงแล้ว!”
เยี่ยยู่เย่อวี้ตอบอย่างละอายใจ รีบใส่เสื้อนอกอย่างรวดเร็วเตรียมพร้อมออกจากบ้าน
“ถ้าถึงแล้วให้มาหาผมที่ห้องประชุมด้วย!” ยังไม่ทันที่เยี่ยยู่เย่อวี้จะตอบอะไร หัวหน้าก็วางสายไปแล้ว
ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะยุ่งยากกว่าที่คิด เยี่ยยู่เย่อวี้พรางคิดไปพลางแล้วก็เดินขึ้นรถตัวตัวเองเอง ขับไปที่บริษัทอย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงบริษัทแล้ว เยี่ยยู่เย่อวี้ก็พบว่าไม่ได้วุ่นยุ่นวายอย่างที่เขาคิด มีแค่เสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่ขาดสายและพนักงานที่มีสีหน้าเป็นกังวล แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงการครั้งใหญ่ของบริษัทนี้
เยี่ยยู่เย่อวี้วางกระเป๋าลง รีบวิ่งไปที่ห้องประชุม
เมื่อผลักประตูออก ก็พบเจอแต่หัวหน้าที่มีสีหน้าเคร่งเครียด เยี่ยยู่ในใจของเย่อวี้รู้สึกกลัวเล็กน้อยรู้สึกกลัวในใจนิดๆ ทุกครั้งที่ตัวเองตนเองทำผิดหัวหน้าก็จะแสดงสีหน้าแบบนี้ออกมา
ขณะกำลังจะอ้าปากพูด ก็บังเอิญเห็นตรงข้ามหัวหน้ามีคนหนึ่งนั่งอยู่ เป็นชายหนุ่มที่ไม่เคยรู้จักแปลกหน้าคนหนึ่ง
คนคนนี้ดูแล้วอายุจะใกล้เคียงกับเยี่ยยู่เย่อวี้ หน้าตาจัดว่าได้สัดส่วน รูปร่างที่ผอมบางภายใต้ชุดสูทสีดำดูแล้วอย่างสง่างาม ตอนนี้เขากำลังเงยหน้าขึ้นมามองเยี่ยยู่เย่อวี้ ยิ้มให้อย่างมีมารยาท แม้จะบอกพูดว่าหน้าเขายิ้ม แต่เยี่ยยู่เย่อวี้กลับรู้สึกว่าในดวงตาของเขาไม่มีรอยการยิ้มอยู่เลย มีแต่ต่ความรู้สึกที่เย็นยะเยือกที่บอกไม่ถูก
เยี่ยยู่เย่อวี้ถูกจ้องจนอย่างไม่สบายเนื้อสบายตัว ไม่รู้ทำไม ชายหนุ่มคนนี้ถึงแม้ดูขาวสะอาด แต่ให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม ทำให้เขาไม่ค่อยกล้ามองอีกฝ่ายตรงๆ
“แกไปก่อเรื่องอะไรมา!? สารภาพมาซะดีๆ!” ว่าแล้วหัวหน้าก็เริ่มพูดเสียงดังใส่
ก่อเรื่อง? ก่อเรื่องอะไร? มาสายก็นับว่าก่อเรื่องด้วยหรอเหรอ?
“พี่ใหญ่ ผมไม่เข้าใจ...”เยี่ยยู่เย่อวี้พูดด้วยอาการกลัวนิดๆ
“ไม่ได้ก่อเรื่อง? ไม่ได้ก่อเรื่องแล้วทำไมตำรวจถึงมาหาถึงที่!” หัวหน้าแทบจะตะโกนอยู่แล้ว
ตำรวจ? ที่ไหนมีตำรวจ? เยี่ยยู่เย่อวี้มองไปรอบๆ ห้องประชุม สุดท้ายสายตาหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มฝั่งตรงข้าม
ไม่ใช่มั้ง!? เขาเป็นตำรวจ? ชุดสูทที่เขาใส่ก็ไม่ดูไม่เหมือน...
ชายหนุ่มเหมือนท่าจะมองดูความสงสัยของเยี่ยยู่เย่อวี้ออก ยิ้มแล้วพูดว่า
“หัวหวัหน้าหวัง อย่าเพิ่งโมโห เขาไม่ได้ก่อเรื่อง ผมแค่มีเรื่องที่อยากจะตรวจสอบจากเขานิดหน่อย”
ชายหนุ่มยืนขึ้นแล้วค่อยๆ เดินมาไปที่เยี่ยยู่เย่อวี้
“ถึงแม้ว่า คนที่มาทักทายคุณจะเป็นสารวัตรเจ้า แต่ผมก็ไม่ใช่ตำรวจ”
ระหว่างที่พูด ชายหนุ่มก็ยื่นมือไปหาเยี่ยยู่เย่อวี้
“เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก ผมแซ่โหลว มาจากหน่วยตรวจสอบพิเศษ”
หน่วยตรวจสอบพิเศษ...นั่นมันหน่วยอะไร...หน่วยที่ตั้งขึ้นมาใหม่หรอเหรอ?
เยี่ยยู่เย่อวี้งงสักพักหนึ่งถึง เพิ่งรู้ตัวว่าเสียมารยาทอยู่ จึงรีบยื่นมือไปจับมืออีกฝ่าย
“สวัสดีครับ ผมชื่อ...”
พูดยังไม่ทันจบ เยี่ยมีความรู้สึกประหลาดก็แล่นเข้าสู่สู้สมองของเย่อวี้ มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายบรรยายยากมาก เหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่าง...อยากจะเจาะเข้าไปในสมองของเขา
เดี๋ยวๆ... นี่มันสถานการณ์อะไรเนี่ย?!
เยี่ยยู่เย่อวี้ใช้สัญชาตญาณต่อต้านการบุกรุกนี้ ทำให้สมองของเขาดูเหมือนจะระเบิดออกมาในชั่วชัวพริบตาเลย
‘ออกไป... ออกไปให้พ้น’
เยี่ยยู่เย่อวี้แหกปากอยู่ในสมองของเขา แต่ความรู้สึกนี้ไม่สนสติที่มีอยู่ของเขาความตั้งใจของเขา มันเข้ามาจากทุกๆ ทิศ จากแขนขาของเขาถึงช่วงอก ตามไขสันหลังวิ่งไปสู่สมองของเขา พยายามที่จะทะลุการต่อต้านของเขา เจาะลึกลงไปในจิตวิญญาณ
การต่อต้านนี้ที่ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนฉีกขาดที่เกิดจากการต่อต้านนี้ทำให้เยี่ยยู่เย่อวี้แทบจะเป็นบ้า สติก็เริ่มจะเลือนลางลงทุกที...
ในขณะที่เยี่ยยู่เย่อวี้กำลังจะยอมแพ้ เขากลับรู้สึกเหมือนร่างกายของตัวเองตนมีพลังสายสายพลังเล็กๆ ไหลออกมารวมกันที่สู่สมองของเขา
พลังงานดังกล่าวยิ่งรวมตัวยิ่งเยอะขึ้น ค่อยๆ รวมกันเป็นพายุพลังงาน เหมือนพายุพัดผ่านไล่ผู้บุกรุกอย่างรวดเร็วเหมือนพายุ
เยี่ยยู่เย่อวี้ไม่ต่อต้านอีก ปล่อยให้พายุนั้นกวาดเอาความรู้สึกแปลกๆ ที่อยู่ในร่างกายนั้นออกไป
เมื่อรู้สึกตัว เยี่ยยู่เย่อวี้ก็อยู่ในสภาพเหงื่อท่วมหัว การปะทะเมื่อครู่กี้ในความเป็นชีวิตจริงแล้วผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเดียว แต่ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยเหมือนผ่านสนามรบมา
เมื่อเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นนัยตานัยน์ตาสีดำคู่นั้นจ้องมาที่ตัวเองตนเองไม่กระพริบ
“คุณเป็นอะไรหรอเหรอ?”
“อ่า ไม่...ไม่เป็นมีอะไร! สวัสดีครับผู้การโหลว!”
เยี่ยยู่เย่อวี้เหมือนจะรู้ว่าตัวเองตัวเองกำลังเสียมารยาทอยู่ จึงรีบจับมือของอีกฝ่าย เขย่าขึ้นลงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
“ผมชื่อเยี่ยยู่เย่อวี้ ไม่ใช่ ’แย่อยู่’ นะ ผมเป็นนักข่าวมืออาชีพ”
“ฮ่าๆ เยี่ยยู่เย่อวี้หรือ...ทั้งคนและชื่อน่าสนุกพอๆ กันเลย ผมจำคุณได้แล้ว”
ชายหนุ่มยิ้มแล้วปล่อยมือออก
“ที่จริงแล้วหน่วยของเราแยกออกจากระบบของตำรวจ แต่ปกติไม่เผยตัวในที่สาธารณะ พวกคุณไม่รู้จักก็เป็นเรื่องปกติ ที่มาครั้งนี้ก็เลยตั้งใจให้สารวัตรเจ้าทักทายก่อน” ชายหนุ่มหันไปพูดกับหัวหน้าหวังว่า “ผมอยากคุยกับนักข่าวคนนี้เป็นการส่วนตัว ไม่ทราบรู้ว่าหัวหน้าหวังสะดวกหรือเปล่าไม่?”
“สะดวกแน่นอน ตามสบายเลยครับ!” หัวหน้าหวังได้ยินว่าไม่ใช่ลูกน้องตัวเองตัวเองก่อเรื่องก็วางใจแล้ว ก็ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้สารวัตรเจ้าได้พูดอะไรไว้ถึงทำให้เขามีความคิดแบบนี้
เขาพูดกับเยี่ยยู่เย่อวี้สองสามประโยคก็ปิดประตู พร้อมเดินออกจากห้องประชุมไป
ที่ห้องประชุมเงียบลง เยี่ยยู่เย่อวี้เริ่มรู้สึกประหม่านิดๆ ผู้การโหลวที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ถึงแม้ยังดูหนุ่มอยู่ แต่สามารถเรียกสารวัตรให้มาช่วยทักทายด้วยตัวเองตัวเองได้ คาดว่าก็ไม่ธรรมดาแล้ว
“นั่งเถอะ”
เยี่ยยู่เย่อวี้นั่งลงอย่างเกรงๆ ในใจคาดเดาอะไรไม่ได้เลย
“คุณดูรูปนี้ให้หน่อย” ชายหนุ่มพูดไปปพลางหมุนห่วงกำไลโลหะที่อยู่บนข้อมือเบาๆ แล้วจึงก็มีหน้าจอเสมือนจริงปรากฎต่อหน้าเยี่ยยู่เย่อวี้
ไม่กี่ปีมานี้ ห่วงกำไลข้อมืออัจฉริยะแบบนี้เริ่มมีให้เห็นเมื่อไม่กี่ปีก่อน นอกจากจะใช้เป็นมือถือแล้ว ยังสามารถดึงหน้าจอเสมือนจริงออกมาทำธุรการได้ ที่สำคัญกว่านั้นมันสามารถอ่าน DNA และชีพจรของผู้สวมใส่ ได้เพื่อรับรองการใช้งานของยืนยันตัวตนของผู้ครอบครองก่อนจะปลดล็อกให้ใช้งานได้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว
แต่ว่ามันมีราคาแพง ใช่ว่าไม่ใช่คนทั่วๆ ไปที่จะมีปัญญาใช้ ประธานเฉินของพวกเขาก็มีอันหนึ่ง แม้แต่เยี่ยยู่เย่อวี้เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก เพียงแค่แต่ตอนนี้เยี่ยยู่เย่อวี้ตอนนี้ไม่มีอารมณ์ที่จะชื่นชมของสิ่งนี้ ความสนใจทั้งหมดของเขาถูกทั้งหมดถูกดึงดูดโดยภาพที่ปรากฎบนจอดึงดูดเอาไว้ สีหน้าหน้าที่แสดงถึงความกังวลใจก็กลับกลายเป็นตกตะลึงกลายเป็นตกใจทั้งหมด
รูปร่างที่คุ้นเคย การแต่งกายที่คุ้นตาเคย สีหน้าที่คุ้นชินเคย... ไม่มีใครคุ้นเคยกับคนที่อยู่ในบนรูปถ่ายยิ่งไปกว่าเขาอีกแล้ว
เพราะว่าคนที่อยู่ในบนรูปถ่ายนั้นก็คือเยี่ยยู่เย่อวี้นั่นเอง
“รูปถ่ายใบนี้ถูกพบเจอในกำไลห่วงข้อมือของ CEO เฉินเหยนเฉินเหยียนของพวกคุณ”
ชายหนุ่มมองเยี่ยยู่เย่อวี้ด้วยความหนักใจ แล้วค่อยๆ พูดขึ้นว่า
“นี่เป็นรูปถ่ายใบสุดท้ายก่อนที่เขาจะเกิดเหตุ”