หวนชะตารัก: Chapter 007 ตอนที่ 7
บทที่ 7 ความโกรธไปไหน
คุณหนูจวินเดินออกจากประตูเล็กของตระกูลหนิง
ประตูใหญ่ของตระกูลหนิงย่อมไม่เปิดออกบ่อย เพียงเปิดประตูเล็กให้คนเข้าออก
แต่หลังคุณหนูจวินเดินออกมา ประตูเล็กนี้กลับปิดลง แม้ไม่ได้เกิดเสียงดังรุนแรง แต่การปิดเบาๆ ก็ยังแสดงว่าเกลียดชังคนที่เพิ่งเดินออกไป
คุณหนูจวินไม่หันกลับ
“ตระกูลของหนิงเหยียนก็แค่นี้” นางพูดกับตัวเอง
หนิงเหยียน บุตรคนรองของนายท่านผู้เฒ่าหนิง น้องสามีของนายหญิงใหญ่หนิง เป็นเสาหลักของตระกูลหนิงที่ตำแหน่งขุนนางสูงที่สุด อายุยี่สิบสามก็สอบได้เป็นบัณฑิตจิ้นซื่อ เป็นขุนนางมายี่สิบปี ปัจจุบันเป็นรองเจ้ากรมโยธมฝ่ายขวา อีกสองสามปีก็จะได้เลื่อนเป็นเจ้ากรม อนาคตจะเข้าสภาเป็นเสนาก็เป็นไปได้มาก
บุคคลเช่นนี้กลับถูกคุณหนูจวินเรียกชื่อออกมาตรงๆ ถ้าหากนายหญิงใหญ่หนิงมาได้ยินคงต้องรู้สึกถูกลบหลู่อีกเท่าตัว
หน้าประตูตระกูลหนิงไม่มีคนไปมา สาวใช้ตัวน้อยของคุณหนูจวินสีหน้ามึนงง มือที่อยู่ในแขนเสื้อจับตั๋วเงินไว้แน่น ไม่ได้ยินคำพูดของคุณหนู
เดินออกไปอย่างยากลำบาก เกือบจะเดินออกจากหมู่บ้านเป่ยหลิวแล้วสาวใช้ตัวน้อยถึงได้สติกลับมา
“คุณหนู” นางรีบร้องเรียกขึ้น ยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของคุณหนูจวิน แล้วหันหลังกลับไปมองทีหนึ่ง “คนตระกูลหนิงไม่ได้ตามมา”
คุณหนูจวินขานรับรู้ทีหนึ่ง
“วางใจเถอะ พวกนางจะไม่ตามมา” นางกล่าวขึ้น “อย่างน้อยศักดิ์ศรีแค่นี้ตระกูลหนิงก็ยังมีอยู่”
สาวใช้ตัวน้อยส่งเสียงตอบเข้าใจขึ้นมาคำหนึ่ง ดึงแขนเสื้อของนาง
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปรอที่ไหนเจ้าคะ?” นางถามขึ้น “โรงเตี๊ยมแห่งนั้นไม่ให้พวกเราไปพักแล้ว แถวนี้ก็ไม่มีโรงเตี๊ยมที่ใกล้ตระกูลหนิงมากกว่าแล้ว”
วันนั้นที่คุณหนูแสร้งผูกคอจะใช้ความตายพิสูจน์ความตั้งใจข่มขู่ตระกูลหนิง ผลปรากฏว่าเกือบผูกคอตายไปจริงๆ เสียงร้องดังลั่นของนางทำคนในโรงเตี๊ยมตระหนกตกใจออกมาถึงช่วยคุณหนูลงมาได้
“คนโรงเตี๊ยมนั้นช่างขี้ขลาดนัก เห็นชัดๆ ว่าคุณหนูไม่เป็นไร พวกเขายังกลัวนั่นกลัวนี่ไม่ให้พวกเราพัก” สาวใช้ตัวน้อยพูดขึ้น แต่ลืมเรื่องที่ตัวเองตกใจแข้งขาอ่อนตอนนั้นไปหมดสิ้น
นางพูดเจื้อยแจ้วไป ตลอดทางคุณหนูก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบๆ
“เมื่อไรพวกนางจะมาเชิญคุณหนูอีกครั้งเจ้าคะ?” นางถามขึ้นมาอีก
คุณหนูจวินหยุดฝีเท้าลง มองสาวใช้ตัวน้อยคนนี้ทีหนึ่ง
“เรื่องจบแล้ว ไม่ต้องรอแล้ว พวกนางจะไม่มาหาข้าแล้ว” นางกล่าวขึ้น
สาวใช้ตัวน้อยเบิกตาโตมองนาง
“จบแล้วหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?” นางพูดติดๆ ขัดๆ
ตอนนั้นที่คุณหนูถูกช่วยลงมาราวกับตายไปแล้วอย่างนั้น หญิงสองคนทั้งนวดทั้งทุบสลับไปมาสิบห้านาทีถึงมีลมหายใจกลับมา ถึงอย่างนั้นก็นอนบนเตียงไม่ขยับอยู่ครึ่งวัน ทำคนตระหนกแทบตาย
นางหมดหนทางจะกลับอำเภอหยางเฉิงไปหานายหญิงเฒ่าฟางแล้ว ทันใดนั้นคุณหนูกลับยื่นมือมาดึงนางไว้ พูดขึ้นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเหตุมาจากหมั้นหมายกับตระกูลหนิง ไม่ต้องไปหาคนอื่นอีกแล้ว เรื่องนี้นางจัดการเองได้
ตอนนั้นนางยังไม่เชื่ออยู่บ้าง มาอำเภอหยางเฉิงตั้งนานแล้วยังแก้ไม่ตก แต่คุณหนูกลับบอกว่าครั้งนี้ต้องจัดการได้แน่ ยังให้นางเอาหนังสือหมั้นที่ซ่อนไว้ออกมา
ใช่แล้วพวกนางมีหนังสือหมั้นมาตลอด ตอนนั้นที่ไม่เอาออกมาก็เพราะรู้สึกว่าหนังสือหมั้นนี้ตระกูลหนิงก็มี เป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งหลังจากมาถึงอำเภอหยางเฉิง ตอนที่พวกนางบอกว่ามีสัญญาหมั้นกับตระกูลหนิง ต้องการให้นายหญิงผู้เฒ่าฟางไปเยือนพูดให้ นายหญิงใหญ่ทำสีหน้าประชดถามว่ามีหนังสือหมั้นหรือ ทำคุณหนูโมโหมาก คุณหนูจึงพูดไปว่าไม่มี ให้ท่านป้าไปเยือนพูดก็พอ
ความตั้งใจของคุณหนูคือเมื่อนายหญิงใหญ่ไปพูดกับตระกูลหนิง ตระกูลหนิงย่อมต้อนรับราวแขกคนสำคัญ หลังจากนั้นจะได้ตบข่มหน้าตัวร้ายของนายหญิงใหญ่ไปด้วย
ผลปรากฏว่าไม่คิดว่านายหญิงใหญ่มาถึงตระกูลหนิง กลับถูกปฏิเสธท่าเดียวว่าไม่มีสัญญาหมั้น นายหญิงใหญ่ย่อมโกรธจัดกลับมาเยาะหยันถากถางคุณหนูไม่เลิก คุณหนูโกรธแทบกระอักมาหาตระกูลหนิงด้วยตนเอง
ผลปรากฏว่าตระกูลหนิงเข้าไม่ได้ คนตระกูลหนิงก็พบไม่ได้ นอกจากปะปนไปกับฝูงชนในวันเทศกาลโคมไฟวันที่สิบห้าเดือนแปดมองคุณชายสิบที่กลับมาจากเมืองหลวงจากที่ไกลๆ ได้ครั้งหนึ่ง
ความรูปงามของคุณชายสิบยิ่งทำให้คุณหนูชื่นชมหมดหัวใจ แต่นางก็เข้าใจดีว่าตระกูลหนิงคิดกลับคำแล้ว ตระกูลหนิงต้องรู้เรื่องการหมั้นหมายครั้งนี้แน่ ในเมื่อตั้งใจล้มการหมั้นหมาย เอาหนังสือหมั้นออกมาหรือไม่ก็ไม่มีประโยชน์
ตอนนี้เองคุณหนูหลินสหายของคุณหนูก็แตกตื่นตกใจมาบอกข่าวเรื่องคุณชายสิบจะหมั้นหมาย คุณหนูนั่งไม่ติดอีกต่อไป ตัดสินใจจะทำเรื่องหนึ่งให้ตระกูลหนิงได้รู้ความร้ายกาจ
ผูกคอเรื่องนี้ร้ายกาจจริงๆ คุณหนูเกือบตายไปแล้ว นอนอยู่ครึ่งวัน คุณหนูก็ลุกขึ้นมาบอกว่าจะจัดการเรื่องนี้
คนมากมายเห็นสภาพที่คุณหนูผูกคอตายขนาดนี้ ตระกูลหนิงคงต้องกลัวแล้วล่ะ
นางจึงดีอกดีใจตามคุณหนูมายังตระกูลหนิง แม้ระหว่างขั้นตอน คำพูดที่คุณหนูพูดเรื่องที่คุณหนูทำ จะทำให้นางงงมาก แต่ก็เข้าประตูตระกูลหนิงมาได้ทั้งยังได้พบนายหญิงใหญ่หนิง เห็นได้ว่าวิธีการของคุณหนูใช้ได้ดียิ่งนัก
เพียงแต่สุดท้ายที่รับเงินแล้วคืนหนังสือหมั้นไปดูแปลกพิกล แต่นางยังคงเชื่อมั่นว่าคุณหนูทำเช่นนี้ย่อมต้องมีแผนเอาไว้
บางทีตระกูลหนิงอาจจะตามมา ไม่อย่างนั้นรออีกหนึ่งวันก็คงมาเชิญคุณหนู
แต่ตอนนี้คุณหนูกลับบอกว่าจบแล้ว หมายความอย่างอย่างไร?
“ความหมายก็คือข้ากับตระกูลหนิงไม่มีสัญญาหมั้นหมายกันแล้ว” คุณหนูจวินมองสาวใช้ตัวน้อยทีหนึ่งพูดว่า “เรื่องนี้จบแล้ว”
สาวใช้ตัวน้อยเบิกตาโตอ้าปากกว้าง ร้องไห้โฮออกมา เรียกให้คนเดินถนนพากันเมียงมอง
“ร้องไห้ทำไม แบบนี้ออกจะดี” คุณหนูจวินกล่าวขึ้น “แตงที่ฝืนเก็บไม่หวาน แบบนี้ทุกคนได้สิ่งที่ต้องการ ทุกคนมีความสุข”
สาวใช้ตัวน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้น
นางย่อมรู้อยู่ว่าตระกูลหนิงไม่ต้องการหมั้นหมายนี้ ตอนนี้ไม่มีการหมั้นหมายแล้ว ตระกูลหนิงย่อมมีความสุข
“แต่คุณหนูมีอะไรให้มีความสุข ไม่มีอะไรเหลือแล้ว” นางร้องไห้พูดขึ้น
“ไม่ใช่มีเงินแล้วหรือ?” คุณหนูพูดขึ้น
เงิน?
สาวใช้ตัวน้อยถึงจะไม่เคยร่ำรวยมาก่อน ไม่ว่าจะที่บ้านเก่าตระกูลจวินหรือตอนที่ติดตามจวินอิ้งเหวินไปประจำตำแหน่ง ทั้งพ่อลูกตระกูลจวินล้วนใจบุญสุนทาน กินใช้พอเพียงมีความสุข มีเงินก็ใช้ออกไปราวกับสายน้ำไหล ไม่มีเงินก็ใช้ชีวิตอัตคัตกันไป ดังนั้นสาวใช้ตัวน้อยที่คุ้นชินจึงไม่เคยเอาเรื่องเงินมาใส่ใจ
เงินมีอะไรหรือ ไปไปมามา ผู้หญิงยังไงก็ต้องหาสามีดีๆ ถึงจะรับประกันได้ว่าชีวิตจะราบรื่น
มีเงินมากอีกเท่าไรก็ซื้อตระกูลสามีอย่างตระกูลหนิงไม่ได้ คุณหนูผูกคอครั้งหนึ่งเพี้ยนไปแล้วใช่หรือไม่ วิธีจัดการที่พูดที่แท้กลับเป็นการถอนหมั้นกับตระกูลหนิง
“เงินแค่นั้นมีประโยชน์อะไรเล่าเจ้าคะ” สาวใช้ตัวน้อยดวงตาคลอน้ำตาพูดขึ้น
“เงินแค่นั้นหรือ” คุณหนูจวินพูดขึ้น
ความเร็วที่นางพูดเดิมช้าอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งช้าไปอีก คำสี่คำลากยาวขึ้นมาอีกมาก ฟังดูแล้วดูเหมือนผิดหวังขึ้นมาหลายส่วน
สาวใช้ตัวน้อยอดไม่ได้ต้องสูดจมูกเงยหน้าขึ้นไปมองคุณหนูของตน
“ควรจะพอให้ข้าไปเมืองหลวงแล้ว” คุณหนูจวินพูดต่อ
ไปเมืองหลวง?
สาวใช้ตัวน้อยงงงันไปชั่วครู่ บ้านเก่าของพวกนางอยู่ที่อำเภอหรู่หนาน นายท่านรับตำแหน่งอยู่ที่อำเภอฝู่หนิง ตระกูลมารดาอยู่ที่อำเภอหยางเฉิง ตั้งแต่เล็กจนโตล้วนอยู่ทางเหนือ เมืองหลวงที่ตั้งอยู่ทางใต้เคยแต่ได้ยินไม่เคยไปมาก่อน ตอนที่ไร้ญาติขาดมิตรก็ไม่เคยคิดจะไป
คุณหนูทำไมอยู่ดีๆ คิดจะไปเมืองหลวงล่ะ? ทันใดนั้นดวงตาของนางก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง
“โอ้!” นางพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอยู่บ้าง “คุณหนู ท่านใช่คิดจะไปฟ้องร้องต่อหน้าพระพักตร์ใช่หรือไม่”
ใบหน้านิ่งสงบของคุณหนูจวินหลุดรอยยิ้มออกมา เห็นได้ชัดว่าขำคำพูดของสาวใช้ตัวน้อย
สาวใช้ตัวน้อยกลับไม่ทันสังเกต แต่ยิ่งฮึกเหิมกว่าเดิม
“ใช่ใช่ วิธีการของคุณหนูช่างดีจริงๆ ก่อนอื่นคืนหนังสือหมั้น ให้ตระกูลหนิงรามือแล้วเอาเงินมา มีเงินค่าเดินทางแล้ว ก็ออกเดินทางได้สบายๆ” นางพูดขึ้น จากนั้นเหมือนจะกลัวถูกใครได้ยินเข้าก็ลดเสียงเบาลง “ท่านอาของคุณชายสิบเป็นขุนนางอยู่ที่เมืองหลวง ให้เขาเข้ามาจัดการเรื่องนี้ เขาไม่ยอมมาดูดำดูดีพวกเราก็ไปฟ้องเสีย ดูว่าเขาจะกลัวไม่กลัว คุณหนูได้ยินว่าฮ่องเต้ที่เมืองหลวงสติปัญญาสูงส่งวรยุทธ์ล้ำเลิศย่อมต้อง...”
นางพูดถึงตรงนี้ คุณหนูที่เดิมมองไปข้างหน้าก็หันขวับกลับมา ดวงตานิ่งสงบใสกระจ่างคู่นั้นฉับพลันกลายเป็นดำมืดลึกล้ำ สายตาชวนให้คนอดไม่ได้หนาวสะท้านขึ้นมา
คำพูดของสาวใช้ตัวน้อยหยุดลงทันที ถอยลงไปหนึ่งก้าวอย่างอดไม่ได้
แม้ว่าจะถูกขายมาตั้งแต่เล็ก แต่ตระกูลนายเมตตาอ่อนโยน คุณหนูถึงแม้จะเอาแต่ใจแต่ก็ไม่เคยทารุณคน สาวใช้ตัวน้อยผ่านวันคืนมาอย่างราบรื่น ไหนเลยจะเคยเห็นสายตาเช่นนี้
แม้กระทั่งความรู้สึกที่แฝงอยู่ในดวงตานั้นนางก็ระบุไม่ออก เหมือนจะสิ้นหวัง เหมือนจะโหดร้าย ทั้งดูเหมือนเจ็บปวด สรุปคือทำให้คนเห็นแล้วหวาดกลัวจนอยากหนี
……………………………………….