Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 027 ตอนที่ 27
ตอนที่ 27: อันตรายที่จวนตัว
“ดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย! พวกมันมาจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย!”
ฉินเลี่ยขมวดคิ้วแน่น ในใจหนักอึ้งอย่างถึงขีดสุด จังหวะที่เขาเห็นพวกมันมาถึง ความสงสัยสุดท้ายของเขาก็ถูกคลี่คลาย
ตระกูลเฟิงและดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายร่วมมือกัน ดังนั้น พวกมันจึงไม่กลัวหอเมฆดาราจะตามมาแก้แค้นในภายหลัง เมื่อลงมือเสร็จ ตระกูลเฟิงก็จะไปเข้าร่วมกับดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายและออกจากหอเมฆดาราโดยสมบูรณ์
บางทีพวกมันอาจจะติดต่อกันเป็นเวลานานแล้ว แต่ถูกเก็บเป็นความลับจนกระทั่งถึงตอนนี้
เหมืองแร่หยกตะวันร้อนแรงมีค่ามากเกินไป ค่าของมันมากถึงขนาดทำให้ตระกูลเฟิงไม่ยอมอยู่กับร่องกับรอยอีกต่อไป ต่อให้พวกมันเผยธาตุแท้ออกมา พวกมันก็จะทำทุกอย่างด้วยกำลังที่มีทั้งหมดเพื่อช่วยดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายฉกฉวยเหมืองแร่มาเป็นของตัวเอง!
เส้นด้ายความคิดมาบรรจบกันในจิตใจของเขาขณะวิ่งกลับไปยังหุบเขาด้วยความเร็วสูงสุด น่าแปลกที่เขาทำใจได้สงบขณะฟังเสียงลมที่ดังหวีดหวิวอยู่ข้างหู
ผู้ฝึกวรยุทธ์ของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายประกอบไปด้วยหัวหน้าห้องโถง ผู้อาวุโสและเจ้าของดินแดน
โดยปกติ หัวหน้าห้องโถงจะประกอบไปด้วยผู้ฝึกวรยุทธ์ที่มีพลังระดับก่อเกิดขั้นต้นและผู้อาวุโสทุกคนล้วนมีพลังระดับก่อเกิดขั้นกลาง ผู้อาวุโสหนึ่งคนจะมีหัวหน้าห้องโถงสองถึงสามคนคอยปรณนิบัติรับใช้
ถ้าดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายส่งผู้อาวุโสมาดูแล หมายความว่า พวกมันต้องนำหัวหน้าห้องโถงมาด้วย ถ้ารวมกับผู้ฝึกวรยุทธ์พลังระดับชำระห้าสิบถึงหกสิบคนเข้าไป ต่อให้ไม่นับความช่วยเหลือของตระกูลเฟิง พวกมันก็มีคนมากพอที่จะทำลายทุกสิ่งให้พินาศได้! ตระกูลหลิง ตระกูลเกา เหลียวเหยียนและคนของเขา ทุก ๆ คนเลย!
ดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายกำลังจะมาจัดการพวกเขา เห็นได้ชัดว่าพวกมันจะทำทุกอย่างเพื่อยึดครองหยกตะวันร้อนแรงให้เป็นของตัวเอง พวกมันจะไม่ยอมให้มีคำพูดแม้แต่คำเดียวเล็ดลอดออกไป
นั่นหมายความว่า พวกมันจะมาพร้อมกับการหลั่งโลหิต จะไม่มีใครรอดชีวิตกลับไปได้!
ต่อให้ตระกูลหลิง ตระกูลเกาและเหลียวเหยียนจะผนึกกำลังกัน ก็ไม่มีโอกาสชนะการต่อสู้กับพวกมันได้แม้แต่นิดเดียว ความหวังของพวกเขามีเพียงหนีรอดจากหุบเขาให้เร็วที่สุดก่อนที่ผู้ฝึกวรยุทธ์ของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายจะมาถึง!
สมองของฉินเลี่ยปั่นป่วนยิ่งกว่าความเร็วของฝีเท้า ตอนนี้ ชีวิตพวกเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย เขาไม่คิดจะวางแผนเล่นบทเป็นเจ้าโง่อีกต่อไป เขาจะใช้ทุกวิถีทางที่เขามีเพื่อเอาชีวิตรอดจากหายนะครั้งนี้ให้ได้
เขาซ่อนรอยยิ้มอันขมขื่นเอาไว้ในใจ ถ้าเขารู้ว่าดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายเป็นกองกำลังเสริมของตระกูลเฟิงเร็วกว่านี้ เขาจะรีบบอกหลิงอวี้ฉีให้หนีไปพร้อมกับสมาชิกตระกูลหลิงคนอื่นตั้งแต่สองวันก่อน ไม่รอให้ต้องมาเสี่ยงชีวิตมากขนาดนี้
แต่น่าเสียดายที่มันไม่มีแผนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดยามเผชิญหน้ากับศัตรู หากถูกพวกระดับสูงของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายไล่ล่า พวกมันก็ต้องมีผู้อาวุโสเป็นผู้ชี้นำ เมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาก็จะเกิดความสิ้นหวัง
ผู้ฝึกวรยุทธ์ของทั้งสามตระกูลล้วนพักอยู่คนละทิศละทางในหุบเขา ทุกคนล้วนหลับสนิทภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี
เพราะทั้งสามที่อยู่ไกลกันเล็กน้อย ประกอบกับไม่มีสัญญาณการพบเจอสัตว์แม้แต่ตัวเดียว จึงไม่มีใครส่งคนมาเฝ้าสังเกตการณ์ตอนกลางคืน มีเพียงกับดักป้องกันที่ติดตั้งไว้รอบ ๆ ค่ายเท่านั้น
ด้วยทักษะการหลบเลี่ยงกับดัก ฉินเลี่ยก็มาถึงค่ายของตระกูลหลิง ผู้ฝึกวรยุทธ์ของตระกูลหลิงสองคนจะอยู่หนึ่งเต็นท์ เขาเป็นคนเดียวที่ได้พักในเต็นท์เพียงคนเดียว
ผู้ฝึกวรยุทธ์ของตระกูลหลิงส่วนใหญ่จะรวมอยู่ที่เดียวกัน มีเพียงหลิงอวี้ฉีและหลิงหยิงเท่านั้นที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อย เนื่องจากพวกนางเป็นผู้หญิง
เขาคืบคลานไปหาเต็นท์ของหลิงอวี้ฉีและหลิงหยิงช้า ๆ ทำให้เกิดเสียงเพียงเล็กน้อย…
“นั่นใครน่ะ?”
หลิงอวี้ฉีถามด้วยความตื่นตัวพลางปลุกหลิงหยิงที่อยู่ในเต็นท์เดียวกัน ทั้งสองคนสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายเท่านั้นในตอนที่ยื่นหัวออกไปดูด้วยความงัวเงีย
จากนั้น พวกนางจ้องไปที่ฉินเลี่ยก่อนจะแข็งทื่อไปชั่วขณะ ดวงตาของทั้งสองเผยแววประหลาดใจออกมา!
ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี ฉินเลี่ยยืนอยู่ด้านนอกเต็นท์เพียงลำพังพลางส่งเสียงชู่วว์เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้ทั้งสองคนเงียบ
ก่อนหน้านี้ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความว่างเปล่าอันเป็นนิรันทร์ แต่ตอนนี้ มันกลับเปี่ยมไปด้วยความสดใสและกระจ่างชัดราวกับดวงดาราเย็นเยียบทั้งสองดวงที่อยู่ใต้แสงจันทร์ แต่เดิมเขาก็เป็นคนที่รูปร่างดีอยู่แล้ว แต่ในตอนนี้ เขาดูหล่อเหลาอย่างถึงที่สุด นั่นทำให้ขากรรไกรของหลิงอวี้ฉีและหลิงหยิงเปิดกว้าง พวกเขารู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง
“ข้าต้องฝันอยู่แน่ ๆ …” หลิงหยิงกระซิบกับตัวเองพลางขยี้ตา ดูท่านางจะพยายามทำให้ตัวเองตื่นเต็มที่
หลิงอวี้ฉีรู้อยู่แล้วว่าฉินเลี่ยเป็นมากกว่าที่ตาเห็นมาตั้งนานแล้ว นางจึงสงบใจได้อย่างรวดเร็วหลังจากอึ้งไปพักหนึ่ง นางยิ้มอ่อนขณะมองเขาด้วยสายตาเปล่งระกาย จากนั้นจึงถามว่า “แล้วเจ้าวางแผนจะทำอะไรตอนกลางดึกแบบนี้ล่ะ?”
“ข้าจะเริ่มล่ะ” ฉินเลี่ยมองดูรอบ ๆ จนมั่นใจว่าทุกคนหลับอยู่ เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังโทนต่ำว่า “ผู้ฝึกวรยุทธ์จากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายกำลังมาที่นี่ เป็นไปได้ว่าพวกมันจะมาถึงที่นี่ในอีกหนึ่งชั่วโมง ขืนพวกเราไม่รีบเคลื่อนไหวตอนนี้ สมาชิกตระกูลหลิงที่อยู่ในหุบเขาจะต้องตายกันหมด”
จังหวะที่เขากล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมา ใบหน้างดงามของหลิงอวี้ฉีก็พลันซีดขาวทันที หลิงหยิงหุบปากเพราะตกตะลึงก่อนจะตื่นขึ้นเต็มสองตาในที่สุด
นางจ้องฉินเลี่ยราวกับเขาเป็นสัตว์ประหลาด ในตอนนี้ ฉินเลี่ยเหมือนกับคนแปลกหน้าในสายตาของนาง มันช่างแตกต่างจากฉินเลี่ยคนก่อนอย่างสิ้นเชิง
“เข้ามาข้างใน!” หลิงอวี้ฉีรีบตัดสินใจในทันทีก่อนจะบังคับให้ฉินเลี่ยเข้ามาข้างใน ทันทีที่นางปิดเต็นท์เรียบร้อย นางรีบถามว่า “มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ภายในเต็นท์ หลิงอวี้ฉีและหลิงหยิงเบียดกันด้วยสภาพผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความสงสัยมากมาย
“เกาหยวนที่น่าจะกลับไปรายงานที่ตระกูลเกาถูกฆ่าไปนานแล้ว ข้าพบร่างของเขาโดยบังเอิญ ถ้าข้อสันนิษฐานของข้าไม่ผิด เขาจะต้องถูกคนจากตระกูลเฟิงที่เพิ่งออกไปไม่นานเก็บแน่ หยกตะวันร้อนแรงมันมีค่ามากเกินไป ตระกูลเฟิงคงคิดทรยศเป็นแน่ เมื่อกี้ข้าไปสอดแนมรอบ ๆ มาก็พบเห็นผู้ฝึกวรยุทธ์ดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายห้าสิบถึงหกสิบคนกำลังมาที่นี่โดยมีผู้อาวุโสอยู่ด้านหน้า…”
ฉินเลี่ยอธิบายอย่างรวดเร็วโดยไม่ใส่ใจสีหน้าประหลาดใจของพวกนาง จากนั้นจึงกล่าวต่อ “ไม่มีเวลาแล้ว พวกเราต้องรีบไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้น พวกเราจะไม่มีโอกาสรอดเมื่อผู้ฝึกวรยุทธ์ดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายมาถึงที่นี่”
เพราะหลิงหยิงยังตกตะลึงกับคำพูดของฉินเลี่ยอยู่ นางจึงไม่อาจสงบใจได้ในทันที และที่น่าตกตะลึงกว่าก็คือฉินเลี่ยเปิดเผยตัวตนให้พวกนางรู้
แต่หลิงอวี้ฉีรู้มาตั้งนานแล้วว่าฉินเลี่ยไม่ใช่คนธรรมดา นางจึงปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่ฉินเลี่ยพูดจบ นางรู้สึกเหมือนกับตัวเองตกลงไปในน้ำแข็ง ความหวาดกลัวและตกตะลึงเอ่อล้นออกมาจากดวงตา นางรีบถามว่า “เจ้ามีหลักฐานหรือเปล่าว่าเป็นฝีมือของตระกูลเฟิง?”
ฉินเลี่ยส่ายหัว
“ถ้าเราไม่มีหลักฐาน งั้นพวกเราก็กล่าวหาตระกูลเฟิงไม่ได้ ถ้าพวกเราไม่ระวังคำพูดคำจา ตระกูลเฟิงอาจจะทำให้ตระกูลเกาและเหลียวเหยียนหันมาสงสัยพวกเราแทนได้” หลิงอวี้ฉีถูกความใจร้อนแผดเผา นางรู้สึกว่าทุกวินาทีที่เสียไปย่อมหมายถึงความตายที่คืบคลานเข้ามา นางตะโกนว่า “เจ้าคิดว่าพวกเราควรทำยังไงดีล่ะ?”
“ถ้าเจ้าไม่อยากเห็นตระกูลหลิงถูกสังหารจนสิ้น เจ้าก็ควรถอยซะตั้งแต่ตอนนี้! ถ้าเจ้ากลัวว่าคนอื่น ๆ จะสงสัยพวกเรา งั้น… ก็บอกพวกเขาไปกว่าข้าหายเข้าไปในหุบเขา ครอบครัวที่เหลืออยู่จึงต้องออกตามหาข้า!” ฉินเลี่ยไม่ปกปิดความตั้งใจอีกต่อไป เขากล่าวอย่างแน่วแน่ว่า “ทางกลับถูกดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายขวางเอาไว้แล้ว เส้นทางที่เหลืออยู่คือฝ่าหุบเขาและเข้าไปยังส่วนลึกของเทือกเขาอาร์คติก!”
ถ้าหมาป่าปีศาจปีกเงินกลับมาจากภูเขาหมาป่าสวรรค์ พวกมันก็ต้องกลับมาจากส่วนลึกในเทือกเขา หมายความว่า ถ้าพวกเขาไปทางนั้นก็มีโอกาสมากที่จะพบกับฝูงหมาป่า
และนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้
“พวกเราไม่ควรแจ้งให้เหลียวเหยียนและตระกูลเกาทราบหรอกหรือ?” ในที่สุด หลิงหยิงก็ได้สติคืนมาก่อนจะจ้องไปที่ฉินเลี่ยตรง ๆ นางพยายามบอกกับตัวเองให้ทำความคุ้นเคยกับฉินเลี่ยคนนี้ซ้ำไปซ้ำมา “ถ้าพวกเราไม่แจ้งและข้อสันนิษฐานของเจ้าถูกต้อง พวกเราไม่เท่ากับปล่อยให้พวกเขาตายอย่างนั้นเหรอ?”
“ต่อให้พวกเราบอกไป พวกเขาอาจจะไม่เชื่อพวกเราก็ได้ ที่แย่กว่านั้น ตระกูลเฟิงอาจจะรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดพลาดจนอาจลากพวกเราเข้าไปพัวพันด้วย พวกเราไม่สามารถออกจากหุบเขาได้ในทันทีหรอกนะ” ฉินเลี่ยหน้าบึ้งพลางกล่าวด้วยเสียงต่ำว่า “อีกอย่าง พวกเรามีโอกาสรอดสูงถ้าให้พวกเขาคุมหลังให้ อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็จะช่วยถ่วงเวลาดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย…”
“โหดเหี้ยมสิ้นดี!”
จิตใจของหลิงอวี้ฉีและหลิงหยิงพลันสั่นสะท้าน พวกนางจ้องฉินเลี่ยด้วยท่าทางแปลก ๆ หลังจากได้ยินคำพูดของเขา
“ก็ได้ ฉินเลี่ย เจ้ารีบไปที่เทือกเขาอาร์คติกเดี๋ยวนี้เลย ทันทีที่เจ้าหายไป ข้าจะปลุกหลิงเฟิงและคนอื่น ๆ เพื่อให้พวกเขาไปตามหาเจ้า!” หลิงอวี้ฉีกัดฟัน นางรู้ดีว่าเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ไม่ควรจะลังเลมากไปกว่านี้ ขณะที่นางกล่าวเช่นนั้น นางก็หยิบปากกาและกระดาษแล้วรีบเขียนบางอย่างลงไป
“เข้าใจล่ะ” ฉินเลี่ยพยักหน้าก่อนจะเลิ่กผ้าด้านหน้าเต็นท์แล้วออกไปอย่างรวดเร็ว
“ให้ตาย คุณหนูหนึ่ง ท่านนี่แย่จริง ๆ! ท่านหลอกพวกเราทุกคนเลย!” หลิงหยิงอุทานเสียงเบาด้วยดวงตาที่เปล่งปลั่ง นางกล่าวว่า “ตอนที่ดวงตาของเขาเจิดจ้า เขาดูเหมือนกับเป็นคนละคนเลย! แถมเขายังโคตรหล่ออีกด้วย เขายัง เขายัง…”
“อะไร?” หลิงอวี้ฉีจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความหงุดหงิด
“มีเสน่ห์อีกด้วย!” หลิงหยิงขยายความในที่สุดก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “มันเป็นแบบนี้ไปได้ไง? เขาไม่ได้อายุสิบห้าปีหรอกเหรอ?”
“ยัยโง่เอ๊ย! พวกเราอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ยังจะมาคิดถึงเรื่องนี้อีกหรือ?” หลิงอวี้ฉีจ้องตาเขม็ง จากนั้นนางรีบกล่าวตักเตือนไปอีกพักหนึ่งก่อนจะเดินออกมานอกเต็นท์เพื่อไปปลุกหลิงเฟิง หลิงซินและคนอื่นทีละคน นางตะโกนบอกว่าฉินเลี่ยหายตัวไปก่อนจะขอให้พวกเขาไปช่วยกันตามหา
หลิงซินและพวกกำลังหลับลึกอยู่ พวกเขาจึงไม่พอใจนักก่อนจะตื่นจากฝันหวาน ทันทีที่ได้ยินว่าต้องออกไปตามหาฉินเลี่ย พวกเขาก็บ่นออกมา ความโกรธเกรี้ยวที่มียิ่งมายิ่งมาก แต่ถ้าไม่ติดที่ชื่อเสียงของหลิงอวี้ฉี พวกเขาคงระเบิดความบ้าคลั่งนี้ไปแล้ว
ความสับสนวุ่นวายดังมากพอที่จะปลุกเหลียวเหยียน เกาอวี้และเฟิงยี่จากการหลับใหล เมื่อพวกเขารับรู้สถานการณ์ พวกเขาต่างก็สาปแช่งเสียงดังเพื่อหวังว่าเจ้าโง่นั่นจะตายห่าโดยไว พวกเขายังบอกกับตระกูลหลิงว่าให้ค้นหากันให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่เป็นการรบกวนเวลานอน
“ไปกันเถอะ นำอาวุธติดตัวไปด้วยเผื่อต้องใช้” หลิงอวี้ฉีออกคำสั่ง ไม่สนใจเสียงพึมพำจากคนอื่น นางเริ่มมุ่งหน้าสู่ส่วนลึกในหุบเขา
ไม่มีอะไรที่พวกเขาสามารถทำได้ พวกเขาจึงติดตามหลิงอวี้ฉีขณะสาปแช่งฉินเลี่ยที่อยู่อีกฟากฝั่งก่อนจะเดินออกจากที่ตั้งค่ายไกลออกไปเรื่อย ๆ
“ทุกคน ตามหลิงหยิงไป ออกจากที่นี่ให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้!” หลังจากออกห่างจากทั้งสองตระกูลแล้ว หลิงอวี้ฉีหันกลับมาพร้อมกับตะโกนบอกด้วยท่าทางจริงจัง
“คุณหนูหนึ่ง นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ?” หลิงเฟิงเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติ
“นี่ไม่ใช่เวลามาถาม หลิงเฟิง เจ้ารีบพาทุกคนไปพร้อมกับหลิงหยิง วิ่งเข้าไปยังส่วนลึกในเทือกเขาอาร์คติกด้วยความเร็วเต็มที่!” หลิงอวี้ฉีออกคำสั่งเสียงดัง
“พี่ใหญ่หลิง ข้าจะบอกพี่ทีหลัง ตอนนี้พาคนของพี่มาได้แล้ว!” หลิงหยิงกวักมือเรียกอีกฝ่าย
หลิงเฟิง หลิงซินและตระกูลหลิงที่เหลือต่างเผยสีหน้าสงสัยออกมา แต่พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของนาง พวกเขาไม่ลังเลที่จะรีบวิ่งออกจากหุบเขาอย่างรวดเร็ว
หลิงอวี้ฉีรั้งท้ายอยู่หลังกลุ่ม หลังจากพวกเขาถอนกำลังไปได้พักหนึ่งแล้ว นางก็หยิบลูกธนูที่เตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้ก่อนจะเล็งเป้าไปยังเต็นท์ของเหลียวเหยียน ลูกธนูดังกล่าวมีจดหมายผูกติดอยู่ด้วย า
“ฟิ่ว!”
ลูกธนูพุ่งไปด้วยเสียงแสบแก้วหู สีหน้าของเหลียวเหยียนที่ยังไม่หลับพลันเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง เขาเลิกผ้าด้านหน้าเต็นท์ขึ้นในทันที
“ฉึก!”
ลูกธนูปักอยู่หน้าเต็นท์ของเขา
ใบหน้าของเหลียวเหยียนเปลี่ยนเป็นเย็นชาในเสี้ยววินาที แต่หลังจากนั้น เขาสังเกตเห็นจดหมายที่ผูกติดกับลูกธนู เขารีบคว้ามันขึ้นมาอ่าน สายตาของเขาจับจ้องทุกตัวอักษรก่อนที่ใบหน้าจะซีดเผือด เขาอุทานเสียงต่ำว่า “เกาอวี้!”
เต็นท์ของเกาอวี้อยู่ใกล้กัน หลังจากได้ยินเสียงเรียก เขาก็รีบออกมาพร้อมกับสายตาที่เย็นชาก่อนจะถามว่า “ข้าได้ยินเสียงลูกธนู เป็นฝีมือใครครับ?”
“พี่ใหญ่เหลียว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” แม้เฟิงยี่จะอยู่ไกลออกไป แต่เขาก็ได้ยินเสียงลูกธนูที่แสบแก้วหูลาง ๆ เขาไม่มั่นใจนักจึงต้องตะโกนถามพลางเหลือบมองด้านข้าง
“ไม่มีอะไร ไอ้พวกสารเลวตระกูลหลิงปลุกข้าจนนอนไม่หลับ ข้าก็เลยมายืดเส้นยืดสายนิดหน่อยน่ะ”
เหลียวเหยียนตอบกลับด้วยสีหน้าแปลก ๆ ก่อนจะส่งสัญญาณให้เกาอวี้อย่างมีนัย เมื่อทั้งสองคนเข้าไปในเต็นท์ เขาก็ส่งจดหมายของหลิงอวี้ฉีไปให้เกาอวี้ทันที
“เกาหยวนตายแล้ว ตระกูลเฟิงร่วมมือกับดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย พวกมันวางแผนจะยึดครองเหมืองแร่หยกตะวันร้อนแรงให้เป็นของตัวเอง ผู้อาวุโสและกลุ่มของมันจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ พวกมันจะมาถึงหุบเขาในอีกหนึ่งชั่วโมง”
เกาอวี้รู้สึกว่าทั่วทั้งร่างพลันสั่นสะท้าน ดวงตาเย็นชาของเขาพลันลุกไหม้เพราะความหวาดหวั่นพรั่นพรึง
---