Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 028 ตอนที่ 28
ตอนที่ 28: ถูกล่า
เกาอวี้ถือจดหมายเอาไว้ในมือที่สั่นไหวเล็กน้อย เขารู้สึกว่าเลือดพุ่งขึ้นไปที่หัว ดวงตาที่เย็นชาและมืดมนของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารอยู่เต็มเปี่ยม
“นายน้อยเกา ท่านมีความคิดเช่นไร?” เหลียวเหยียนรู้สึกว่าแขนขาของเขาเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งเย็นเชียบ เขาถามอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเย็นชา
“ตระกูลหลิงทั้งหมดอพยพไปแล้ว เป็นหลักฐานอย่างดีว่าคนของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายกำลังใกล้เข้ามา เหตุผลที่พวกเขาไม่บอกกับเราโดยตรง แต่เลือกที่จะใช้วิธีอ้อมค้อมเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะพวกเขาคิดว่ายังไม่มีหลักฐานสำคัญที่จะใช้กล่าวหาตระกูลเฟิง พวกเขาเกรงว่าพวกเราจะไม่เชื่อจนทำให้เคลื่อนไหวได้ล่าช้ายิ่งกว่าเดิม” เกาอวี้กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาก่อนจะเริ่มพูดต่อว่า “ทันทีที่อพยพกันไปหมดแล้ว พวกเขาก็ได้ส่งสัญญาณเพื่อแจ้งถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ในครั้งนี้!”
“ใช่” เหลียวเหยียนพยักหน้าพลางกล่าวด้วยสีหน้าหนักแน่นว่า “พวกเราอาจจะเหลือเวลาไม่มาก”
“ข้าจะแจ้งสมาชิกกลุ่มให้ออกเดินทางไปเทือกเขาอาร์คติกเดี๋ยวนี้เลย มันคงเป็นการดีถ้าพวกเราไม่ทำให้ตระกูลเฟิงตื่นตัว แต่นั่นคงจะเป็นไปไม่ได้”
เกาอวี้รู้อยู่เต็มอกว่าการออกเดินทางที่ผิดปกติของตระกูลหลิงจะต้องทำให้เฟิงยี่และพวกรู้สึกสงสัย ถ้าพวกเขายังตามออกไปอีก พวกเขาย่อมไม่สามารถปกปิดตระกูลเฟิงได้อีกต่อไป
ถ้าตระกูลเฟิงและดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายร่วมมือกันจริง งั้นพวกมันก็ยอมทำสัญญาโดยละทิ้งความดีเพื่อขวางทางพวกเขา
“ตระกูลหลิงลงมือไวจริง ๆ พวกเขาเป็นเช่นนี้เสมอ พวกเราดูเป็นเต่าที่ตามหลังอยู่หนึ่งก้าว นี่อาจจะไม่ง่ายนักก็ได้” เหลียวเหยียนถอนหายใจก่อนจะกล่าวต่อว่า “สมาชิกตระกูลหลิงอยู่กับพวกเราตลอดเวลา ไม่มีใครที่ออกไปจากค่าย พวกเขาไปเอาข่าวมาจากไหนล่ะ?”
“ต้องเป็นผู้ชายที่ชื่อฉินเลี่ยแน่! เขาเป็นคนเดียวที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระตลอดเวลา!” เกาอวี้ส่งเสียงหึออกมา
“เจ้าโง่นั่นน่ะเหรอ?” เหลียวเหยียนถามด้วยความตกใจ
“เจ้าโง่งั้นเหรอ?” ดวงตาของเกาอวี้เย็นชา เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาเสียงดังว่า “หมอนั่นมันชั่วช้าที่สุดในตระกูลหลิง! ตระกูลหลิงถอยทัพได้อย่างทันท่วงที ทิ้งให้พวกเราอยู่ด้านหลัง ตอนนี้ พวกเราต้องมาฝืนต้านทั้งการโจมตีของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายและตระกูลเฟิงเพื่อถ่วงเวลาให้พวกมันหนีรอดไปได้! ช่างเป็นปีศาจที่สารเลวนัก!”
เหลียวเหยียนคิดตามก่อนจะตระหนักได้ว่า นอกจากฉินเลี่ยแล้วก็ไม่มีใครอื่นจากตระกูลหลิงที่เล็ดลอดจากสายตาของเขาไปได้ ดังนั้น เขาจึงเชื่อเกาอวี้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังตระกูลหลิงไม่ใช่ใครอื่น แต่ก็เป็นฉินเลี่ยนี่เอง!
“พวกมันวางแผนสังเวยพวกเราเพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ ให้ตายสิ พวกมันทั้งอำมหิตและชั่วช้าจริง ๆ!” เหลียวเหยียนถอนหายใจอีกครั้ง
“ไอ้สารเลวฉินเลี่ย!”
เกาอวี้สาปแช่งด้วยความโกรธเกรี้ยวก่อนจะออกจากเต็นท์ของเหลียวเหยียนอย่างเร่งรีบ เขาเริ่มแจ้งตระกูลเกาอย่างเงียบ ๆ ว่าให้อพยพไปยังส่วนลึกในหุบเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“พี่ใหญ่เหลียว พี่ใหญ่เกา พวกท่านคิดจะทำอะไรน่ะ? นี่มันช่วงกลางดึกนะ หรือคนของพวกท่านหายเข้าไปในป่าเหมือนกัน?”
เฟิงยี่สังเกตได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว เขาเห็นตระกูลเกาพยายามออกไปอย่างเงียบ ๆ หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าแผนเกิดผิดพลาดแล้ว
เขาไม่มั่นใจนักว่าแผนอันละเอียดลออนี้จะผิดพลาดไปได้อย่างไร แต่เขารู้ว่ามันได้ถูกเปิดเผยเรียบร้อยแล้ว
เกาอวี้ไม่ใส่ใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ดวงตาที่เย็นชาและมืดมนจ้องมองอีกฝ่ายอย่างโหดเหี้ยมก่อนจะพาตระกูลเกาไปยังส่วนลึกของหุบเขาอย่างรวดเร็ว
เขารู้อยู่เต็มอกว่าคนจากดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายใกล้จะมาถึงแล้ว ถ้าเขาพยายามเผชิญหน้ากับเฟิงยี่ในตอนนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย เขาจึงทำได้เพียงอดกลั้นก่อนจะกระตุ้นให้สมาชิกตระกูลเกาหนีไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“นายน้อย!” เมื่อมองดูตระกูลหลิงและตระกูลเกาที่ทยอยกันออกไป สายตาของเฟิงหลวนก็เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารก่อนจะถามว่า “พวกมันรู้ได้ยังไง?”
เฟิงยี่ทำหน้าบึ้งตึงขณะมองสมาชิกตระกูลเกาที่รีบวิ่งเข้าไปยังส่วนลึกในหุบเขา แต่เขาก็ไม่อาจหาเหตุผลได้
หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง เขาก็ล้วงหยิบเขาสัตว์รูปร่างแปลก ๆ ก่อนจะเป่าด้วยโทนเสียงต่ำอันเงียบเชียบ
จู่ ๆ เสียงแบบเดียวกันก็มาจากด้านหลังของพวกเขา หลังจากนั้น เฟิงยี่ก็เริ่มเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างขึ้นมา
“คนของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายมาถึงที่นี่แล้ว ข้าไม่รู้ว่าพวกมันรู้ได้อย่างไร พวกเราต้องเปลี่ยนแผน!” เฟิงยี่สงบใจลงก่อนจะเป่าเขาสัตว์อีกครั้ง ครั้งนี้ เสียงเป็นโทนสูงปรี้ดและเร่งเร้า
ภายในป่า เมื่อผู้อาวุโสของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายได้ยินเสียงเขาสัตว์ ใบหน้าก็พลันมืดมัว เขาเปล่งเสียงคลุมเครือออกมาว่า “ไอ้พวกขยะ! พวกเราเตรียมการมาอย่างดิบดี แต่พวกมันยังรู้ตัวอีกหรือเนี่ย? ไร้ประโยชน์สิ้นดี! ฟังข้าให้ดี ไอ้พวกสารเลว! พวกมันรู้แล้วว่าพวกเราอยู่ที่นี่ เพราะงั้นไม่ต้องไปซุ่มโจมตีแล้ว ฆ่าพวกมันให้สิ้นซากซะ! อย่าให้สมาชิกตระกูลหลิงหรือเการอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”
ผู้ฝึกวรยุทธ์ของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายโห่ร้องเพื่อตอบรับคำสั่งในทันที จากนั้นจึงพากันมุ่งหน้าเข้าสู่หุบเขาด้วยความเร็วเต็มพิกัด
ในขณะเดียวกัน เฟิงยี่ก็ตะโกนออกคำสั่งว่า “โจมตี!”
สีหน้าของเฟิงหลวนและผู้ฝึกวรยุทธ์ของตระกูลเฟิงคนอื่น ๆ เปลี่ยนไป สีหน้าของพวกมันเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร เมื่อรู้ว่าตระกูลเกาไม่ได้อยู่ในสายตาแล้ว พวกเขาก็เริ่มหยิบธนู หอก ทวนและดาบน้ำแข็งยาวก่อนจะวิ่งไล่ตามด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น ดาบในมือของพวกมันคมกริบอย่างเห็นได้ชัด
ท่ามกลางเสียงตะโกนอันโหยหวน แสงวิบวับอันเย็นยะเยือกราวกับห่าฝนที่อยู่เหนือหุบเขาต่างพุ่งเป้ามาที่ผู้ฝึกวรยุทธ์ตระกูลเกา!
“เฟิงยี่! ตระกูลเฟิงจะต้องพินาศเพราะการกระทำของเจ้าในวันนี้แหละ!”
เหลียวเหยียนระเบิดเสียงคำราม พลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจู่ ๆ โป่งพองออกมาจากข้างในร่างที่มีน้ำหนักมากเกินไปนิดหน่อยของเขา หลังจากนั้นไม่นาน พลังวิญญาณหมุนวนไปมาออกมาจากแขนเสื้อของเขาก่อนจะลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า มันรวมกันเป็นกลุ่มก้อนกำแพงวิญญาณที่ขัดขวางทุกสิ่งทุกอย่างที่พุ่งมาทางพวกเขา ทำให้พวกมันไม่สามารถแทงเข้าร่างของเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
ความวิตกเล็กน้อยปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของเฟิงยี่เนื่องมาจากเสียงคำรามอันโกรธเกรี้ยวของเหลียวเหยียน
หลังจากนั้น เสียงคำรามอันน่าขนลุกดังมาจากด้านหลังของเขา เฟิงยี่สงบใจลงทันทีก่อนจะกล่าวกับเหลียวเหยียนว่า “พี่ใหญ่เหลียว ถ้าพวกเราฆ่าทั้งท่านและสมาชิกตระกูลเหลียวทุกคนที่อยู่ที่นี่ จากนั้นค่อยไปหาข้ออ้างทีหลัง ท่านคิดว่าใครจะสงสัยตระกูลเฟิงว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้กันเล่า? อีกอย่าง ดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายก็อยู่ที่นี่แล้ว ต่อให้ท่านรู้ความจริง ตระกูลเฟิงอาจจะไม่จำเป็นต้องกลัวท่านเลยแม้แต่น้อย! ยิงต่อไป ให้พวกมันเคลื่อนที่ช้าลง!”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้น ผู้ฝึกวรยุทธ์ของตระกูลเฟิงต่างกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างชั่วร้ายก่อนจะเปิดฉากโจมตีต่อด้วยความกระฉับกระเฉง
เสียงคำรามอันน่าขนลุกที่มาจากด้านหลังตระกูลเฟิงครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ก้นบึ้งในจิตใจของเหลียวเหยียนเย็นเยียบราวน้ำแข็ง เขาไม่รอช้า ตะโกนบอกว่า “เกาอวี้! พวกมันใกล้จะมาถึงแล้ว! ถอยออกจากหุบเขาเต็มกำลัง เทือกเขาอาร์คติกอยู่ด้านหลังนี้แล้ว มีพื้นที่กว้างขวางและสัตว์วิญญาณมากมายอยู่ที่นั่นด้วย! ที่นั่นมีประโยชน์ให้ใช้สอยเยอะกว่า!”
เขาไม่จำเป็นต้องพูดมากไปกว่านี้ เกาอวี้และสมาชิกตระกูลเกาที่เหลือต่างโคจรพลังวิญญาณเอาไว้ทั่วร่างก่อนจะออกวิ่งราวกับเสือดาวที่ลอยอยู่กลางอากาศ ทิศทางของพวกเขาคือส่วนลึกของเทือกเขาอาร์คติก
หุบเขาของภูเขาหมาป่าสวรรค์ทั้งแน่นหนาและแคบ ไม่มีจุดให้หลบซ่อนแม้แต่น้อย ทันทีที่พวกมันไล่ตามมาทัน สมาชิกตระกูลเกาก็ไม่มีโอกาสรอดอย่างแน่นอน
การหนีออกจากหุบเขาเพื่อเข้าสู่เทือกเขาอาร์คติกอันกว้างใหญ่ย่อมทำให้หาที่กำบังได้ อีกทั้ง การปรากฏตัวของสัตว์วิญญาณก็จะช่วยกลบร่องรอยด้วย ทำให้คนของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายและตระกูลเฟิงเกิดความลังเล ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมีความหวังที่จะรอดชีวิตกลับไปมากยิ่งขึ้น
เพื่อยืนยันการมาถึงของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย ตระกูลเฟิงไม่ได้ลงมืออะไรเมื่อตระกูลเกาอพยพ ดังนั้น โอกาสทองจึงหลุดลอยไป ในตอนนี้ ตระกูลเกาทิ้งห่างไปไกลแล้ว อีกทั้งยังมีเหลียวเหยียน ผู้ฝึกวรยุทธ์ที่มีพลังระดับก่อเกิดขั้นต้นอยู่ด้วย คมดาบของพวกมันจึงพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้พวกมันตัดใจที่จะไล่ล่าอย่างบ้าระห่ำ
ดังนั้น สถานการณ์แปลก ๆ จึงเกิดขึ้นภายในหุบเขา โดยมีตระกูลเกาเป็นฝ่ายหนีและตระกูลเฟิงเป็นฝ่ายล่า ด้านหลังของพวกเขายังมีผู้ฝึกวรยุทธ์จกาดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายไล่ตามหลังตระกูลเฟิงมาอีกด้วย
หากมองภาพรวมก็จะพบว่าผู้ฝึกวรยุทธ์ของตระกูลหลิงอยู่ด้านหน้าสุด พวกเขาเองก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะหลบหนี
เพราะพวกเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มที่วิ่งออกมาก่อน หลิงอวี้ฉีก็ทิ้งระยะไปพักหนึ่งก่อนจะแผลงศรออกไป ตระกูลหลิงจึงหนีไปได้ไกลที่สุด ในตอนนี้ พวกเขาไปได้ไกลแล้วตั้งแต่อพยพออกจากหุบเขา ตอนนี้กำลังเข้าสู่ป่าอันกว้างใหญ่ของเทือกเขาอาร์คติก
ภายใต้แสงจันทร์กระจ่างชัด ฉินเลี่ยยืนอยู่ใต้ต้นไม้ รอคอยให้ผู้ฝึกวรยุทธ์ของตระกูลหลิงเดินทางมาถึง
ตอนที่หลิงอวี้ฉีกำลังเขียนจดหมายก่อนจะปลุกตระกูลหลิงคนแล้วคนเล่าด้วยวิธีที่ระมัดระวัง เขาก็ได้ออกจากหุบเขาไปนานแล้ว ตอนนี้ เขาได้แต่รออยู่ใต้ต้นไม้มาเกือบจะสิบห้านาทีแล้ว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เสียงของผู้ฝึกวรยุทธ์วิ่งมาด้วยความเร็วเต็มพิกัดดังมาแต่ไกล ฉินเลี่ยหรี่ตาเล็กลงก่อนจะหลบซ่อนอยู่หลังต้นไม้อย่างเงียบเชียบเพื่อกันไว้ในกรณีที่คนมาปรากฏตัวคนแรกไม่ใช่ตระกูลหลิง เขาไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุใด ๆ
เมื่อเขาเห็นร่างของหลิงเฟิง เขาก็ก้าวออกมาจากต้นไม้ก่อนจะยืนอยู่ด้านหน้าฝูงชน
หลิงหยิง หลิงเฟิง หลิงซินและสมาชิกตระกูลหลิงคนอื่น ๆ หยุดฝีเท้าเมื่อเห็นเขาอยู่ไกล ๆ ทุกคนต่างจ้องไปที่เจ้าโง่ด้วยความสงสัย เพราะอีกฝ่ายไม่ได้ทำตัวเหมือนอย่างทุกครั้ง…
“เจ้าหนู ถ้าเจ้าเข้าใจผิดขึ้นมา เจ้าจะต้องถูกตระกูลหลิงพิพากษา!” หลิงซินส่งเสียงหึออกมา
หลิงเฟิงขมวดคิ้วก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงต่ำเพื่อเป็นการยืนยันว่า “เจ้าเห็นคนของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายด้วยตาตัวเองใช่ไหม?”
ฉินเลี่ยพยักหน้าพลางถามว่า “นางอยู่ไหน?” เขาไม่เอยชื่ออีกฝ่าย แต่ทุกคนก็รู้ว่าเขาหมายถึงใคร
“คุณหนูหนึ่งรั้งท้ายเอาไว้ นางเขียนจดหมายเพื่อส่งข้อความให้เหลียวเหยียนและตระกูลเกา นางควรจะมารวมกลุ่มกับพวกเราได้แล้ว” หลิงหยิงจ้องเขา จู่ ๆ นางเกิดสนใจในตัวเขาขึ้นจึงถามว่า “เจ้ารู้ได้ยังไงว่าเกาหยวนถูกฆ่า? เจ้ารู้ได้ยังไงว่ามีคนจะไล่ตามพวกเรา? หรือว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าคอยสอดส่องบริเวณใกล้ ๆ นี้ให้?”
ฉินเลี่ยชำเลืองมองนาง แต่ก็ยังเงียบ ไม่ยอมตอบคำถามที่นางถาม
ขณะที่เขาอยู่ในสภาวะความสงบอันเลินเล่อ หลิงหยิงไม่เคยแสดงนิสัยเป็นมิตรเลยสักครั้ง และนางก็พูดคำที่ไม่รื่นหูอยู่บ่อย ๆ …
“อะ-อะไรของเจ้าเนี่ย?” หลิงหยิงอุทานก่อนจะกล่าวด้วยความขุ่นเคืองว่า “ข้าทำให้เจ้าโกรธตั้งแต่เมื่อไหร่? อ๋อ ข้ารู้แล้ว ตอนที่เจ้าแกล้งทำตัวเป็นเจ้าโง่ใช่ไหม? ก็เจ้าอยากแกล้งทำตัวเป็นเจ้าโง่เองนี่ อย่าบอกนะว่าเจ้ารับความเห็นที่พวกข้ากล่าวในตอนนั้นไม่ได้แม้แต่นิดเดียว?”
ฉินเลี่ยยังคงไม่สนใจนาง
“เจ้าไม่เจ้าคิดเจ้าแค้นไปหน่อยเหรอ ไอ้เด็กอวดดี” หลิงซินจ้องเขาพลางตะโกนว่า “อย่าให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดเลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้น ตระกูลหลิงได้ตกที่นั่งลำบากแน่! เจ้าไม่มีทางลอยนวลไปจากเรื่องนี้ได้เช่นกัน!”
“หุบปาก!” หลิงเฟิงต่อว่า “ในเมื่อเขาเห็นมากับตา ย่อมไม่ใช่การเข้าใจผิดแน่ ถ้าเขาไม่แจ้งพวกเรา ป่านนี้พวกเราคงตายด้วยน้ำมือของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายไปแล้ว ทุกคนจะถูกสังหารคนแล้วคนเล่า โชคชะตาของคุณหนูหนึ่งและหลิงหยิง… ก็จะเลวร้ายยิ่งกว่า!”
ฝูงชนเริ่มสั่นสะท้านไปถึงกระดูกเมื่อได้ฟังสิ่งที่หลิงเฟิงกล่าวก่อนจะเริ่มคิดตาม แม้แต่หลิงหยิงผู้ไม่พอใจฉินเลี่ยก็ไม่พูดไม่จาอะไรอีก มีความหวาดกลัวจาง ๆ รั่วไหลออกมาจากดวงตาเจิดจ้าของพวกเขา
ฝูงชนต่างพากันเงียบกริบ
หลังผ่านไปสักพัก หลิงอวี้ฉีก็มาถึงในสภาพที่หน้าผากซีดเผือดที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ เห็นได้ชัดว่านางรีบวิ่งมาด้วยความเร็วเต็มพิกัด เมื่อเห็นเหล่าสมาชิกยังรอนางอยู่ นางจึงตะโกนว่า “ทำไมพวกเจ้ามัวแต่ยืนเฉยโดยไม่ทำอะไร? ทำไมถึงไม่รีบหนีล่ะ?”
“คุณหนูหนึ่ง หลังจากท่านแผลงศรไปแล้ว ท่านเห็นความผิดปกติอะไรหรือไม่?” หลิงซินถาม
“ข้าไม่กล้าอยู่ดูหรอก” รอยยิ้มของหลิงอวี้ฉีขมขื่น นางหาโอกาสสูดลมหายใจเข้าไปก่อนจะกล่าวว่า “ตอนที่ข้าไล่ตามพวกเจ้า ข้าได้ยินเสียงการต่อสู้มาแต่ไกล อาจจะเป็น… การโจมตีจากตระกูลเฟิง”
ใบหน้าของทุกคนพลันซีดเผือดในทันที ในตอนนี้ พวกเขาต่างได้ข้อสรุปว่า สิ่งที่ฉินเลี่ยกล่าวมาล้วนเป็นความจริง
“พวกเจ้ายังจะมัวยืนบื้ออะไรอีก?” หลิงอวี้ฉีตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด น้ำเสียงของนางหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าพวกเราไม่รีบไปจากที่นี่ภายในคืนนี้ คนของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายจะไล่ตามร่องรอยของพวกเราทันภายในเวลาหนึ่งวัน!”
หลังจากนั้น ฝูงชนต่างพากันหนีไปยังส่วนลึกของเทือกเขาอาร์คติกด้วยความเร็วเต็มพิกัด ในตอนนี้ สีหน้าของทุกคนล้วนหนักอึ้ง ที่ด้านหลังของพวกเขารู้สึกได้ถึงความกดดันอันสุดจะหยั่ง
“ตามข้ามา” ฉินเลี่ยผู้เงียบมาพักหนึ่ง จู่ ๆ ก็ไปอยู่ด้านหน้ากลุ่มราวกับลูกธนูก่อนจะตะโกนเสียงต่ำว่า “ด้านหน้านี้มีรังสัตว์วิญญาณมากมาย พวกเราต้องหลีกเลี่ยง ไม่อย่างนั้น พวกเราจะถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ก่อนที่ตระกูลเฟิงหรือดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายจะมาถึงเสียอีก!”
ทุกคนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก
……