Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 032 ตอนที่ 32
ตอนที่ 32: พลังทั้งสอง
เนื่องจากเฟิงยี่ถอยทัพ ความจริงที่ตระกูลเฟิงพ่ายแพ้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ หลิงอวี้ฉี หลิงเฟิงและหลิงซินพยายามสังหารสมาชิกตระกูลเฟิงที่ไม่สามารถถอยทัพได้ทัน ก่อเกิดเป็นภาพสังหารหมู่ ณ เวลานั้น
ฉินเลี่ยไม่ร่วมวงต่อสู้ เขากลับเดินไปหยิบขวานปีกเขียวขึ้นมา ความรู้สึกในตอนนั้น เขาพบว่าขวานปีกเขียวยังไม่พังทลายโดยสมบูรณ์ มันยังสามารถใช้ได้อีกพักหนึ่ง ด้วยเหตุนั้น ในใจของเขาจึงมีความปิติยินดีเล็กน้อย
“เฟิงยี่ผู้อยู่ขั้นที่แปดของพลังระดับชำระก็ไมได้เก่งกาจอะไรนี่ หากสู้ตัวต่อตัว… ข้าไม่รู้สึกเลยว่าเขาจะแข็งแกร่งมากไปกว่าข้า”
ฉินเลี่ยครุ่นคิดถึงการต่อสู้ก่อนหน้านี้ เขาโคจรพลังเพื่อสังเกตสภาวะร่างกายของเขา จู่ ๆ ดวงตาของเขาก็สว่างสดใสเล็กน้อย
เขาพบว่าเมื่อโคจรพลังวิญญาณ พลังวิญญาณภายในจุดตันเถียนของทะเลวิญญาณจะหลั่งไหลออกมา มันไหลผ่านกล้ามเนื้อและหลอดเลือดก่อนจะมาบรรจบที่แขนแล้วลามไปที่ฝ่ามือก่อนจะถูกปล่อยออกมาทางนิ้วและเข้าสู่อุปกรณ์วิญญาณ
แต่ว่า นี่ไม่ใช่พละกำลังเต็มที่ของเขา!
เมื่อโคจรพลังวิญญาณ พลังสายฟ้าและกระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะถูกสะสมอยู่ภายในกล้ามเนื้อ หลอดเลือด ผิวเนื้อ กระดูกและแม้แต่อวัยวะภายในของเขา ทำให้พลังวิญญาณของเขารุนแรงและโหดเหี้ยม ไม่เพียงแค่มันเพิ่มพลังให้พลังวิญญาณเท่านั้น แต่ยังทำให้ใช้พลังสายฟ้าและกระแสไฟฟ้าได้ ส่งผลให้พลังของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก!
จู่ ๆ เขาก็เข้าใจขึ้นมา
ห้าปีที่ผ่านมา เขาทั้งพัฒนาและขัดเกลาร่างกายด้วยพลังของสายฟ้าจากสวรรค์ทั้งเก้า แต่ว่า พลังสายฟ้าและกระแสไฟฟ้าที่พุ่งใส่ร่างของเขาจนบาดเจ็บนั้นไม่ได้หายไปโดยสมบูรณ์ กลับกัน มีบางอย่างถูกใส่เข้ามาในร่างกายจนก่อเกิดเป็นต้นกำเนิดของพลังวิญญาณที่มาจากภายนอกอีกแห่ง!
ระหว่างที่ต่อสู้กับคนอื่น เขาสามารถใช้พลังสายฟ้าและกระแสไฟฟ้าเพื่อผสานกับความสามารถในการต่อสู้ได้!
เมื่อเร็ว ๆ นี้ เขาเพิ่งอยู่ขั้นที่เจ็ดของพลังระดับชำระ แต่ว่า ถ้าเขาใช้พลังสายฟ้าและกระแสไฟฟ้าในระหว่างต่อสู้ ระดับพละกำลังของเขาจะเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง ทำให้เขาสามารถต่อสู้กับเฟิงยี่แบบตัวต่อตัวจนไม่รู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบได้อย่างสูสี
ดังนั้น หากนี่เป็นความจริง เฟิงเจี่ยและเฟิงหลวนผู้อยู่ระดับเดียวกับเขาย่อมไม่สามารถเอาชนะเขาได้
“…มันเป็นแบบนี้สินะ ดูเหมือนความพยายามอันโหดร้ายและขมขื่นในแต่ละปีของข้าจะไม่สูญเปล่าแม้แต่นิดเดียว! ไม่เพียงแค่อสนีบาตทลายสวรรค์จะเพิ่มพละกำลังให้กับร่างกายของข้าเท่านั้น มันยังทำให้ข้าใช้พลังสายฟ้าและกระแสไฟฟ้าได้อีกด้วย มันทั้งรุนแรงและทรงพลังจริง ๆ!”
ฉินเลี่ยคิดอยู่เงียบ ๆ มุมปากของเขาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งความสุขอย่างช้า ๆ หลังจากนั้น เขาหยุดโคจรอสนีบาตทลายสวรรค์ก่อนจะหันมาพยายามควบคุมพลังวิญญาณภายในทะเลวิญญาณอีกครั้ง
พลังวิญญาณอันเงียบสงบไหลออกจากทะเลวิญญาณเพื่อมุ่งไปยังฝ่ามือของเขา จากนั้นจึงมุ่งไปที่ขวานปีกเขียว
“หวือ!”
จู่ ๆ ขวานปีกเขียวก็ปลดปล่อยแสงทรงกลดสีเขียวจาง ๆ ออกมา เมื่อทำการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ฉินเลี่ยก็พบในทันทีว่ามันไม่มีพลังสายฟ้าหรือกระแสไฟฟ้าอยู่ข้างในแล้ว
มันแน่นอนอยู่แล้ว เมื่อเขาไม่ได้โคจรอสนีบาตทลายสวรรค์ พลังวิญญาณภายในร่างกายของเขาก็จะเป็นปกติจนไม่อาจไปทำลายโครงสร้างของอุปกรณ์วิญญาณได้
“เป็นอุปกรณ์วิญญาณขั้นต่ำอีกแล้ว ผัง “การรวบรวมวิญญาณ” ธรรมดามาก ไม่แตกต่างจากที่อยู่ในหอกสั้นเลย…”
เมื่อใช้พลังจิตสัมผัสมัน เขาก็ผิดหวังอีกครั้ง เขาดึงพลังวิญญาณกลับทันที เขายกขวานขึ้นก่อนจะเดินกลับไปหาคนของตระกูลหลิง
“ฉินเลี่ย!” ก่อนที่หลิงอวี้ฉีจะทันได้พูดอะไร หลิงหยิงก็ตะโกนออกมาก่อนแล้ว ใบหน้าเล็กของนางเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นจนไม่อาจอธิบายได้ “เจ้านี่แย่จริง ๆ เจ้าหลอกพวกเรามาซะตั้งนาน! นี่ การที่เจ้าแกล้งทำตัวเป็นเจ้าโง่ตลอดเวลาแล้วเฝ้าดูพวกเรานี่มันสนุกจริง ๆ เหรอ?”
“ข้าไม่เคยคิดว่าฉินเลี่ยจะแข็งแกร่งขนาดนี้!” หลิงเฉียวแทรกขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ไอ้เด็กเวรตัวเหม็นเอ๊ย!” หลิงเฟิงเดินมาก่อนจะตบอกอีกฝ่ายเล่น เห็นได้ชัดว่าเขามีความสุขมาก
“ครั้งนี้… ต้องขอบคุณเจ้าจริง ๆ ไม่อย่างนั้น พวกเราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องเหล่านี้ได้” หลิงอวี้ฉีกล่าว ดวงตาเจิดจ้าของนางเป็นประกาย
“แต่หลิงหยางตาย” หลิงซินออกความเห็นอย่างเคร่งขรึม เขาเป็นคนเดียวที่ไม่เดินมา เขายังยืนก้มหัวอยู่ด้านหลัง
ฉินเลี่ยชำเลืองมองอีกฝ่ายก่อนจะเดินไปหาเงียบ ๆ พลางกระซิบว่า “งั้นเจ้าก็ต้องมีชีวิตต่อไปเพื่อฆ่าสมาชิกตระกูลเฟิงทั้งหมดเพื่อแก้แค้นให้เขา”
หลิงซินรีบเงยหน้าขึ้น เขามองลึกเข้าไปในตัวฉินเลี่ย ภายในดวงตาที่เหมือนกับพยัคฒ์ของเขาเอ่อล้นไปด้วยอารมณ์ที่แสนซับซ้อน เขากล่าวด้วยน้ำเสียงลึกซึ้งว่า “ข้า หลิงซินเป็นหนี้ชีวิตเจ้า! ในอนาคต ข้าจะต้องชดใช้อย่างแน่นอน!”
น่าแปลกใจที่ฉินเลี่ยส่ายหัวก่อนจะตอบกลับว่า “เจ้าไม่ได้ติดหนี้ข้าหรอก ข้าสังหารเฟิงเจี่ยเพื่อทุกคน และแน่นอนว่าเพื่อตัวข้าด้วย พลังของข้าเพียงคนเดียวไม่อาจต่อสู้กับตระกูลเฟิงได้ทั้งหมด ถ้าไม่มีพวกเจ้า ข้าก็คงตายด้วยน้ำมือของพวกมันจนไม่มีชีวิตรอดจนถึงตอนนี้หรอก”
“ยังไงข้าก็เป็นหนี้ชีวิตเจ้าอยู่ดี!” หลิงซินกล่าวอย่างดื้อรั้น
“หากนับเฟิงยี่ด้วย สมาชิกตระกูลเฟิงหนีรอดไปได้สามคน เมื่อพวกมันพบคนของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย พวกมันจะกลับมาสังหารเราอย่างแน่นอน” ฉินเลี่ยสูดหายใจเข้าก่อนจะยิ้มอย่างขมขื่นพลางกล่าวว่า “พวกเรายังอยู่ในอันตราย ทุกคน อย่าพูดมากไปกว่านี้ดีกว่า รีบไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเถอะ”
ทุกคนพยักหน้าเพื่อเป็นการยอมรับในทันที
เมื่อเขาออกคำสั่งให้หลบหนีในตอนนี้ แม้จะเผชิญกับพื้นที่ที่สัตว์วิญญาณอาจจะรวมตัวกันจนต้องตัดสินใจหลบเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าวก็ไม่มีใครตั้งคำถามกับการตัดสินใจของเขาอีก
ท้องฟ้ามืดลงอย่างช้า ๆ ฉินเลี่ยและกลุ่มรวมกันอยู่ข้างในหุบเขาที่เต็มไปด้วยไม้พุ่มสูงลิ่วขนาดใหญ่
ไม้พุ่มภายในหุบเขาสูงกว่าพวกเขานัก ทำให้พวกเขาใช้มันอำพรางได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายจะเก่งกาจเพียงใด แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกมันจะหาพวกเขาที่หลบซ่อนอย่างสุขุมเช่นนี้เจอได้โดยง่าย
“ถ้าทุกอย่างไปได้ด้วยดี พวกเราจะเข้าหุบเขาม่านหมอกในวันมะรืนนี้ ทันทีที่ไปถึงหุบเขาม่านหมอก พวกเราจะสามารถส่งสารไปถึงตระกูลหลิงได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ฝึกวรยุทธ์ของหอเมฆดาราก็อยู่แถวนั้นบ่อยด้วย ถ้าพวกเราโชคดีมากพอที่จะเจอพวกเขา พวกเราอาจจะหลบเลี่ยงหายนะครั้งนี้ได้” ฉินเลี่ยอธิบายขณะมองไปด้านหลังและชี้ตำแหน่งของหุบเขาม่านหมอกที่ถูกทิวทัศน์บางส่วนบดบังเอาไว้
ทุกคนเกาะกลุ่มกัน แต่ละคนหยิบเนื้อแห้งขึ้นมาพลางฟังคำพูดของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
“ฉินเลี่ย ทำไมเจ้าถึงคุ้นเคยกับเทือกเขาอาร์คติกล่ะ? เมื่อไม่กี่ปีก่อน เจ้าเอาแต่อยู่ในภูเขาสมุนไพร แล้วเจ้าเข้าใจสภาพแวดล้อมภายในเทือกเขาอาร์คติกได้ยังไงกัน?” หลิงเฟิงถามด้วยรอยยิ้มขณะดื่มน้ำสะอาดเข้าไป
เห็นได้ชัดว่าดวงตาของทุกคนก็ฉายแววสงสัยออกมา
“ท่านตาของข้าต่างหากที่คุ้นเคยกับเทือกเขาอาร์คติก ก่อนหน้านี้ท่านเล่าให้ข้าฟัง…” ฉินเลี่ยลังเลอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวว่า “คืนนี้จะเป็นคืนที่ยากลำบากที่สุด ทุกคนต้องพักผ่อนให้เต็มที่ อีกสักพัก เมื่อจิตใจของพวกเราพร้อมแล้ว พวกเราจะวิ่งกันต่อทั้งคืน”
“อื้ม ทุกคนแยกย้ายได้” เมื่อเห็นว่าฉินเลี่ยไม่พูดอะไรอีก หลิงเฟิงก็เผยรอยยิ้มพร้อมออกคำสั่งให้ทุกคนไปพักผ่อน
ทุกคนค่อย ๆ แยกย้ายกันไปก่อนจะเลือกพื้นที่เพื่อนั่งไขว้ขาและพักผ่อน หลิงหยิงเหนื่อยล้าสุด ๆ ดังนั้น นางจึงไม่ได้เข้ามารบกวนฉินเลี่ยอีก ทำให้เขาลอบรู้สึกโล่งอกไปอยู่ในใจ
“ข้าต้องขอบคุณเจ้าจริง ๆ ถ้าเจ้าไม่อยู่ด้วย หลิงหยิงและข้า… โชคชะตาของพวกเราคงจะน่าสลดไม่น้อย คนที่เหลือก็ต้องถูกสังหาร” หลังจากทุกคนแยกย้าย หลิงอวี้ฉียังคงอยู่ ดวงตาสดใสของนางเจิดจ้า ในตอนนี้ นางหวาดกลัวที่จะมองฉินเลี่ย จึงเลือกที่จะมองไปยังตำแหน่งของหลิงหยิงแทน “ผู้หญิงคนนั้นขี้สงสัยในตัวเจ้าจริง ข้าคิดว่านางจะต้องมารบกวนเจ้าจนกว่าเจ้าจะทนไม่ได้แน่ ๆ แต่ดูท่านางจะเหนื่อยล้าเต็มที”
“นางพูดมากไปหน่อยนะ” ฉินเลี่ยพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ข้าตกใจกับคำถามที่นางถาม พอนางไม่มามันก็ทำให้ข้ารู้สึกวางใจขึ้นมาก”
เมื่อเห็นความหวาดกลัวยังหลงเหลืออยู่บนใบหน้าของฉินเลี่ย หลิงอวี้ฉีก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ถามอย่างอ่อนโยนว่า “ข้าสังเกตอารมณ์ที่อยู่ภายในดวงตาของเจ้ามาหลายครั้งแล้ว พวกมันว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง เจ้าคงไม่ได้แกล้งทำตัวเป็นเจ้าโง่มาตลอดห้าปีหรอกใช่ไหม?”
“อื้ม เวลาส่วนใหญ่ข้าจะอยู่ในสภาวะเจ้าโง่ มันเป็นวิธีหนึ่งในการฝึกฝน แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ข้าตื่นขึ้นมาได้…” เนื่องจากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เขาจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปกปิดอีกต่อไป ดังนั้น เขาจึงอธิบายให้หลิงอวี้ฉีฟังแบบง่าย ๆ
“ครั้งที่แล้ว ครั้งที่แล้วตอนที่ข้าช่วยเจ้าอาบน้ำ เจ้า… สภาวะของเจ้าในตอนนั้นเป็นยังไงเหรอ?” หลิงอวี้ฉีกระซิบด้วยความเขินอาย ใบหน้าของนางเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ จู่ ๆ นางก็ก้มหัวลง
“เจ้าช่วยข้าอาบน้ำด้วยหรือ? เมื่อไหร่กัน? ข้าไม่ยักจะจำได้ คงเป็นช่วงที่ข้าทำการฝึกฝนอยู่แน่ ๆ” หัวใจของฉินเลี่ยเต้นเร็วขึ้น แต่เขาก็แกล้งทำเป็นไม่รู้อะไร
เมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนั้น หลิงอวี้ฉีที่หัวใจตอนนี้ยุ่งเหยิงอยู่สามารถตัดสินได้ว่าคำพูดของเขานั้นไม่จริง แต่นางก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงสรุปออกมาได้แบบนั้น แต่ถึงอย่างนั้น นางรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะอายและแตกตื่นจนตาย นางพูดโพล่งออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า “งะ-งั้น ข้าจะไปพักผ่อนก่อนนะ…” ทันทีที่นางกล่าวจบ นางก็รีบเดินจากเขาไปพร้อมกับก้มหัวลง
ฉินเลี่ยลูบหน้าก่อนจะพบว่าผิวบนหน้าของเขาหนามาก เมื่อได้ดูหลิงอวี้ฉีที่เขินอายจากไกล ๆ เขาก็ลอบหัวเราะออกมาพลางคิดอย่างนึกสนุกว่า เจ้าแก่กว่าข้าตั้งสองปี แต่ผิวของเจ้ายังบางกว่าข้าอีกหรือเนี่ย ผู้หญิงคนนี้… ผู้หญิงคนนี้ช่างน่าสนใจจริง ๆ
“เจ้าผู้ชายชั่วเสื่อมทรามคนนั้น ที่เขาพูดมาเป็นความจริงเปล่าเนี่ย? ถ้าเป็นความจริง งั้นในตอนนั้น… เขาก็มีการตอบสนองอย่างนั้นเหรอ?” อีกด้านหนึ่ง หัวใจของหลิงอวี้ฉียังคงสับสนจนไม่สามารถสงบลงได้แม้จะหันหลังให้ฉินเลี่ยแล้วก็ตาม
“แซ่ก แซ่ก!”
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ระหว่างที่สมาชิกตระกูลหลิงยังพักฟื้นอยู่นั้น จู่ ๆ เสียงแหวกไม้พุ่มก็ดังขึ้น
สีหน้าของหลิงอวี้ฉี หลิงหยิงและคนอื่นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากนั้น พวกเขารีบตะโกนบอกทุกคนให้ระวังตัวก่อนจะพากันหลบซ่อน ทุกคนหยิบอาวุธึ้นมาพร้อมต่อสู้ทุกเมื่อ
ไม่มีใครกล้าลงมือก่อน พวกเขาไม่กล้าหนีเช่นกัน เพราะถ้าเริ่มวิ่งเมื่อไหร่ เสียงแหวกไม้พุ่มจะเป็นการเปิดเผยตำแหน่งให้รู้ในทันที
พวกเขาก้มหัวต่ำ ซ่อนตัวอยู่ในไม้พุ่มหนา ไม่มีใครกล้าหายใจ พวกเขาหวังว่าคนพวกนั้นจะไม่เข้ามาใกล้กว่านี้
แต่ยิ่งกลัวมันก็ยิ่งมา ดูเหมือนมันจะเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จากเสียงแหวกไม้พุ่ม พวกเขารู้ได้ว่าคนจำนวนมากกำลังเข้ามาใกล้
ใบหน้าของหลิงเฟิงบึ้งตึง เขาให้สัญญาณกับทุกคนเพื่อเตรียมต่อสู้ด้วยการซุ่มโจมตีกลุ่มที่กำลังมาถึงเพื่อจะได้ชิงความได้เปรียบจากศัตรูก่อนนั่นเอง
ฉินเลี่ยเองก็จับขวานปีกเขียวเช่นกัน สายตาจริงจังของเขาจ้องไปยังทิศทางของเสียงก่อนจะลอบสาปแช่งโชคของพวกเขา
จู่ ๆ ร่างของคนคนหนึ่งที่โชกไปด้วยเลือดก็ปรากฏตัวขึ้น
“เหลียวเหยียน!”
สมาชิกตระกูลหลิงต่างงุนงงพักหนึ่งก่อนจะพบเกาอวี้และสมาชิกตระกูลเกาอีกสองคนอยู่ข้างหลังเหลียวเหยียน ร่างของพวกเขาก็โชกไปด้วยเลือดเช่นกัน
เมื่อตระหนักได้ว่าคนพวกนี้คือเหลียวเหยียนและสมาชิกตระกูลเกา หลิงอวี้ฉี หลิงเฟิงและคนอื่นจึงออกมาจากที่ซ่อนก่อนจะตะโกนทักทาย พวกเขาประหลาดใจระคนยินดี
จากนั้น สีหน้าของฉินเลี่ยก็เปลี่ยนไปก่อนจะลอบสาปแช่ง ถ้าเหลียวเหยียนและพวกปรากฏตัวขึ้น หมายความว่า ดินแดนน้ำแข็งที่พังลายก็ต้องอยู่ใกล้ ๆ เช่นกัน การได้พบกับเหลียวเหยียนไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย รังแต่จะเพิ่มอันตรายให้เท่านั้น
ตรงกันข้ามกับคนของตระกูลหลิง เหลียวเหยียน เกาอวี้และคนอื่นที่มองเห็นความหวัง สายตาของพวกเขาพลันเจิดจ้าขึ้นมา
“ทำไมพวกเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” เหลียวเหยียนอุทานเสียงเบา เขากวาดตามองคนของตระกูลหลิงทุกคน จากนั้นจึงมาหยุดอยู่ที่ร่างของฉินเลี่ย เขาพูดจาถากถางอย่างหนักแน่นว่า “ฉินเลี่ย! ใช่จริง ๆ ! ใช่จริง ๆ ด้วย!”
สีหน้าของเกาอวี้พลันมืดมนในทันที เขามองมาที่ฉินเลี่ยอย่างเย็นชาพลางกล่าวว่า “พวกเราไม่ได้ตายหมดทุกคน เจ้าผิดหวังใช่ไหมล่ะ?”
ฉินเลี่ยทำได้เพียงหัวเราะแกมเหน็บแนม เขารู้ถึงไหวพริบของเหลียวเหยียนและเกาอวี้ พวกเขาต้องเดาได้แน่นอนว่าคนที่ช่วยตระกูลหลิงให้หลบหนีไปได้ก็คือเขา และนั่นก็รวมถึงเป้าหมายของเขาด้วย
---