Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ: Chapter 033 ตอนที่ 33
ตอนที่ 33: การรุกรานจิตใจ
สีหน้าของเกาอวี้มืดมน ดวงตาของเขาเย็นชาขึ้น จิตสังหารหมุนวนอยู่รอบตัว เขาก้าวมาหาฉินเลี่ยทีละก้าว
เลือดสด ๆ หยดลงจากไหล่ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เขาดูทุกข์ทรมานเป็นอย่างมากราวกับคนที่ต้องอดทนต่อความทุกข์ยากอันไร้สาระเหล่านี้
ผู้ฝึกวรยุทธ์ตระกูลเกาที่เป็นพวกพ้องของเขาก็ถูกละเลงไปด้วยเลือดทั่วร่างราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้อันทรหดมา
สมาชิกตระกูลเกาที่แต่เดิมมีเก้าคน มาบัดนี้เหลือเพียงสามคน ซึ่งนั่นรวมเกาอวี้เข้าไปแล้ว จากอัตราการสูญเสียนี้ทำให้สามารถอธิบายได้ว่ามันเป็นหายนะแน่แท้ จากจุดนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อได้เห็นฉินเลี่ย
“ทิ้งพวกเราไว้ข้างหลังเพื่อล่อให้พวกมันโจมตี ในขณะที่เจ้าอาศัยประโยชน์จากช่วงนั้นเพื่อหนีเอาตัวรอด นี่มันแผนบ้าบออะไรกัน!”
เกาอวี้กัดฟัน ฝ่ามือทั้งสองของเขาเริ่มปลดปล่อยหมอกสีดำที่ดูแปลกประหลาดและลึกลับออกมา พวกมันลอยไปมาราวกับวิญญาณอาฆาต
“เจ้าคิดจะทำอะไร?!” หลิงซินคำรามก่อนจะย้ายตัวเองมาอยู่ด้านหน้าฉินเลี่ยพลางจ้องเกาอวี้ “นั่นมันเป็นปัญหาของเจ้าเองถ้าหนีไม่ทัน! ถ้าคุณหนูหนึ่งไม่แจ้งความไปบอกพวกเจ้าทุกคน ป่านนี้คงไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาแล้ว!”
“หุบปาก!”
เกาอวี้โบกมือทั้งสองข้าง กลุ่มก้อนหมอกสีดำเมี่ยมพุ่งเข้าใส่หลิงซินด้วยใบหน้าอ๊อค
เนื่องจากระดับการฝึกฝนอยู่แค่ขั้นที่หกของพลังระดับชำระ หลิงซินจึงไม่สามารถต้านเกาอวี้ผู้อยู่ขั้นที่แปดได้ เมื่อถูกกลืนกินเข้าไปในสีดำเมี่ยม ความหนาวเจียนตายได้แผ่ขยายไปทั่วร่างราวกับถูกวิญญาณปีศาจรุกรานเข้ามา ภาพมายาอันน่าหวาดกลัวปรากฏขึ้นในใจของหลิงซิน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวก่อนจะกรีดร้องออกมาขณะถอยหลัง
ฉินเลี่ยพิจารณาเกาอวี้ก่อนจะตระหนักได้ว่ามือของเขาประดับไปด้วยแหวนที่สลักใบหน้าของอ๊อคเขียวเขี้ยวยาวเอาไว้ทุกวง ฉินเลี่ยสรุปได้ในทันทีว่ากลุ่มก้อนหมอกสีดำเมี่ยมมาจากแหวนอ๊อคพวกนี้
เห็นได้ชัดว่า แหวนสองวงนั้นเป็นอุปกรณ์วิญญาณที่หายากมาก
“ฟิ่ว!” ร่างงดงามปรากฏขึ้นด้านหน้าฉินเลี่ย ก่อนที่เขาจะได้ตอบโต้ หลิงอวี้ฉีก็กล่าวอย่างอ่อนหวานว่า “เกาอวี้! ข้าเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้เอง ถ้าเจ้าอยากหาคนระบายความโกรธล่ะก็ เชิญมาลงที่ข้าได้เลย!”
“เจ้างั้นหรือ?” เกาอวี้ยิ้มเยาะ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกังขา “ด้วยนิสัยของเจ้า เจ้าไม่มีทางตัดสินใจได้ชั่วช้าและโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้หรอกถ้าไม่มีคนอื่นมายุยงเจ้า ตระกูลหลิงไม่กล้าให้คนของหอเมฆดาราสักคนไปเสียสละง่าย ๆ แบบนี้หรอก!”
ขณะที่คุยกัน แหวนอ๊อคทั้งสองวงบนมือของเกาอวี้เริ่มพ่นหมอกสีดำเมี่ยมราวหมึกอีกครั้ง มันม้วนอยู่บนท้องฟ้าก่อนจะรวมตัวเป็นใบหน้าของอ๊อคอันหนาวเย็นแล้วพุ่งเข้าใส่หลิงอวี้ฉีอย่างรวดเร็ว
สายลมหนาวเย็นอันน่าหวาดกลัวแผ่กระจายไปทั่ว เสียงร้องโหยหวนของวิญญาณดังแว่วมาราวกับมีวิญญาณจริง ๆ ล่องลอยอยู่ในความมืดมิด
ทิวทัศน์ดังกล่าวทำให้หลิงอวี้ฉีตกใจ นางอยู่ในสภาวะทุกข์ทรมานไม่ต่างจากหลิงซิน ภาพมายาจำนวนมากที่เป็นสักขีพยานพุ่งเข้าใส่นาง ทำให้นางขมวดคิ้วเพราะความเจ็บปวดจากการต่อสู้อย่างขมขื่นกับภาพมายาภายในหัว
เกาอวี้ไปพบแหวนอ๊อคโดยบังเอิญ พวกมันเป็นศาสตร์วิชาชั่วร้ายอย่างหนึ่ง การฝึกฝนศาสตร์วิญญาณที่อยู่ภายในแหวนทำให้เขาสามารถพัฒนาได้แบบก้าวกระโดด เมื่อสวมใส่เข้าไปแล้วก็ยิ่งทำให้เขาช่ำชองในการใช้งานมากยิ่งขึ้น
จนกระทั่งวันนี้ เกาอวี้และสมาชิกเกาทุกคนยังไม่รู้ถึงขั้นของอุปกรณ์วิญญาณชิ้นนี้
เกี่ยวกับแหวนวงนี้ เกาอวี้สัมผัสได้ถึงความสามารถของมันอย่างช้า ๆ เขาพบว่าเขาสามารถผสานกับศาสตร์วิญญาณจนสามารถสร้างหมอกสีดำหยินรูปอ๊อคที่สามารถรุกรานจิตใจของอีกฝ่ายได้โดยตรง แม้แต่ผู้ที่ฝึกฝนเหนือกว่าเขาเล็กน้อยก็ยังยากที่จะหลบหนีมันได้
หลิงอวี้ฉีมีระดับการฝึกฝนเท่ากับเขา ดังนั้น ในจังหวะที่นางถูกรุกรานโดยหมอก นางก็ติดกับและทำได้เพียงดิ้นรนอย่างเปล่าประโยชน์เท่านั้น
เกาอวี้เยาะเย้ยและเสียดสีขณะเดินผ่านหลิงซินและหลิงอวี้ฉี เขาก้าวเดินมาหาฉินเลี่ยพลางเหน็บแนมว่า “เจ้าคิดจะให้ผู้หญิงปกป้องอย่างนั้นเหรอ?”
เมื่อเห็นสถานการณ์ย่ำแย่ลง หลิงหยิง หลิงเฟิงและพวกที่เหลือต่างรีบเข้ามาช่วยฉินเลี่ย
น่าเสียดายที่พวกเขาอยู่ไกลเกินไป อีกทั้งหลิงซินและหลิงหยิงก็ไม่สามารถเข้าร่วมต่อสู้ได้ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่อาจเข้าไปช่วยได้ทันเวลา
“ฟิ่ว ฟิ่ว ฟิ่ว!”
หมอกสีดำเมี่ยมจำนวนหนึ่งถูกปล่อยออกมา มันรวมตัวเป็นวิญญาณอ๊อคก่อนจะถาโถมเข้าใส่ฉินเลี่ย
ตั้งแต่แรก เหลียวเหยียนที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเกาอวี้นักไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ เขาอยากให้เกาอวี้มอบบทเรียนให้โทษฐานที่แผนฉินเลี่ยต้มพวกเขาซะเปื่อย
หมอกสีดำหนาวเย็นพุ่งผ่านร่างของฉินเลี่ย เขารู้สึกเย็นจับใจ ใบหน้าเผยความรู้สึกหวาดกลัวที่พบวิญญาณวนอยู่รอบตัวเขาราวกับกำลังรอโอกาสเข้าทำร้าย
ในขณะเดียวกันก็มีแหล่งกำเนิดอีกแห่งจากที่ใดสักที่ พลังปีศาจย่องเข้ามาในจิตใจของเขาอย่างเบื่อหน่าย…
พลังจิต!
ฉินเลี่ยเข้าใจในทันที ที่หลิงซินและหลิงอวี้ฉีสับสนก็เพราะการรุกรานดังกล่าวเป็นผลจากการใช้พลังจิตนั่นเอง
พลังจิตส่วนหนึ่งซึมผ่านเขาก่อนจะก่อตัวเป็นภาพมายาปีศาจเคียดแค้นจำนวนนับไม่ถ้วนขึ้นตรงหน้า พวกมันพุ่งเข้ามาหมายจะสังหารเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว!
ทิวทัศน์ตอนนี้ช่างน่าหวาดกลัว พวกมันทำให้สภาวะจิตของเขาสั่นไหว เขาพยายามอย่างมากเพื่อจะอดกลั้นต่อการรุกรานทางจิตของเขาเหมือนที่หลิงซินและหลิงอวี้ฉีทำ!
ลมหายใจจากไอเย็นเล็ดลอดออกมาจากก้อนผนึกวิญญาณที่อยู่ระหว่างคิ้ว มันทำให้เขาตื่นจากภาพหลอนในทันที!
เขาดิ้นรนในครั้งแรก ครั้งต่อมาเขาพบว่าพลังจิตต่างที่จากภายในจิตของเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย ภาพมายาเองก็อันตรธานหายไป
สีหน้าของฉินเลี่ยสั่นไหว เขาเริ่มเชื่อมต่อกับอสนีบาตทลายสวรรค์ ทั้งร่างของเขาปกคลุมไปด้วยพลังของสายฟ้าและกระแสไฟฟ้า
“ตูม ตูม ตูม! เปรี้ยะ เปรี้ยะ เปรี้ยะ!”
เสียงครึกโครมของฟ้าผ่าและสายฟ้าดังกึกก้อง หมอกสีดำเมี่ยมหนาวเย็นที่บดบังเขาได้หายไปอย่างรวดเร็วภายใต้การจู่โจมของอสนีบาตทลายสวรรค์ ภายในชั่วพริบตา หมอกก็สลายไปจนหมดสิ้น
หลิงอวี้ฉีและหลิงซินที่อยู่ใกล้ ๆ ก็เป็นอิสระจากหมอกเช่นเดียวกัน
“มันเกิดอะไรขึ้น?” ร่างของหลิงซินกระตุกก่อนจะได้สติขึ้นมา เขามองดูรอบ ๆ ด้วยสายตาว่างเปล่า
หลิงอวี้ฉียังคงเงียบ ดวงตากระจ่างชัดของนางเผยให้เห็นถึงความสงสัยขณะมองไปรอบ ๆ
ใบหน้าของเกาวี้ซีดเผือดอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาเผยความประหลาดใจเพียงชั่วครู่ เขามองตรงไปยังฉินเลี่ยพลางตะโกนว่า “เจ้า เจ้าสามารถ… สามารถหลุดจากวิชาของข้าได้งั้นเหรอ?!”
“นายน้อยเกา! พอได้แล้วล่ะ!” ในที่สุดเหลียวเหยียนก็เดินมาหา เขาตบบ่าเกาอวี้เพื่อให้สงบใจลง จากนั้นจึงหันไปมองฉินเลี่ยด้วยความประหลาดใจ “ผู้ฝึกพลังสายฟ้าช่างหาได้ยากยิ่ง พลังของสายฟ้าช่วยขับไล่ปีศาจพวกนั้น ดังนั้น การที่ศาสตร์วิชาของนายน้อยเกาสลายไปนั้นก็ถือว่าสมควรแล้ว”
เมื่อพูดเช่นนั้น เกาอวี้ก็มีการตอบสนอง ใบหน้าของเขาน่าเกลียดขึ้นเรื่อย ๆ
วิชาวิญญาณภายในแหวนอ๊อคมันแค่ผิวเผินของพลัง “บันทึกวิญญาณนรกร่อนเร่ทั้งเก้า” ซึ่งดีเลิศ ชั่วร้ายและลึกลับ มันทำให้พลังการฝึกฝนเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถรวบรวมวิญญาณร่อนเร่และวิญญาณที่ทรมานเพื่อนำมารุกรานจิตใจของศัตรู เป็นการทำลายอีกฝ่ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่ผู้ใช้ “บันทึกวิญญาณนรกร่อนเร่ทั้งเก้า” มีศัตรูคู่ปรับตลอดกาลกับผู้ฝึกวรยุทธ์ผู้ฝึกฝนด้วยพลังสายฟ้า
ผู้ฝึกวรยุทธ์ผู้ฝึกฝนพลังสายฟ้าสามารถขับไล่ “บันทึกวิญญาณนรกร่อนเร่ทั้งเก้า” ได้ พลังของสายฟ้าเป็นพลังพิเศษที่ทำลายวิญญาณร่อนเร่และวิญญาณที่ทรมานได้ ดังนั้น เป็นการดีที่จะไม่ใช้ “บันทึกวิญญาณนรกร่อนเร่ทั้งเก้า” ต่อกรกับอีกฝ่าย ไม่งั้นมันจะเกิดปัญหาขึ้นได้
“เรื่องที่แล้วก็แล้วกันไปเถอะ ข้าจะกลับไปรายงานหอเมฆดาราตามคำสั่งเบื้องบน” เหลียวเหยียนหันมาที่หลิงอวี้ฉีและฉินเลี่ยพลางกล่าวว่า “ปัญหาในตอนนี้มันตึงมือนัก ทุกคนควรจะร่วมมือกันเพื่อจัดการดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายและตระกูลเฟิงที่ไล่ตามมา คิดว่าไงหลิงอวี้ฉี”
“ตระกูลหลิงก็ต้องเชื่อฟังคำขอของหอเมฆดาราอยู่แล้ว” หลิงอวี้ฉีพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อว่า “ข้าหวังว่าครั้งหน้าท่านจะหักห้ามตระกูลเกาให้เร็วกว่านี้ ไม่อย่างนั้น เขาจะประพฤติผิดแบบเดิมอีก”
เมื่อเห็นว่าเกาอวี้จะระเบิดอารมณ์อีกครั้ง เหลียวเหยียนจึงรีบตบบ่าเขาเพื่อให้สงบใจลงก่อนจะรีบตอบว่า “ดีจริง ๆ ที่เจ้าตอบรับคำขอของเรา พวกเราเร่งรุดผ่านป่านี้มา เสียกำลังคนไปถึงเจ็ดคน พวกเขาโชคไม่ดีที่ไปพบกับสัตว์วิญญาณหลายต่อหลายครั้ง ทำให้พี่น้องจำนวนมากของเราถูกสัตว์วิญญาณฆ่าตาย ยิ่งไปกว่านั้น มีบางส่วนตายด้วยน้ำมือของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย…”
“ไม่ใช่แค่พวกเรา ดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายก็เช่นกัน สมาชิกเจ็ดถึงแปดคนของพวกมันล้วนตายจากการจู่โจมของสัตว์วิญญาณ ในป่าแห่งนี้มีสัตว์วิญญาณแข็งแกร่งจำนวนมา ทันทีที่เผชิญหน้ากับพวกมันโดยไม่ได้ตั้งใจก็เป็นการยากที่จะหนีรอดโดยไร้รอยขีดข่วนได้”
เขาหยุดพูดก่อนจะมองตระกูลหลิงอย่างลึกซึ้ง จากนั้นจึงกล่าวต่อว่า “ข้าล่ะสงสัยจริง ๆ ว่าทำไมพวกเจ้าถึงเสียคนไปแค่คนเดียว หรือว่าพวกเจ้าเจอรังของสัตว์วิญญาณเพียงแค่รังเดียวงั้นเหรอ?”
ตอนที่พวกเขาหลบหนี เหลียวเหยียนและพวกของเกาอวี้มีแค่สองคนเท่านั้นที่ตายด้วยน้ำมือของดินแดนน้ำแข็งที่พังทลาย ส่วนใหญ่จะถูกสังหารด้วยฝีมือของสัตว์วิญญาณ ดังนั้น เมื่อเทียบกับดินแดนน้ำแข็งที่พังทลายแล้ว ป่านี่แหละคือปัญหาที่ร้ายยิ่งกว่า เมื่อเห็นว่าตระกูลหลิงสูญเสียคนไปน้อยมาก ความสงสัยจึงก่อเกิดขึ้นในจิตใจ เขาเลยอยากจะรู้ว่าสาเหตุมันมาจากอะไร
จากนั้น เขาก็สังเกตเห็นว่าหลังจากที่ถามออกไป สีหน้าของสมาชิกตระกูลหลิงล้วนแปลกประหลาด
“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?” เหลียวเหยียนถามอีกครั้ง
“ข้าขอโทษ ก่อนหน้านี้… ข้าบุ่มบ่ามเกินไปเลยเข้าใจเจ้าผิดไป” หลิงซินมองฉินเลี่ยก่อนจะก้มหัวขอโทษ
“ข้าผิดไปแล้ว”
“เป็นเพราะพวกเราโง่เขลาแท้ ๆ”
“ฉินเลี่ย เจ้าอย่าเก็บมาคิดมากเลยนะ”
สมาชิกตระกูลหลิงที่ก่อนหน้านี้เยาะเย้ยฉินเลี่ยต่างพากันอับอาย พอได้ยินที่เหลียวเหยียนพูดแล้ว พวกเขาจึงรู้สึกโชคดีมากที่มีฉินเลี่ยเป็นผู้นำทางให้
มันช่างน่าขันจริง ๆ ที่ระหว่างการเดินทาง พวกเขาต่อว่าอย่างไม่หยุดหย่อน เอาแต่โทษว่าทำให้การเดินทางล่าช้าจนทำให้ตระกูลเฟิงไล่ตามทัน แต่พอคิดย้อนกลับไป มีพวกเขาหลายคนที่อยากขุดรูลงดินเพื่อซ่อนความอับอายที่เกิดขึ้น
ฉินเลี่ยทำได้เพียงยิ้มโดยไม่พูดอะไรสักคำเพื่อไม่ให้พวกเขาแสดงความอึกอักมากไปกว่านี้
“ทุกคนเข้าใจก็ดีแล้ว” หลิงอวี้ฉีปลอบทุกคน นางยิ้มให้เหลียวเหยียนก่อนจะกล่าวต่อว่า “พวกเราไม่ได้พบสัตว์วิญญาณทรงพลังเลย ไม่มีพวกเราคนไหนบาดเจ็บเพราะเจอรังสัตว์วิญญาณสักคน สมาชิกของเราตายเพราะตระกูลเฟิง แต่ว่า สมาชิกตระกูลเฟิงเองก็ถูกสังหารไปมาก มีเพียงเฟิงยี่เท่านั้นที่หนีรอดไปกับคนของมันอีกสองคน…”
เมื่อนางกล่าวจบ ดวงตาสดใสของหลิงอวี้ฉีก็จ้องไปที่ฉินเลี่ย ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“เป็นไปไม่ได้!” เกาอวี้ตะโกนด้วยความไม่เชื่อ
“ปะ-เป็นไปได้ยังไง!?” เหลียวเหยียนเองก็ไม่เชื่อเช่นกัน “ป่าออกจะกว้างใหญ่ มีสัตว์วิญญาณที่ทั้งใหญ่และแข็งแกร่งจำนวนมากอยู่ให้ทั่ว เจ้าพาทุกคนฝ่าออกมาได้ยังไง? และก็ เจ้าบอกว่าสังหารตระกูลเฟิงไปหลายคน เจ้าใช้แผนการแบบไหนกัน?”
ทันทีที่เขาพูดจบ เขาก็พบว่าสมาชิกของตระกูลหลิงทุกคนต่างพากันจับจ้องไปที่ฉินเลี่ย
เหลียวเหยียนแข็งทื่อไปชั่วขณะ จากนั้นจึงเข้าใจและกล่าวต่อขณะพยักหน้าว่า “ดูท่าน้องชายคนนี้จะน่าพิศวงกว่าที่คิดอีกนะ”
“อุปกรณ์วิญญาณของท่านดูเหมือนจะพังนะ” ฉินเลี่ยกล่าว เขามองดูโล่หกเหลี่ยมในมือของเหลียวเหยียน
โล่เป็นสีทองแดง รูปทรงเป็นหกเหลี่ยมที่มีมุมยื่นออกมาหกมุม ทุก ๆ มุมล้วนยืดออกราวกับเป็นดาบแหลมคม ส่วนที่ยืดออกมาล้วนเต็มไปด้วยคราบเลือด เผยให้เห็นว่ามันเป็นอาวุธแหลมคมที่สามารถใช้โจมตีได้ ดังนั้น โล่รูปทรงหกเหลี่ยมนี้นับเป็นอุปกรณ์วิญญาณที่สามารถใช้โจมตีและป้องกันได้
แต่ว่า ภายนอกของโล่หกเหลี่ยม รูปทรงแปลก ๆ ได้ถูกสลักเอาไว้ด้วยรูปงูจำนวนมาก พวกมันยุ่งเหยิงเกินไปจนไม่อาจเชื่อมโยงเข้าหากันได้
ยิ่งไปกว่านั้น บนพื้นผิวของโล่ยังมีร่องรอยพังทลายจำนวนมาก เท่าที่ดูตอนนี้ ผังวิญญาณภายในโล่หกเหลี่ยมเสียหายไม่มากก็น้อย
“อื้ม มันพังระหว่างต่อสู้น่ะ ข้าไม่สามารถอัดพลังวิญญาณลงไปได้อีกแล้ว มันไม่อาจ… นับเป็นอุปกรณ์วิญญาณได้อีกแล้วล่ะ” เหลียวเหยียนเผยสีหน้าขมขื่นออกมาก่อนจะส่ายหัวแล้วถอนหายใจ “ข้าใช้มันมาก็นานแล้ว มันทั้งคุ้นเคยและก็สะดวกสบาย ถ้าให้เปลี่ยนอาวุธตอนนี้คงจะไม่สะดวกมือเท่าไหร่ ดังนั้น ข้าวางแผนจะใช้มันต่อไป เฮ้อ โล่หกเหลี่ยมของข้าก็แค่อุปกรณ์วิญญาณระดับสามัญขั้นที่ห้าเท่านั้น พอมันพังแล้วใจข้าก็สลาย…”
“ข้าขอดูได้หรือเปล่า?” หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง จู่ ๆ ฉินเลี่ยก็ถามขึ้น
---