The Nine Cauldrons นักฆ่าข้ามพิภพ: Chapter001 ตอนที่ 1
ตอนที่ 1 - เถิงชิงซาน
บนชั้นสองของร้านน้ำชาที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง เสียงบรรเลงที่แสนนุ่มนวล อ่อนโยนดุจสายน้ำกล่อมเกลาจิตใจมนุษย์ให้รู้สึกผ่อนคลาย ผู้คนบนชั้นนี้มีไม่มากนัก มีเพียงแค่ 10 กว่าคนเท่านั้น กลุ่มคนเหล่านั้นเริ่มลดเสียงลง ดูเหมือนจะมีเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นจากบันไดที่ดึงดูดความสนใจจากแขกเหล่านี้
สาวสวยที่แสนงดงามมัดผมทรงหางม้า สวมกางเกงยีนส์และเสื้อโปโลสีขาว มาพร้อมกับหญิงสาวผมสั้นในชุดสีม่วง พวกเธอค่อยๆ ย่างก้าวเดินขึ้นไปบนร้านน้ำชาชั้นสอง ผู้คนมากมายจับจ้องสายตาไปที่พวกเธอ
"ดูผู้หญิงสวย 2 คนนั้นสิ! โดยเฉพาะคนที่สวมชุดสีม่วง! คนนั้นน่ะ”
"เยี่ยมยอด ผมเองก็เคยเรียนที่มหาวิทยาลัยซูโจวตั้ง 4 ปี และเพิ่งได้กลับมาที่อานอี้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าที่นี่จะมีคนสวยขนาดนี้อยู่ด้วย พวกเธอสวยจริงๆ แล้วก็เป็นคนที่น่าสนใจด้วย"
"เฮ้ เจ้าลิง ไม่ว่าพวกเธอจะสวยแค่ไหนก็ต้องตกไปเป็นของคนอื่นอยู่ดี ฉันแนะนำให้นายหยุดฝันเสียเถอะ"
"หึๆๆ พี่ใหญ่ อย่าดูถูกผมสิ แต่ก็สงสัยจริงๆ ว่าผู้หญิงผมสั้นร่างสูงคนนั้นเป็นใคร ผมเองอยู่มา 20 กว่าปีแล้ว แต่ดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะติดอันดับหนึ่งในสามหญิงสาวที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย อากัปกริยายั่วยวนใจจริงๆ ..."
"เจ้าลิงกัง ฉันจะบอกให้ว่าหญิงสาวแสนสวยคนนี้ชื่อว่า 'หลินชิง' และเธอก็ทรงอิทธิพลมากๆ ด้วย รถยนต์แลนด์โรเวอร์ราคา 200000 หยวนคันนั้นที่พวกเราเห็นนั่นก็เป็นของเธอ และในเมืองอานอี้ เธอก็เป็นเจ้าของผับอีกแห่งหนึ่งและเป็นเจ้าของร้านน้ำชาอีก 2 ที่ สมบัติของพวกเรานั้นเมื่อเทียบกับเธอแล้วเป็นได้แค่มดปลวกอันน้อยนิดเท่านั้นแหละ"
"จริงเหรอเนี่ย?" ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า 'เจ้าลิง' ไม่อาจหยุดสายตาที่ลุกลี้ลุกลนของเขาได้ เมืองอานอี้เป็นเพียงเมืองเล็กในมณฑล การที่ได้ครอบครองรถยนต์แลนด์โรเวอร์ราคา 200000 หยวนในเมืองเล็กๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก
"คุณหลิน พวกเราได้จัดเตรียมห้องไว้สำหรับคุณแล้ว ได้โปรดตามมาทางนี้ครับ" ผู้ดูแลประจำชั้นสองของร้านน้ำชากล่าวทันที หญิงสาวทั้งสองคนค่อยๆ เดินตามผู้ดูแลอย่างช้าๆ ไปยังบริเวณห้องพิเศษส่วนตัว ซึ่งทุกคนจับจ้องตามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูห้องถูกปิดลง
……
ภายในห้อง
หลินชิงสั่งชา 1 กาและรอจนกระทั่งผู้ดูแลประจำชั้นออกไป
"พี่หลิน พี่มาที่นี่ทุกๆ วันและเลือกเฉพาะห้องพิเศษนี้ ฮ่าๆๆ เจตนาของพี่มันออกจะชัดเจนขนาดนี้น่ะ" หญิงสาวผมหางม้ากล่าวขณะที่เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง มองไปทางสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่อยู่ตรงข้ามซึ่งในตอนนี้มีเจ้าหน้าที่อยู่เพียงเล็กน้อยที่กำลังเล่นกับเด็กน้อยกำพร้าอยู่ในลานกว้างหน้าสถานรับเลี้ยงเด็ก
"เธอนี่เป็นคนตลกนะ" หลินชิงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะออกมา แต่ดูเหมือนว่าในบางครั้งหลินชิงเองก็มองดูสถานรับเลี้ยงเด็กที่อยู่นอกหน้าต่างด้วยเช่นกัน ดวงตาของเธอช่างดูเศร้าหมองมันบอกเป็นนัยๆ ราวกับว่าเธอกำลังพยายามหาบางสิ่งบางอย่าง แต่ดูเหมือนเธอจะหาไม่เจอ
"น่าแปลก ฉันไม่เห็นวี่แววของเถิงชิงซานเลย ทำไมวันนี้เขาถึงไม่มา? หรือเขาไม่รู้ว่าพี่หลินจะมารอเขาที่นี่?" เด็กสาวผมหางม้าคร่ำครวญอย่างเจตนา
"เสี่ยวหมิน หยุดล้อเล่นสักทีเถอะ" หลินชิงค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา
หญิงสาวผมหางม้าที่มีชื่อว่า 'เสี่ยวหมิน' พยักหน้า แต่เธอก็ถามด้วยความสงสัย "พี่หลิน ฉันรู้สึกว่าเถิงชิงซานเป็นคนที่ดูลึกลับมาก ในตอนนั้นที่พวกเราไปปีนเขาที่ภูเขาต้าซิงอาน เถิงชิงซานแบกพี่ไว้บนหลังของเขาและเดินไปตามเส้นทางบนเขากว่า 20 ไมล์ เถิงชิงซานช่างเป็นคนที่มีพละกำลังน่ากลัวจริงๆ "
"อืม...เขาเป็นคนที่มีความลึกลับพิศวงมากจริงๆ " หลินชิงพยักหน้า
หลินชิงยังคงจำเหตุการณ์ที่ทำให้เธอได้พบกับชิงซานได้อย่างชัดเจน ในตอนนั้นหลินชิงและเหล่าเพื่อนๆ ของเธอออกเดินทางไปตามทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อไปสำรวจหุบเขาต้าชิงอานและโดยรอบ มันดูเหมือนการผจญภัยของเหล่าวัยรุ่น กลุ่มของหลินชิงไม่ได้เดินไปตามเส้นทางที่แสนปลอดภัยของเหล่านักท่องเที่ยว กลุ่มของเธอได้จ้างชาวบ้านท้องถิ่นเพื่อนำทางและมุ่งหน้าตรงไปยังบริเวณที่รกร้าง 2-3 แห่ง
ใครจะรู้…ภาพฉากภูเขารกร้างไร้ซึ่งรอยฝีเท้ามนุษย์ช่างมีเสน่ห์อย่างมาก หลินชิงไขว้เขวเสียสมาธิให้กับนกประหลาด ทำให้เธอพลัดหลงกับเพื่อนร่วมทางของเธอในขณะที่เธอพยายามตามนกตัวนั้นไป เมื่อเธอรู้สึกตัว เธอก็ไม่เห็นเพื่อนในกลุ่มของเธออีกต่อไปแล้ว
ถิ่นทุรกันดารขนาดนี้ก็ย่อมต้องไร้สัญญาณโทรศัพท์ เธอจึงไม่สามารถติดต่อกับคนในกลุ่มได้อีกทั้งไม่มีใครได้ยินเสียงของเธอ ดังนั้นหลินชิงจึงเหลือเพียงแค่ทางเลือกเดียวคือพยายามหาทางกลับด้วยตัวของเธอเอง เธอไม่คาดคิดว่าเธอจะได้พบเจอกับกลุ่มผู้ลักลอบล่าสัตว์ในหุบเขาต้าชิงอาน ชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็ไม่ได้แตะต้องหญิงสาวมาเป็นเวลานานมาก ส่วนทางด้านหลินชิงเองก็เป็นหญิงสาวที่ค่อนข้างน่าหลงใหล พวกเขาจึงทำการล่วงเกินเธอ หลินชิงเปรียบดังเมล็ดพันธุ์ที่แสนบอบบาง ดังนั้นเธอจึงไม่อาจต้านทานแรงของชายเหล่านั้นได้ เธอเองก็เป็นเพียงแค่หญิงสาวจึงไม่อาจหลบหนีจากชายฉกรรจ์ทั้ง 5 คนได้
หลินชิงอับจนหนทาง เธอถูกโจมตีอย่างรุนแรงโดยกลุ่มผู้ลักลอบล่าสัตว์ เธอทำได้เพียงแค่หวังว่าพวกเขาจะมีมนุษยธรรมมากพอ แต่แล้วเถิงชิงซานก็ปรากฏตัวขึ้นบนหุบเขาต้าซิงอานและเดินตรงเข้าไปหาพวกมัน เถิงชิงซานจัดการพวกนักล่าอย่างรวดเร็ว หลินชิงในตอนนี้ได้รับบาดเจ็บจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้ แต่อย่างน้อยเธอก็ตระหนักดีว่ามันเกิดอะไรขึ้น พวกคนชั่วทั้งหมดถูกจัดการจนสลบ
"หืมม..." ขณะที่รื้อฟื้นความทรงจำ หลินชิงก็อดกลั้นเสียงไม่ได้ รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธออีกครั้ง
"ในตอนแรกเถิงชิงซานต้องการปล่อยฉันให้หาทางกลับเอง แต่โชคดีที่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้โหดร้ายเกินไปและอุ้มฉันไว้บนหลังของเขาและพาฉันกลับบ้าน" หลินชิงยังคงจดจำได้ทุกฉากทุกตอน หลินชิงนอนหลับอยู่บนหลังของชิงซาน มันเปรียบดั่งเรือลำน้อยที่ล่องลอยไปตามแม่น้ำเพื่อไปยังท่า แม้ว่าถนนบนเขาจะเต็มไปด้วยลูกหินตลอดทั้งทาง แต่ในตอนนั้นหลินชิงรู้สึกโล่งใจจริงๆ
การเดินทางในครั้งนี้ไกลกว่า 20 ไมล์ เถิงชิงซานยังคงอุ้มหลินชิงไว้บนหลังของเขาจนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง คนปกติย่อมรู้สึกเหนื่อยล้าหลังจากเดินบนถนนที่แสนยาวไกลกว่า 20 ไมล์ นี่ยังไม่นับรวมว่าจะต้องอุ้มคนไว้บนหลังอีกด้วย นอกจากนี้หุบเขาต้าซิงอานยังมีขนาดใหญ่มหึมา แม้แต่หน่วยจู่โจมพิเศษยังยากที่จะทน หลังจากคนปริศนาอย่างเถิงชิงซานและหลินชิงได้กล่าวลากันที่หุบเขาต้าซิงอาน หลินชิงก็คิดว่าคงจะไม่ได้เจอกับเถิงชิงซานอีกแล้ว และเธอก็ไม่ได้คาดคิดว่าในวันนั้นเธอจะได้พบกับเขาอีกครั้งที่เมืองอานอี้
"เถิงชิงซาน..." หลินชิงกล่าวพึมพำ เธอยังคงหวนคืนความทรงจำเหล่านั้น
"พี่หลิน ดูนั่นสิ! เถิงชิงซานมาแล้ว!" เธอถูกปลุกด้วยน้ำเสียงที่โวยวายของเสี่ยวหมิน จากนั้นเธอก็รีบมองออกไปที่นอกหน้าต่าง
ตรงข้ามกับหน้าต่างยังคงเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ชื่อเต็มๆ ของมันก็คือ 'สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าฮัวฮิน' หลินชิงและเสี่ยวหมินสามารถมองเห็นสนามหญ้าของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าได้อย่างชัดเจนจากหน้าต่างบานนี้ ชายหนุ่มผมสั้นสวมแว่นและใส่เครื่องแต่งกายที่แสนธรรมดา กำลังถือหม้อขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยผลแอปเปิ้ลและเดินตรงไปยังลานกว้างของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
"ว้าว! แอปเปิ้ล"
"มากินแอปเปิ้ลกัน!"
"ไปเข้าแถวรับแอปเปิ้ล!"
"อย่าแตกตื่นกัน แล้วรีบไปต่อแถวซะนะเด็กๆ !"
เด็กๆ ทุกคนที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในสนามหญ้ารีบไปตั้งแถวกันโดยแบ่งเป็น 2 แถวอย่างฉับพลัน ในทุกๆ เช้าของสถานรับเลี้ยงเด็กฮัวฮิน เด็กๆ ทุกคนจะได้รับนม 1 แก้ว และเมื่อช่วงเวลาบ่ายมาถึงก็จะได้รับผลไม้ เด็กกำพร้าเหล่านี้ไม่ค่อยได้กินผลไม้บ่อยนักดังนั้นเมื่อมีผลไม้มาเด็กๆ จึงให้ความสนใจเป็นพิเศษ
"ขอบคุณมากลุงเถิง" เด็กที่ดูชาญฉลาดกล่าวอย่างมีความสุขหลังจากได้รับผลแอปเปิ้ลสีแดงสุกงอมจากชายหนุ่มเด็กหนุ่มผมสั้นยิ้มตลอดเวลาที่เขามอบผลไม้ให้กับเด็กเหล่านี้
……
ภายในห้องพิเศษของร้านน้ำชา เสี่ยวหมินและหลิงชิงเฝ้ามองดูชายหนุ่มผมสั้นที่กำลังแจกจ่ายผลไม้จากหน้าต่างบานเดิม
"พี่หลิน เถิงชิงซานแลดูมีความสุขมากนะ เขาดูเหมือนจะรักเด็กๆ เหล่านี้จริงๆ " เสี่ยวหมินกล่าว
"ถูกต้องแล้วล่ะ เขาคงจะรักเด็กตัวน้อยๆ เหล่านี้มากจริงๆ ไม่งั้นเขาคงจะไม่มาที่นี่และคงไม่ทำงานให้กับสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้านี้ฟรีๆ หรอก"
สายตาของหลินชิงหยุดลงที่เรือนร่างของชายหนุ่มผมสั้นเถิงชิงซาน เถิงชิงซานที่กำลังดูแลเด็กกำพร้าด้วยรอยยิ้มบนใบหน้ามันได้สร้างความประทับใจทิ้งเอาไว้ในความรู้สึกลึกๆ ของเธอ "เสี่ยวหมิน ดูเหมือนว่าฉันอยากจะทำอะไรสักอย่าง"
"ทำอะไรเหรอ?" ดวงตาของเสี่ยวหมินเบิกกว้างขึ้น
หลินชิงได้กล่าวว่า "คุณฮัวฮินเปิดสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ด้วยตัวเองมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว ซึ่งฉันก็รู้สึกเคารพและชื่นชมจากใจจริง... ฉันจึงคิดว่าฉันเองก็อยากบริจาคเงิน สัก 100000 หยวนเพื่อช่วยเหลือ เธอพอจะช่วยให้ฉันได้พบกับตัวแทนของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าได้ไหม?"
คุณฮัวฮินตอนนี้คงมีอายุมากกว่า 80 ปีแล้ว เธอคือหัวหน้าผู้ดูแลของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าฮัวฮิน
"เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยม" เสี่ยวหมินกล่าวเห็นด้วยอย่างมีความสุข
……
เถิงชิงซานกำลังที่จะหยุดการแจกจ่ายผลแอปเปิ้ลเพราะเด็กๆ ส่วนใหญ่ในตอนนี้ได้รับผลแอปเปิ้ลและเริ่มกินมันเกือบหมดแล้ว
"ทำไมมันเล็กจังครับพี่!" เด็กน้อยผมหยิกมองแอปเปิ้ลในมือตัวเอง และมองไปที่ผลแอปเปิ้ลที่อยู่ในมือของเด็กคนอื่น เขาพบว่าแอปเปิ้ลของเขามีขนาดเล็กกว่าของคนอื่นๆ มากนัก สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจึงไม่สามารถซื้อผลไม้ที่มีขนาดเท่ากันได้ ผลที่ตามมาจึงทำให้เด็กๆ ได้รับผลไม้ที่มีขนาดไม่เท่าเทียมกัน
เด็กๆ ตัวเล็กๆ เหล่านี้มักจะทำการเปรียบเทียบขนาดของผลแอปเปิ้ล และทุกครั้งที่ทำพวกเขาจะรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสีย
"พี่ชาย ผลแอปเปิ้ลของข้าทำไมถึงเล็กที่สุดเลย ของพี่ใหญ่กว่าของผมเกือบ 2 เท่าเลยนะ" เด็กน้อยผมหยิกกล่าวกับเด็กผู้ชายตัวใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างเขา
"อือ พี่รู้สึกว่าท้องของพี่อาการจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พี่คิดว่าพี่คงกินแอปเปิ้ลนี้ไม่ไหวหรอก มาแลกผลแอปเปิ้ลกับพี่ไหม?" เด็กชายตัวใหญ่กว่าตอบกลับมาทำให้ดวงตาสีดำของเด็กชายผมหยิกดูเปล่งประกายขึ้นในทันทีและถามออกมาว่า
"จริงเหรอ?" แม้ว่าเขาจะเอ่ยถามคำถามนี้ออกมา แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่แอปเปิ้ลผลใหญ่ที่อยู่ในมือของชายที่ตัวใหญ่กว่า
"คิดว่าพี่จะล้อเล่นกับนายเหรอ?" เด็กชายตัวโตหัวเราะเสียงดัง จากนั้นเขาก็หยิบผลแอปเปิ้ลในมือของเขาสลับกับเด็กชายตัวน้อย
เถิงชิงซานแจกจ่ายผลไม้จนเสร็จสิ้นในขณะที่สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างเด็กชายทั้งสอง
"ตัวน้อยทั้งสองคน..." ดวงตาของเถิงชิงซานกำลังสั่นเครือเล็กน้อย ภาพเหตุการณ์ในอดีตปรากฏขึ้นในจิตใจของเขา มันคือวันตรุษจีนที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว…
เกล็ดหิมะปลิวไสวท่ามกลางเสียงพลุที่ดังขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ภายในห้องที่ว่างเปล่า ปรากฏภาพเด็กกลุ่มใหญ่กำลังตบมือและนั่งล้อมรอบหญิงชราอายุประมาณ 60 ปี
"นี่เป็นลูกกวาดสำหรับทุกคน มารับไปทีละคนนะ!" หญิงชราผมขาวกำลังมองดูเด็กตัวน้อยๆ และมอบกระต่ายลูกกวาดให้กับเด็กๆ ในช่วงเวลานี้การที่ได้รับกระต่ายลูกกวาดในวันปีใหม่ถือเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากจริงๆ
"ขอบคุณมากครับ!"
เด็กตัวน้อยๆ เหล่านี้แสดงความยินดีอย่างเต็มที่ขณะได้รับลูกกวาด
เด็กเหล่านี้ไม่ได้กินลูกกวาดเลยตลอดทั้งปี ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อาจระงับความสุขได้ ทุกคนมีความสุขกับการกินและร่ำร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
"พี่ชาย!" เด็กคนหนึ่งที่สวมเสื้อเก่าขาดๆเม้มริมฝีปากขณะมองดูพี่ใหญ่ของเขา
"เป็นอะไรเนี่ย? ชิงเจียง?" ชายร่างสูงกว่าที่นั่งอยู่ด้านข้างเขาเอ่ยถาม
"ผมเพิ่งกินลูกกวาดมันอร่อยเหลือเกิน แต่มันหมดเร็วมากเลย" เด็กชายตัวน้อยที่มีนามว่าชิงเจียงเฝ้ามองดูเด็กๆ คนอื่นตั้งใจกินลูกกวาดโดยที่เขาทำได้เพียงแค่กลืนน้ำลาย เด็กชายร่างสูงก้มมองดูลูกกวาดอีก 2 เม็ดที่อยู่ในมือของเขา
"ชิงเจียง กินนี่สิ" เด็กชายตัวสูงกล่าว
"พี่ไม่อยากกินมันเหรอ?"
"พอดีว่าพี่เริ่มรู้สึกปวดฟันน่ะ" เด็กชายร่างสูงกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะที่ดังขึ้น
"พี่รู้สึกปวดฟันจนหงุดหงิดเลยล่ะหลังจากที่กินลูกกวาดเม็ดแรกเข้าไป นี่เป็นของนายแล้ว จำไว้…อย่าพยายามเคี้ยวมันขณะที่กินนะ ที่นายกินหมดเร็วก่อนคนอื่นในขณะที่คนอื่นเขาเพิ่งกินเม็ดแรกเสร็จก็เพราะนายเคี้ยวมันไงล่ะ "
"ก็ว่าอยู่ พี่ดีกับผมที่สุดเลย" ชิงเจียงหัวเราะ "มีลูกกวาดอยู่ 2 เม็ด แบ่งกันคนละเม็ด ดีไหม?"
เด็กชายตัวสูงลดศีรษะลง เขาเองก็เป็นเพียงแค่เด็กชายตัวน้อยๆ ที่ไม่อาจต้านทานความยั่วยวนของลูกกวาดเหล่านั้นได้ เขาพยักหน้า "ตกลง พวกเราจะแบ่งกัน"
"หนึ่งเม็ดต่อหนึ่งคนนะ..." เถิงชิงซานกระซิบออกมาอย่างแผ่วเบา " ชิงเจียงนี่ก็เป็นเวลาผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว"
เสียงฝีเท้าเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เถิงชิงซานรีบหันกลับไปในทันที เขามองเห็นหญิงชราผมขาวมาพร้อมกับหญิงสาวอีกคนนึงกำลังเดินมาหาเขา
"ท่านหญิง!"
"สวัสดีครับท่านหญิง!"
เหล่าเด็กกำพร้าตะโกนด้วยเสียงที่ดูตื่นเต้น รอยยิ้มที่แสนงดงามราวกับดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงชราผมขาว
"นายหญิง!" เถิงชิงซานถึงกับตกตะลึง ในความทรงจำของเขาคนคนนี้คือคนคนเดียวกับคนที่ดูแลเขาและน้องของเขามาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว "เวลา 20 ปีช่างยาวนานจริงๆ ตอนนี้ท่านหัวหน้าก็คงจะมีอายุประมาณ 83 ปีแล้ว" เถิงชิงซานทั้งรู้สึกตื่นเต้นและสั่นเครือเล็กน้อย
แต่เขาก็สามารถฟื้นคืนสติได้อย่างรวดเร็ว
"ท่านหัวหน้า ชายคนนี้ชื่อชิงซานมาที่นี่ด้วยตัวของเขาเอง และทำงานให้พวกเราโดยไม่ต้องการค่าตอบแทน และเขาก็ทำงานอยู่ที่นี่มากว่า 6 วันแล้ว เขาเป็นคนที่คล่องแคล่ว ทำงานหนักและก็ฉลาดมากๆ " ผู้หญิงอีกคนหนึ่งเปล่งเสียงหัวเราะออกมา
"เถิงชิงซาน?" หญิงสาวผมขาวอายุกว่า 90 ปีค่อยๆ ยิ้ม ขณะที่มองดูเถิงชิงซาน
"ชิงซาน นายช่วยฉันดูแลท่านหัวหน้าก่อนได้ไหม? ฉันจะไปห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็นให้เด็กๆ เหล่านี้ก่อน" หญิงสาวกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม
"ไม่มีปัญหาครับป้าหลิว" เถิงชิงซานหัวเราะออกมาเช่นกัน
"ท่านหัวหน้า ฉันขอตัวก่อน" หญิงสาวกล่าวทันทีหลังจากที่เถิงชิงซานเอื้อมมือมาจับมือหัวหน้าแทนเธอ หญิงชรายังคงจ้องมองไปที่เถิงชิงซานด้วยรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนบนใบหน้าของเธอ "ซาน นายอายุ 23 ปีใช่ไหม? ฉันได้ตรวจสอบจากเอกสารของนายแล้ว"
"ถูกต้องแล้วครับ ผมเองเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย" เถิงชิงซานพยักหน้า
"ในครั้งแรกที่ฉันได้เห็นนาย ฉันก็สงสัยว่านายคงจะไม่เคยทำงานหนักมาก่อน ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมานี้รู้สึกว่ากำลังทนทุกข์ทรมานอยู่ไหม?" หญิงชราผมขาวกล่าวถาม
"ไม่เลยครับ ผมจะทำแต่ในสิ่งที่ผมมีความสุขและกระตือรือร้นอยากทำเท่านั้น" เถิงชิงซานกล่าวด้วยรอยยิ้มขณะที่ยังคงจับมือของหัวหน้าเอาไว้
หัวหน้ากล่าวด้วยอารมณ์ที่มากล้น "ด้วยความสัตย์จริง ชิงซาน ฉันรู้สึกใกล้ชิดสนิทใจกับนายมาก ทุกครั้งที่ฉันเห็นนาย มันอดช่วยไม่ได้เลยที่ทำให้ฉันคิดถึงเรื่องราวในอดีต มีเด็กอายุประมาณ 8 ขวบในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ ในตอนนั้นสถานรับเลี้ยงเด็กของพวกเรานั้นยากจนมาก มีเพียงแค่ฉันและลูกสาวคนโตที่ช่วยดูแลเด็กๆ เหล่านั้น ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนสนิทกัน เด็กคนนั้นถูกเรียกว่า “ชิงซาน” ซึ่งอีกคนหนึ่งถูกเรียกว่า “ชิงเจียง” ชื่อทั้งหมดฉันเป็นคนตั้งเอง ซึ่งมันเหมือนกับชื่อของนายเลยชิงซาน…นี่คงเป็นพรหมลิขิต"
เถิงชิงซานตัวสั่นและค่อยๆ พยักหน้า "ใช่แล้วครับ มันคือพรหมลิขิต"
"แต่ชิงซานถูกเลี้ยงดูและออกจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้เมื่อประมาณ 22 ปีที่แล้ว ตอนนี้เขาคงจะอายุประมาณ 29 ปีแล้ว ซึ่งเขาคงแก่กว่านายมาก บางทีเขาอาจจะแต่งงานและมีลูกตัวน้อยๆ แล้วก็เป็นได้" หัวหน้ากล่าว " เขาเป็นคนที่ฉลาดมากๆ ฉันไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง ฉันเองก็อ่อนแอลงทุกวันๆ และก็หวังว่าจะได้เห็นหน้าเขาอีกสักครั้ง"
เถิงชิงซานกล่าวอย่างซาบซึ้งใจ "ผมเองก็เชื่อว่าความปรารถนาของท่านหัวหน้าจะต้องเป็นจริง"
ชิงซานและชิงเจียงเป็นดั่งพี่น้องกันมาตั้งแต่ที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ในเวลานั้นหัวหน้าฮัวฮินเพิ่งเปิดสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ อาจกล่าวได้ว่าชิงซานและชิงเจียงเป็นเด็กกลุ่มแรกของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ยิ่งไปกว่านั้น หัวหน้ายังรับเลี้ยงเด็กเหล่านี้แม้ว่าจะยังขัดสน จึงทำให้เธอรักเด็กๆ เหล่านี้อย่างลึกซึ้งตราบเท่าที่จะเป็นไปได้
หลินชิงและเสี่ยวหมินเฝ้ามองดูเถิงชิงซานขะมักเขม้นทำงานภายในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เถิงชิงซานตามติดหัวหน้าในครั้งแรก จากนั้นเขาก็เดินไปเล่นกับเด็กๆ กำพร้า ตั้งแต่เริ่มจนเสร็จสิ้นเขาไม่รู้สึกเบื่อหน่ายหรือรำคาญเลยแม้แต่น้อย เด็กๆ ทุกคนที่นี่รักเขามาก หลังจากนั้นเถิงชิงซานก็พาเหล่าเด็กๆ ไปยังห้องรับประทานอาหารเย็น
"พี่หลิน เขามาแล้ว!" เสี่ยวหมินกล่าว
เมื่อเห็นเถิงชิงซานออกมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า หลินชิงก็รีบตะโกนออกมาเลยว่า "เถิงชิงซาน"
เถิงชิงซานเงยหน้าขึ้นมอง
"มานี่หน่อยและมานั่งตรงนี้สักพักหนึ่งเถอะ" หลินชิงยิ้ม เธอคาดเดาว่าเถิงชิงซานจะต้องกินอาหารมื้อเย็นมาแล้ว แม้ว่าเธอจะเชิญเถิงชิงซานหลายต่อหลายครั้ง แต่เขาก็ได้มาพูดคุยกับเธอเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น
เถิงชิงซานยิ้มและส่ายหน้า "วันนี้ฉันมีงานจะต้องทำ ไว้เจอกันโอกาสหน้า"
"เข้าใจแล้ว…" หลินชิงยังคงยิ้มแม้ว่าเธอจะรู้สึกผิดหวัง
เสี่ยวหมินและหลินชิงค่อยๆเฝ้ามองดูเถิงชิงซานจากไป
"พี่หลิน เถิงชิงซานช่างไม่ไว้หน้าเราเลย เขาช่างกล้าปฏิเสธคำเชิญของสาวงามอย่างพี่หลินได้ยังไง" เสี่ยวหมิ่นระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
"เอาล่ะๆ ทำไมพวกเราไม่กลับไปทานอาหารเย็นที่บ้านสักทีล่ะ?" หลินชิงลุกขึ้นยืนและเดินออกจากโรงน้ำชาพร้อมกับเสี่ยวหมิน
……
ณ ลานกว้าง หลังบ้านบริเวณเขตชานเมืองของเมืองอานอี้
ลานกว้างแห่งนี้ช่างว่างเปล่า เถิงชิงซานไม่สวมทั้งเสื้อและแว่นตา แต่เขาก็ยังคงดูอ่อนโยนเช่นเดิม เถิงชิงซานที่ไม่ได้สวมเสื้อ กำลังตั้งกระบวนท่าสิงอี้เฉวียนอยู่(ศิลปะการต่อสู้ของบู๊ตึ๊ง)
เขาสูดอากาศหายใจเข้าและยืดทรวงอกขึ้น ค่อยๆ เลียนแบบเสือโคร่ง เท้าของเขาค่อยๆ เคลื่อนไหวราวกับกำลังเหยียบย่ำบนอากาศเหนือพื้นโคลน เถิงชิงซานในตอนนี้ดูแข็งแกร่งราวกับภูผา ค่อยๆ เคลื่อนที่โดยไร้การคำนึง เคลื่อนที่ไปทางขวาหรือเริ่มต้นต่อสู้ มันให้ความรู้สึกว่าคงไม่มีผู้ใดสามารถสั่นสะเทือนภูเขาที่แสนมั่นคงนี้ได้
" ฟิ้ววว ฟิ้ววว!"
เมื่ออยู่ในท่าทางของเขา เขายืนนิ่งราวกับหม้อสามขา ขาซ้ายของเขาดูราวกับคันไถที่ฝังลงดิน ในขณะที่ขาขวาของเขากระแทกลงสู่พื้น ร่างกายของเขาคดโค้งจนขีดสุดราวกับลูกธนูที่กำลังเตรียมตัวพุ่งออกไป
"ฟุบ!"
เสียงระเบิดดังขึ้นกลางอากาศพร้อมกับคลื่นลมที่ถาโถมอย่างหนักหน่วงภายในลานกว้าง ท่วงท่าสิงอี้เฉวียนเปลี่ยนอย่างฉับพลันไปสู่เคล็ดเพลงหมัดเบญจทัศนธาตุ 'เพลงหมัดเยือกแข็ง' ซึ่งมันดูเหมือนสายน้ำที่หลั่งไหลและปุยเมฆที่ล่องลอย
ยิ่งพลังของเขามากขึ้นเท่าไร แรงลมที่ถูกสร้างขึ้นก็มากขึ้นเท่านั้น คนทั่วไปที่เรียนรู้เคล็ดวิชาการต่อสู้มักจะหวาดกลัวการกระทำของตนเอง เขายังคงเปลี่ยนท่วงท่าสิงอี้เฉวียนไปสู่เคล็ดเพลงหมัดเบญจทัศนธาตุ เห็นได้ชัดเลยว่าเขาได้รับพลังที่สุดยอดและสูงส่งมาจากเคล็ดเพลงหมัดเบญจทัศนธาตุ
"โฮกกก~"
เขาหมุนร่างกายของเขาไปรอบๆ จากนั้นเถิงชิงซานต้องกลับไปยังทวงท่าแรกของทวงท่าสิงอี้เฉวียน จากนั้นเขาก็ค่อยๆ หายใจออก จิตใจของเขาสงบนิ่งดุจสายน้ำ ราวกับทะเลสาบที่ไร้คลื่น เขาสามารถรับรู้ได้ถึงทุกอณูของร่างกาย อวัยวะภายใน เล่นกล้ามเนื้อทุกมัดกล้าม รูขุมขนใต้ผิวหนังหรือแม้กระทั่งรูขุมขนของเส้นผม แต่มันก็ยังไม่อาจเปรียบเทียบได้กับวิสัยทัศน์แห่งตำนานได้
"นี่คือระดับสูงสุด ซึ่งก็ต้องยากมากที่จะสามารถผ่านมันไปได้ ถ้าหากทำสำเร็จแม้ว่าจะต้องตายฉันก็จะไม่รู้สึกเสียดายอะไรทั้งนั้น" เถิงชิงซานช่วยไม่ได้ที่จะต้องถอนหายใจออกมา
"แม้ว่าต้องตายก็ไม่เสียดาย หากความปรารถนานั้นเป็นจริง"
ท่วงท่าสิงอี้เฉวียนเป็น 1 ใน 3 เคล็ดวิชาภายในที่ยอดเยี่ยมที่สุด หลายๆ คนในประวัติศาสตร์ล้วนแต่สามารถบรรลุระดับสูงสุดได้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันคนที่จะสามารถควบคุมมันได้เป็นเรื่องที่หายากมากๆ
"พื้นดินที่นี่ไม่แข็งเอาเสียเลย ทำให้ไม่สามารถฝึกมันได้อย่างสะดวกสบาย" เถิงชิงซานมองดูพื้นโคลนที่แตกออก เขาเพียงแค่ฝึกซ้อมโดยไม่จริงจัง ถ้าหากเขาต้องต่อสู้จริงๆ พื้นดินบริเวณนี้คงจะถูกทำลาย
เถิงชิงซานนั่งขัดสมาธิ เสียงลมหายใจของเขาเบาบางจนแทบไม่ได้ยิน จิตใจของเขายังคงสงบนิ่งดุจสายธาร
เขาค่อยๆ เติมเต็มความรู้สึกผ่อนคลายให้กับร่างกาย
"ปุ ปุ…" เลือดของเขาไหลเวียนไปตามเส้นเลือดเฉกเช่นสายน้ำที่ไหลรินอย่างอ่อนโยน หัวใจของเขาเต้นเบาลงแต่ยังคงสามารถได้ยินอย่างง่ายๆ
……
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ราตรีก็มาถึงอย่างรวดเร็ว
เถิงชิงซานยังคงนั่งขัดสมาธิในท่วงท่าเดิม มีชายสูงร่างผอมสวมชุดสีดำกำลังลดศีรษะลงเพื่อพูดกับไมโครโฟนที่ติดอยู่บนปกเสื้อของเขา "อินทรีย์เทา เขาเพิ่งมาถึงที่ที่เขาอยู่" ชายร่างผอมพยายามสงบสติอารมณ์ลง
เขากำลังเข้าใกล้เป้าหมายของเขาอย่างเงียบๆ ก้าวอย่างว่องไวโดยไร้เสียง เขาจับกำแพงด้วยนิ้วทั้ง 10 ของเขาและใช้มือข้างหนึ่งเป็นจุดหมุน พร้อมทั้งกระโดดเข้าไปในพื้นที่ดุจเสือดำ ขาและมือของเขาสัมผัสพื้นสู่พื้นดินพร้อมๆกันทำให้เสียงเบาบางมาก
ชายแต่งตัวประหลาดในชุดสีดำมองไปรอบๆ และสังเกตเห็นชายคนหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในลานกว้าง ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกประหลาดใจจริงๆ
"มาแล้วเหรอ?" ชายที่นั่งขัดสมาธิค่อยๆ ลืมตาขึ้น
"วิ่ง!" ชายที่แต่งตัวประหลาดในชุดสีดำสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดและตัดสินใจวิ่งหนีออกไปโดยไม่ลังเล
ชายแต่งตัวประหลาดชุดสีดำเข้ามาโดยคิดที่จะลอบสังหาร เพราะมันจะทำให้เขามีโอกาสชนะ แต่ตอนนี้เมื่อเขาถูกพบ ผนวกกับความคิดที่เฉลียวฉลาด เขาไม่เหลือความหวังแล้ว
"หวืออ" ชายที่สวมชุดสีดำก้าวถอยหลังกลับและหันไปรอบๆเพื่อหาทางหลบหนี…
"ตูมมม!"
ชายในชุดสีดำรู้สึกว่าเงาของคนที่นั่งขัดสมาธิค่อยๆ ลุกขึ้น พื้นโคลนทั้งหมดแตกกระจาย เงานั้นดูคล้ายกับเสือที่กำลังโกรธจัด เงาพุ่งทะยานไกลกว่า 7-8 เมตรตรงไปหาเขา ชายในชุดดำตกอยู่ในอาการหวาดผวาจนไม่เหลือเวลาแม้แต่ที่จะหยิบอาวุธออกมา
"อ๊ากกก" ชายในชุดดำเริ่มรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงภายในลำคอ
"ฉะ…ฉัน…" เขาพยายามจะพูดคำนั้นแต่ก็ไม่มีโอกาส เขาล้มลงและตายในที่สุด
เถิงชิงซานฉีกแขนเสื้อของนักฆ่าออก จากนั้นก็ใช้เลือดป้ายลงบนแขนของเขา ทั้งหมดดูซับซ้อน แม้แสงจันทราจะส่องลงมาเพียงเล็กน้อย เถิงชิงซานก็สามารถมองเห็นรอยสักได้อย่างชัดเจน สีหน้าของเถิงชิงซานเปลี่ยนไปเล็กน้อย "มันคงเป็นเพราะฉันสินะ ที่ทำให้พวกมันยอมจ่ายในราคาที่สูงขนาดนี้ พวกมันถึงขั้นเชิญกลุ่มปีศาจมาตามรอยเลยทีเดียว"
"ในเมื่อถูกพบตัวแล้ว ฉันก็คงไม่ควรอยู่ที่เมืองอานอี้อีกต่อไป"
เถิงชิงซานเดินกลับไปยังห้องของเขาเพื่อเปลี่ยนชุด เก็บเสื้อผ้าต่างๆ แล้วค่อยๆ จากเมืองอานอี้ไปในยามดึก