สตรีอย่างข้าน่ะหรือ คือขันที?!: Chapter 015 ตอนที่ 15
ตอนที่ 15 ต้องการสังหารเธอ
หลังจากนั้นไม่นานมุมปากของเหลิ่งจวิ้นอวี๋ก็โค้งขึ้น ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน
“เจ้าคิดว่า แค่ขันทีน้อยเพียงคนเดียวจะใช้ข่มขู่ข้าได้หรือ! ช่างน่าขันเสียจริง!”
เหลิ่งจวิ้นอวี๋แค่นหัวเราะออกมาหลังเอ่ยจบ เผยให้เห็นความเย่อหยิ่งและสูงศักดิ์บนใบหน้า
เมื่อปาหู่ได้ยินเช่นนั้น จึงมองท่าทางเยือกเย็นดังน้ำค้างแข็งของเหลิ่งจวิ้นอวี๋อีกครั้ง ก่อนจะเริ่มไม่สบายใจขึ้นมา
ชายผู้นี้เป็นเหมือนดังบ่อน้ำพันปีที่คาดเดาไม่ได้
ขณะที่เล่อเหยาเหยา เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ของเหลิ่งจวิ้นอวี๋ นัยย์ตาจึงเบิกกว้างอย่างคาดไม่ถึง
เมื่อครู่ชายผู้นี้ยังพูดกับเธอด้วยสีหน้าที่ห่วงใยว่า มีเขาอยู่ทั้งคน ตอนนี้เพียงผ่านไปไม่นานเขากลับเปลี่ยนท่าทีไปแล้ว
สีหน้าเย็นชาและน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย เอาแน่เอานอนไม่ได้เช่นนี้ เหมือนดังในข่าวลือที่ว่าเย็นชาไร้ความรู้สึกจริงๆ
ขณะที่กำลังคิดอยู่ในใจ กลับเห็นว่าเวลานี้ชายที่หล่อเหลาตรงหน้าได้ถือคันธนูคันหนึ่งไว้ในมือแล้ว โดยธนูคันนั้นรูปร่างโค้งงอดังพระจันทร์ และทำออกมาอย่างประณีต
ถ้าเปลี่ยนเป็นก่อนหน้านี้ เล่อเหยาเหยาต้องถือเป็นศิลปกรรมที่น่าชื่นชมอย่างแน่นอน แต่ว่าเวลานี้เมื่อเห็นธนูคันนั้น เธอจึงรู้สึกเพียงหนาวเย็นยะเยือกตั้งแต่ปลายเท้าแล่นตรงสู่ศีรษะ
เพราะธนูคันนั้นไม่ได้เล็งไปที่คนอื่น แต่เป็นเธอ!
ในใจเล่อเหยาเหยาจึงรู้สึกหนาวสั่น เมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตรงหน้านั้นส่งยิ้มให้เธอ ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมากลับเย็นชาเหลือเกิน
“เจ้าทายสิ ธนูลูกนี้ของข้า จะยิงครั้งเดียวได้นกสองตัวหรือเปล่า!”
คำพูดของชายหนุ่มทุ้มต่ำน่าฟัง เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ดึงดูดใจ แต่แฝงเร้นไปด้วยไอสังหาร
วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆปกคลุม ทั่วพื้นดินจึงปกคลุมไปด้วยแสงแดดอันอบอุ่นที่สาดส่องลงมา
แต่ในตอนนี้เล่อเหยาเหยากลับรู้สึก ดังตกเข้าไปในธารน้ำแข็งที่เย็นยะเยือกไปถึงกระดูก กระทั่งหัวใจก็ล้วนหนาวเหน็บ
สายตางดงามที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจคู่นั้น ก็ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปจากตัวของชายหนุ่มผู้หล่อเหลาตรงหน้า
เห็นชายหนุ่มผู้นั้น ที่แม้บนร่างกายจะสวมเพียงเสื้อคลุมบางเบา แต่ความสูงส่งและน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากทั่วร่างกาย ทำให้ดูราวกับว่าเขาสวมชุดมังกร แล้วยืนอยู่บนยอดเขาอย่างสง่าผ่าเผย
ด้วยร่างกายอันสูงใหญ่ ที่แม้กระทั่งท่าทางในการยกคันธนู ก็ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงในความงดงามนั้น
เมื่อเห็นคันธนูที่อยู่ภายใต้แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าไร้ความเย็นยะเยือก เล่อเหยาเหยากลับตกตะลึงอย่างมาก
หรือว่าชายผู้นี้จะสังหารเธอจริงๆ !
เขาโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!
แต่ว่าเธอยังไม่อยากตาย!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เล่อเหยาเหยาจึงมองไปที่ปาหู่ ที่จับตนเป็นตัวประกัน แม้จะรู้ชัดว่าเขาไม่ใช่คนดี แต่ตอนนี้เธอไม่มีหนทางอื่นแล้ว ถ้าจะร้องขอชีวิตจากพญายมที่สังหารคนนับพัน สู้ร้องขอชีวิตจากมือสังหารไร้คุณธรรมที่จับตัวเธอเป็นตัวประกันดีกว่า
ดังนั้นเล่อเหยาเหยาจึงไม่สนใจสิ่งใดแล้ว เพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไป เธอจึงกัดฟันแน่นอย่างเงียบๆ ดวงตาพลันเอ่อคลอไปด้วยละอองน้ำและนัยน์ตาสอดส่ายไปมา ท่าทางนั้นราวกับเป็นลูกสุนัขตัวน้อยที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง ไม่ต้องพูดว่าน่าสงสารมากเพียงใด
แม้คนที่เห็นจะจิตใจแข็งแกร่งดังหินผา ก็ย่อมปวดใจเป็นที่สุด
“ฮือๆ พี่ชายท่านนี้ ท่านอยากจะสังหารก็สังหารเขาเถอะ ข้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ขอร้องท่านปล่อยข้าไปเถอะ ข้าจะตายเช่นนี้ไม่ได้ ข้ายังมียายอายุแปดสิบและน้องสาว น้องชายสามสี่ขวบต้องเลี้ยงดู ฮือๆ...”
เล่อเหยาเหยาร้องไห้ออกมาได้ตามที่ต้องการ หยาดน้ำตานั้นไหลหยดลงมาจากนัยน์ตาของเธอไม่หยุด ราวกับเขื่อนแตก ช่างเหมาะสมกับประโยคที่ว่าผู้หญิงเกิดมาจากน้ำ
ส่วนปาหู่ พลันแสดงสีหน้ารำคาญออกมาทันที หลังได้ยินบทพูดเรื่องภาระครอบครัวที่ท่องจำจนขึ้นใจของเล่อเหยาเหยา
แต่ว่าเมื่อเห็นใบหน้าเรียวที่งดงามประณีตและนัยน์ตาที่กลมโตอย่างประหลาดของเธอ ที่บัดนี้เต็มไปด้วยน้ำตาเนื่องจากกำลังร้องห่มร้องไห้อยู่อย่างน่าสงสาร แม้เขาที่เคยฆ่าคนวางเพลิงทำชั่วมาทุกรูปแบบ ยังรู้สึกผิดอยู่ในใจขึ้นมา ยามที่มองเธอ
ขณะที่ปาหู่กำลังคิดที่จะปล่อยตัวขันทีน้อยตรงหน้านี้ไป เพราะยังไงเธอก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
เวลาเดียวกันเหลิ่งจวิ้นอวี๋ที่อยู่ตรงข้าม กลับรีบใช้โอกาสนี้ยิงลูกธนูในมือออกมา
เสียง ‘ฟิ้ว’ ดังขึ้นแต่ว่าเป้าหมายของลูกธนูกลับมุ่งตรงมาที่เล่อเหยาเหยา!
“อา...”
เสียงลูกธนูที่ทะลุเข้าไปในเนื้อดังขึ้น ผู้คนต่างอกสั่นขวัญแขวน
ทันใดนั้นเลือดก็พุ่งกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง เล่อเหยาเหยาดวงตาเบิกกว้าง เวลานี้หัวใจคล้ายหยุดเต้น สมองขาวโพลน เห็นเพียงเลือดสาดกระเซ็นอยู่ตรงหน้า
จากนั้นนัยน์ตาทั้งสองข้างก็เหลือกขึ้น แล้วหมดสติไป...
..........................................................................