สตรีอย่างข้าน่ะหรือ คือขันที?!: Chapter 002 ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 ปรนนิบัติรุ่ยอ๋อง
ภายใต้การนำของเสี่ยวมู่จื่อ ในใจของเล่อเหยาเหยารู้สึกหวาดกลัวและไม่ยินยอมอยู่บางส่วน
อย่างไรก็ตาม สำหรับเล่อเหยาเหยาที่เป็นคนไม่กลัวอะไร ไม่ว่าฟ้าจะถล่มลงมา ก็สามารถปรับตัวให้ชินกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะเมื่อมองเห็นสิ่งปลูกสร้างที่วิจิตรงดงามแบบโบราณอยู่รอบๆ ตัว ความหวาดกลัวในใจจึงค่อยๆ ถูกสภาพแวดล้อมรอบตัวดึงดูดหายไป
“สวรรค์! ที่นี่งดงามมากเลย!”
ขณะที่เล่อเหยาเหยาร้องอุทานขึ้นมา นัยน์ตากลมโตที่งดงามเป็นพิเศษคู่นั้นแทบจะปิดบังความประหลาดใจและดีอกดีใจเอาไว้ไม่ได้ ปากเล็กๆ นั้นอ้ากว้างขึ้น จนมองออกว่าเวลานี้เธอรู้สึกตื่นเต้นมากเพียงใด
ก่อนนี้เธอชื่นชอบสิ่งปลูกสร้างที่วิจิตรงดงามแบบโบราณนี้มากอยู่แล้ว จนเคยคิดจะไปเที่ยวชมพระราชวังต้องห้ามดูสักรอบ แต่ยังไม่ทันได้ทำตามสิ่งที่ใฝ่ฝันไว้ ตัวเธอกลับมาโผล่อยู่ที่นี่แล้ว
ถึงแม้เธอจะไม่เคยไปพระราชวังต้องห้าม แต่มองดูแล้วพระตำหนักที่โบราณและก่อสร้างได้งดงามแห่งนี้ อาจจะใหญ่โตโอ่อ่า หรูหราและมีระดับมากกว่าพระราชวังต้องห้ามด้วยซ้ำไป!
เพียงทอดสายตามองไปยังกำแพงอิฐแดงสูงใหญ่ ก็จะเห็นตำหนักเรียงรายทับซ้อนกันไปมาอย่างงดงาม
ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว แสงอาทิตย์จึงสาดส่องลงมาเหนือศีรษะ ซึ่งดูจากสภาพอากาศแล้ว ตอนนี้น่าจะอยู่ในช่วงเดือนสามหรือเดือนสี่ มีสายลมพัดผ่านเล็กน้อย ทำให้รู้สึกเย็นสบายตัว
แสงแดดที่เจิดจ้านั้น สาดส่องลงไปที่กระจกสีเหลือง จึงทำให้มันสะท้อนสีสันออกมาดูแวววาวมาก!
ระหว่างนั้นภายในสวนดอกไม้ของตำหนัก เห็นเพียงผู้คนเดินกันขวักไขว่ไปมาอยู่ด้านใน ด้วยท่าทางที่สุภาพอ่อนน้อม เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามสง่างามของชนชั้นสูง
ขณะที่เล่อเหยาเหยากำลังชื่นชมทัศนียภาพโดยรอบอย่างละเอียดอยู่นั้น ก็ถูกเสี่ยวมู่จื่อพาเข้ามาในห้องครัวโดยที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย
จึงเห็นว่าห้องครัวนี้กว้างใหญ่มาก และในเวลาเที่ยงวันเช่นนี้ คนที่อยู่ด้านในจึงดูยุ่งมือเป็นระวิงกันเลยทีเดียว
แต่เมื่อเสี่ยวมู่จื่อเอ่ยเบา ๆ ขึ้น ภายในห้องครัวที่เอะอะเสียงดังอยู่นั้น ก็พลันเงียบกริบลงทันที คล้ายกับว่ากระทั่งเสียงของเข็มที่ตกลงบนพื้นก็สามารถได้ยิน
“พี่ใหญ่หลี่ สำรับของท่านอ๋องจัดเตรียมเสร็จหรือยัง”
หลังจากเสี่ยวมู่จื่อพูดจบ ทุกคนค่อยๆ หยุดมือจากงานที่ทำอยู่ แล้วใช้สายตาจับจ้องมาที่ตัวของเสี่ยวมู่จื่ออย่างพร้อมเพรียงกัน
“เสี่ยวมู่จื่อ วันนี้เป็นเวรของเจ้าที่ต้องไปปรนนิบัติ...ท่านอ๋องหรือ!”
น้ำเสียงที่ตะกุกตะกักเอ่ยถามขึ้นมา จากพ่อครัวที่เสี่ยวมู่จื่อเรียกว่าพี่ใหญ่หลี่ ดวงตาบนใบหน้ากลมดูน่ารักของเขานั้นเบิกกว้าง ปรากฏท่าทางตกตะลึงและไม่คาดฝันออกมา อีกทั้งสายตาที่มองเสี่ยวมู่จื่อนั้นปิดบังความเห็นอกเห็นใจเอาไว้ไม่ได้เลย
“ไม่ๆ ไม่ใช่ข้า เป็นเสี่ยวเหยาจื่อต่างหาก”
เมื่อได้ยินพี่ใหญ่หลี่เอ่ยขึ้นมา เสี่ยวมู่จื่อก็ตกใจจนใบหน้าซีดขาว แล้วรีบปฏิเสธไปทันที
หลังสิ้นคำพูดของเสี่ยวมู่จื่อ สายตาของทุกคนที่ผิดแปลกจากปกติ ก็หันกลับมาจับจ้องที่เล่อเหยาเหยาแทน
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเห็นอกเห็นใจของทุกคน เล่อเหยาเหยาพลันรู้สึกกดดันอย่างมาก จนคอของเธอหดลงโดยไม่รู้ตัว
เอ่อ พวกเขาอย่ามองเธอแบบนี้ได้ไหม มันคล้ายกับว่าเธอกำลังจะต้องไปขึ้นลานประหารอย่างไรอย่างนั้น
ครั้นเมื่อพี่ใหญ่หลี่ ได้รู้ว่าเล่อเหยาเหยากำลังจะไปปรนนิบัติรุ่ยอ๋อง ก็ส่ายหน้าทันที ก่อนที่จะถอนหายใจยาวๆ ออกมา คล้ายกับว่าจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหยิบน่องไก่ที่มีสีสันสวยงามและกลิ่นหอมเย้ายวนใจชิ้นหนึ่งออกมาจากด้านข้างแล้วยื่นไปให้เล่อเหยาเหยาที่อยู่ตรงหน้า
“มา น่องไก่ชิ้นนี้เดิมทีข้าคิดจะเก็บไว้กินเอง แต่อีกเดี๋ยวเจ้าต้อง เฮ้อ ให้เจ้ากินก็แล้วกัน”
“หืม งั้นต้องขอขอบคุณท่านมาก ๆ ”
เมื่อเห็นน่องไก่ชิ้นโตที่ส่งกลิ่นหอมอยู่ตรงหน้า เล่อเหยาเหยาที่หิวจนท้องร้องเหมือนตีกลองอยู่ก่อนแล้ว
จึงไม่ได้คิดอะไร รีบหยิบน่องไก่ชิ้นนั้นขึ้นมากัดกินทันที
คิดไม่ถึงว่าสมัยโบราณนี้จะมีน่องไก่ที่อร่อยขนาดนี้ด้วย เรียกว่าเป็นอาหารระดับห้าดาวในปัจจุบันได้เลย
ขณะที่เธอกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น ก็คิดอยากที่จะเอ่ยขอบคุณพี่ใหญ่หลี่ที่อวบอ้วนอยู่ตรงหน้าอีกสักครั้ง แต่ว่าพอได้ยินเสียงบ่นพึมพำของพี่ใหญ่หลี่แล้ว ตัวเธอก็คล้ายตกใจจนยืนแข็งทื่ออยู่กับที่อย่างนั้น
“เจ้ากินตามสบายเถอะ หลังมื้อนี้จบลง ก็ไม่รู้ว่าจะได้มีชีวิตกินมื้อต่อไปอีกหรือเปล่า...”
“เอ่อ...”
……………………………………….