สตรีอย่างข้าน่ะหรือ คือขันที?!: Chapter 003 ตอนที่ 3
ตอนที่ 3 หลบหนีได้หรือไม่
แม้ในมือของเธอจะถือถาดอาหารที่หน้าตาน่ารับประทานไว้ แต่ในใจตอนนี้กลับกระสับกระส่ายอยู่ตลอดเวลา ขาทั้งสองข้างก็เริ่มสั่นเทาไม่หยุด
เมื่อไม่มีทางเลือก แม้ว่าเธอจะยังไม่เคยพบกับรุ่ยอ๋องที่เล่าลือกันผู้นั้น แต่จากเรื่องราวอันโด่งดังแสนสะเทือนใจที่เขาเคยทำมาพวกนั้น จะไม่ให้เธอกลัวได้อย่างไรกัน
อีกทั้งไม่รู้ว่าถ้าจะหนีไปตอนนี้จะยังทันหรือไม่!
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น นัยน์ตากลมโตที่งดงามคู่นั้นของเธอ ก็สอดส่ายไปมาไม่หยุด คล้ายจะรอคอยโอกาสเหมาะที่จะหลบหนีไป
แต่สิ่งที่เธอแอบคิดอยู่ในใจเพียงแวบหนึ่งนั้น ก็ถูกลี่เต๋อหัวหน้าขันทีที่อยู่ด้านข้างมองอย่างรู้ทันอยู่ก่อนแล้ว
เห็นเพียงลี่เต๋อมีสีหน้าเคร่งขรึมลง โผล่หน้าเข้ามาพูดกับเล่อเหยาเหยาที่กำลังสอดส่ายสายตาไปรอบด้านด้วยน้ำเสียงเชิงตักเตือน
“เสี่ยวเหยาจื่อ เก็บความคิดพวกนั้นของเจ้าไปเสียเถอะ คิดจะหลบหนี เป็นไปไม่ได้หรอก เดือนนี้เจ้าไปรับใช้ท่านอ๋องให้ข้าดีๆ ซะเถอะ”
ลี่เต๋อหัวหน้าขันทีผู้นี้คือใครกัน!
เขาปรนนิบัติรับใช้ท่านอ๋องมาหลายปี ดูแลท่านอ๋องจนเติบโตมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นนอกจากท่านอ๋องแล้ว เขาก็ถือว่ามีตำแหน่งสูงสุดรองลงมาในวังอ๋องแห่งนี้
อีกทั้งเมื่อเป็นถึงผู้ดูแลวังอ๋องได้ ก็พอคาดเดาได้ว่าต้องมีความสามารถมากอย่างแน่นอน ถ้าเขามองแผนการเล็กน้อยของเล่อเหยาเหยาไม่ออก เขาก็ไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งนี้!
ส่วนเล่อเหยาเหยาเมื่อถูกลี่เต๋อจับได้และพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา สีหน้าก็พลันอับอายขึ้นมาทันที
ในใจก็แอบสาปแช่งขันทีเฒ่าผู้นี้ เขาเป็นซุนหงอคงที่มีสายตามองเห็นร่างปีศาจหรืออย่างไร! หรือว่าเป็นพยาธิภายในท้องของเธอ ถึงรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่!
ถึงแม้จะถูกลี่เต๋อรู้ทันสิ่งที่อยู่ในใจ เล่อเหยาเหยาก็ยังไม่อยากที่จะเข้าไปปรนนิบัติท่านอ๋องอยู่ดี ถ้าท่านอ๋องไม่น่าปรนนิบัติรับใช้จริงดั่งคำเล่าลือ แล้วเธอไม่ระวังทำอะไรผิดไป แค่มีเสียง ‘ฉับ’ ดังขึ้น หัวของเธอคงได้หลุดออกจากบ่าเป็นแน่!
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เธอจึงเริ่มหวาดหวั่นใจ เพื่อรักษาชีวิตไว้ ความคิดที่อยู่ในใจของเธอจึงต่อสู้กันอย่างหนัก แล้วจู่ๆ เธอก็ร้อง ‘โอ๊ย’ ดังขึ้นมา ก่อนที่จะเอามือกุมที่ท้อง พร้อมตัดสินใจใช้แผนหนีไปเข้าห้องน้ำ! ใครจะรู้ว่าลี่เต๋อกลับไม่รั้งรอให้เธอแสดงละครฉากนี้จนจบ เขารีบยื่นมือออกมาผลักตัวเธอเข้าไปในตำหนักหย่าเฟิงทันที...
“ตาเฒ่าหนังเหนียว!”
เล่อเหยาเหยาก่นด่าอยู่ในใจ แต่ต้องจนใจ ในเมื่อเธอเข้ามาแล้ว คิดจะออกไป ตาเฒ่าหนังเหนียวคนนั้นต้องส่งคนมาเฝ้ายามไว้ที่ด้านนอกแล้วแน่ๆ เธออยากจะหนีออกไป ก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว!
เธอจึงต้องจำใจ ยกถาดที่เต็มไปด้วยอาหารไว้ในมือ ก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านในของตำหนักหย่าเฟิง
แม้ว่าในข่าวลือ รุ่ยอ๋องผู้นี้จะดูน่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ราวกับเป็นพญามัจจุราช แต่ว่าตำหนักหย่าเฟิงที่เขาอาศัยอยู่นั้นช่างงดงามมากเสียจริง!
มีคนเคยกล่าวไว้ว่าหากอยากรู้นิสัยที่แท้จริงของคนผู้หนึ่งว่าเป็นเช่นไร ให้ดูจากสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่
เล่อเหยาเหยาจึงมองไปรอบๆ เห็นเพียงหน้าต่างลายสลักทุกบาน เปิดอ้าอยู่ ดูโปร่งสบายเป็นอย่างมาก
เวลาตอนนี้น่าจะราวเดือนสี่หรือเดือนห้า อากาศจึงไม่ร้อน ไม่เย็นจนเกินไป ที่ด้านนอกบุปผานานาพันธุ์กำลังเบ่งบาน มีทั้งสีแดงสดดุจเปลวเพลิง น้ำเงินครามดุจท้องฟ้า ขาวดุจเกล็ดหิมะ และชมพูที่เหมือนดั่งแก้มหญิงสาวที่เขินอาย ต่างชูช่ออวดความสดใสงดงามของสีสันอยู่
กลิ่นสดชื่นของดอกไม้เหล่านั้นล่องลอยเข้ามาตามสายลมอย่างช้าๆ ทำให้ทั่วทั้งห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นหอม
ผ้าม่านทำจากแพรบางที่ตกลงมาสะบัดพลิ้วเบาๆ ไปตามสายลม ด้านข้างห้องโถงมีเก้าอี้ไม้ลูกแพร์วางอยู่หกตัว พร้อมด้วยหมอนอิงปักดิ้นสีน้ำเงิน พื้นของห้องโถงปูด้วยแผ่นหินแกรนิต จึงทำให้ทั้งห้องอบอุ่นในยามฤดูหนาวเย็นสบายในยามฤดูร้อน
ม่านลูกปัดที่ยาวจรดลงมาถึงพื้น แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างลายสลักที่เปิดทิ้งเอาไว้เข้ามา แล้วกระทบลงบนลูกปัดในม่านนั้น เกิดเป็นประกายแวววาวน่าหลงใหล จึงทำให้ทั่วทั้งห้องคล้ายตกอยู่ในความฝันที่วิจิตรงดงามแปลกตา
ด้านหลังม่านลูกปัด มีฉากกั้นลายสลักไม้จันทน์แดง ด้านบนฉากกั้นคือภาพวาดของหญิงสาวในชุดโบราณที่วิจิตรงดงาม...
แต่ด้วยระยะที่ค่อนข้างห่างไกลและมีม่านลูกปัดปิดกั้นอยู่ จึงทำให้เล่อเหยาเหยามองเห็นไม่ชัดว่าด้านหลังฉากกั้นลายสลักนั้นเป็นอย่างไร อีกทั้งไม่รู้ว่ารุ่ยอ๋องจะอยู่ทางด้านนั้นหรือไม่
ถึงแม้จะกระวนกระวายใจ แต่เธอก็ยังนำสำรับอาหารที่อยู่ในมือ วางลงไปบนโต๊ะกลมขนาดใหญ่ที่ทำมาจากไม้ลูกแพร์อย่างเบามือ
หลังจากจัดการวางทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอก็มองไปรอบๆ ห้องที่ดูเงียบสงบเหมือนไร้ผู้คน อีกทั้งไม่รู้ว่ารุ่ยอ๋องไปที่ใดกันแน่ หรือว่าเขาจะไม่ได้อยู่ที่นี่!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เล่อเหยาเหยาจึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
ถ้าหากรุ่ยอ๋องไม่อยู่ที่นี่ ก็แสดงว่าเธอสามารถหนีไปได้ใช่ไหม!
แต่ว่าก็ยังไม่มั่นใจ แม้เธอจะเพิ่งเข้ามาอยู่ที่นี่ ก็เข้าใจดีว่าในรัชสมัยนี้ให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรี มากกว่าในสมัยราชวงศ์ชิงเสียอีก เกิดเธอบุ่มบ่ามหลบหนีไปตอนนี้ แล้วถูกคนจับได้ ก็ต้องได้รับโทษตายสถานเดียว เพราะฉะนั้นถ้าจะหลบหนี ก็ต้องมั่นใจว่าที่นี่ไม่มีผู้ใดอยู่จริงๆ
เล่อเหยาเหยาจึงสังเกตไปรอบๆ ก่อนที่สายตาจะค่อยๆ หยุดลงที่ด้านหลังของฉากกั้นนั้น
เธอมั่นใจว่าด้านหน้าของตำหนักหย่าเฟิงไม่มีใครอยู่แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าด้านหลังฉากกั้นนั้นมีใครอยู่หรือไม่...
เมื่อคิดขึ้นมาเธอจึงร้องเบา ๆ ขึ้นว่า
“ท่านอ๋อง อยู่หรือไม่ สำรับมื้อเที่ยงจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว ”
เล่อเหยาเหยาเอ่ยเรียกเบาๆ อยู่หลายครั้ง จนเมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบเธอกลับมา จึงอดที่จะดีใจไม่ได้
“ไม่มีใครตอบ แสดงว่าไม่มีคนอยู่ที่นี่!”
เฮอะ! ถ้าไม่หนีไปตอนนี้ เธอก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เล่อเหยาเหยาจึงตัดสินใจที่จะหนีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดแล้วค่อยคิดถึงเรื่องอื่น คิดแล้วก็ลงมือเลย แต่ว่าที่น่าเศร้าก็คือ เธอเพิ่งเดินไปข้างหน้าได้เพียงก้าวเดียว ก็มีเสียง ‘ซ่าๆ’ ที่คล้ายกับมีบางอย่างผุดขึ้นมาจากใต้น้ำ ดังออกมา จากด้านหลังฉากกั้นนั้น
แล้วก็มีเสียงของชายหนุ่มที่อยู่ในฉากกั้นลายสลักนั้น ดังออกมา
“ผู้ใดอยู่ด้านนอก!”
........................................................