สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 24 ม้าตื่นกลางเมือง ตอนที่ 24
บทที่ 24 ม้าตื่นกลางเมือง
ห้องหนังสือ
เมื่อเห็นว่าฉู่สวินหยางมาหา พ่อบ้านเจิงจึงยิ้มให้ เอ่ยว่า “ท่านหญิงมาแล้ว”
“อื้ม!” ฉู่สวินหยางยิ้มแย้ม ส่งสายตาเป็นคำถามให้ฉู่อี้อัน “ท่านพ่อยุ่งอยู่หรือไม่? หากว่าท่านกับพ่อบ้านเจิงยังมีเรื่องต้องปรึกษากัน เช่นนั้นลูกก็จะกลับไปก่อน แต่น้ำแกงไก่ถ้วยนี้ท่านต้องดื่มก่อนนะเจ้าคะ เห็นลู่หยวนบอกว่าท่านไม่รับมื้อกลางวันด้วยซ้ำ”
น้ำเสียงมีนัยตำหนิ ขณะพูดก็หันไปรับถ้วยกระเบื้องจากมือของชิงเถิง แล้ววางลงบนโต๊ะของฉู่อี้อัน
พ่อบ้านเจิงเห็นแล้วก็พลันเบาใจ พอดีกับที่ตนรายงานเรื่องราวต่างๆ เรียบร้อยพอดี จึงถือโอกาสออกไปก่อน
“ข้าก็ขอตัวลาเจ้าค่ะ” ชิงเถิงก็ไม่อาจอยู่ที่ห้องหนังสือนานได้ จึงถวายความเคารพแล้วออกไปรอที่ด้านนอกประตู
ฉู่สวินหยางหยิบช้อนส่งให้ฉู่อี้อัน
ฉู่อี้อันรับไป ไม่กี่คำก็ดื่มน้ำแกงไก่จนหมด ก่อนจะรับผ้าเช็ดปากที่ฉู่สวินหยางส่งให้มาซับที่มุมปาก ถึงค่อยเอ่ยว่า “ให้เด็กรับใช้ส่งมาก็ได้ เหตุใดต้องทำอะไรๆ ด้วยตนเอง”
“หากข้าไม่มาเอง น่ากลัวว่าท่านพ่อคงวางทิ้งไว้ข้างๆ จนลืมแน่ ต้องมาเห็นกับตาว่าท่านดื่มแล้ว ข้าจึงจะวางใจเจ้าค่ะ” ฉู่สวินหยางเอ่ย แล้วเดินอ้อมไปด้านหลังฉู่อี้อัน ช่วยเขานวดบริเวณขมับเพื่อคลายความเหนื่อยล้า “ร่างกายเป็นของตน ต่อให้ท่านพ่อจะยุ่งขนาดไหนก็ไม่อาจละเลยไม่ใส่ใจสุขภาพ อย่างไรก็ต้องทานอาหารให้ตรงเวลา”
หลายวันมานี้ เพราะการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของจวนอ๋องหนานเหอกับเรื่องงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฮองเฮา ฉู่อี้อันแม้จะไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าวุ่นวายจนไฟลุก แต่ความจริงก็วุ่นวายไม่ต่างกว่ากันเท่าไรนัก บ่อยครั้งที่ต้องจัดการจดหมายราชการอยู่จนดึกดื่น ข้างกายก็ไม่มีฉู่ฉีเฟิงช่วยแบ่งเบา ยิ่งเห็นว่าใต้ตาเขาเป็นรอยดำคล้ำชัดเจน ฉู่สวินหยางก็สงสารยิ่งนัก
“ร่างกายตัวเองข้าจะไม่รู้หรือไร? ไม่ต้องสนใจมากหรอก” ฉู่อี้อันหลับตาพิงพนักเก้าอี้ ซึมซับความสบายใจที่หาได้ยากยิ่ง แม้จะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ ก็ตาม
ฉู่สวินหยางได้ฟังก็หลุดหัวเราะพรืดออกมา “ท่านพ่อคิดว่าตัวเองเป็นหนุ่มน้อยวัยยี่สิบอยู่หรือเจ้าคะ?”
ฉู่อี้อันปีนี้อายุได้สี่สิบบวกกับอีกสองปี ยุคสมัยนี้ก็ไม่ถือว่าอายุน้อยแล้ว อีกอย่างท่านพ่อที่เคารพก็ยังมีหลานแล้วด้วย
แต่ที่ฉู่สวินหยางหยอกเขาก็ได้ผล หายากนักที่เขาจะเย้ากลับว่า “อะไรกัน ซินเป่าของข้ารังเกียจว่าบิดาแก่แล้ว ไร้ประโยชน์แล้วใช่หรือไม่?”
“จะเป็นไปได้อย่างไรกันเจ้าคะ? ต่อให้วันข้างหน้าท่านพ่อแก่จนอายุเจ็ดสิบแปดสิบ ซินเป่าก็ยังเป็นเด็กน้อยของท่านพ่ออยู่เสมอ ข้าจะกล้ารังเกียจท่านได้อย่างไร?” ฉู่สวินหยางทำปากจู๋ เอ่ยด้วยสีหน้าสุดแสนจะจริงจังว่า “ท่านพ่อเป็นครอบครัว เป็นที่พึ่งของข้ากับพี่รองตลอดไป ข้าทนเห็นท่านไม่ดูแลสุขภาพของตนเองไม่ได้”
พี่น้องหญิงชายทั้งหมดในวังบูรพามีอยู่หลายคน แต่เหล่าสตรีความคิดซับซ้อน ปากเรียกว่าพี่น้อง แต่ต่างคนกลับมีเรื่องซุกซ่อนในใจ ปากบอกว่าครอบครัวเดียวกัน ความจริงแค่เกี่ยวพันด้วยเหตุของผลประโยชน์ก็เท่านั้น
ไม่ใช่ว่าฉู่สวินหยางเย็นชาไร้หัวใจ ดึงดันจะขีดเส้นแบ่งกับพวกเขาให้ชัดเจน แต่หากจะให้พูดถึงความเป็นครอบครัวจริงๆ ล่ะก็...
ทั้งชาติก่อนและชาตินี้ ฉู่สวินหยางยอมรับแค่เพียงฉู่อี้อันและฉู่ฉีเฟิงสองคนเท่านั้น
ความคิดของนางมิใช่ความลับอะไร ฉู่อี้อันก็ไม่ได้แสดงความเห็น เพียงแค่เหมือนนึกอะไรออก ไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “เดือนหน้าก็จะไม่มีเวลาแล้ว สองสามวันนี้ เจ้าลองหาวันว่างไปเยี่ยมคนแซ่ฟางที่อารามเมตตาบ้างนะ”
คำสั่งนี้ ถึงแม้...
ฟังแล้วไม่คล้ายว่าเป็นการบังคับ
ฉู่สวินหยางเม้มปาก แต่ไม่ตอบรับ
ฉู่อี้อันย่อมรู้ว่านางไม่อยากไป จึงค่อยๆ เปิดตามองไปทางนาง “เป็นอะไรไป? ไม่ชอบใจรึ?”
“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ” ฉู่สวินหยางยิ้มให้ มองสบตาฉู่อี้อัน เอ่ยว่า “เป็นเรื่องสมควรทำ เพียงแต่ปีนี้พี่รองก็ไม่อยู่อีกแล้ว...ข้ากลัวว่าจะรบกวนนาง”
ฉู่สวินหยางหัวเราะพลางส่ายหน้าอย่างจนใจ แต่ก็ไม่ได้ยกเลิกความคิดเพียงเพราะเห็นอารมณ์ของนาง ยังคงตบหลังมือของนางเบาๆ เอ่ยว่า “ไปเถอะ”
“เจ้าค่ะ” ฉู่สวินหยางยิ้มแย้มสดใส
ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แม้ข้างในจะรู้สึกไม่สนิทใจนัก แต่นางก็เข้าใจเจตนาของฉู่อี้อัน...
คำซุบซิบนินทาใดๆ ในใต้หล้า อย่างไรก็ยังคงต้องหยุดไว้บ้าง
สองพ่อลูกคุยกันอีกพักหนึ่ง ฉู่สวินหยางเห็นว่าบนโต๊ะของฉู่อี้อันยังมีจดหมายราชการกองรอให้อ่านอีกเป็นพะเนิน นางจึงไม่รั้งอยู่นาน เพียงแค่ย้ำกับเขาว่าต้องดูแลสุขภาพ จากนั้นก็กลับไปที่โถงจิ่นฮว่า
...
ตอนที่รับประทานอาหารเย็น ฉู่สวินหยางก็นึกถึงเรื่องที่ฉู่อี้อันสั่งนางไว้ จึงกล่าวกับสาวใช้ทั้งสองว่า “เดี๋ยวพวกเจ้าสองคนลองไปดูที่ห้องเสบียง จัดพวกของบำรุง ยาสมุนไพรต่างๆ เตรียมเอาไว้หน่อย พรุ่งนี้...พวกเราต้องขึ้นเขากัน”
สาวใช้สองคนพากันตกใจ
ชิงเถิงกะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง กลับเป็นชิงหลัวที่เอ่ยออกมาว่า “ท่านหญิงจะไปเยี่ยมพระชายารองหรือเจ้าคะ?”
“อืม” ฉู่สวินหยางพยักหน้า น้ำเสียงฟังดูไม่ค่อยสดใส “นางเป็นแม่ข้า ต่อให้ไม่สนิทกับข้า แต่จะทิ้งนางไว้ที่นั่นไม่สนใจได้อย่างไร? มารยาทที่ควรมีย่อมไม่ควรขาด พวกเจ้าไปเตรียมตัวเถอะ”
สองสาวใช้มองหน้ากัน สักพักถึงค่อยเข้าใจว่า...
ต้องเป็นความต้องการของนายท่านอย่างแน่นอน
“เจ้าค่ะ” ทั้งสองรู้ว่าไม่อาจพูดอะไรได้อีก จึงต่างคนต่างแยกย้ายไปตระเตรียมของ
ฉู่สวินหยางเดินย่อยอาหารคนเดียวอยู่ที่สวนดอกไม้ ครั้นเบื่อก็ไปนั่งฟุบอยู่ที่ระเบียงรั้วทางเดิน เขี่ยดอกไห่ถังเล่นเป็นการฆ่าเวลา
พระชายารองฟาง ก็คือคนแซ่ฟางที่ฉู่อี้อันพูดถึง เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดในนามของฉู่สวินหยางกับฉู่ฉีเฟิง แต่ด้วยเหตุผลพิเศษบางประการ ตอนที่ทั้งสองอายุยังไม่ครบขวบปีดี นางก็ออกจากจวนไปบำเพ็ญตนที่อารามเมตตา
คนแซ่ฟางมีนิสัยเย็นชา ไม่เพียงแต่กับฉู่สวินหยางเท่านั้น แต่ไม่ว่ากับใครนางก็ไม่ค่อยเป็นมิตรด้วยเท่าไรนัก นั่นเป็นเพราะนางรู้สึกว่ามีตัวเปรียบเทียบ นั่นก็คือฉู่ฉีเฟิง แม้คนแซ่ฟางจะไม่ค่อยสนิทใจกับเขาเท่าไรนัก ทว่าอย่างน้อยในแววตาขณะที่มองเขา ในแววตาของคนแซ่ฟางยังพอทำให้คนมองเห็นกลิ่นอายของความรักบ้าง ส่วนกับฉู่สวินหยางนั้น กลับมีแต่ความเย็นเยือกในสายตา หากจะกล่าวว่าเหมือนกับจ้องมองศัตรูก็อาจจะไม่มากเกินไป
ชาติก่อนตอนที่ฉู่สวินหยางยังเล็ก ทุกครั้งที่นางพบคนแซ่ฟางล้วนแต่รู้สึกน้อยใจ จึงคิดเอาว่าเพราะอีกฝ่ายเห็นลูกชายสำคัญกว่าลูกสาว จึงไม่ค่อยอยากเจอตน จนสุดท้ายก็ค่อยๆ กลายเป็นความเหินห่างไปในที่สุด
ต่อมาจนกระทั่งฉู่ฉีเหยียนขุดคุ้ยเรื่องชาติกำเนิดของนางขึ้นมา นางถึงได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
จริงๆ แล้วมีเหตุผลที่คนแซ่ฟางใช้สายตาเย็นชาเหมือนมองศัตรูมองฉู่สวินหยาง นั่นเป็นเพราะฉู่ฉีเฟิงเป็นบุตรชายแท้ๆ ของนาง แต่ฉู่สวินหยางนั้น...ไม่ใช่!
ส่วนในชาตินี้ การที่ฉู่อี้อันกับฉู่ฉีเฟิงได้กลับมาเป็นครอบครัวของนางอีกครั้งหนึ่ง ในใจของฉู่สวินหยางยังรู้สึกขอบคุณอยู่เสมอ ส่วนเรื่องชาติกำเนิดของนาง นางไม่ต้องการไปรื้อฟื้นอีก
ดังนั้น ในเมื่อคนแซ่ฟางเป็นมารดาในนามของนาง นางควรก็จะทำตามมารยาทให้สมบูรณ์ ไม่ใช่เพราะอย่างอื่น แต่เพราะ...
นางมอบฐานะอันถูกต้องชอบธรรมเพื่อให้ตนสามารถยืนอยู่ต่อหน้าผู้คนและใช้ชีวิตต่อไปได้ นี่เป็นบุญคุณ จำต้องตอบแทน
การทำงานของสาวใช้ทั้งสองมีประสิทธิภาพมาก ภายในคืนนั้นก็เตรียมของทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ราวกับสวรรค์เป็นใจ วันรุ่งขึ้นท้องฟ้าปลอดโปร่ง อากาศยอดเยี่ยมยิ่งนัก
จะไปอารามเมตตาต้องผ่านประตูเมืองตะวันตกออกไป เช่นนั้นก็ต้องตัดผ่านตลาดที่คึกคักตลอดทาง
เพื่อไม่ให้ต้องปะทะกับฝูงชน ฉู่สวินหยางจึงพาสาวใช้ทั้งสองออกจากจวนตั้งแต่เช้าตรู่ ลุงหม่าผู้บังคับม้าก็ออกเดินทาง ขณะที่รถเคลื่อนตัวไปอย่างราบรื่น พลันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นในฝูงชนเบื้องหน้า ตามมาติดๆ ด้วยเสียงผู้คนกรีดร้องโวยวายไปทั่วสารทิศ
“หลีกไป หลีกไป หลีกไปให้หมด!” เสียงระห่ำวางอำนาจของบุรุษดังขึ้นราวกับสายฟ้าฟาด
“ใครกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน ถึงกล้าควบม้ากลางตลาดเช่นนี้?” ชิงเถิงย่นคิ้วหันไปทางฉู่สวินหยาง
จำเป็นต้องบอกว่า นางเริ่มได้กลิ่นแผนการร้ายแล้ว
ชิงหลัวหรี่ตา เคลื่อนตัวจะไปเปิดม่านที่หน้าต่างตรวจดู ทันใดนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงร้องตื่นตระหนกของลุงหม่า ตัวคนเขย่าโยกไหวไปตาม จากนั้นรถม้าทั้งคันก็พลันพลิกเอียง
------------------------------------------------------------------------