ภรรยาแม่ทัพเป็นสาวชาวบ้าน ตอนที่ 8
บทที่ 8 ความช่วยเหลือจากช่างไม้
หยางจู้เห็นหนิงเมิ่งเหยายืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านมากมาย จึงได้เชิญหญิงสาวเข้ามาตอบคำถามต่างๆ ของคนเหล่านี้ด้วยตนเอง
“เมิ่งเหยา เจ้าจะสอนหนังสือให้เด็กๆ จริงหรือ” เหล่าชาวบ้านต่างตื่นเต้นกับความคิดที่ว่า หากลูกๆ ของตนอ่านเขียนได้และนับเลขเป็น ในวันหน้าพวกเขาก็จะสามารถทำอาชีพสมุห์บัญชีซึ่งเป็นงานที่มีรายได้ค่อนข้างสูง
“ใช่แล้ว ข้ารับปากท่านลุงเรื่องที่จะสอนหนังสือเด็กๆ ในหมู่บ้าน แต่สิ่งที่ข้าพอจะสอนได้นั้นไม่เพียงพอต่อการเข้าสอบของเมืองหลวงหรอกนะ หากพวกท่านคาดหวังเรื่องนั้นอยู่ล่ะก็ ข้าคิดว่าคงจะต้องเข้าเรียนกับทางสถานศึกษาน่าจะดีกว่า” หนิงเมิ่งเหยาอธิบายให้ชาวบ้านทั้งหลายฟัง
“แล้วค่าตอบแทนเล่า...”
“ข้าไม่คิดจะเก็บค่าตอบแทนใดๆ หรอก พวกท่านนำเงินไปซื้อพู่กันและน้ำหมึกให้กับลูกๆ ของพวกท่านเพื่อใช้ในการเล่าเรียน ซื้อหาอาหารที่อร่อยและมีประโยชน์ให้พวกเขาเถิด” หญิงสาวเห็นสายตาแห่งความหวังของเด็กๆ ที่ต่างก็กำลังจ้องมองนางอยู่ พวกเขาราวกับรู้ตัวว่าตนเองกำลังจะได้เรียนหนังสือแล้ว
ฝูงชนเริ่มสับสนอลหม่านขณะทุกคนจ้องมองหนิงเมิ่งเหยาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา หญิงสาวไม่คิดค่าสอนจริงๆหรือ นี่...นี่มัน...
“แม่หนู เจ้า...”
“ไม่เป็นไรเลย ท่านลุง ข้าแค่สอนในเวลาว่างก็เท่านั้น และจะสอนตามความสามารถที่ข้าพอจะทำได้ หวังว่าทุกคนจะชอบวิธีการสอนของข้า” หนิงเมิ่งเหยาคลี่ยิ้มบางๆ ราวกับเป็นสายลมบริสุทธิ์ในฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นหัวใจของผู้คน
“พวกเราจะไม่ชอบได้เช่นไรกันเล่า”
“นั่นสิ อย่างไรพวกเราก็ขอขอบคุณล่วงหน้าเลยแล้วกันนะ”
“ไม่เป็นไรเลย แต่อย่างไรก็ตาม เด็กที่จะเข้ามาเรียนได้นั้นต้องมีอายุห้าขวบขึ้นไปเท่านั้น” หญิงสาวนึกย้อนถึงเด็กๆ ในยุคที่นางจากมา ว่ามักจะเริ่มเรียนกันในวัยนี้ นางจึงตั้งเงื่อนไขขึ้นมา
“ทำไมหรือ” ชาวบ้านต่างไม่เข้าใจเหตุผลของเงื่อนไขข้อนั้นของนาง
“ช่วงอายุห้าขวบนั้นเป็นวัยแรกเริ่มที่เด็กๆ จะหัดเรียนรู้ พวกเขาจะตั้งใจเล่าเรียนและนั่งฟังอย่างเรียบร้อยได้น่ะ” หนิงเมิ่งเหยาอธิบายอย่างใจเย็น
ผู้คนต่างเห็นด้วยในทันที เพราะเด็กอายุน้อยเกินไปก็ไม่อาจนั่งนิ่งอยู่กับที่ได้ และมักจะอยากออกไปวิ่งเล่นข้างนอกกันเสียมากกว่า ชาวบ้านทั้งหลายจึงยอมรับข้อตกลง
หญิงสาวยิ้มให้กับทุกคน พอดีกับที่หยางเล่อเล่อเรียกให้นางดูช่างไม้ประจำหมู่บ้าน
“เหยาเหยา นั่นคือท่านปู่หลี่ เป็นช่างไม้ของที่นี่ เขาเป็นคนมีฝีมือมากเลยนะ” เด็กสาวชี้ไปทางชายชราผู้อยู่ไม่ไกลจากหญิงสาวทั้งสองพร้อมรอยยิ้ม
ผู้เฒ่าหลี่เงยหน้าขึ้นมองหนิงเมิ่งเหยา “แม่หนู เจ้าอยากให้ข้าทำสิ่งใดรึ”
“ข้าต้องการโต๊ะและเก้าอี้เพิ่มน่ะ พอดีที่บ้านของข้ามีไม่พอ” หญิงสาวพูดอย่างจนปัญญา
“โถ่ ข้าก็คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร ไม่ต้องกังวลไป เดี๋ยวข้าและบุตรชายอีกสองคนจะทำโต๊ะและเก้าอี้ตามที่เจ้าต้องการให้เสร็จภายในสองวันนี้นี่แหละ” ผู้เฒ่าหลี่ตอบกลับในทันที
ชายชราผู้นี้มีหลานชายสองคน คนหนึ่งอายุเจ็ดขวบ ส่วนอีกคนนั้นห้าขวบ ซึ่งอยู่ในช่วงวัยที่นางจะช่วยสอนหนังสือให้ได้พอดี ดังนั้นเขาจึงเต็มใจช่วยเหลืออย่างเต็มที่
“ท่านปู่หลี่ พวกเราไปคุยเรื่องแบบโต๊ะและเก้าอี้กันที่บ้านของท่านก่อนดีหรือไม่”
“ดีเลย ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวไปกับแม่หนูก่อนนะ อาจู” ผู้เฒ่าหลี่หันหน้าบอกกับหยางจู้
“เชิญตามสบาย”
ชายชราหมุนตัวจากไปพร้อมกับหญิงสาว ส่วนคนอื่นๆ ก็เริ่มพูดคุยกันต่ออย่างมีความสุข บางคนถึงกับตักเตือนลูกๆ ของตนให้ตั้งใจเรียนกับหญิงสาวอีกด้วย
หนิงเมิ่งเหยามาถึงบ้านของผู้เฒ่าหลี่ ภายในนั้นมีชายวัยกลางคนสองคนกำลังประดิษฐ์เครื่องเรือนอยู่
“ท่านพ่อกลับมาแล้ว ไม่ทราบว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านว่าเช่นไรบ้างหรือ” ทั้งคู่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม เพราะต้องทำเครื่องเรือนให้เสร็จ
“หลินเอ๋อร์และเสี่ยวมู่ของเราจะได้เข้าเรียนกันทั้งคู่เลย” ผู้เฒ่าหลี่มีความสุขอย่างมากเมื่อนึกถึงเรื่องนี้
พอชายทั้งสองคนได้ยินดังนั้น จึงรีบวางมือจากงานที่ทำอยู่และถามรายละเอียดจากบิดา หลังจากรับฟังข้อมูลแล้ว ทั้งคู่ก็มองหนิงเมิ่งเหยาด้วยดวงตาทอเป็นประกาย
“คือ...ท่านปู่หลี่ เรามาคุยกันเรื่องแบบโต๊ะและเก้าอี้กันก่อนดีหรือไม่” หญิงสาวรู้สึกขัดเขินเมื่อถูกจับจ้องด้วยแววตาอันแรงกล้าเช่นนั้น
หนิงเมิ่งเหยาเรียกสติคืนให้กับผู้เฒ่าหลี่ เขาจึงรีบกวักมือเรียกนางเข้ามาด้านใน พวกเขาพูดคุยกันเรื่องแบบโต๊ะเก้าอี้ ในที่สุดผู้เฒ่าหลี่ก็ทำโต๊ะและเก้าอี้แบบพับเก็บได้ตามคำแนะนำของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว
“ใช่แล้ว แบบนี้เลย ท่านปู่หลี่ แต่ข้าต้องการโต๊ะสักสิบห้าตัว รวมถึงเก้าอี้อีกสามสิบตัว ไม่ทราบว่าท่านคิดราคาเท่าไหร่หรือ” หนิงเมิ่งเหยาพึงพอใจกับชิ้นงานที่เสร็จเรียบร้อย และเอ่ยถามผู้เฒ่าหลี่
ทว่าเขากลับโบกมือไปมา “จะให้ข้าคิดเงินเจ้า ทั้งๆ ที่เจ้ากำลังจะสอนหนังสือให้เหล่าเด็กน้อยโดยไม่คิดค่าตอบแทนเลยเช่นนั้นหรือ เจ้าไม่ต้องจ่ายเงินให้พวกเราหรอก”
“ใช่แล้ว แม่หนู หากเจ้ายังดื้อดึง เราจะถือว่าเป็นการดูถูกกันเกินไปแล้วนะ” ชายวัยกลางคนทั้งสองผู้ยืนอยู่ข้างๆ แสดงความขึงขังขึ้นมา
ทั้งคู่อยากส่งลูกๆ ของตนเข้าศึกษาในสถานศึกษา แต่มันแพงเกินไป ตอนนี้ลูกๆ ของพวกเขากำลังจะมีโอกาสได้เล่าเรียนหนังสือแล้ว ชายวัยกลางคนทั้งสองจึงมีความสุขอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว