จอมเทพโอสถ

จอมเทพโอสถ: 0004 การซักถาม ตอนที่ 4

#40004 การซักถาม

ตอนที่ 4 การซักถาม

คนที่โบกมือขัดคือชายหนุ่มผู้เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ตลอด

เมื่อสังเกตเห็นว่าคนที่มาโบกมือขัดคือเย่หยวน ผู้ช่วยนักหลอมโอสถเริ่มลังเลเนื่องจากนายน้อยเย่นั้นเป็นบุตรชายเจ้าของหอโอสถที่นี่ แถมเขาเองก็ยังเคยได้ยินวีรกรรมแย่ๆของนายน้อยเย่หยวนมาก็เยอะ เขาจึงไม่กล้าขัดแต่อย่างใด

“ท่านลุงเฉิน สูตรโอสถนี้ไม่ถูกต้อง...มันอาจจะฆ่าเขาได้เลย”

เย่หยวนได้เดินเข้าไปใกล้ๆและกระซิบ

เย่หยวน ในตอนนี้นั้นไม่ใช่เย่หยวนผู้ไร้ค่าดุจเศษสวะอย่างแต่ก่อนแล้ว ท่านลุงเฉินได้ชื่อว่าเป็น นักหลอมโอสถแห่งหอโอสถแห่งนี้ก็แสดงว่าพวกเขาคือฝ่ายเดียวกัน ดังนั้นเย่หยวนจึงต้องกระซิบเพื่อมิให้คนอื่นได้ยิน

นักหลอมโอสถผู้นี้นามว่า เฉินเหมียว เป็นนักหลอมโอสถอยู่ในตระกูลเย่มาเป็นเวลาหลายปี เขาจึงเป็นคนที่ดูน่าเชื่อถืออย่างมาก...ถึงแม้ว่าฝีมือในด้านการหลอมโอสถ เขามิอาจทัดเทียมได้กับเย่ฮานก็จริง แต่เขาก็มีฝีมือที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน หลังจากที่ได้ฟังเรื่องไร้สาระจากนายน้อยเย่ เขาก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันที

“นายน้อยเย่ ท่านกล่าวอันใดออกมารู้ตัวหรือไม่? ท่านกำลังทำให้คนรอบข้างตื่นตระหนก แถมการที่ท่านมาพูดแบบนี้มันมิใช่การทำร้ายธุรกิจของพ่อท่านทางอ้อมรึ? และหากเป็นแบบนั้น… พ่อของท่านคงไม่ใจอ่อนอย่างทุกทีแน่นอน!”

“ท่านจำต้องหมั่นศึกษาเล่าเรียนในวิชาโอสถให้มาก ไม่ใช่เพียงเพื่ออวดไปวันๆ แต่เพื่อตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต!”

“เหล่านักหลอมโอสถอย่างเรานั้นต้องสั่งสมประสบการณ์มากมายจนฝังลึกถึงกระดูกดำ เอาล่ะ...เจ้ากลับไปเถอะ ยังมีผู้ป่วยอีกมากที่กำลังรอการรักษา”

ความหมายในคำกล่าวของเฉินเหมียวชัดแจ้งเด่นชัดว่า ต้องการให้เย่หยวนออกไปจากหอโอสถ เขาเองก็เป็นคนที่ไม่ค่อยมีความอดทนเท่าไหร่นักกับเย่หยวน พ่อของเขาเป็นเสือหาใช่สุนัขไม่ ถึงแบบนั้น ไฉนเด็กคนนี้กลับเป็นลูกสุนัขชัดๆ หลายต่อหลายครั้งแล้วที่ เฉินเหมียวจำต้องผิดหวังในตัวเย่ฮานในฐานะผู้เป็นพ่อ

ในวันนี้ เศษสวะตระกูลเย่เดินสี่ขาคลานไปรอบๆพร้อมเชิดหน้าชูคอ อวดฉลาดอย่างโง่เขลา ไฉนเขายังเอาแต่ลูบศีรษะอีกฝ่ายเสมือนรักใครได้ลง? หากมิใช่เพราะเศษสวะตระกูลเย่คนนี้มิใช่บุตรชายของเย่ฮาน เขาคงตบปากฉีกไปแล้ว

หลังจากที่เย่หยวนสังเกตเห็นปฏิกิริยาของเฉินเหมียว เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายหาได้สนใจคำพูดของเขาไม่ เนื่องจากสูตรโอสถนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายจากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้นมันไม่มีทางผิดพลาดได้เลย

หากการวินิจฉัยอาการในครั้งนี้ของเฉินเหมียว มิได้กระทบต่อชื่อเสียงของหอโอสถโดยตรงล่ะก็ เย่หยวนเองก็ไม่คิดที่จะไปขัดเช่นกัน

แต่หากเฉินเหมียวยังคงสั่งโอสถชนิดนี้อยู่ คนร่างกำยำที่อยู่ตรงหน้านี้จะไม่เพียงรักษามิหาย แต่นั่นยังส่งผลให้พิษทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก และในท้ายที่สุดชายร่างกำยำผู้นี้อาจถึงแก่ความตาย

สำหรับผู้ป่วยในหอโอสถแห่งนี้ โดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักล่าสัตว์อสูรและเนื่องด้วยนักล่าสัตว์อสูรเหล่านี้ต้องนำชีวิตไปเสี่ยงอันตรายอยู่ตลอดเวลา ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงบาดแผลตามร่างกายเลย แม้กระทั่งบาดแผลฉกรรจ์ลึกก็ยังมีให้เห็นเป็นอาจิน

เมื่อเขาพลาดท่าไปโดนพิษของสัตว์อสูรเข้า พวกเขาจำเป็นจะต้องไปรักษา…ดังนั้นนักล่าสัตว์อสูรเหล่านี้จึงเป็นแหล่งรายได้หลักของหอโอสถแห่งนี้

และหากชายคนนี้ได้ตายไปในฐานะคนไข้ของหอโอสถ มันจะทำให้ตระกูลเย่ของเขาเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างยิ่งยวด จวบจนกระทั่งอาจเป็นการเปิดโอกาสให้คู่แข่งบางรายได้มาชักจูงคนไข้กลุ่มนี้ออกไปก็เป็นได้ ดังนั้น… เย่หยวนมิอาจอยู่เฉยได้เลย

หลังจากพินิจอย่างถี่ถ้วนแล้ว เย่หยวนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยืนสังเกตการณ์วินิจฉัยที่ผิดพลาดนี้ของเฉินเหมียว

เย่หยวนยืนนิ่งเฝ้าพินิจวิเคราะห์อย่างเงียบๆไม่กล่าวอันใดสักคำ ปล่อยให้อีกฝ่ายสาดวาจาหยามเหยียดใส่ จนลู่เอ๋อมิอาจทานทนได้อีกต่อไป นางโกรธอย่างมากและหันไปกล่าวกับเฉินเหมียวว่า

“นายน้อยมิได้พูดจาไร้สาระ! เขาจะต้องมีเหตุผลแน่นอน!”

เย่หยวนพลันเหลือบมองไปยังลู่เอ๋อเล็กน้อยด้วยอย่างประหลาดใจ พลางคิดในใจว่า เด็กสาวคนนี้เชื่อมั่นในตัวเขาขนาดนั้นเลยรึ?

ทั้งๆที่ตัวเขาในอดีตนั้นชอบกลั่นแกล้งนางมาตลอด กระทั่งว่าทำร้ายจิตใจนางจนร้องไห้มาแล้วก็มี แต่ไฉนลู่เอ๋อก็ยังเชื่อมั่นในตัวเขาอยู่ล่ะ?

นางเชื่อใจในตัวข้ามาก แต่เย่หยวนเองก็ทราบ วาจาคำกล่าวลอยๆเช่นนี้ของลู่เอ๋อ รั้นแต่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถอย่างเฉินเหมียวเป็นคนที่ชอบอยู่เงียบๆถือตนทระนงในศักดิ์ศรี มิต้องกล่าวถึงเลยว่า หากเขาโดนเซ้าซี้บ่อยเข้าจะเกิดอันใดขึ้น?

ในตอนนี้ สีหน้าของเฉินเหมียวเสมือนดูหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ เขากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเย็นว่า

“เจ้าหนู...ฟ้าต่ำแผ่นดินสูงยังหารู้ยังไม่ด้วยซ้ำ เหตุใด...พวกเจ้าถึงไม่ลองอธิบายล่ะ ว่าข้าผิดพลาดตรงไหน?”

“สำหรับพิษงูเจ็ดปีศาจนั้น หากเย่ฮานอยู่ที่นี่ล่ะก็ เขาก็ควรทำหลอมกลั่นโอสถสูตรเดียวกับข้า แล้วเจ้าเป็นเพียง...บุตรชายของเขา ไฉนยังกล้ามีปัญหากับใบสั่งโอสถของข้าอีก?”

“ถ้าเจ้าอธิบายด้วยตัวเองไม่ได้ล่ะก็ วันนี้กลับไป...เจ้ารอโดนตีได้เลย!”

โดยปกติแล้ว เฉินเหมียวไม่เคยใช้วิธีแบบนี้กับนายน้อยของเขาเลย ซึ่งเขาเองก็มิได้มีเจตนาร้ายอันใดต่อเย่หยวนจริงๆ แต่วันนี้พวกเขาทั้งสองได้เข้ามายุ่มย่ามกับเรื่องการงาน รวมไปถึงชีวิตของผู้ป่วยอีกด้วย ดังนั้นหากเขาไม่พูดแบบนี้…สถานการณ์อาจยิ่งเลวร้ายลง และเขาอาจจะไม่เหลือที่ยืนในตระกูลเย่อีกต่อไป

ชายร่างกำยำตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามาก เขาไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ตอนมาหอโอสถ… เขาได้แต่ยืนตะลึงงันนิ่งๆอยู่แบบนั้น

เขาได้แต่สงสัยว่าทำไมเด็กเหลือขอตรงหน้าถึงยังกล้าเถียงไปแบบนั้น?

แม้ชื่อเสียงของเฉินเหมียวจะมิสามารถเทียบเทียมได้กับเย่ฮาน แต่เขาก็ยังเป็นที่เคารพนับถือในฐานะนักหลอมโอสถแห่งหอโอสถ แถมรองจากเย่ฮานแล้ว ก็เป็นเขาที่ทรงอำนาจที่สุด ณ แห่งนี้

นอกจากความสามารถในด้านศาสตร์แห่งโอสถแล้ว เขาก็ยังมีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านอื่นๆเช่นกัน นับภาษาอะไรกับเด็กน้อยคนหนึ่ง...แม้แต่คนโง่ก็ยังสามารถตอบได้ว่าควรเชื่อใครมากกว่ากัน

ในทีแรก ชายกำยำผู้นี้ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือใคร แต่เมื่อได้ยินที่เฉินเหมียวเรียกว่า “นายน้อย” ทันทีทันใดเขาก็ทราบทันทีว่า...เด็กหนุ่มคนนี้คือ นายน้อยเศษสวะผู้ไร้ซึ่งความสามารถ

ในฐานะที่เป็นนักล่าสัตว์อสูรและเขาเองก็ไม่ได้โง่เกินไป เขารู้จักเย่หยวนจากชื่อเสียงและวีรกรรมยอดแย่ที่ทำไว้ในรัฐฉินดี นามขานเย่หยวน ช่างเลื่องชื่ออย่างมากจริงๆ

เมื่อคิดแบบนี้ ชายร่างกำยำพลันหัวเสียขึ้นในทันที เขาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร แต่ไฉนเด็กหนุ่มผู้นี้ถึงคิดจะฆ่าเขาแบบนี้กัน เด็กหนุ่มคนนี้มิได้เป็นเพียงเศษสวะ แต่กลับยังมีจิตใจอันแสนโหดร้าย!

“น้องชาย...ท่านอาจารย์เฉินกำลังวินิจฉัยอาการของข้าอยู่ ได้โปรดอย่าพึ่งมาขัดจังหวะเลย”

ชายร่างกำยำได้กล่าวขึ้นด้วยเสียงที่ต่ำทุ้ม แม้วาจาคำกล่าวจะดูสุภาพ แต่เห็นได้ชัดว่า… เขากำลังไล่เย่หยวนให้ออกไปไกลๆอยู่

ถ้าหากคนที่มาขัดขว้างเขามิใช่คนตระกูลเย่ คนอย่างเขาคงไม่กล่าวลั่นวาจาสุภาพเช่นนี้แน่นอน

“ท่านนักล่า โปรดใจเย็นลงก่อน ข้าขอเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น”

“เฉินเหมียวผู้นี้...ใช้ชีวิตก็อยู่กับแต่เรื่องสมุนไพรและการหลอมโอสถ รักษาคนมาตั้งมากมาย รวมไปถึงเหล่านักล่าสัตว์อสูรเหล่านี้ก็เช่นกัน ไม่เคยถูกกล่าวหาว่า...การวินิจฉัยของตนนั้นจะเป็นอันตรายถึงขั้นคร่าชีวิตใคร เย่หยวน...ไหนเจ้าลองพูดมาสิว่าข้าผิดพลาดตรงไหน?!”

เพลิงโทสะภายในใจเฉินเหมียวยิ่งโหมทวีรุนแรงยิ่งขึ้น เขาถึงขั้นโพล่งลุกขึ้นยืน จากนั้นพลันจ้องเขม็งใส่เย่หยวน หวังเพื่อสั่งสอนบทเรียนให้แก่เจ้าเด็กคนนี้ ก่อนที่จะไล่ออกไป

“นี่...ท่านอาจารย์เฉิน พิษที่ข้าผู้นี้ได้รับไปนั้นอันตรายอย่างมากหากปล่อยไว้เป็นระยะเวลานานอาจกำเริบหนัก โปรดระงับโทสะและรักษาข้าก่อนดีกว่าหรือไม่? พวกเขาทั้งสองเป็นเพียงเยาวชนหนุ่มสาว หาได้รู้จักหนังสือไม่และเอาแต่เที่ยวเตร่ไปวันๆเท่านั้น”

ชายร่างกำยำได้กล่าวขึ้น โดยไม่คิดว่าเฉินเหมียวจะโกรธเกรี้ยวขนาดนี้จริงๆ

เมื่อเฉินเหมียว ได้ยินดังนั้นเขาก็โบกมือทันที

“ไม่ต้องกังวลไป ข้าแค่ต้องสั่งสอนบทเรียนให้สักหน่อย ไม่ได้ใช้เวลามากมายนักหรอก ข้าผู้นี้ให้คำสัตย์ถือหลักประกันได้เลยว่า เจ้ายังไม่ตายแน่นอนในเวลาอันสั้น หากวันนี้มิอาจชี้แจงในเรื่องศาสตร์แห่งโอสถของข้าให้กระจ่างชัด วันหน้าข้ายังจะไปมีหน้ารักษาใครได้อีก?”

เมื่อพูดเสร็จ เขาก็หันมาถามนายน้อยเย่ของเขาต่อ

“ว่าไง...ไฉนไม่พูดล่ะ?! หากเจ้าไม่สามารถอธิบายด้วยตัวเองได้ว่า ข้าผิดพลาดตรงไหน… วันหลังเจ้าก็อย่ากล่าวหาคนอื่นอีกรู้ไหม? โดยเฉพาะผู้ที่อาวุโสกว่า ข้าจะไปรายงานเรื่องนี้กับพ่อของเจ้า”

เย่หยวนยืนอยู่ข้างๆโดยไม่พูดอะไรใดๆ จนเมื่อเฉินเหมียวได้ถามเขาขึ้น เขาจึงเปิดปากและพูดว่า

“พิษที่ท่านนักล่าผู้นี้ได้รับ หาใช่พิษของงูเจ็ดปีศาจไม่”

“สหายของข้าที่ตายไปต่างสิ้นใจลงด้วยเขี้ยวของงูเจ็ดปีศาจชัดๆ อย่ามากล่าวหาว่าข้าจำชนิดงูผิดเลย ข้าเป็นนักล่าสัตว์อสูรมาไม่รู้นานเท่าไหร่แล้วมีหรือจะไม่ทราบ? แต่เหตุใดเจ้าถึงอยากให้ข้าตายนัก? ”

นักล่าสัตว์ได้กล่าวแทรกขึ้นมาก่อนที่เย่หยวนจะกล่าวจบ

“ฮ่าๆ...” เฉินเหมียวได้ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที ก่อนที่จะพูดว่า

“เจ้าคงได้ยินแล้ว เลิกก่อร่างสร้างปัญหาให้คนอื่นได้แล้ว ข้าจะเรียกคนนำตัวเจ้าออกไป!”

เฉินเหมียวสามารถระบุพิษของนักล่าสัตว์ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อนักล่าได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ดังนั้นเขาจะวินิจฉัยผิดพลาดได้อย่างไร?

นักล่าสัตว์อสูรผู้นี้เจนจัดมากประสบการณ์ เรียกได้ว่าตระกูลของเขาเป็นนักล่าสัตว์อสูรสืบทอดกันมาจากรู้สู่รุ่น จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยว่า ชายร่างกำยำผู้นี้จะระบุงูผิดชนิด

“ท่านไปเถอะ...ปล่อยให้ท่านอาจารย์เฉินรักษาข้าต่อ!”

“เจ้าชักจะซนเกินไปแล้ว! หากเป็นแบบนี้ต่อไป ธุรกิจของพ่อเจ้าอาจต้องพังเพราะเจ้า!”

“หากข้าให้กำเนิดบุตรชายนิสัยแบบนี้ ข้าก็ขอตายดีกว่า!”

ในเวลานั้นเอง เหล่าผู้คนที่อยู่รอบตัวเย่หยวนต่างรุมประณามหยามเหยียดเขา ทุกคนต่างเชื่อว่าเย่หยวนกุเรื่องขึ้นเพื่อให้คนอื่นๆหันมาสนใจ จึงเริ่มกล่าวไล่เย่หยวนไปในที่สุด

ในขณะเดียวกัน ลู่เอ๋อกลับมิเคยรู้สึกไม่มั่นใจขนาดนี้มาก่อน นางได้แต่ดึงแขนเสื้อของเย่หยวนเพื่อให้เขาถอยกลับไปในทันที แต่เย่หยวนกลับไม่ยอมขยับไปไหนเลย นางกลัวอย่างยิ่งว่าคนพวกนี้จะยิ่งทำให้เย่หยวนเป็นคนก้าวร้าวมากยิ่งขึ้นในอนาคต

หัวใจของเย่หยวนสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงนั้นได้ แต่เขาก็ยังส่ายหัวและตอบอย่างสงบเสงี่ยมว่า

“สิ่งที่เห็นด้วยตาอาจมิใช่สิ่งที่คิดเสมอไป ท่านนักล่า...ท่านมิได้โดนพิษของงูเจ็ดปีศาจ แต่ท่านน่ะ...โดนพิษของงูเมฆาเจ็ดสีต่างหากล่ะ!”

.................................

devc-1b3c75c7-32954จอมเทพโอสถ: 0004 การซักถาม ตอนที่ 4