Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 002 ตอนที่ 2

#2Chapter 002

ตอนที่ 2 เพิ่งเจอกันก็ถูกกวนประสาทเสียแล้ว

เสียงที่เอ่ยถามมานี้ดึงให้เฉิงหร่านที่ยังใจลอยไปถึงไหนต่อไหนได้สติกลับมาได้อีกครั้ง

เธอเงยหน้าขึ้น เหลือบมองแว่บหนึ่งด้วยสายตาติดจะระแวง ผู้ชายหน้าตาดีคนนี้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ขณะเดียวกันก็ปรายตามองคนอื่นที่อยู่รอบๆ น้อยๆ ทีหนึ่ง

ในตอนนั้นเอง เธอเข้าใจแล้วว่านี่มันเรื่องอะไรกัน

ที่แท้นักเรียนใหม่ของที่นี่จะมีนักเรียนคนหนึ่งนำทางไปที่หอพัก แถมยังช่วยถือของอีกด้วย

แว่บแรกเธอแอบชื่นชมในใจไปก่อนแล้ว ก่อนหน้านี้เคยได้ยินอยู่ว่านักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้าเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจะมีรุ่นพี่มานำทางให้ ถ้าอย่างนั้นผู้ชายหน้าตาดีที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ก็คงจะเป็นรุ่นพี่คนที่มานำทางให้เธอสินะ

คิดแบบนี้แล้ว เฉิงหร่านพยักหน้าด้วยท่าทางที่ค่อนข้างเคอะเขิน เธอเงยหน้าขึ้นพูดกับผู้ชายหน้าตาดี “ใช่แล้วค่ะ หนูเป็นนักเรียนใหม่!”

รุ่นพี่สุดหล่อส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้ “งั้นพี่พาน้องไปที่หอพักแล้วกัน!”

เขาพูดจบก็รับกระเป๋าเดินทางไปจากมือเฉิงหร่าน หลังจากนั้นก็เดินลากกระเป๋านำออกไปอย่างไม่รีบร้อน

เฉิงหร่านชะงักไปครู่หนึ่งกับรอยยิ้มของเขา ลืมแม้กระทั่งว่าจะขอบคุณ ผู้ชายที่นี่หล่อแบบนี้กันหมดเลยเหรอ

รอยยิ้มเดียวก็ทำให้เคลิ้มได้ขนาดนั้นแล้ว!

คิดแบบนี้แล้วเธออดไม่ได้ที่จะลอบสำรวจนักเรียนชายที่มาต้อนรับน้องใหม่รอบๆ ตัว หลังจากตั้งหน้าตั้งตากวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก็เบะปากพลางอดคิดไม่ได้ ‘ก็เปล่านี่ พวกเขาสู้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้สักคน...’

เทียบกันแบบนี้แล้ว เฉิงหร่านพลันรู้สึกเป็นต่อขึ้นมาหน่อยๆ รุ่นพี่ของพวกเขาไม่มีใครหน้าตาดีเท่ารุ่นพี่คนนี้ของเธอสักคน!

เฉิงหร่านลอบส่งเสียงหัวเราะในลำคอ เธอกระตุกยิ้มมุมปากจากนั้นสาวเท้าเดินตามผู้ชายคนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าไป ทั้งสองคนเดินคู่กันมุ่งหน้าไปข้างหน้า

และทั้งคู่ก็ใจตรงกันมาก ไม่มีใครเอ่ยปากพูดกันเลย

ตลอดทาง

เฉิงหร่านรู้สึกว่ามีสายตาแปลกๆ จำนวนมากกำลังไล่มองตามพวกเธอเพียงแต่เธอไม่ได้สนใจ คนพวกนั้นเป็นใครเธอไม่รู้จักทั้งนั้น ทำไมถึงต้องสนใจด้วย!

เฉิงหร่านเดินตามเด็กหนุ่มหน้าตาดีมาเงียบๆ ตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงที่ที่เรียกว่าใต้หอหญิง

เธอมองเขายกกระเป๋าของตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ จนมาหยุดหน้าห้องพักห้องหนึ่งบนชั้นสามที่มีป้ายเขียนเลขห้องไว้ว่า 306

อันจื่อเฉินเบี่ยงตัวหลบน้อยๆ พร้อมเชยตาขึ้นแว่บหนึ่งมองเฉิงหร่านพลางพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “น้องครับ นี่แหละห้องน้อง พี่ไม่เข้าไปแล้วกันนะ!”

เขาพูดจบก็ชี้ไปที่กระเป๋าเดินทาง ความหมายนั้นคือ ‘จะให้เธอถือเข้าไปเอง’

เฉิงหร่านมองเขาอย่างค่อนข้างพูดไม่ออก สายตายียวนอย่างไม่ปิดบังของเขาแบบนั้นหมายความว่าอย่างไรกัน

เฉิงหร่านส่ายหน้างงๆ แล้วก็ยอมแพ้ไม่มัวคิดติดใจอะไรอีก เธอเงยหน้าขึ้น พยักหน้าขอบคุณด้วยท่าทางที่ติดจะเกรงใจอยู่น้อยๆ

หลังจากนั้นเธอก็กลับหลังหันอย่างรวดเร็วแล้วคว้ากระเป๋าเดินทางเตรียมจะลากเข้าไป

แต่แล้วเสียงที่เจือด้วยอารมณ์ขบขันน้อยๆ ของเขาก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง “พี่ชื่ออันจื่อเฉิน อยู่ม.หก น้องล่ะ”

พูดแบบนี้คือกำลังถามชื่อเธออยู่เหรอ!

เฉิงหร่านหันหน้ากลับไปมองด้วยความรู้สึกค่อนข้างแปลกใจ เธอเหลือบมองเขาทีหนึ่ง ในใจรู้สึกประหลาดใจมาก!

เธอรู้สึกมาตลอดว่าคนที่หน้าตาดีแบบเขา พูดจาก็สุภาพ คนแบบนั้นล้วนแต่รสนิยมสูง ไม่ค่อยสนใจใคร ดังนั้นเมื่อครู่นี้เธอถึงทำเพียงกล่าวขอบคุณ ไม่ได้เป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อนว่า ‘เขาเป็นใคร’ อะไรประมาณนั้น!

เพราะถ้าทำแบบนั้นแล้วเกิดอีกฝ่ายไม่ตอบละก็ เธอไปต่อไม่เป็น ดีไม่ดีคงได้เสียหน้ากันพอดี!

ในเมื่ออีกฝ่ายออกตัวพูดชื่อกับนามสกุลของตัวเองมาก่อนแล้ว เฉิงหร่านก็ไม่กล้าแสร้งทำเย็นชาต่อหน้าเขา เธอเงยหน้าขึ้น ยิ้มตาหยีให้เขาพร้อมตอบกลับไป “หนูชื่อเฉิงหร่านค่ะ ขอบคุณพี่อันที่มาช่วยนะคะ!”

เฉิงหร่านเพิ่งจะพูดจบก็เห็นอันจื่อเฉินหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง จากนั้นก็เอ่ยปากถามเบอร์โทรศัพท์ของเธอทันที!

เฉิงหร่านชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังบอกเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองออกไปอยู่ดี

อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ถือว่าเป็นผู้ชายคนแรกที่เธอรู้จักหลังจากขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่มา อีกอย่างคนคนนี้ดูแล้วเหมือนว่าจะไม่ได้แย่อะไร เป็นเพื่อนกับเขาก็คงไม่มีอะไรเสียหายหรอกใช่ไหม

อันจื่อเฉินได้ฟังคำตอบแล้วก็ขยับนิ้วที่เรียวยาวเหมือนกับกระบอกไม้ไผ่กดกรอกเบอร์โทรศัพท์ลงไปอย่างไม่รีบร้อน

หลังจากนั้นก็กดโทรศัพท์เข้ามา

ไม่นานนัก โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของเฉิงหร่านก็สั่น ต่อจากนั้นก็มีเสียงเรียกเข้าดังขึ้นมา

คราวนี้อันจื่อเฉินถึงได้ยอมวางสายไป เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมส่งรอยยิ้มอบอุ่นราวดวงอาทิตย์มาให้

สายตานั้นยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม เจ้าตัวเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “น้องเฉิงหร่าน ต่อไปมีเรื่องไหนที่ไม่รู้ก็ติดต่อพี่มานะ!”

รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าเฉิงหร่าน เธอพยักหน้ารับ บอกเป็นเชิงว่าตัวเองจะทำอย่างนั้นแน่นอน!

อันจื่อเฉินไม่ได้มัวพูดพร่ำทำเพลงต่อ เขาพยักหน้าทีหนึ่งแล้วกลับหลังหันไปทันที ขายาวยกขึ้นสาวเท้าเดินจากไปด้วยท่วงท่าสง่างาม

เห็นเงาหลังของร่างที่สูงเพรียวของเขาค่อยๆ หายวับไปที่ทางเลี้ยวตรงระเบียงทางเดินแล้วเฉิงหร่านรู้สึกวูบโหวงน้อยๆ มือเล็กยื่นไปคว้ากระเป๋าเดินทาง ดันประตูห้องพัก จากนั้นก็เดินเข้าไปด้านใน!

ทันทีที่เดินเข้าไป เฉิงหร่านก็ได้พบว่าในห้องพักมีเด็กผู้หญิงอยู่ก่อนแล้วสองคน

หลังจากที่เธอทักทายพวกเธอตามมารยาทเรียบร้อยแล้วก็เดินไปที่ข้างเตียงอีกหลัง ก่อนจะเริ่มปูเตียงและจัดเก็บข้าวของ!

อาจเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกัน จนกระทั่งเฉิงหร่านปูเตียงและเก็บของเข้าที่เรียบร้อย ท้องของเธอก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน!

ตอนที่กำลังคิดว่าเตรียมจะออกไปกินข้าว เด็กผู้หญิงสองคนนั้นไม่ได้มาพูดอะไรกับเธอ ทั้งคู่เอาแต่ง่วนอยู่กับกิจกรรมของตัวเอง

เฉิงหร่านเหลือบมองพวกเธอทั้งสองคนแว่บหนึ่ง คนที่นอนอยู่เตียงหลังที่ใกล้เธอมากที่สุดคือเด็กผู้หญิงผมสั้นชื่อเหยียนอวี่ฉี

ตอนนี้เธอกำลังก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือ ไม่มีทีท่าว่าจะพูดอะไรแต่อย่างใด

เฉิงหร่านเหลือบมองไปอีกทาง เด็กผู้หญิงผมยาวคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นเธอชื่อเมิ่งอี้หลาน เธอสวมแว่นตา ดูค่อนข้างเหมือนเด็กเรียน

ตอนนี้เธอกำลังยกหนังสืออ่านเงียบๆ มีรังสีที่ห้ามสิ่งมีชีวิตทุกอย่างรบกวนแผ่ออกมาจากตัว ทำให้เห็นแล้วไม่มีความคิดว่าอยากจะเข้าไปรบกวนเลย!

เฉิงหร่านลังเลอยู่สักพัก สุดท้ายเธอก็เปิดประตูห้องพักเดินออกไปคนเดียว ทันทีที่เดินออกมาด้านนอกก็มีสายลมเย็นๆ พัดผ่านมาระลอกหนึ่ง ทำเอาเธอรู้สึกหนาวจับใจไปชั่วขณะ!

ต่อจากนี้ถ้าต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ ละก็ เธออยู่ไม่ได้จริงๆ!

ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มกว่าแล้ว วันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเรียน คนเยอะมากเป็นพิเศษจริงๆ ถนนสายที่เดินไปกินข้าวจะต้องเสียงดังมากแน่ๆ แล้วร้านอาหารข้างทางก็จะต้องมีคนเต็มไปหมด!

ขณะที่เบียดอยู่ในฝูงชน เฉิงหร่านมองไปยังทางเดินที่มีผู้คนแน่นขนัดแล้วพลันเลิกอยากอาหารไปในทันที

เธอกำลังจะกลับหลังหันเดินจากไป ทว่าทันใดนั้นเองก็ได้ยินคล้ายว่ามีเสียงของใครบางคนกำลังเรียกชื่อตัวเอง เธอหันหน้ากลับไปมองแต่ก็ไม่เห็นคนรู้จักจึงคิดอยู่ในใจ ‘สงสัยฉันหูฝาดไปล่ะมั้ง!’

เฉิงหร่านเพิ่งทันได้หันกลับมาเดินหน้าไปสองก้าว จู่ๆ แขนข้างหนึ่งก็ถูกคนคว้าเอาไว้ พร้อมกับน้ำเสียงอบอุ่นที่ดังขึ้นข้างหู ให้ความรู้สึกราวกับว่าถูกโอบล้อมไว้ด้วยสายลมในฤดูใบไม้ผลิ

“น้องเฉิง มากินข้าวเหรอ”

เฉิงหร่านหันกลับมามองด้วยความตกใจ เธอมองเด็กหนุ่มคนนี้ที่อยู่ตรงหน้า รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงดูดีอย่างนั้นเหมือนเคย!

ได้ยินคำถามของเขาแล้วเธอตอบกลับไปอย่างค่อนข้างเหนื่อยใจ “พี่เองเหรอเนี่ย ที่นี่คนเยอะเกินไป หนูกำลังว่าจะออกไปกินข้าวข้างนอกแหละ ไหนๆ พี่ก็อยู่นี่ งั้นหนูขออนุญาตไม่เกรงใจแล้วไปกินกับพี่เลยนะคะ!”

เฉิงหร่านพูดจบก็ส่งสายตาเป็นประกายไปให้อันจื่อเฉิน อย่างไรเสียอยู่ที่นี่ก็มีแค่เขาคนเดียวที่เธอพอจะสนิทด้วย แบบนี้ก็คงไม่เป็นไรหรอกใช่ไหม

เธอแอบแลบลิ้นกับตัวเอง ‘ไม่สนแล้ว ใครใช้ให้เขาเป็นผู้ชายที่ดูไม่เลวคนแรกที่เธอรู้จักกันล่ะ!’

ความจริงติดสอยห้อยตามไปกับเขาก็ไม่เสียหายนี่เนอะ!

อันจื่อเฉินเองก็ไม่ถือสาอะไร กลางคืนแบบนี้ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งกับน้ำเสียงแผ่วเบาและสายตาไร้เดียงสา แต่เขาก็ยังคงมองเห็นรอยตื่นกลัวที่โผล่ขึ้นมาแว่บหนึ่งแล้วหายวับไปในสายตาคู่นั้นอยู่ดี

ท่าทางแบบนี้ทำให้เขาอดนึกถึงตัวเองตอนเพิ่งขึ้นมัธยมศึกษาตอนปลายไม่ได้ เขาในตอนนั้นเองก็ตัวคนเดียวเหมือนอย่างเธอไม่ใช่เหรอ

ให้เข้าไปรวมกลุ่มอยู่ในฝูงชนก็ยังรู้สึกแปลกแยกอยู่ดี ความเศร้าในตอนนั้น จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่อยากรู้สึกอีก!

ตอนนี้เห็นเด็กผู้หญิงคนที่อยู่ตรงหน้าแล้วไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุอะไร อันจื่อเฉินไม่อยากให้เธอต้องสัมผัสกับความรู้สึกแบบนั้น!

ด้วยเหตุนี้ เด็กหนุ่มจึงระบายยิ้มบางพลางพยักหน้า “ถ้าเธอไม่ถืออะไรก็โอเค!”

“ไม่ถืออยู่แล้วค่ะ พี่ก็อย่ารังเกียจที่หนูมาเกาะพี่แล้วกัน หนูไม่รู้จักใครเลย ต่อไปคงต้องเกาะพี่แล้วล่ะ!”

อันจื่อเฉินหัวเราะกำลังจะเอ่ยปากพูด ทว่าเสียงเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาขัดอันจื่อเฉินที่อยากจะพูด!

“อาเฉิน นี่แฟนนายเหรอ”

เฉิงหร่านได้ยินคำพูดนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองตามต้นเสียงเหมือนกัน!

ในตอนนั้นเอง เด็กหนุ่มสามคนเดินแหวกออกมาจากฝูงชนและตรงเข้ามาทางนี้

คนหนึ่งในกลุ่มแสยะยิ้มกรุ้มกริ่มที่มุมปาก เขาสอดมือสองข้างไว้ในกระเป๋ากางเกงพร้อมกับค่อยๆ เดินเข้ามาช้าๆ สายตาที่มองมาที่เธอดูเปี่ยมด้วยรอยยิ้มที่แสนจะกวนประสาท!

เฉิงหร่านเผลอหน้าแดงไปเล็กหน่อย แต่แล้วเธอก็กลับมานิ่งขรึมได้เร็วมาก อย่างไรเสียเธอกับพี่อันก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่จำเป็นต้องอายอยู่แล้ว!

คิดได้อย่างนี้แล้ว เฉิงหร่านจึงมองเด็กหนุ่มสามคนที่ค่อยๆ เดินใกล้เข้ามาด้วยใบหน้าเรียบเฉย

ได้ยินคำพูดของเพื่อนสนิทแล้วรอยยิ้มที่มุมปากของอันจื่อเฉินชะงักไปทันที แต่ไม่นานนักก็กลับมามีท่าทีเหมือนอย่างปกติ รอยยิ้มบางที่มุมปากก็กลับมาอีกครั้งด้วยเหมือนกัน “อวี่เจ๋อ พวกนายมาได้ยังไง”

หานอวี่เจ๋อกระตุกยิ้มมุมปาก “รอนายตั้งนานแล้วยังไม่เห็นแม้แต่เงา ที่แท้นายก็เห็นผู้หญิงดีกว่าเพื่อน ทิ้งพวกเราสามคนไว้กลางถนนให้อยู่ท่ามกลางสายตาคนอื่น ส่วนนายกลับหนีมาอย่างนี้น่ะเหรอ!”

อันจื่อเฉินค่อนข้างเอือมระอา หากแต่ไม่ได้อธิบายอะไรให้เขาฟัง เด็กหนุ่มผายมือออกมาก่อนจะเริ่มกล่าวแนะนำสถานะของเฉิงหร่าน “คนนี้คือน้องเฉิงหร่าน เป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้าโรงเรียนมาวันนี้ ฉันเป็นพี่เทกของเขา!”

อันจื่อเฉินพูดจบก็มองหานอวี่เจ๋อกับเพื่อนอีกสองคนด้วยแววตาเรียบเฉย เขาเชื่อว่าเพื่อนของตัวเองเข้าใจเขาได้ เพราะอย่างนั้นเลยไม่พูดอะไรมากมาย!

แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้ หานอวี่เจ๋อกับเพื่อนอีกสองคนได้ฟังคำพูดของอันจื่อเฉินแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะต่อล้อต่อเถียงอีก

ตอนนี้เอง ผู้ชายคนที่ยืนหน้านิ่งอยู่ข้างหานอวี่เจ๋อมาตลอดเอ่ยปากพูดบ้างแล้ว เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ถ้างั้นตอนนี้ก็ไปกินข้าวกันเถอะ!”

คนอื่นๆ ไม่ได้แย้งอะไร เฉิงหร่านเองก็ไม่ได้ไม่พอใจตรงไหน เพราะเธอตั้งใจว่าจะหาที่กินข้าวตั้งแต่แรกแล้ว ตอนนี้มีคนมากินด้วยกลับทำให้รู้สึกว่าไม่เหงามากกว่า แล้วก็ไม่ได้รู้สึกหวาดระแวงเหมือนอย่างตอนที่เพิ่งมาในที่ที่ไม่รู้จักอีกแล้ว!

เฉิงหร่านเม้มปาก เธออมยิ้มออกมาน้อยๆ มือเล็กยื่นไปคว้าแขนเสื้อของอันจื่อเฉินเอาไว้แล้วเดินตามเขาไปด้วยท่าทางที่ดูสนิทสนม

หางตาของอันจื่อเฉินเหลือบเห็นว่าแขนเสื้อของตัวเองถูกดึงเอาไว้ก็พาลพูดไม่ออกไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร

เขาเข้าใจได้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้รู้สึกประหม่า แม้ว่าเธอจะแสดงท่าทีนิ่งเฉยอยู่ตลอด แม้ท่าทางจะดูไม่สนใจอะไรมากๆ แต่ในใจคงจะต้องรู้สึกไม่ปลอดภัยมากแน่ๆ!

สายตาของผู้ชายสามคนที่อยู่ด้านหลังอันจื่อเฉินล้วนแต่ดูแปลกไป พวกเขาจ้องมองมาที่คนทั้งคู่ เมื่อกี้ตอนที่อันจื่อเฉินแนะนำให้รู้จักก็เห็นบอกอยู่แท้ๆ ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นอะไรกัน!

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้กลับชวนให้คนเห็นรู้สึกอยากถ่ายรูปเก็บเอาไว้มาก ท่าทางแบบนั้นดูเหมือนคู่รักวัยรุ่นคู่หนึ่งที่รักกันหวานชื่นไม่มีผิด...

ทั้งสามคนสบตากันเงียบๆ ทีหนึ่งแล้วสลัดความคิดประหลาดพวกนั้นออกไปจากหัว ต่างคนต่างก้าวเท้าเดินตามไปอย่างไม่รีบร้อน

“พี่คะ ตอนนี้เราจะไปไหนกันเหรอ” เฉิงหร่านมองดูคนสามสี่คนที่เดินมาตลอดทางด้วยท่าทางที่ดูไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน จะให้ถามอีกสามคนก็ไม่กล้า เลยได้แต่ตีมึนแล้วถามกับอันจื่อเฉิน

อันจื่อเฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงค่อนข้างอารมณ์ดี “อีกแป๊บนึงน้องก็รู้แล้ว ไม่พาน้องไปขายหรอก!”

เฉิงหร่านพูดไม่ออก เธออึดอัดจนหายใจไม่ออก!

คนทั้งห้าเดินกันเงียบๆ จนกระทั่งมาถึงลานจอดรถชั้นใต้ดินของโรงเรียน จากนั้นเฉิงหร่านที่ยังประมวลผลไม่ค่อยได้ก็เห็นหานอวี่เจ๋อเดินไปด้านหน้ารถยนต์อาวดี้สีดำคันหนึ่ง เขาเปิดประตูรถออกมาแล้วเข้าไปนั่งอยู่บนเบาะที่นั่งของคนขับโดยไม่พูดไม่จาอะไร

ตอนนี้เอง ในที่สุดเธอก็เก็บความสงสัยในใจเอาไว้ไม่ได้ เอ่ยถามออกไปด้วยความรู้สึกค่อนข้างตกใจ “ที่โรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนขับรถเองด้วยเหรอคะ”

หานอวี่เจ๋อเงยหน้าขึ้นมองพร้อมส่งยิ้มยียวนมาให้ “ได้หรือไม่พี่ไม่รู้หรอก แต่ถ้าน้องอยากนั่งพี่ขับไปส่งน้องฟรีๆ ก็ได้นะ!”

เขาพูดพลางกวาดตามองเฉิงหร่านตั้งแต่หัวจรดเท้า ที่มุมปากยังมีรอยยิ้มร้ายเงียบแขวนอยู่ด้วย!

เฉิงหร่านชะงักไป เธอกลอกตาใส่เขาไปทีหนึ่งทันที

เธอสบถเสียงเย็นในลำคอครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวขึ้นอย่างเฉยชา “พี่รู้หรือเปล่าว่าท่าทางกวนประสาทของพี่ในตอนนี้มันชวนให้คนมองอยากจะพุ่งเข้าไปตบบ้องหูแรงๆ สักสองสามที แล้วก็กระทืบเท้าซ้ำไปด้วยอีกสักสองสามครั้งมากจริงๆ”

อารมณ์ที่อยู่บนใบหน้าของหานอวี่เจ๋อพลันหายวับไปชั่วขณะ

ท่าทางแบบนั้นดูคล้ายว่าคาดไม่ถึงว่าเฉิงหร่านจะตอกกลับเขาแบบนี้!

เพื่อรักษาหน้าให้เพื่อนสนิท อันจื่อเฉินอดจะกระแอมออกมาทีหนึ่งไม่ได้ พร้อมกันนั้นเขาได้อาศัยจังหวะนี้ปกปิดความรู้สึกอยากหัวเราะของตัวเองเอาไว้ หากแต่ที่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นส่วนหนึ่งอย่างไม่อาจห้ามได้

เด็กหนุ่มคนที่ไม่ปริปากพูดอะไรนับตั้งแต่ตอนที่ปรากฏตัวขึ้นจนถึงตอนนี้ คราวนี้กลับหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างไม่เกรงใจ

แม้กระทั่งเด็กหนุ่มเย็นชาเจ้าของใบหน้าไร้อารมณ์คนนั้นที่ยืนอยู่ข้างๆ กัน เขาก็ยังมุมปากกระตุกไปทีหนึ่ง

ทว่าเฉิงหร่านกลับไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของคนทั้งสาม เธอเพียงแต่เหลือบมองหานอวี่เจ๋อเท่านั้น

ในใจก็แอบคิดว่า ‘หึ กวนประสาทฉันสิ อวดเก่งเข้าไปสินายน่ะ ตอนนี้พูดไม่ออกเลยใช่มั้ยล่ะ’

หานอวี่เจ๋อตั้งสติกลับมาได้ ใบหน้าหาได้แสดงอาการขุ่นเคืองแต่อย่างใดไม่ เขาเพียงแต่หรี่ตาลงมองด้วยสายตาซับซ้อนก็เท่านั้น

เขากวาดตามองใบหน้าสดสวยไร้ที่ตินั้นแล้วแสยะยิ้มมุมปากออกมาช้าๆ

น้ำเสียงนุ่มทุ้มฟังดูมีเสน่ห์เอ่ยขึ้น “ขึ้นรถเถอะ! ไปกินข้าว...”

อันจื่อเฉินกับเด็กหนุ่มอีกสองคนพยักหน้ารับแล้วขึ้นไปนั่งที่เบาะด้านหลังด้วยกันหมดโดยไม่มีการนัดแนะใดๆ ทั้งสามคนนั่งเบียดอยู่ด้วยกัน

ทิ้งไว้เพียงเฉิงหร่านที่ยังคงยืนอยู่ด้านนอกรถคนเดียว สายลมเย็นพัดผ่านมา ทำเอาสีหน้าของเธอเจื่อนไป

มุมปากของเฉิงหร่านงอง้ำไปเล็กน้อยเหมือนกัน เธอจะไปบอกว่าที่พวกอันจื่อเฉินทำมันไม่ถูกก็ไม่ได้เหมือนกัน

ในที่นี้มีเธอเป็นผู้หญิงอยู่คนเดียว อย่างไรก็จะเข้าไปนั่งเบียดที่เบาะหลังกับผู้ชายอีกสองคนก็คงไม่ได้ใช่ไหมล่ะ

เทียบกันแล้ว อันจื่อเฉินกับเพื่อนทำแบบนี้ถือว่าเป็นสุภาพบุรุษมาก

สำหรับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งแล้ว ทำแบบนี้ก็ค่อนข้างสบายใจเหมือนกัน เป็นวิธีที่ไม่ค่อยทำให้วางตัวลำบากนัก

แต่ปัญหาคือ เมื่อกี้เธอเพิ่งด่าอีตาหานอวี่เจ๋ออะไรนั่นไปน่ะสิ เข้าใจไหม

เพิ่งด่าเขาไป ตอนนี้ต้องขึ้นไปนั่งข้างๆ เขาอย่างนี้น่ะเหรอ

ครู่หนึ่งผ่านไป เฉิงหร่านรู้สึกแค่ว่าจะเดินหนีไปก็ไม่ได้ ให้ขึ้นรถไปก็เสียศักดิ์ศรี เลยได้แต่ยืนทำหน้างงอยู่อย่างนั้น

สุดท้าย เฉิงหร่านก็เลือกจะตีมึน ยื่นมือไปเปิดประตูรถที่นั่งฝั่งด้านข้างคนขับออกต่อหน้าสายตายียวนของหานอวี่เจ๋อ จากนั้นจึงก้มหน้างุดแล้วเข้าไปในรถ

ทันทีที่เข้ามา เธอก็ไม่กล้ามองเลยว่าผู้ชายทั้งสี่คนที่อยู่ในรถทำหน้าอย่างไร

เพิ่งหย่อนตัวลงนั่งได้ไม่ทันไร เธอก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมา กลิ่นนั้นไม่ฉุน แต่กลับหอมมาก!

หลังจากเอื้อมมือไปปิดประตูรถเสร็จ เฉิงหร่านก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย ขณะที่กำลังคิดว่าจะมองหาเข็มขัดนิรภัยมาคาดไว้ให้เรียบร้อย ใครคนหนึ่งก็โน้มตัวมาด้านหน้า ค่อยๆ จัดการคาดเข็มขัดนิรภัยให้เธอด้วยมือข้างหนึ่ง

บนตัวของคนคนนั้นมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ กลิ่นนั้นลอยอบอวลรอบตัวเธอ ขณะที่ลมหายใจอุ่นร้อนก็เป่ารดที่ต้นคอของเธอด้วยเหมือนกัน ความรู้สึกแบบนี้มีแต่ชวนให้หายใจติดขัดแล้วก็ใจเต้นเร็วขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ!

…………………………………………………

devc-1b3c75c7-32954Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 002 ตอนที่ 2