Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 003 ตอนที่ 3
ตอนที่ 3 เหตุเกิดจากข้าวต้มลูกชิ้นปลาคำหนึ่ง
ครู่หนึ่งผ่านไป เฉิงหร่านรู้สึกเพียงว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา ร่างกายก็ค่อนข้างแข็งทื่อไปด้วยเหมือนกัน
เพียงเพราะเหตุการณ์เมื่อครู่ ตอนนี้เธอถึงได้ยังรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง ความรู้สึกนั้นทำให้เธอก้มหน้างุด ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา ร่างกายก็ไม่กล้าขยับแม้แต่นิดเดียว
เสียงหัวเราะของคนคนนั้นดังขึ้นเบาๆ ที่ข้างหู “เมื่อกี้ยังปากเก่งอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ตอนนี้เป็นอะไรไปล่ะ”
เสียงของเขาแผ่วเบา ทว่าทุกคำที่เอื้อนเอ่ยกลับชัดเจน ลมหายใจอุ่นร้อนนั้นพัดผ่านต้นคอของเธอไปเบาๆ
ความรู้สึกนั้นชวนให้หัวใจเต้นแรง ร่างกายร้อนผ่าวขึ้นมาหน่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุ
อันจื่อเฉินสบถเสียงเย็นในลำคอทีหนึ่งทำลายบรรยากาศประหลาดเช่นนี้
กลิ่นอายแปลกๆ คละคลุ้งอยู่กลางอากาศ ทำให้ความไม่พอใจปรากฏขึ้นมาวูบหนึ่งในใจเขาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ที่หน้าอกก็พาลรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างเช่นกัน เขาตวัดตามองเฉิงหร่านที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่พูดอะไรทีหนึ่งด้วยท่าทางเรียบเฉย
เสียงอบอุ่นเหมือนอย่างตอนแรกที่เจอกันกล่าวขึ้น “พอแล้วอวี่เจ๋อ เลิกแกล้งเธอได้แล้ว ออกรถเถอะ!”
หานอวี่เจ๋อส่งเสียงตอบรับเบาๆ ทีหนึ่ง หากแต่ยังคงจัดการคาดเข็มขัดนิรภัยให้เฉิงหร่านจนเสร็จ คราวนี้ถึงได้กลับมานั่งนิ่งประจำที่ ยื่นมือไปบิดกุญแจรถแล้วค่อยๆ ขับรถออกไป
จนกระทั่งรถยนต์ขึ้นมาอยู่บนทางด่วน เขาก็เพิ่มระดับความเร็ว รถยนต์ขับเคลื่อนไปด้วยความเร็วราวกับโบยบิน
คราวนี้เฉิงหร่านถึงได้เงยหน้าขึ้นมาน้อยๆ แต่ก็ไม่กล้ามองใครเหมือนกัน เธอยื่นมือไปกดเปิดกระจกรถ
ชั่วพริบตาเดียว กระแสลมแรงกลุ่มหนึ่งหมุนคว้างเข้ามา เรือนผมยาวของเธอปลิวว่อนทันที ดวงหน้าเล็กที่ร้อนผ่าวค่อยๆ กลับคืนสู่สภาวะปกติด้วยสายลมเย็นเยียบที่พัดผ่านมา
หานอวี่เจ๋อปรายตามองเด็กผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ ทีหนึ่งด้วยท่าทางเรียบเฉย ก่อนจะกระตุกยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก
ผ่านไปพักหนึ่ง ไม่มีใครในรถเอ่ยปากพูดเลยสักคน
ขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวอยู่นั้น หานอวี่เจ๋อยื่นมือไปกดเปิดเพลง ครู่เดียวเสียงดนตรีที่แสนผ่อนคลายก็เข้าโอบล้อมทั่วทั้งคันรถ...
ด้วยเหตุนี้ บรรยากาศที่ทั้งประหลาดและชวนให้ทำตัวไม่ถูกเหมือนอย่างเมื่อครู่จึงลดน้อยลงไปมาก
เฉิงหร่านเงียบกริบ เธอหันไปด้านข้าง เงยหน้ารับลมเย็นๆ ที่พัดเข้ามาจากด้านนอกหน้าต่างพร้อมกับเม้มปากน้อยๆ
เธอมองแสงไฟของเสาไฟฟ้าบนถนนที่สาดส่องผ่านด้านนอกหน้าต่างรถและเลื่อนหายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังรถยนต์คันแล้วคันเล่าที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านไป จากนั้นก็ค่อยๆ เริ่มเหม่อลอย
รถยนต์ขับมาถึงใจกลางเมือง มาอยู่หน้าร้านอาหารสุดหรูร้านหนึ่ง หานอวี่เจ๋อมองหาที่จอดรถช่องที่ยังว่างอยู่แล้วขับเข้าไปจอด เสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งห้าคนก็ลงจากรถมาแล้วเดินไปยังร้านอาหาร
เฉิงหร่านช้อนสายตาขึ้นกวาดมองสถานที่แห่งนี้ในแว่บแรก ที่หางตาเหลือบเห็นว่าด้านบนประตูใหญ่ของร้านอาหารมีตัวอักษรตัวโตแขวนเอาไว้สูงและสว่างจ้า ‘ภัตตาคารลวี่หว่าน’
เฉิงหร่านเม้มปากเข้าหากัน เธอสาวเท้าเดินตามหานอวี่เจ๋อและเพื่อนๆ เข้าไป เธอไม่ได้ตกใจเลยว่าพวกหานอวี่เจ๋อจะมากินข้าวร้านหรูที่ราคาอาหารสูงชะลูดแบบนี้!
ตั้งแต่แว่บแรกที่เห็นรถยนต์คันนั้น เธอก็รู้แล้วว่าที่ที่จะมาต้องไม่ถูก!
กินข้าวที่นี่ แค่สั่งอะไรง่ายๆ มากินมื้อหนึ่งก็ปาเข้าไปเกินพันหยวนแล้ว สำหรับเด็กมัธยมศึกษาทั่วไปแล้ว ตัวเลขพวกนี้น่าตกใจมากแล้ว!
แต่สำหรับเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ที่ชิงเฉิงแล้ว ตัวเลขพวกนี้ไม่สลักสำคัญอะไรสักนิด!
นี่แหละความแตกต่างของคนธรรมดากับมหาเศรษฐี!
นักเรียนที่ชิงเฉิงกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นลูกหลานของเศรษฐีกันทั้งนั้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นถึงจะเป็นนักเรียนจนๆ
โดยทั่วไปแล้วนักเรียนที่มีฐานะทางการเงินไม่ดีพวกนั้นล้วนแต่เป็นเด็กหัวกะทิ ทุกคนอาศัยทุนการศึกษา ทั้งยังมีสวัสดิการพิเศษของทางโรงเรียน แบบนี้ถึงเรียนอยู่ในโรงเรียนต่อไปได้
ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นเด็กที่ผลการเรียนเป็นเลิศแล้วสอบผ่านเข้ามาได้ แต่ถ้าฐานะทางบ้านดันยากจนข้นแค้นละก็ อย่างไรก็รับผิดชอบค่าเล่าเรียนให้ลูกไม่ไหวเหมือนกัน!
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่เข้าร่วมการสอบคัดเลือกในแต่ละปีมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ทุกปีชิงเฉิงจะรับนักเรียนที่มีฐานะยากจนมาแค่ยี่สิบคนเท่านั้น
ตัวเลขเหล่านี้เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ต่างแย่งชิงกัน จากจำนวนคนกว่าพันกว่าหมื่นคน คนที่ฝ่าฟันข้ามผ่านมาได้นั้นมีน้อยนิดจนนับนิ้วได้!
ด้านในร้านอาหาร
ตอนแรกหานอวี่เจ๋อเป็นคนเอ่ยปากก่อนว่าอยากได้ห้องส่วนตัว หลังจากนั้นทั้งห้าคนก็เดินตามบริกรหญิงคนหนึ่งขึ้นไปนั่งกันในห้องรับประทานอาหารส่วนตัวที่ชั้นสาม
หลังจากบริกรหญิงนำน้ำดื่มห้าแก้วมาวางตรงหน้าทั้งห้าคนเสร็จเรียบร้อย คราวนี้เธอก็ส่งยิ้มหวานมากมาให้พร้อมเอ่ยถาม “ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีคะ”
เฉิงหร่านไม่ได้เอ่ยปากพูด หากแต่ยื่นมือไปหยิบเมนูอาหารมาดู
ร้านลวี่หว่านนี่เธอต้องเคยมาอยู่แล้ว เธอมากับคุณพ่อเฉิงกับคุณแม่เฉิงแล้วก็ไป๋เฮ่าหรานหลายรอบแล้ว ดังนั้นเธอเลยไม่มีท่าทีเก้ๆ กังๆ แต่อย่างใด
เธอสั่งอาหารที่ตัวเองกินเป็นประจำมาสองสามอย่างด้วยท่าทางผ่อนคลายมาก
บริกรหญิงหยิบปากกามาจด พร้อมกับจดรายการอาหารที่หานอวี่เจ๋อกับเพื่อนอีกสามคนสั่งไปด้วย เสร็จแล้วก็ยิ้มแป้น เดินออกจากห้องไปพร้อมกับรองเท้าส้นสูงของเธอ
สั่งอาหารไปเยอะมาก
คราวนี้อันจื่อเฉินถึงได้แนะนำให้เฉิงหร่านรู้จักกับผู้ชายอีกสองคน
ที่แท้ ผู้ชายหน้านิ่งคนนั้นที่ชวนให้คนมองรู้สึกว่าเขาเย็นชาเอามากๆ ชื่อว่าโม่ลี่
ผู้ชายอีกคนที่สวมชุดลำลองชื่อจี้เซียว พวกเขาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกกันทุกคน!
เฉิงหร่านลุกขึ้นยืนทักทายทีละคนอย่างเป็นกันเอง
แต่พวกเขาต่างทำเพียงพยักหน้า ท่าทางแบบนี้บอกเป็นเชิงว่ารู้จักกันแล้ว
กับท่าทางเย่อหยิ่งของสองคนนี้ เฉิงหร่านหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ
หลังจากนั้นเธอก็แสร้งทำนั่งนิ่ง พยายามเต็มที่ที่จะไม่แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา ทว่าที่ติ่งหูกลับขึ้นสีแดงเรื่อน้อยๆ!
เฉิงหร่านแสร้งทำเป็นกวาดตามองไปรอบๆ ห้องทานอาหารส่วนตัวอย่างไม่ได้ตั้งใจ เธอเบือนหน้าไปด้านข้าง
ตอนนั้นเอง ในใจของเธอร้องโอดครวญออกมาทีหนึ่งอย่างห้ามไม่ได้ ‘บ้าจริง เมื่อกี้ที่โรงเรียนมืดเกินไป มองเห็นหน้าของสองสามคนนี้ไม่ชัดเลยสักนิด! ตอนนี้มาดูดีๆ นี่เปล่งประกายจนเกือบทำเอาดวงตาดอกท้อคู่นี้ของฉันแทบจะบอดไปแล้วจริงๆ! อยู่ใต้แสงไฟสว่างจ้าแบบนี้นี่มันสี่หนุ่มหล่อชัดๆ!’
เฉิงหร่านรู้สึกหน้ามืดไปเล็กน้อย ไม่รู้จริงๆ ว่ามีเลือดกำเดาไหลออกมาหรือเปล่า
คิดแบบนี้แล้วก็เผลอแอบยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเองโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นเธอก็ลอบถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างโล่งอก
ค่อยยังชั่วๆ ใต้จมูกไม่มีอะไรทั้งนั้น!
เธอเพิ่งจะถอนใจโล่งอกออกมาได้เฮือกหนึ่ง หางตาก็ดันเหลือบไปเห็นว่าอีตาคนที่ชื่อหานอวี่เจ๋ออะไรนั่นกำลังมองตัวเองด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่คล้ายว่าจะยิ้มหากแต่ไม่ยิ้มออกมา
ความหมายของสายตานั้นเห็นได้ชัดว่ากำลังพูดว่า ‘เลิกทำเฉไฉได้แล้ว พี่รู้ว่าน้องกำลังคิดอะไรอยู่’
ความอัดอั้นตันใจแทบพุ่งขึ้นมาจุกในลำคอของเธอทันที เธออดไม่ได้ที่จะส่งสายตาคมกริบไปให้เขาราวกับขว้างมีดบินออกไปใส่สองสามเล่ม
โรคจิตจริงๆ ดันเอาแต่จ้องดูท่าทีของฉันอยู่ได้!
หน้าไม่อาย ต่ำ!
เฉิงหร่านเขม่นใส่หานอวี่เจ๋อทีหนึ่งแล้วไม่สนใจอีกว่าเขาจะทำหน้าอย่างไร เธอยื่นมือออกมาจัดผมเผ้าของตัวเองลวกๆ
หลังจากนั้นก็แสร้งหันหน้ากลับมานิ่งๆ กวาดสายตามองพวกอันจื่อเฉินเร็วๆ ทีหนึ่ง ครั้นเห็นว่าพวกเขาไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดอะไร ทั้งยังไม่ได้สนใจว่าตัวเองกำลังทำอะไร คราวนี้ถึงได้รู้สึกคลายกังวล
เธอกระแอมเบาๆ ครั้งหนึ่งแล้วกลับมานั่งลงดีๆ
กว่าครึ่งชั่วโมงให้หลัง
ประตูห้องทานอาหารค่อยๆ ถูกดันให้เปิดออก บริกรสองสามคนเดินถือถาดอาหารเข้ามาเต็มสองมือ
ขณะที่เฉิงหร่านกับเหล่ารุ่นพี่กำลังมองดูนั้นเอง บริกรจัดวางอาหารแต่ละจานจนเสร็จเรียบร้อย พร้อมทั้งวางใบเสร็จไว้ด้วย หลังจากนั้นก็เดินออกจากห้องรับประทานอาหารไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
รอจนกระทั่งบริกรเปิดประตูออกไปกันหมดแล้ว
เฉิงหร่านถึงได้ยื่นมือไปหยิบช้อนคันเล็กขึ้นมา ค่อยๆ คนสองสามครั้ง จากนั้นก็ตักขึ้นมาคำหนึ่งแล้วส่งเข้าปากไป
นี่คือโจ๊กที่เพิ่งทำเสร็จ ยังร้อนมาก เฉิงหร่านไม่ได้กินข้าวต้มนี่นานแล้วเลยเก็บอาการไม่ค่อยอยู่แล้วรีบกินไปหน่อย
กินเข้าไปคำหนึ่งเธอก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดในลำคอ แม้ว่าไม่ได้เป็นอาการเจ็บปวดที่รุนแรงนัก แต่ก็ถูกลวกจนเธอน้ำตาเล็ดออกมาที่หางตา
คนที่เคยกินข้าวต้มที่เดือดจัดมาคงจะรู้กันดีว่าข้าวต้มที่ร้อนมากๆ หลังจากกลืนลงไปคำหนึ่งแล้ว ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนในชั่ววินาทีนั้นเป็นอย่างไร
ความรู้สึกนั้นก็คือทรมานจนแสบหางตา ที่ลำคอก็ปวดแสบปวดร้อนด้วย!
เรื่องแบบนี้ไม่น่าเล่าให้คนอื่นฟัง อีกอย่างเฉิงหร่านก็ไม่กล้าส่งเสียงอะไรออกมารบกวนพวกหานอวี่เจ๋อที่กำลังกินข้าวกันอยู่ด้วย
เธอได้แต่วางช้อนลงทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วยื่นมือไปหยิบทิชชู่มาเช็ดที่มุมปาก
“ไม่ถูกปากเหรอ” อันจื่อเฉินเงยหน้าขึ้น ส่งสายตาอบอุ่นมาพลางเอ่ยถาม
อันจื่อเฉินพูดขึ้นมาอย่างนี้ พวกหานอวี่เจ๋อที่นั่งกินข้าวกันอยู่เงียบๆ ต่างเงยหน้าขึ้นมามองเฉิงหร่านทันที
เฉิงหร่านพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าควรจะตอบรับอย่างไรดี!
“ไม่ชอบกินก็เปลี่ยนสิ!” หานอวี่เจ๋อพูดเสียงเรียบแล้วทำท่าจะลุกขึ้นไปตะโกนเรียกบริกรที่อยู่นอกห้องรับประทานอาหาร
เฉิงหร่านได้สติกลับมา คำตอบยังไม่ทันออกจากปากก็เห็นหานอวี่เจ๋อทำท่าว่าจะลุกขึ้น ดวงตาของเธอเบิกโพลงทันที!
ผู้ชายคนนี้จะฟังที่คนอื่นเขาพูดให้จบดีๆ ก่อนแล้วค่อยลงมือทำอะไรไม่ได้หรือไร
“เปล่าค่ะ หนู...แค่กๆๆ” เฉิงหร่านเพิ่งจะอ้าปากพูดก็ไอออกมาทันที
เพราะเพิ่งกินข้าวต้มเข้าไปแล้วโดนลวกคอ ตอนนี้ลำคอของเธอเลยทั้งปวดทั้งแห้งผาก
คราวนี้พออ้าปากเลยห้ามตัวเองไม่ให้ไอออกมาไม่ได้ พอไอน้ำตาก็เลยเล็ดออกมาด้วย
“ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยน้อง” หานอวี่เจ๋อตกใจ รีบยื่นมือไปตบหลังเฉิงหร่าน พร้อมกันก็ดึงทิชชู่ส่งไปให้เธอด้วย
เฉิงหร่านไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่รับทิชชู่จากหานอวี่เจ๋อมาปิดปากแล้วไอไม่หยุด
ชั่ววินาทีนั้น น้ำตาน้ำมูกและอะไรต่อมิอะไรล้วนแต่พรั่งพรูออกมาด้านนอกจนหมด
เธอไม่อาจมัวมาสนใจภาพพจน์อะไรได้อีกแล้ว ไออยู่พักใหญ่ถึงได้ฝืนกลั้นเอาไว้ได้
เฉิงหร่านก้มหน้าลง เธอใช้มือปิดปากต่อไป อีกทั้งไม่ได้วางทิชชู่ลง จากนั้นใช้ลำตัวกระแทกหานอวี่เจ๋อที่ขวางอยู่ด้านหน้าออกให้พ้นทาง
หานอวี่เจ๋อไม่ทันคิดว่าเฉิงหร่านจะทำแบบนี้ เขาไม่ทันได้ตั้งตัว ทรงตัวยืนไม่อยู่เลยเซไปด้านหลังหลายก้าว
เวลานี้เฉิงหร่านไม่มีกะจิตกะใจมาสนใจว่าหานอวี่เจ๋อจะทำหน้าอย่างไรแล้วเหมือนกัน เธอรีบวิ่งผลุนผลันออกไปที่ห้องน้ำด้านนอกห้องรับประทานอาหารเพียงลำพัง เธอกลัวจริงๆ ว่าถ้าขืนยังอยู่ในนั้นต่อไป คราวนี้เธอก็จะไม่เหลือภาพพจน์อะไรอีกแล้ว!
แม้ในใจเธอจะรู้ดีว่าด้วยสภาพของตัวเองในตอนนี้แล้ว เกรงว่าในสายตาของผู้ชายสามสี่คนนั้นก็คงไม่หลงเหลือภาพพจน์อะไรแล้วล่ะ!
แต่เธอก็ไม่อยากทำเรื่องอย่างการเช็ดน้ำมูกเช็ดน้ำตาต่อหน้าผู้ชายสามสี่คนหรอก เธอไม่ได้ใจกล้าไม่กลัวอายขนาดนั้น! ชั่วขณะนี้เธอยังต้องการรักษาภาพพจน์เอาไว้อยู่!
จนกระทั่งเฉิงหร่านเปิดประตูห้องน้ำออกแล้วกลับมาที่ด้านหน้าโต๊ะอาหาร
ใบหน้าของอันจื่อเฉินกับเพื่อนๆ ไม่มีอะไรแปลกไป เห็นเฉิงหร่านกลับมาก็ยังส่งยิ้มบางมาให้อีกด้วย
เฉิงหร่านฉีกยิ้มแกนๆ ออกมาตอบรับอันจื่อเฉิน
จี้เซียวเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองทีหนึ่ง ที่มุมปากยกยิ้มกรุ้มกริ่ม
โม่ลี่ยังคงทำหน้าไร้อารมณ์ ครั้งนี้เขากินต่อไปโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง
เฉิงหร่านเหลือบมองหานอวี่เจ๋อทีหนึ่งอย่างค่อนข้างรู้สึกผิด เห็นใบหน้าของเขาฉายรอยถมึงทึงอยู่หน่อยๆ เอาแต่กินข้าวไม่พูดอะไรสักคำเธอก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เลยกลับมานั่งที่แล้วหยิบช้อนขึ้นมา
หางตาเหลือบไปเห็นข้าวต้มลูกชิ้นปลาชามนั้นแล้วเธอก็ไม่อยากอาหารแล้ว
มือเล็กดันข้าวต้มหลบไปด้านข้าง ยกหม้อแกงจืดฟักเขียวกระดูกหมูเข้าหาตัว ตักมาช้อนหนึ่งแล้วเป่าอยู่พักใหญ่ด้วยความระมัดระวังถึงได้กล้ากินลงไป
เธอไม่อยากถูกลวกอีกครั้งแล้ว!
ทำเอาเธอเกือบตายจริงๆ!
กระทั่งแกงจืดฟักเขียวกระดูกหมูพร่องไปจนเห็นก้นหม้อ ในหม้อเหลือแต่ฟักเขียวกับกระดูกหมูสองสามชิ้น
เฉิงหร่านถึงได้วางช้อนลงแล้วหยิบทิชชู่มาเช็ดปาก
ตั้งแต่เด็กเวลาดื่มน้ำแกงเธอจะไม่ชอบกินของที่ใส่ไว้ด้านใน เธอจะดื่มเพียงน้ำแกงเท่านั้น นี่คงถือเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งของเธอด้วยเหมือนกัน เลือกกิน!
เธอเห็นว่าหานอวี่เจ๋อกับเพื่อนๆ ต่างก็ค่อยๆ เริ่มวางมือจากตะเกียบแล้วหยิบทิชชู่มาเช็ดปากด้วยเหมือนกัน
ผ่านไปไม่นานนัก ทั้งสี่คนก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
เฉิงหร่านลุกขึ้นตามด้วยเหมือนกัน เธอยื่นมือไปหยิบใบเสร็จแผ่นนั้นแล้วหมุนตัวเตรียมจะเดินออกไปด้านนอก
ผู้ชายอีกสี่คนที่อยู่ด้านหลังต่างพากันตะลึงงัน นี่มันเรื่องอะไรกัน
อย่าบอกนะว่าท่าทางของพวกเขาในตอนนี้ดูย่ำแย่จนต้องให้รุ่นน้องผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันมาจ่ายค่าอาหารให้แล้วเหรอ
หานอวี่เจ๋อกับเพื่อนก้าวยาวๆ ไปด้านหน้าสองสามก้าวทันที
เฉิงหร่านเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าด้านหลังเดินตามมาอย่างรีบร้อน หลังจากนั้นเธอก็รู้สึกว่ารอบกายเย็นเฉียบขึ้นมาฉับพลัน
เธอเผลอชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนั้นเอง
ฝ่ามือเรียวขาวผ่องข้างหนึ่งแบมาตรงหน้าเธอ มือข้างนั้นสะอาดเนี้ยบ เห็นข้อนิ้วแบ่งกันชัดเจน
เฉิงหร่านมองตามมือใหญ่ที่ข้อนิ้วแบ่งกันชัดเจนข้างนั้นไป เมื่อเลื่อนสายตาขึ้นไปก็พบกับหานอวี่เจ๋อ สายตาพลันฉายรอยสงสัย “ทำ...”
แค่ประโยคที่ว่า ‘ทำไมเหรอคะ’ ประโยคเดียวยังไม่ทันได้พูดออกมา เฉิงหร่านก็รู้สึกว่าอากาศรอบกายพลันเย็นเฉียบยิ่งขึ้นกว่าเดิม!
เห็นใบหน้าของหานอวี่เจ๋อที่เย็นเยียบยิ่งกว่าหิมะในฤดูหนาวอย่างนั้นแล้ว เฉิงหร่านถึงกับทำหน้างงไปเล็กน้อย!
ความคิดประหลาดอย่างหนึ่งฉายวาบขึ้นมาในหัว ‘อีตาบ้า หานอวี่เจ๋อเป็นแบบนี้แล้วเหมือนกับผู้ชายเย็นชาคนนั้นไม่มีผิด!’
หานอวี่เจ๋อเริ่มรู้สึกขัดใจขึ้นมาบ้างแล้วเมื่อเห็นเด็กผู้หญิงคนนี้ยืนนิ่งเหมือนว่าไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเขาไม่ทำร้ายผู้หญิง ป่านนี้เขาแย่งใบเสร็จแผ่นนั้นมานานแล้ว มีหรือจะยังต้องรอให้เธอส่งมาให้เองอีก
“เอามา!”
“เอ่อ...” เฉิงหร่านได้สติกลับมา เธอเผลอขมวดคิ้วฉับ เอาอะไรเหรอ
ดูเหมือนเธอก็ไม่ได้หยิบอะไรของเขามานี่นา
ผู้ชายคนนี้พูดอะไรทำไมไม่เหมือนคนอื่นเขาเลย
พูดจาต้องมีลับลมคมในตลอด ใครจะไปเข้าใจว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่กัน
นัยน์ตาดำขลับของหานอวี่เจ๋อตวัดมองไปที่ใบเสร็จที่เธอถืออยู่ในมือแว่บหนึ่ง
เฉิงหร่านมองตามสายตาของเขาไปแล้วก็เห็นใบเสร็จในมือ คราวนี้ถึงได้เข้าใจว่าที่แท้ผู้ชายคนนี้ต้องการใบเสร็จแผ่นนี้นี่เอง!
อยากได้ก็บอกมาตรงๆ สิ จะมาทำเย็นชาอะไรกัน!
เฉิงหร่านกลอกตาทีหนึ่งแล้วจับใบเสร็จแผ่นนั้นยัดใส่มือหานอวี่เจ๋อ จากนั้นเธอก็เดินเลี้ยวออกไปทันที
หานอวี่เจ๋อหันไปมองเด็กผู้หญิงคนนั้นที่เดินจากไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีกเลยก็รู้สึกเพียงว่าตอนนี้อารมณ์เสียยิ่งกว่าเมื่อครู่อีก!
เด็กผู้หญิงคนนี้ทำให้คนเขาเสียสติได้จริงๆ ไหนจะโมโหโดยไม่มีสาเหตุอีก!
ตอนที่ทั้งห้าคนเดินออกมาจากภัตตาคารลวี่หว่านก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว
ออกจากร้านอาหารมาก็ยืนอยู่ข้างทาง สายลมยามค่ำคืนพัดมาเบาๆ พาเอาความหนาวเหน็บมาให้ได้เหมือนกัน
เฉิงหร่านมองโทรศัพท์มือถือแล้วพูดเสียงเรียบ “พี่คะ หนูจะกลับแล้ว ไม่งั้นจะกลับไปไม่ทันเวลาปิดประตูหอแล้ว!”
อันจื่อเฉินพยักหน้า “อืม! พวกพี่กลับไปส่งน้องก่อนแล้วกัน พวกพี่ไม่ได้พักที่โรงเรียนกันเลยไม่ต้องรีบ น้องกลับไปแล้วพักผ่อนดีๆ นะ!”
เฉิงหร่านยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันเขี้ยวสองซี่ “ค่ะ”
ทั้งสี่คนเดินตามหานอวี่เจ๋อไป เมื่อเจอรถของเขา ในตอนที่หานอวี่เจ๋อกำลังจะเปิดประตูฝั่งคนขับนั้นเอง
เฉิงหร่านลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากขึ้น “เอ่อ เดี๋ยวค่ะ...”
หานอวี่เจ๋อเลิกคิ้ว ว่าเสียงเรียบ “น้องยังมีอะไรอีกเหรอ”
มองดูสีหน้าของหานอวี่เจ๋อ พอไม่เห็นว่าเขามีท่าทีไม่สบอารมณ์อะไร เฉิงหร่านก็พูดขึ้น “ให้หนูขับได้มั้ยคะ”
หานอวี่เจ๋อจ้องมองเฉิงหร่านอยู่ครู่ใหญ่ ในตอนที่เฉิงหร่านกำลังใจไม่ดีอยู่นั้นเอง เขาได้พยักหน้าตอบอย่างไม่ใส่ใจ “อืม เอาสิ!”
เฉิงหร่านยิ้มแป้น “ขอบคุณค่ะ”
หานอวี่เจ๋อไม่ได้ตอบอะไร
ไม่นานทุกคนก็ขึ้นมานั่งบนรถ
อันจื่อเฉินกับเพื่อนอีกสองคนไม่ได้พูดอะไร กับเรื่องที่เฉิงหร่านอยากขับรถ พวกเขาไม่ขัดข้องอะไร
คนที่มาจากชิงเฉิง ในจำนวนหนึ่งร้อยคนจะมีอยู่เก้าสิบคนที่ขับรถเป็น พวกเขาไม่แปลกใจ
เฉิงหร่านเข้ามานั่งประจำที่นั่งคนขับพร้อมกับวางโทรศัพท์มือถือไว้ด้านหน้าคอนโซลรถ
รอจนทุกคนนั่งกันเรียบร้อย
เธอเริ่มถอยรถช้าๆ แน่นอนว่าความเร็วแบบนี้ไม่ได้รวดเร็วเท่าหานอวี่เจ๋อ แต่พวกเขาก็ไม่มีใครเร่ง
เฉิงหร่านแค่ลองซ้อมมือก่อนเท่านั้น ทักษะการขับรถของเธอไม่เลวเท่าไร ถ้าไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายให้ขับรถเองได้เหมือนกัน ทำไมเธอต้องให้คุณพ่อเฉิงขับรถมาส่งพาเธอมารายงานตัวที่โรงเรียนด้วยล่ะ
เธอมาเองก็ได้!
…………………………………………………