Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 004 ตอนที่ 4

#4Chapter 004

ตอนที่ 4 ซิ่งรถครั้งเดียวจัดการหนุ่มหล่อไปได้สี่คน

ครั้งนี้ เธอสอบเข้าโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายชิงเฉิงมาด้วยผลคะแนนอันดับหนึ่งของเมือง

คุณพ่อเฉิงซื้อรถสปอร์ตให้เธอเป็นรางวัลหนึ่งคันทันที

ปิดเทอมภาคฤดูร้อนครั้งนั้นเธอขับทุกวัน

ทักษะการขับรถนี้ไป๋เฮ่าหรานเป็นคนสอนให้เองกับมือ ก่อนเปิดเทอมสองวันเธอยังนึกเสียดายอยู่พักใหญ่

เธอบ่นอุบกับคุณพ่อเฉิงว่ารถคันใหม่เพิ่งได้มา ถ้าไม่ได้ขับเดี๋ยวก็ฝุ่นเกาะแล้ว

คุณพ่อเฉิงรู้ว่าเธอรักรถคันนั้นมาก ตอนที่เธออยู่ที่โรงเรียนเลยให้คนขับไปไว้ที่อู่ล้างรถแล้ว แบบนี้ก็เพื่อตอนที่เธอกลับไปช่วงวันหยุดจะยังขับได้อยู่!

จนกระทั่งรถยนต์ค่อยๆ ถอยออกจากที่จอดรถแล้วขึ้นมาบนทางด่วน

เฉิงหร่านเริ่มเร่งความเร็ว ตอนแรกทำเอาหานอวี่เจ๋อกับเพื่อนตกใจไปไม่น้อย พวกเขานึกว่าเฉิงหร่านขับรถไม่เก่งแล้วบังคับรถไม่ได้

ตอนนั้นหานอวี่เจ๋อขยับเข้าไปใกล้ ยื่นมือออกไปหมายจะหยุดรถ

เฉิงหร่านตะโกนลั่นยับยั้งการกระทำลำดับถัดไปของเขา “อย่ายุ่งกับหนูนะ หนูแค่ขับซิ่งเฉยๆ ไม่ต้องกังวลหรอก!”

ตอนนั้นหานอวี่เจ๋อเลยไม่ขยับเขยื้อนอีก

เฉิงหร่านเร่งความเร็วต่อไปเรื่อยๆ ทักษะการซิ่งรถแบบนั้นทำเอาหานอวี่เจ๋อกับเพื่อนพากันตกใจไปบ้าง แม้ว่าจะสงสัยมากแค่ไหนก็ไม่กล้าปริปากพูดรบกวนเฉิงหร่าน

ตอนที่รถยนต์เคลื่อนตัวมาได้สิบกว่านาที จู่ๆ เฉิงหร่านก็ค่อยๆ ลดความเร็วลง

หานอวี่เจ๋อถามเสียงเรียบ “เป็นอะไรไป”

ที่นี่ยังอยู่ห่างจากโรงเรียนอีกเป็นระยะทางยี่สิบกว่านาทีถึงจะถึง เห็นได้ชัดมากว่าที่เฉิงหร่านลดความเร็วของรถยนต์ตอนนี้เพราะมีเรื่องบางอย่าง

เฉิงหร่านส่ายหน้า ไม่ได้พูดอะไร จนเมื่อรถยนต์ขึ้นไปอยู่บนทางด่วนแล้วเริ่มเปลี่ยนมาขับช้ามาก

เฉิงหร่านปล่อยมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัย หยิบหูฟังบลูทูธข้างหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง

นิ้วเล็กกดลงบนหูฟังทีหนึ่ง ปากพูดคำว่า ‘ฮัลโหล’ ออกมา

คราวนี้หานอวี่เจ๋อถึงได้สังเกตเห็นว่าหน้าจอของโทรศัพท์มือถือที่เฉิงหร่านวางไว้หน้าคอนโซลรถส่องสว่างขึ้น ตรงนั้นเห็นได้ชัดเจนว่ากำลังคุยสายโทรศัพท์อยู่!

ที่แท้เมื่อครู่นี้เธอจะรับโทรศัพท์ก็เลยลดความเร็วของรถยนต์ลงหรอกเหรอ

หานอวี่เจ๋อขมวดคิ้วนิดๆ ชื่อชื่อนั้นบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเฉิงหร่านทำไมถึงคุ้นจังนะ

เหมือนว่าเคยได้ยินที่ไหน หากแต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก

ไป๋เฮ่าหรานเป็นใครกันแน่

เฉิงหร่านไม่ได้สนใจว่าหานอวี่เจ๋อที่นั่งอยู่ข้างๆ จะกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ เธอเพิ่งกดรับสายแล้วพูดไปแค่คำเดียวว่า ‘ฮัลโหล’ แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายได้วางสายไปแล้ว

เสียงติ๊ดดังออกมาจากหูฟังทีหนึ่ง ต่อจากนั้นหน้าจอโทรศัพท์มือถือก็พลันสว่างวาบแล้วกลับไปสู่หน้าเมนูหลัก

“...” เฉิงหร่านทันได้แค่เขียนเครื่องหมายจุดเรียงกันอยู่ในใจ สีหน้าก็ดูค่อนข้างงุนงงขึ้นมาเช่นกัน นี่มันเรื่องอะไรกัน

ทั้งที่เมื่อครู่นี้กดรับสายแล้วแท้ๆ ทำไมจู่ๆ ถึงตัดสายไปล่ะ

“หึ...” เสียงหัวเราะในลำคอเสียงหนึ่งดังมาจากด้านข้าง

เฉิงหร่านเหลือบมองหานอวี่เจ๋อ ชักจะมากเกินไปแล้วนะ!

ผู้ชายคนนี้เป็นบ้าหรือเปล่าเนี่ย

ไม่มีธุระกงการอะไรของตัวเองก็อยู่เงียบๆ ไปไม่เป็นเหรอ ผีเข้าผีออกจริงๆ เลย!

มือเล็กเอื้อมมาดึงหูฟังออกแล้วยัดลงในกระเป๋ากางเกงลวกๆ

เฉิงหร่านขมวดคิ้วเล็กน้อย ครู่ต่อมาก็ไม่นึกถึงเรื่องของไป๋เฮ่าหรานอีก เธอเริ่มกลับมาจดจ่ออยู่กับการขับรถอีกครั้ง

“พี่คะ พวกพี่นั่งกันดีๆ นะ หนูจะเร่งความเร็วแล้ว!” เฉิงหร่านบอกเสียงเรียบ พูดจบไม่รอให้หานอวี่เจ๋อกับเพื่อนทันได้แสดงปฏิกิริยาตอบรับอะไร ความเร็วรถก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น

ไม่ทันไร

รถยนต์ทะยานไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูง

ระยะทางที่จากเดิมต้องใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที ด้วยฝีมือซิ่งรถอันบ้าคลั่งของเฉิงหร่าน ใช้เวลาเพียงสิบนาทีก็มาถึงโรงเรียนแล้ว

ทันทีที่รถจอดสนิท สีหน้าของอันจื่อเฉินกับเพื่อนๆ ไม่ได้ดูตื่นตาตื่นใจเลยสักนิด

โดยเฉพาะสีหน้าของจี้เซียวที่ติดจะขึ้นสีเขียวด้วยซ้ำ ตอนนี้เขาไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยเอาไว้

ไม่ใช่ว่าเขาอยากเท่ แต่เพราะเบาะด้านหลังมีที่นั่งแค่สองที่กับเข็มขัดนิรภัยเพียงสองเส้น

ด้านซ้ายมือและขวามือของเขาคือโม่ลี่กับอันจื่อเฉิน พวกเขานั่งบนเบาะคนละตัว เขาเลยทำได้เพียงนั่งอยู่ตรงกลาง

เขาไม่คิดว่าเด็กผู้หญิงอย่างเฉิงหร่านพอซิ่งรถแล้วจะบ้าคลั่งถึงขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นตีให้ตายเขาก็ไม่ยอมสละยกที่นั่งให้พวกอันจื่อเฉินหรอก!

ส่วนเข็มขัดนิรภัยที่มีอยู่สองเส้นนั่น ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะต้องแย่งมาให้ได้ เมื่อครู่นี้ตลอดทางที่ผ่านมาพวกอันจื่อเฉินเอาแต่สนใจการซิ่งรถของเฉิงหร่าน ไม่มีใครสนใจเขาสักคน!

ทุกคนลืมกันหมดแล้วเหรอว่าเขา จี้เซียวเป็นโรคเมารถน่ะ

เพื่อนเลวพวกนี้เห็นผู้หญิงดีกว่าเพื่อนจริงๆ ตอนนั้นเขา จี้เซียว ถูกอึบังตาคู่นี้ไปจริงๆ ถึงได้หลวมตัวมาคบกับพวกเขาได้!

จี้เซียวอารมณ์เสีย ท้องไส้ก็เริ่มปั่นป่วนเช่นกัน สีหน้าของเขาหมองคล้ำยิ่งกว่าเดิม

เฉิงหร่านอมยิ้มน้อยๆ พลางเอื้อมแขนไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางไว้ตรงหน้าคอนโซลรถ

เธอมองหานอวี่เจ๋อที่ดูท่าจะงุนงงอยู่บ้างแล้วกระตุกยิ้มบางที่มุมปาก

ทว่าตอนที่เธอหันหน้าไปมองอันจื่อเฉินกับเพื่อนอีกสองคนนั้นเอง จู่ๆ ก็เห็นท่าทางทรมานจนเกินกว่าจะอดกลั้นไว้ได้ของจี้เซียว ดวงตาคู่เล็กพลันฉายรอยประหลาดขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

หานอวี่เจ๋อตั้งสติกลับมาได้ เมื่อเห็นสายตาของเฉิงหร่านแล้วใจเขาพลันกระตุกวูบ ดูเหมือนว่าเขาจะลืมอะไรไป!

เขาเผลอหันไปมองด้านหลังทันทีโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นเอง กรอบตาพลันต้องหรี่ลง!

ร่างกายของเขาตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งกว่าสมอง เขายื่นแขนไปกระชากประตูรถให้เปิดออกแล้วรีบลงจากรถไปอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้น เสียง ‘โอ้ก’ ดังมาจากด้านในรถ จี้เซียวอ้วก!

ขณะเดียวกัน ประตูอีกสามบานที่เหลือของรถอาวดี้ก็ถูกเปิดออกในชั่วพริบตาเช่นเดียวกัน!

อันจื่อเฉินกับโม่ลี่หนีลงจากรถอย่างหมดสภาพ ขากางเกงข้างหนึ่งของพวกเขาสองคนต่างเปรอะด้วยเศษอาหารที่อยู่ในอาเจียน

หานอวี่เจ๋อทนดูไม่ได้จนถึงกับต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นเสียงหนึ่ง

“พี่คะ วันนี้ดึกมากแล้ว หนูกลับก่อนแล้วกันนะคะ บ๊ายบาย!”

เมื่อเลื่อนสายตาขึ้นมอง เงาหลังของร่างร่างนั้นได้กลายเป็นจุดสีดำเล็กๆ ที่วิ่งแจ้นหายไปในความมืดหนีเข้าโรงเรียนไปแล้ว หานอวี่เจ๋อพูดอะไรไม่ออกไปครู่ใหญ่

โม่ลี่เองก็ไม่ได้พูดอะไรเหมือนกัน เขาเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งถูกเพื่อนรักอ้วกใส่ขากางเกงข้างหนึ่งเข้า คราวนี้เขาเลยยิ่งไม่อยากพูดยิ่งกว่าเดิม!

ทำอย่างไรดีล่ะ เวลานี้เขาอยากฆ่าไอ้คนที่มันทำให้กางเกงของเขาสกปรกมากๆ เลย!

ในความเงียบงัน เสียงที่ได้ยินมีเพียงเสียงของสายลมหวีดหวิวที่พัดผ่านมา กับเสียงโก่งคออ้วกเป็นระลอกของจี้เซียวที่ยังคงไม่ลงมาจากรถ...

ยิ่งฟังยิ่งทำให้รู้สึก...พะอืดพะอมจริงๆ

“ให้ตายเถอะ!” ในที่สุดหานอวี่เจ๋อก็สบถออกมาอย่างอดไม่ได้

โม่ลี่ยืนเงียบๆ อยู่ในบริเวณที่ห่างออกไป เขาเองก็รู้สึกพะอืดพะอมเหมือนกัน

ไม่ใช่เพราะที่เฉิงหร่านซิ่งรถหรอก แต่เพราะจี้เซียวทำให้เขาคลื่นไส้ต่างหาก!

“อะแฮ่ม...” ตอนนี้เอง อันจื่อเฉินเป็นคนส่งเสียงกระแอมขึ้นมาก่อน

เขายังคงรักษามาดสงบนิ่งเอาไว้ ไม่แสดงอาการรังเกียจอะไรออกมาทางสีหน้าเลยสักนิด

เด็กหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ “โทรเรียกให้คนมารับเถอะ รถคันนี้ดูเหมือนว่าจะขับไม่ได้แล้ว ยังไงเราก็จะเอาแต่ยืนอยู่อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้!”

หานอวี่เจ๋อหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ทีแรกเขาคิดว่าจะโทรหาศูนย์บริการรถยนต์ที่อยู่ใกล้ที่นี่มากที่สุดแล้วให้ส่งรถคันใหม่มาให้สองคัน

ทว่าเมื่อหางตาเหลือบมองไปเห็นว่าจี้เซียวยังคงอ้วกอยู่ เขาก็เปลี่ยนใจทันที

หานอวี่เจ๋อต่อสายหาเลขหมายปลายทางสองที่ โทรเรียกรถตีตี[footnoteRef:1]มาสองคัน [1: บริการรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันของจีน ]

จากนั้นก็ต่ออีกสายหาบริษัทรถยนต์ในเครือกิจการประจำตระกูลของตัวเอง เรียกให้คนมาเอารถไปล้าง เสร็จแล้วถึงค่อยปล่อยมือจากโทรศัพท์มือถือ

ทำไมคุณชายหานต้องเรียกรถตีตีมาสองคันน่ะเหรอ

ว่ากันตามตรง ความจริงเรียกรถมาคันเดียวก็พอแล้ว! พวกเขาพักอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งเดียวกันหมด นั่งรถสองคันดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจำเป็นเท่าไรนัก

แต่ว่าคุณชายหานไม่ได้คิดแบบนี้น่ะสิ เขาแอบคิดบัญชีกับจี้เซียวไปเงียบๆ เรียบร้อยแล้ว!

เขาไม่มีทางนั่งรถคันเดียวกันกับเจ้างั่งจี้เซียวนั่นอีกแล้ว!

คุณชายหานเบือนหน้าหนีอย่างเอาแต่ใจ ไม่หันกลับไปมองรถอาวดี้คันนั้นของตัวเองที่ถูกทำให้ตกอยู่ในสภาพน่าสะอิดสะเอียนอีก!

เขาไม่อยากมองจริงๆ ไม่อย่างนั้นเขากลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วจัดการกับจี้เซียวเสียตรงนี้เลย!

เจ็ดนาทีผ่านไป

หลังจากที่รอมานาน คราวนี้ถึงได้เห็นรถตีตีสองคันขับมาจอดลงตรงหน้าหานอวี่เจ๋อกับเพื่อน

หานอวี่เจ๋อไม่รอให้คนจากศูนย์บริการรถยนต์มาจัดการเก็บกวาดที่เกิดเหตุ พอเห็นรถตีตีมาถึงเขาก็ขึ้นไปบนรถทันทีแล้วสั่งความกับคนขับรถคันแรกอยู่สักพัก

เขาเห็นว่าคนขับรถคนนั้นเหลือบมองจี้เซียวที่หยุดอ้วกแล้วด้วยสีหน้าลำบากใจ ทั้งยังมองคราบอาเจียนที่เปรอะอยู่บนตัวเขาประปรายแล้วขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ

หานอวี่เจ๋อไม่พูดอะไรให้มากความ เขายัดเงินสดหนึ่งพันหยวนให้กับคนขับรถแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “นี่เป็นเงินค่าล้างรถของคุณ แค่คุณพาเขากลับไปส่งที่บ้านหนานเฉิงจี้โดยสวัสดิภาพแล้วแจ้งให้ยามรับทราบก็พอแล้ว ต่อจากนั้นจะมีคนออกมารับเขาเข้าไปเอง!”

ทันทีที่คนขับรถได้ยินคำว่าบ้านหนานเฉิงจี้ ตาของเขาพลันลุกวาวทันทีโดยไม่รู้ตัว

หากแต่ยังคงเอ่ยถามประโยคหนึ่งด้วยความระมัดระวังเพื่อความมั่นใจ “บ้านหนานเฉิงจี้เหรอ คฤหาสน์ของจี้กรุ๊ปหลังนั้น ตระกูลจี้เหรอครับ”

“อืม นั่นแหละ!” หานอวี่เจ๋อตวัดสายตามองคนขับรถนิ่งๆ ทีหนึ่ง ทว่าเขาไม่ได้ปิดบังอะไร

เขาเชื่อว่าคนขับรถคนนี้ไม่กล้าเล่นลูกไม้อะไรหรอก ตระกูลจี้ไม่ใช่คนที่เขาจะทำผิดด้วยได้!

หานอวี่เจ๋อลอบปรายตามองด้วยสายตาเย็นเยียบระคนเหยียดหยัน ถึงเวลาคนคนนี้อาจใช้จี้เซียวเป็นข้ออ้างมาสานสัมพันธ์กับตระกูลจี้สิไม่ว่า!

ได้ยินคำตอบที่หนักแน่นของหานอวี่เจ๋อแล้วคนขับรถพลันหน้าระรื่นขึ้นทันที ทั้งยังไม่ทำอิดออดอีก

เขาลงจากรถแล้วเข้าไปประคองจี้เซียวมาขึ้นรถด้วยตัวเอง เมื่อบอกลาหานอวี่เจ๋อเรียบร้อยแล้วก็ขับรถออกไปทันที

“นายเอาเขาไปส่งที่ไหน” อันจื่อเฉินเดินเข้ามาพลางขมวดคิ้วถาม

“ไปที่ที่เขาสมควรจะไป!” นัยน์ตาเย็นเยียบของหานอวี่เจ๋อหรี่ลง ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ

“ไปกันเถอะ!” โม่ลี่เดินเข้ามาพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา

จากใบหน้าของเขาแทบดูไม่ออกสักนิดว่าเขามีสีหน้าอย่างไร และดูไม่ออกด้วยว่าเขาห่วงสวัสดิภาพของจี้เซียวหรือไม่

เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้ลงมือต่อยจี้เซียวให้ตายก็นับว่าปรานีมากแล้ว!

แน่นอนว่าตอนนี้เขาจึงไม่สนใจว่าหานอวี่เจ๋อจะพาจี้เซียวไปส่งที่ไหน เขายังจะถูกส่งไปที่ไหนได้อีกล่ะ

นอกจากตระกูลจี้แล้ว ใครจะรับเขาไว้อีก

โม่ลี่ขึ้นรถไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง

หัวคิ้วของหานอวี่เจ๋อกระตุกครั้งหนึ่ง จากนั้นเขาก็ออกเดินทันที

อันจื่อเฉินส่ายหน้า เขาเดินตามไปอย่างจนใจ

เมื่อทั้งสามคนนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว รถยนต์ก็เคลื่อนตัวออกไป

ทางฝั่งนี้

ตอนที่เฉิงหร่านวิ่งมาถึงใต้หอหญิง ประตูรั้วยังไม่ทันได้ปิดลง

เธอลอบถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง จากนั้นจึงก้าวเข้าไปทันที

หลายนาทีผ่านไป

เธอเดินมาถึงหน้าประตูห้องพัก มือเล็กผลักบานประตูให้เปิดออกโดยไม่ลังเล ทันทีที่เข้ามาด้านในนั้นเอง

เฉิงหร่านพลันเห็นว่าในห้องพักมีเด็กผู้หญิงเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน พอเห็นตัวเองผลักประตูเข้ามา เด็กผู้หญิงคนนั้นดูจะตกใจไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่นานก็ปรับอารมณ์กลับเข้าสู่สภาพปกติ

เด็กผู้หญิงคนนั้นไวกว่าเฉิงหร่าน เธอเข้ามาหาแล้วพยักหน้าให้พร้อมระบายยิ้มบาง จากนั้นก็ยื่นมือออกมาแล้วพูดเสียงใส “สวัสดี ฉันชื่อถังเสวี่ยนะ ยินดีที่ได้รู้จัก!”

เธอผมสั้นเท่าติ่งหูดูทะมัดทะแมง ตาโตทั้งยังแวววาว สายตาใสกระจ่าง ที่สองข้างแก้มมีลักยิ้มซ่อนอยู่น้อยๆ ดูซุกซนและไร้เดียงสา

มองเพียงแว่บเดียว เฉิงหร่านก็รู้สึกชอบเธอไม่น้อย!

บางครั้ง ความประทับใจยามแรกพบนั้นสำคัญมาก สิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหน้าตา เพียงแต่เห็นแล้วถูกชะตาก็เท่านั้น!

เฉิงหร่านยื่นมือออกมาเช่นกันพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อเฉิงหร่าน ต่อไปเรียกฉันว่าหรานหร่านแล้วกันนะ!”

“เฉิงหร่าน หรานหร่าน...” ถังเสวี่ยพูดทวนซ้ำรอบหนึ่งเบาๆ

คราวนี้ถึงได้พยักหน้าแล้วตอบเสียงใสกลับมา “ได้เลยหรานหร่าน งั้นต่อไปเธอก็เรียกฉันว่าเสวี่ยเอ๋อร์แล้วกัน”

“อืม เสวี่ยเอ๋อร์...” เฉิงหร่านเองก็ตอบรับอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ทั้งสองคนสบตากันอยู่คู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มให้กันอย่างที่ดูใจตรงกันมาก

หลังจากพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับถังเสวี่ยอยู่สักพัก ทั้งคู่ก็แยกย้ายกลับขึ้นเตียงของตัวเอง

ตอนนี้ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องเข้าเรียนแล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่าเฉิงหร่านกับถังเสวี่ยเพิ่งรู้จักกันแล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากคุย แต่ก็ต้องหยุดไว้เพียงเท่านี้ก่อน แล้วเก็บไว้มาคุยกันต่อวันหลัง

ในเมื่อเป็นรูมเมตกันก็ยังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกเยอะ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก!

แน่นอนว่าเฉิงหร่านเองก็ดีใจเหมือนกัน เพราะถังเสวี่ยถือเป็นเพื่อนคนแรกที่เธอรู้จักจริงๆ จังๆ นับแต่ขึ้นชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมา

ส่วนหานอวี่เจ๋อกับเพื่อนๆ ที่รู้จักในวันนี้แค่เพราะอันจื่อเฉินแนะนำให้รู้จักเท่านั้น ไม่นับว่ารู้จักมักจี่อะไรกันกับเธอเลย!

แม้ว่าพวกเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่ก็ไม่ใช่เพื่อนที่เธอเป็นคนเข้าหาเอง ในใจจึงอดจะลำเอียงไม่ได้!

ถึงเธอจะไม่สนใจว่าจะไม่มีใครสนใจตัวเอง แต่ก็ไม่มีใครอยากอยู่เหงาๆ คนเดียวหรอก มีคนมาอยู่ด้วยกันสักคนก็รู้สึกดีเหมือนกัน

ก่อนที่จะขึ้นเตียงไป เธอแอบเหลือบมองเมิ่งอี้หลานกับเหยียนอวี่ฉีแว่บหนึ่ง

ตอนนั้นเธอเห็นเพียงว่าสองคนนั้นเงยหน้าขึ้นมามองเธอกับถังเสวี่ยทีหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นพวกเธอก็เล่นโทรศัพท์มือถือต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตอนนั้นเฉิงหร่านรับรู้ได้ทันทีว่าตัวเองกับพวกเธอไม่มีทางสนิทสนมกันได้

เดิมทีเธอเป็นคนค่อนข้างเก็บตัวอยู่แล้ว น้อยมากที่จะเป็นฝ่ายเข้าหาคนอื่น ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะถังเสวี่ยเข้ามาหาก่อนเธอก็คงไม่ทำใจกล้าเข้าไปทำความรู้จักเหมือนกัน

เธอไม่อยากพุ่งเข้าไปหาแล้วถูกอีกฝ่ายตบหน้ากลับมาหรอก

ไม่นานนักไฟในห้องพักก็ดับลง

ความมืดเข้าปกคลุมทั่วทุกอาณาบริเวณ

เฉิงหร่านหลับตาลงน้อยๆ เธอหลับสนิทไม่ฝันอะไรเลยทั้งคืน

ท้องฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้น เฉิงหร่านจึงรู้สึกตัวตื่น

ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเธอตระหนักได้ว่าอยู่คนเดียวต้องรู้จักตื่นเช้าหรอก

แต่เพราะเวลานอนของโรงเรียนนั้นเช้ามาก อธิบายให้ละเอียดขึ้นก็คือเพิ่งจะห้าทุ่มกว่าห้องนอนก็ถูกดับไฟให้เข้านอนแล้ว

ทั้งคืนนอนๆ ไปก็ใช้เวลานอนได้ถึงหกเจ็ดชั่วโมงพอดี

ประกอบกับที่เข้ามาพักที่โรงเรียนเป็นครั้งแรก เธอยังไม่ค่อยคุ้นชินเท่าใดนัก

โดยเฉพาะกับเตียงในห้องพัก ถึงแม้จะเป็นโรงเรียนชั้นนำ ไม่จำเป็นต้องนอนเบียดกันเจ็ดแปดคนในหนึ่งห้อง แล้วก็ไม่ได้แบ่งเป็นเตียงบนกับเตียงล่างด้วย

ต่างคนต่างนอนบนเตียงเดี่ยวคนละหลัง แล้วบนเตียงของเธอก็ปูผ้านวมเอาไว้ด้วยชั้นหนึ่ง แต่พอนอนลงไปแล้ว สุดท้ายก็ยังไม่นุ่มสบายเหมือนเตียงที่บ้านเธออยู่ดี

พวกเธอสี่คนพักอยู่ด้วยกัน นับว่ายังพอมีที่ว่างให้ทำอะไรได้สบายๆ ไม่แออัด

เฉิงหร่านเดาว่าทางโรงเรียนคงพิจารณาถึงปัจจัยที่ว่านักเรียนส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นลูกหลานของตระกูลเศรษฐี!

เรื่องการเรียนการสอนก็นับว่าไม่ค่อยเคร่งเท่าไร มีสิทธิพิเศษให้ค่อนข้างมาก

เฉิงหร่านดึงผ้าห่มผืนบางออกแล้วลงจากเตียงมาสวมรองเท้าแตะโดยระวังไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนคนอื่น จากนั้นเธอก็หันไปมองคนอื่นๆ อีกสามคนที่เหลือ

พวกเธอหลับตาพริ้มกันทุกคน ดูท่าแล้วน่าจะกำลังหลับสนิท ต่างคนต่างห่มผ้าห่มผืนบางไว้บนตัวคนละผืน

แม้ว่าตอนนี้ใกล้จะถึงเดือนกันยายนและแม้ว่าอากาศจะร้อนมาก แต่ในห้องพักมีเครื่องปรับอากาศ อุณหภูมิถูกปรับไว้ค่อนข้างต่ำ ตอนที่ทุกคนนอนเลยต้องห่มผ้าห่มบางๆ เอาไว้หน่อย

อย่างไรเด็กผู้หญิงก็ไม่ได้แข็งแรงเหมือนอย่างเด็กผู้ชาย แบบนี้ถ้าขืนตากแอร์ทั้งคืน เผลอๆ จะเป็นหวัดเอาได้ง่ายๆ

เฉิงหร่านเปิดกระเป๋าเดินทางด้วยความระมัดระวัง หยิบอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำออกมาพร้อมกับหยิบเสื้อไปเปลี่ยน

เสร็จแล้วจึงเปิดประตูห้องพักออกไปช้าๆ ตอนที่หันกลับมาก็พยายามปิดประตูให้เบามือมากที่สุด

ตอนนี้เป็นเวลาตีห้ากว่าๆ ท้องฟ้ายังคงเป็นสีฟ้าหม่นๆ อยู่หน่อยๆ ดูแล้วสดชื่นมาก

เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง อากาศที่ผ่านเข้าจมูกไปนั้นสดชื่นมาก

เฉิงหร่านหรี่ตาลงด้วยความรู้สึกสบายตัว ร่างกายรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาส่วนหนึ่งแล้วเหมือนกัน

พอตาสว่างเธอก็เผลออยากสำรวจรอบๆ ตัวดูสักหน่อย

ตอนนี้เฉิงหร่านเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าที่หอพักฝั่งตรงข้ามก็มีคนเดินผ่านไปผ่านมาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

เห็นได้ชัดเจนมากว่าคนที่ตื่นเช้าขนาดนี้ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว

เฉิงหร่านกะพริบตาปริบๆ เดินถือแก้วน้ำสำหรับบ้วนปากพร้อมกอดเสื้อผ้าเดินไปทางโรงอาบน้ำของเด็กผู้หญิงอย่างอารมณ์ดี

หลังจากเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็ได้ยินเสียงตะโกนดังขึ้นเบาๆ “หรานหร่านรอฉันด้วย...”

เฉิงหร่านหันหน้ากลับไปมองด้วยความฉงน แล้วก็พบกับถังเสวี่ยที่กำลังเดินหอบเสื้อผ้าวิ่งตามมา ในมือถือแก้วน้ำสำหรับบ้วนปากเอาไว้ด้วยเหมือนกัน

พอวิ่งมาหยุดข้างๆ เธอ ถังเสวี่ยก็หอบหายใจจนตัวโยนอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่จะเอ่ยคำทักทายก็ยังพูดติดๆ ขัดๆ ไปบ้าง

เฉิงหร่านหัวเราะเบาๆ ทีหนึ่ง “วิ่งเร็วขนาดนั้นทำไมกัน ดูสิเธอหอบหมดแล้วเนี่ย”

ถังเสวี่ยยิ้มเขิน เพราะเมื่อครู่รีบวิ่งเกินไป ตอนนี้ใบหน้าเลยดูเหมือนว่ามีเลือดฝาดแบบคนสุขภาพดีมากๆ

เสียงของเธอใสแจ๋ว ระดับเสียงก็ตั้งใจปรับให้แผ่วเบาไม่น้อย “เพิ่งมาที่นี่ ฉันก็อยากหาเพื่อนสักคนนี่นา ไม่อย่างนั้นถ้าต้องทำอะไรคนเดียวทุกอย่างคงน่าเบื่อแย่เลย!”

…………………………………………………

devc-75d0bbbd-32992Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 004 ตอนที่ 4