Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 005 ตอนที่ 5
ตอนที่ 5 บทเรียนของการอวดเก่ง
“ก็จริง ทำอะไรคนเดียวมันน่าเบื่อมาก ถ้ารู้แต่แรกว่าเมื่อกี้เธอก็ตื่นแล้วฉันคงเรียกเธอมาด้วยกัน” เฉิงหร่านพูดอย่างเป็นจริงเป็นจัง
“ขอโทษนะ! เมื่อกี้ฉันไม่ได้ตั้งใจแกล้งหลับหรอก เพราะสองคนนั้นยังนอนอยู่ ถ้าตอนนั้นฉันตื่นมาทักทายเธอต้องทำให้คนอื่นตกใจตื่นแน่ๆ...”
เฉิงหร่านหลุดขำพรืด “ก็จริง พวกเรานอนอยู่ด้วยกันหลายคน ถ้าทำเสียงดังตอนที่คนอื่นนอนอยู่ก็ไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ! ถ้าจู่ๆ ฉันตกใจตื่นเพราะเสียงดังหนวกหูฉันก็คงจะอารมณ์เสียมาก เธอรอบคอบดีแล้วล่ะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอก...” ถังเสวี่ยหัวเราะเขินๆ
ทั้งคู่เดินคุยกันเรื่อยเปื่อยระหว่างทางไปโรงอาบน้ำ คุยไปคุยมาหัวข้อสนทนาเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้นก็ค่อยๆ เริ่มสนิทกันช้าๆ
เสียงพูดคุยดังขึ้นสลับกับเสียงหัวเราะ ทำให้จังหวะการเดินเร็วขึ้นด้วย
ไม่นานนักพวกเธอก็มาถึงโรงอาบน้ำของนักเรียนหญิง
โรงอาบน้ำของที่นี่กั้นเป็นห้องๆ ไม่มีประตู มีเพียงม่านผืนเดียวบังอยู่เท่านั้น
ตอนนี้ยังเช้าอยู่เลยไม่มีใครอยู่ที่โรงอาบน้ำเลยสักคน
ยิ่งไปกว่านั้น คนส่วนใหญ่ต่างก็อาบน้ำกลางคืนกันทั้งนั้น ไม่มีใครตื่นมาอาบน้ำในเช้าวันถัดไปหรอก
ถ้าไม่ใช่เพราะเฉิงหร่านเพิ่งมาโรงเรียนเมื่อวานนี้แล้วบังเอิญเจออันจื่อเฉินกับเพื่อนเลยออกไปกินข้าวด้วยกัน เธอก็คงไม่ตื่นมาอาบน้ำเหมือนกัน
ทั้งสองคนเดินเข้าไปยังห้องอาบน้ำที่อยู่ข้างกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เฉิงหร่านเข้าไปแล้วก็กวาดตามองเครื่องเรือนต่างๆ ด้านในทีหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจเลย
เทียบกับห้องอาบน้ำห้องใหญ่ที่บ้านของเธอแล้วถือว่าต่างกันราวฟ้ากับดิน
เฉิงหร่านไม่สนใจอยากจะดูแล้ว เธอจัดการถอดเสื้อผ้าออกแล้วยื่นมือไปเปิดน้ำ
มือเล็กหยิบฝักบัวขึ้นมาแล้วจ่อเข้าหาตัว
สายน้ำเพิ่งทันได้กระทบกับร่างกาย เฉิงหร่านพลันกรีดร้องลั่น
เธอเผลอกลั้นหายใจไปเฮือกหนึ่งทันทีโดยไม่รู้ตัว
วินาทีนั้น ในใจอดจะสบถไม่ได้ ‘บ้าจริง น้ำเย็นเหรอเนี่ย! น้ำเย็น! แม้ว่าตอนนี้คือฤดูร้อนแต่อากาศตอนเช้าตรู่ก็ยังค่อนข้างเย็นอยู่บ้าง น้ำเย็นๆ แบบนี้ฉีดรดบนตัวรอบหนึ่งแล้วทำเอาหนาวจนตัวสั่นเลยนะ!’
“หรานหร่าน เธอเป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” น้ำเสียงห่วงใยของถังเสวี่ยดังมาจากด้านนอก
เฉิงหร่านรีบยื่นมือไปปิดน้ำพร้อมตะโกนลั่น “มะ ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร แต่เธออย่าเพิ่งอาบเลย นี่มันน้ำเย็น พระเจ้า หนาวเป็นบ้า!”
ถังเสวี่ยคลายกังวลลง ได้ยินคำพูดของเฉิงหร่านแล้วจึงตอบกลับมาขำๆ “แล้วเธอไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”
“ไม่เป็นไรๆ”
เฉิงหร่านเพิ่งจะพูดจบ หากแต่ทันใดนั้นก็พลันได้ยินเสียงน้ำไหล
เธอประหลาดใจจนอดถามขึ้นไม่ได้ “เธออาบน้ำหรือเปล่าน่ะ ไม่หนาวเหรอ”
เสียงของถังเสวี่ยเจือด้วยอารมณ์ขบขัน “หนาวอยู่นิดนึง แต่ว่าพออาบได้ เวลาอากาศร้อนๆ ฉันอาบน้ำเย็นเป็นประจำ ถ้าเธอขี้หนาวก็ไม่ต้องอาบหรอก! เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาง่ายๆ”
เฉิงหร่านฟังแล้วลังเลไปเล็กน้อย หลังจากนั้นนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจหยิบฝักบัวขึ้นมาอีกครั้งแล้วเปิดน้ำ
เธอกลั้นใจฉีดน้ำใส่ตัวเร็วๆ ทั้งที่ร่างกายสั่นเทิ้มอยู่หน่อยๆ
“หรานหร่าน ทำไมเธอยังอาบอีกล่ะ ถ้าขี้หนาวก็อย่าทำอะไรซี้ซั้วสิ เดี๋ยวเป็นหวัดไปล่ะแย่เลย”
“ไม่สนแล้ว ยังไงก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าไม่อาบก็จะรู้สึกแปลกๆ อยู่ อาบนิดหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก ตอนเย็นเดี๋ยวฉันออกไปซื้อยาแก้หวัดมากินสักหน่อยก็ไม่เป็นอะไรแล้ว” ฟันของเฉิงหร่านกระทบกันน้อยๆ หากแต่เธออดกลั้นความรู้สึกอยากวิ่งหนีเอาไว้แล้วทนอาบต่อให้เสร็จ
เธอหยิบเสื้อผ้าขึ้นสวมอย่างรวดเร็ว
หลังจากเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ ร่างกายของเธอยังคงสั่นเทาอยู่บ้าง
เธอยืนรออยู่ด้านข้างเพียงลำพัง รอให้ถังเสวี่ยออกมา
ไม่นานนัก
ถังเสวี่ยเดินออกมาพร้อมกับรองเท้าแตะ เธอสวมเสื้อสีขาวตัวหนึ่งกับกางเกงสีดำตัวหนึ่ง
ทันทีที่เห็นเฉิงหร่านยืนอยู่หน้าประตู
เธอพูดขึ้นทันที “หรานหร่านดูสิเธอตัวสั่นอยู่หน่อยๆ นะ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าฝืน แต่เธอก็ยังจะอาบอีก ไว้เดี๋ยวเป็นหวัดขึ้นมาก่อนเถอะ ฉันจะดูซิว่าเธอจะทำยังไง”
ถังเสวี่ยใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมด้วยมือข้างหนึ่ง เดินไปก็บ่นจนเสร็จสรรพเหมือนคุณแม่ดุลูกชาย
“อาบเสร็จแล้วเนี่ย จะเป็นหวัดก็เป็นไปเถอะ! ซื้อยามากินนิดหน่อยก็หายแล้ว”
ขณะที่คุยกันอยู่ ทั้งสองคนได้ออกมาจากโรงอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว และกำลังเดินคุยกันระหว่างมุ่งหน้ากลับหอพัก
เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องพัก
ทันทีที่ถังเสวี่ยผลักประตูเข้าไป ด้านในก็มีแต่ความว่างเปล่า คนสองคนที่อยู่ด้านในได้หายตัวไปแล้ว
เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยสบตากัน ทั้งคู่ค่อนข้างใจตรงกันตรงที่ต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไร
เฉิงหร่านเดินมาหน้ากระเป๋าเดินทางของตัวเองแล้วควานหากระจกบานเล็กสำหรับใช้แต่งหน้าบานหนึ่งกับหวีขนาดเล็กเล่มหนึ่งออกมา เธอส่องกระจกแล้วเริ่มจัดการกับผมยาวๆ ของตัวเอง
เพราะเมื่อครู่นี้เป็นน้ำเย็น เธอเลยไม่ได้สระผม
เด็กหญิงหวีผมลวกๆ
เฉิงหร่านเหลือบขึ้นมองถังเสวี่ยแล้วถามออกมาอย่างเอือมระอา “ใจลอยหรือเปล่าเนี่ย มองอะไรน่ะ”
ถังเสวี่ยเม้มปาก ยื่นมือไปสางผมสั้นๆ ของตัวเองแล้วพูดขึ้นอย่างสงสัย “หรานหร่าน ดูท่าเธอคงจะชอบชุดกีฬาเป็นพิเศษใช่มั้ย”
ถังเสวี่ยพูดแบบนี้แล้วเฉิงหร่านพลันเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมเธอถึงพูดอย่างนี้
เมื่อวานเธอสวมชุดกีฬา วันนี้ชุดที่เปลี่ยนมาใส่ก็เป็นชุดกีฬาแบบเดียวกัน เพียงแต่เป็นคนละสีเท่านั้น
เฉิงหร่านเม้มปากพร้อมอมยิ้ม เผยให้เห็นฟันเขี้ยวสองซี่ ดวงตาดอกท้อเรียวรีกลายเป็นเส้นโค้ง “เปล่าหรอก! เธอไม่รู้สึกว่าใส่แบบนี้มันง่ายดีเหรอ”
ถังเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ายิ้มๆ “หรานหร่าน เธอยิ้มแล้วดูดีจัง”
“ที่จริงเธอก็สวยมากเหมือนกันนะ ไม่มีใครบอกเธอเลยเหรอ” เฉิงหร่านยิ้มตาหยี
ทีแรกเธอแค่แซวเล่นเท่านั้น
ใครเล่าจะรู้ว่า
สีหน้าของถังเสวี่ยดูไม่ค่อยดีขึ้นจากเดิมเท่าไร
“ไม่มีเลย ก่อนหน้านี้เวลาเพื่อนๆ รู้ว่าฐานะของครอบครัวฉันไม่ได้ร่ำรวยก็ตีตัวออกห่างจากฉันไปมาก พวกเขาบอกว่าที่ฉันทำดีด้วยก็เพราะพวกเขารวยเลยคิดจะประจบเอาใจ ฉันเลยไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาแล้วเหมือนกัน”
ถังเสวี่ยพูดถึงตรงนี้แล้วหยุดไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยรอยยิ้มที่ค่อนข้างขมขื่น “ถึงครอบครัวของฉันจะไม่รวย แต่ฉันก็หาเรื่องให้ตัวเองถูกคนอื่นดูถูกไม่ลงเหมือนกัน”
เฉิงหร่านเม้มปากพลางยื่นมือไปตบไหล่ถังเสวี่ยเบาๆ
เธอเอ่ยขึ้นยิ้มๆ โดยไม่พูดถึงเรื่องนี้ต่ออีก “ไปกันเถอะ ต้องไปเรียนแล้ว”
ถังเสวี่ยรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจ แม้เฉิงหร่านไม่ได้พูดอะไรเป็นจริงเป็นจังมากนัก ทั้งยังไม่มีถ้อยคำปลอบใจระหว่างเพื่อน แต่เธอเข้าใจได้แล้ว
เฉิงหร่านไม่สนใจว่าฐานะของครอบครัวเธอจะแย่แค่ไหน
ที่เฉิงหร่านสนใจคือเธอ ถังเสวี่ยคนนี้คนเดียว
ไม่ใช่ตรงที่ว่าครอบครัวของเธอจะต้องมีภูมิหลังมามากแค่ไหน
ทั้งคู่หยิบของที่จำเป็นต้องใช้ในเวลาเรียนขึ้นมา จากนั้นก็เดินออกจากห้องพักไปด้วยกัน
เฉิงหร่านเดินมาตลอดทาง
เวลานี้ใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้ว บนทางเดินสายเล็กในโรงเรียนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
ตอนนี้เพื่อนคนอื่นต่างคนต่างวิ่งเข้าห้องเรียนของตัวเองไป
เมื่อเฉิงหร่านมาถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ ห้อง A
โต๊ะเรียนที่อยู่ด้านในเหลืออยู่ประปรายเพียงไม่กี่ตัวที่ยังไม่มีใครจับจอง ตัวอื่นล้วนแต่มีคนนั่งอยู่หมดแล้ว
เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยเดินตรงไปยังโต๊ะตัวที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นนั่งลงพร้อมๆ กัน
ตำแหน่งที่นั่งในตอนนี้เพียงแต่นั่งตามใจชอบกันไปก่อนเท่านั้น อีกเดี๋ยวพอเริ่มเรียนจริงๆ คุณครูก็จะมาเปลี่ยนที่นั่งให้ใหม่อยู่ดี
ดังนั้นเฉิงหร่านจึงไม่ได้เลือกอะไรมากมาย
เพราะสุดท้ายจะถูกย้ายไปนั่งตรงไหนก็ยังไม่แน่ใจเลย
สองสามนาทีต่อมา
ท่ามกลางสายตาตื่นอกตื่นใจของเพื่อนทั้งห้อง ในที่สุดคุณครูผู้หญิงคนหนึ่งในชุดสูทและกระโปรงสีดำกับรองเท้าส้นสูงห้าเซนติเมตรก็เดินถือหนังสือแบบเรียนประจำรายวิชาของเธอเข้ามา
เธอแต่งหน้าอ่อนๆ ดูเหมาะสม สวมแว่นตา เดินเข้าห้องเรียนมาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
หลังจากที่เธอเดินเข้ามา
มีผู้ชายหลายคนเดินถือหนังสือใหม่ประจำรายวิชาต่างๆ ตามเข้ามาติดๆ ก่อนจะนำไปวางไว้บนโพเดียม
ครู่หนึ่งผ่านไป จนเมื่อทุกคนขนหนังสือเข้ามาวางเรียบร้อยหมดแล้ว
คุณครูยกมือขึ้นดันแว่นพลางกวาดตามองนักเรียนทั้งห้องด้วยสายตาเรียบเฉย
สุดท้ายจึงเอ่ยปากขึ้นอย่างไม่รีบร้อน น้ำเสียงฟังดูเคร่งขรึม ค่อนข้างตรงตามแบบฉบับของคนเป็นครู “แถวหน้าเริ่มส่งหนังสือต่อๆ ไป หยิบวิชาละเล่ม”
เธอพูดจบก็ส่งสายตาบอกเป็นเชิงว่าให้นักเรียนแถวหน้าเริ่มส่งหนังสือต่อไปด้านหลัง
ขณะที่สีหน้าของเธอยังคงไร้อารมณ์เช่นเดิม เธอมองดูแต่ละคนด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
จนเมื่อนักเรียนแต่ละคนหยิบหนังสือกันไว้เรียบร้อยแล้ว เธอถึงได้ค่อยๆ เริ่มแนะนำตัว “ครูคือครูประจำชั้นม.สี่ของพวกเธอ ครูนามสกุลหลี่ ต่อจากนี้เรียกครูว่าครูหลี่ก็พอ ตอนนี้ครูจะเช็กชื่อแล้ว นักเรียนที่มาแล้วแค่ยกมือขึ้นก็พอ ได้ยินแล้วใช่มั้ย”
คุณครูหลี่พูดจบ ดวงตาคมกริบครู่นั้นก็พลันกวาดมองทุกๆ คนที่อยู่ในห้องเรียน
นักเรียนทั้งห้องมองหน้ากัน แต่ก็ยังขานตอบกันคนละเสียงสองเสียง “ได้ยินแล้วค่ะ/ครับ...”
เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยเองก็ขานตอบเสียงเบาด้วยกันกับคนอื่นๆ
ในใจเฉิงหร่านค่อนข้างพูดไม่ออก
ทำไมครูประจำชั้นคนนี้ถึงได้คล้ายแม่ชีเมี่ยเจวี๋ย[footnoteRef:1]จังเนี่ย [1: ตัวละครในนิยายเรื่องมังกรหยก เป็นแม่ชีเจ้าสำนักง้อไบ๊ ยึดถือคุณธรรมและความถูกต้องมาก]
หางตาแอบเหลือบมองถังเสวี่ย
ถังเสวี่ยกลอกตาให้เธอทีหนึ่งคล้ายกำลังบอกว่า ‘ถ้าเธอยังทำอย่างนี้อยู่ อีกเดี๋ยวก็ไปนวดขาให้ครูประจำชั้นเถอะ’
หรานหร่านเหล่มองทีหนึ่ง ส่งเสียงกระแอมในลำคอสองที ทำท่าว่าไม่สนใจแม้แต่น้อย
ในตอนนั้นเอง ครูประจำชั้นที่ยืนอยู่บนโพเดียมได้เริ่มการเช็กชื่อแล้ว
จนเมื่อถึงคิวของเฉิงหร่าน “เฉิงหร่าน”
เฉิงหร่านรีบยกมือขึ้นทันที
หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลดมือลงด้วยท่าทางสบายๆ เริ่มพลิกเปิดหนังสือเล่มใหม่ในมือดู ไม่สนใจความเป็นไปที่เกิดขึ้นในห้องเรียนอีกต่อไป
จนกระทั่งการเช็กชื่อเสร็จสิ้นลง
คุณครูหลี่ได้พูดขึ้นอีกครั้งว่าให้ทุกคนเขียนไซซ์เสื้อของตัวเองพร้อมทั้งเขียนชื่อกับนามสกุลไว้ด้วย
ข้อมูลนี้จำเป็นต้องใช้สำหรับตัดชุดนักเรียน
เฉิงหร่านฟังแล้วทำได้เพียงยิ้มเท่านั้น โรงเรียนนี้ชักจะขี้เกียจเกินไปแล้ว
แม้แต่วิธีแบบนี้ก็คิดได้ แต่มันก็สะดวกมากจริงๆ นั่นแหละ
เฉิงหร่านเขียนเสร็จแล้วก็ส่งไปด้านหน้า คาบเรียนดำเนินไปอย่างทุลักทุเล ก่อนที่เวลาเลิกเรียนจะมาถึง
เฉิงหร่านยัดหนังสือใหม่ทั้งหมดที่ได้มาเข้าไปไว้ใต้โต๊ะ
เธอรู้สึกง่วงนิดๆ เลยใช้มือข้างหนึ่งรองเป็นหมอนแล้วฟุบลงนอนกับโต๊ะโดยหันหน้าไปด้านข้าง
เธอบอกถังเสวี่ยว่าอย่าลืมเรียกเธอด้วย หลังจากนั้นก็สะลึมสะลือแล้วผล็อยหลับไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรแล้ว เฉิงหร่านถูกใครคนหนึ่งเขย่าให้ตื่นขึ้นมา
เธอรู้สึกปวดหัวมาก
ตอนที่เงยหน้าขึ้นมา สายตายังคงพร่ามัวอยู่หน่อยๆ
ที่ข้างหูได้ยินเสียงเรียกของถังเสวี่ย “หรานหร่าน พวกเราเลิกเรียนแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ”
“เลิกเรียนเหรอ” เฉิงหร่านจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก
“ใช่น่ะสิ! เลิกเรียนแล้ว ถึงเวลากินข้าวเที่ยงแล้ว”
เฉิงหร่านได้ยินแล้วคราวนี้ถึงตั้งสติกลับมาได้
เธอรีบลุกขึ้นยืน ทว่าร่างกายกลับโงนเงนจนเกือบล้มลง
ถังเสวี่ยรีบยื่นมือไปประคองเฉิงหร่านเอาไว้ ปากพลางบ่นอุบอีกด้วย “เธอช้าๆ หน่อยสิ หิวมากเลยใช่มั้ยเนี่ย ดูเหมือนเธอไม่มีแรงเลยนะ”
เฉิงหร่านโบกมือบอกเป็นเชิงว่าไม่เป็นอะไร
หัวของเธอปวดมาก เธอขมวดคิ้วเข้าหากัน
พอยกมือขึ้นลูบอังหน้าผากก็รู้สึกได้ว่าติดจะร้อนอยู่นิดๆ
นี่เธอเป็นหวัดแล้วหน่อยหนึ่งเหรอเนี่ย!
ร่างกายนี้ช่างเหลือเกินจริงๆ แค่อาบน้ำเย็นนิดหน่อยก็เป็นหวัดแล้ว
เฉิงหร่านยิ้มอย่างอ่อนแรงให้ถังเสวี่ยที่กำลังมองมาด้วยสีหน้าเป็นห่วง “ไม่ได้หิวหรอก ดูเหมือนจะเป็นหวัดน่ะ ตอนนี้ตัวรุมๆ ฉันไปซื้อยามากินหน่อยแล้วกัน ตอนบ่ายคงไม่มาเรียนแล้วนะ ฉันอยากพัก”
ถังเสวี่ยรีบพยักหน้า “งั้นก็ได้ ไปซื้ออะไรกินก่อนมั้ย แล้วค่อยไปซื้อยามากิน ไม่อย่างนั้นท้องว่างจะยิ่งรู้สึกไม่สบายตัวขึ้นกว่าเดิมนะ”
“ไม่อยากกินอ่ะ ฉันไปซื้อยาแล้วกัน เธอไปกินข้าวเถอะ ฉันจะดูแลตัวเองน่า” เฉิงหร่านส่ายหน้าพลางยื่นมือไปผลักถังเสวี่ยเบาๆ
บอกเป็นเชิงว่าเธอไปคนเดียวได้
“งั้นเธอระวังตัวหน่อยนะ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็บอกฉัน เดี๋ยวฉันไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อน” ถังเสวี่ยหันหน้ากลับมา ดวงตาใสฉายรอยเป็นห่วงขึ้น
“โอเค ฉันรู้แล้ว เธอไปเถอะ” เฉิงหร่านปวดหัวอยู่นิดหน่อย ไม่อยากพูดอะไรมาก จึงทำเพียงพูดนิ่งๆ ให้ถังเสวี่ยสบายใจ
ถังเสวี่ยเดินไปได้สองสามก้าวก็ไม่วายหันกลับมามองเฉิงหร่านอีก เธอเห็นเฉิงหร่านกำลังเก็บของบนโต๊ะเรียน
เธอรู้สึกเหมือนน้ำท่วมปาก
สุดท้ายก็เดินออกไปโดยไม่ได้พูดอะไร
เฉิงหร่านออกมาจากห้องเรียน
เธอไปขอลาป่วยกับคุณครูหลี่ครูประจำชั้นก่อนเป็นอันดับแรก
จากนั้นเธอจึงมาขอยาแก้หวัดที่ห้องพยาบาลของโรงเรียน
คุณหมอแนะนำว่าให้เธอให้น้ำเกลือหนึ่งขวดจะหายเร็วกว่า
ตอนนั้นเฉิงหร่านกล่าวขอบคุณแล้วปฏิเสธไป
เธอกลัวการฉีดยาที่สุด เธอยอมกินยาไปหลายๆ วันดีกว่าต้องฉีดยาเข็มเดียว
หลังจากกินยาที่ห้องพยาบาลเสร็จเรียบร้อย
เฉิงหร่านก็เดินกลับห้องพักไปตามลำพัง
ล้มตัวลงนอนบนเตียงได้ไม่นานนัก เธอก็ผล็อยหลับไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร
ตอนที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เฉิงหร่านรู้สึกเพียงว่าปวดหัวมากจนสมองแทบจะระเบิด เธออ้าปากทว่ากลับส่งเสียงใดๆ ออกมาไม่ได้
เธออยากลุกขึ้นมาเทน้ำดื่ม แต่ร่างกายกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
ตอนนี้เอง จู่ๆ เฉิงหร่านก็รู้สึกแย่มาก ขอบตาก็ขึ้นสีแดงเรื่อด้วยเหมือนกัน
น้ำตาร่วงหล่นลงมาหยดแล้วหยดเล่าเหมือนกับสายสร้อยไข่มุกที่ขาดจากกัน
ตอนนี้เธอดันคิดถึงพ่อกับแม่ของตัวเองเอามากๆ คิดถึงความเอาใจใส่อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ของพวกเขา
คิดถึงเสียงบ่นอุบของแม่ที่มักจะดังอยู่ข้างหูเสมอเวลาเธอป่วย
ใครๆ ก็บอกว่าจิตใจคนเราจะอ่อนแอมากที่สุดเวลาป่วย ไม่เว้นแม้แต่กับเฉิงหร่านด้วยเหมือนกัน
เพียงแค่นึกถึงที่เมื่อวานตัวเองยังรับปากกับพ่อแม่เป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลตัวเองให้ดี
เพิ่งถัดจากเมื่อวานมายังไม่ทันจะถึงหนึ่งวันเลยด้วย
เธอก็มานอนแน่นิ่งบนเตียงขยับเขยื้อนไม่ได้แล้ว คิดแล้วเธอรู้สึกเพียงว่าอึดอัดใจอย่างเดียวเท่านั้น
คิดไปเรื่อยๆ ในใจพลันเหมือนมีไฟกำลังลุกโชนก็ไม่ปาน ในลำคอก็แห้งผากจนแทบทนไม่ไหว
จู่ๆ เธอก็ไอออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
เสียงไอแต่ละครั้งฟังดูทรมานราวกับว่าจะคายเอาปอดออกมาอยู่แล้ว!
จนเมื่อหยุดไอ
เฉิงหร่านรู้สึกเหมือนว่าเจ็บคอขึ้นมาหน่อยๆ แล้ว
เธอนอนสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นควักโทรศัพท์มือถือออกมาโทรศัพท์หาอันจื่อเฉินด้วยมือที่ค่อนข้างสั่นเทา
ที่นี่มีเพียงเขาแล้วล่ะที่สามารถพาเธอไปส่งที่โรงพยาบาลได้
ถ้าหากยังไม่ไปโรงพยาบาลอีกละก็
เฉิงหร่านแทบจะสงสัยแล้วว่าอาการไข้สูงของเธอจะนำมาซึ่งโรคปอดบวมหรือเปล่า
ไม่นานนักโทรศัพท์ก็ต่อติดปลายสาย เสียงใสและอบอุ่นของอันจื่อเฉินดังมาจากในสายพูดว่าหรานหร่าน
เฉิงหร่านไม่มีเวลาพูดจาไร้สาระมากมายขนาดนั้น เธอค่อยๆ ผ่อนลมหายใจสองสามเฮือก น้ำเสียงสั่นเครือน้อยๆ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ติดจะแหบพร่า “พี่คะ ไปส่งหนูที่โรงพยาบาลที หนูอยู่ที่หอพัก...”
เฉิงหร่านเอ่ยคำพูดสองสามประโยคนี้ให้จบด้วยความยากลำบาก ยังไม่ทันได้วางสายเธอก็ก้มหน้าลงแล้วไอออกมาอย่างหนักเพราะทนกับความแห้งผากของลำคอไม่ได้
ปลายนิ้วของมือข้างที่กำโทรศัพท์มือถือไว้ซีดเผือดไปแล้ว
เธอได้ยินเสียงตะโกนของอันจื่อเฉินดังขึ้นลางๆ จากโทรศัพท์มือถือ เพียงแต่ว่าเฉิงหร่านได้ยินไม่ชัดแล้วว่าคำพูดนั้นคืออะไร...
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ห้อง A
จู่ๆ อันจื่อเฉินก็ถือโทรศัพท์มือถือลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
เขาได้ยินเสียงไอดังผ่านสายโทรศัพท์มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวใจพลันเต้นระส่ำขึ้นมาทันใด
เขาตะโกนเรียกเฉิงหร่านหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครตอบกลับมา
ปลายสายมีเพียงเสียงไอที่ดังออกมาไม่หยุด เสียงยิ่งฟังดูอ่อนแรงลงเรื่อยๆ
หานอวี่เจ๋อเงยหน้าขึ้นมองเขา “เป็นอะไรไป”
อันจื่อเฉินไม่มีเวลาอธิบายเหมือนกัน เขายื่นมือไปคว้าตัวหานอวี่เจ๋อแล้วเดินออกไปทันที
คุณครูตะโกนเรียกชื่อคนทั้งคู่จากบนโพเดียม “อันจื่อเฉิน หานอวี่เจ๋อ พวกเธอจะไปไหน ตอนนี้ยังเป็นเวลาเรียนอยู่นะ กลับมาเดี๋ยวนี้”
เสียงดุของคุณครูไม่สามารถเรียกให้คนทั้งสองที่วิ่งออกไปไกลแล้วกลับมาได้
ตอนนี้อันจื่อเฉินก็วิ่งออกไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามองเช่นเดียวกัน
ชั่วครู่เดียวเสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นเหมือนกับเสียงน้ำมันในกระทะเดือดๆ “นี่ ได้ยินหรือเปล่า เมื่อกี้ฉันได้ยินอันจื่อเฉินพูดว่าหรานหร่านอะไรก็ไม่รู้ จะใช่แฟนเขาหรือเปล่า”
“พูดเพ้อเจ้ออะไรน่ะ อันจื่อเฉินจะไปมีแฟนได้ยังไง ใครจะคู่ควรกับเขาได้บ้าง”
“ทำไมจะมีไม่ได้เล่า เมื่อคืนฉันยังเห็นอันจื่อเฉิน หานอวี่เจ๋อ แล้วก็เพื่อนในกลุ่มเขาอีกสองคนกินข้าวที่ร้านอาหารกับเด็กผู้หญิงหน้าตาสวยมากๆ คนหนึ่งอยู่เลยเถอะ!”
“โอ้โห ไปกินข้าวกับพวกเขาสี่คนเลยเหรอ ต้องไม่ใช่คนดีแน่ หน้าด้านจริงๆ เลย!”
“แต่ก็ยังดีกว่าคนบางคนที่อยากหน้าด้านแต่ไม่มีโอกาสน่ะนะ!”
“เธอว่าใครฮะ!”
“ก็ว่าเธอนั่นแหละ จะทำไม...”
ครู่หนึ่งผ่านไป
ห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกเกิดเสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นมาเหมือนเสียงพัดลมดูดอากาศเนื่องจากโทรศัพท์สายหนึ่งของหนุ่มหล่อประจำโรงเรียนสองคน
สุดท้ายเป็นครูประจำชั้นที่ตบโต๊ะดังปัง นอกจากนักเรียนชายแล้ว นักเรียนทั้งห้องที่เป็นนักเรียนหญิงทุกคนล้วนแต่ถูกลงโทษให้ออกไปที่หน้าประตูห้องเรียน
สำหรับอันจื่อเฉินกับหานอวี่เจ๋อที่วิ่งหนีออกไปจากคาบเรียนนั้น ครูประจำชั้นของชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกได้เขียนรายงานขนาดสั้นฉบับหนึ่งส่งให้ผู้อำนวยการเรียบร้อยแล้ว
ส่วนเรื่องที่ว่าผู้อำนวยการจะสนใจนักเรียนสองคนนี้ที่มีฐานะครอบครัวไม่ธรรมดาหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เธอควรจะเป็นกังวลแล้ว
…………………………………………………