Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 006 ตอนที่ 6
ตอนที่ 6 สุภาพอ่อนโยนดั่งหยก ไม่เหมือนใครๆ
เรื่องของอันจื่อเฉินเรื่องนี้ถูกจัดให้เป็นประเด็นร้อนเรื่องแรกทันทีนับแต่ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่หกของโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายชิงเฉิงเปิดเทอมมาได้สองวัน
นอกจากนี้ตัวละครสำคัญของเรื่องยังเป็นหนุ่มหล่อสองคนจากครอบครัวที่ทั้งร่ำรวยและทรงอิทธิพล เพื่อเด็กผู้หญิงคนเดียวแล้ว เปิดเทอมมาวันที่สองก็ถึงกับยอมโดดเรียน เรื่องนี้จึงกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ใครต่อใครในโรงเรียนนำไปพูดกันสนุกปากราวกับสายลม
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เอาไว้ค่อยว่ากันอีกที
อันจื่อเฉินกับหานอวี่เจ๋อรีบวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนจะมาถึงใต้หอพักหญิง
คุณป้าผู้ดูแลหอพักขวางพวกเขาไว้ไม่ให้เข้าไป
อันจื่อเฉินสงบสติอารมณ์แล้วกล่าวอธิบายไปอย่างชัดเจน
พอคุณป้าผู้ดูแลหอพักได้ยินว่ามีนักเรียนหญิงเป็นลมไปต้องรีบพาไปส่งโรงพยาบาล
เธอเองก็ร้อนใจไปด้วยเหมือนกัน รีบหยิบกุญแจเตรียมจะขึ้นหอพักไปพร้อมกัน
อันจื่อเฉินนำหน้าไปก่อน เขาเคยมาส่งเฉิงหร่านที่หน้าประตูหอพัก แล้วก็รู้ด้วยว่าควรไปทางไหน
ดังนั้นเขาจึงวิ่งพรวดขึ้นไปก่อนเป็นคนแรก
ฝ่ายหานอวี่เจ๋อคว้าเอากุญแจมาจากมือคุณป้าผู้ดูแลหอพัก ก่อนจะสาวเท้าสองสามก้าวแล้ววิ่งตามขึ้นไปด้วยกัน
อันจื่อเฉินมาถึงหน้าประตูแล้วบิดลูกบิดพร้อมกับตบบานประตู “เฉิงหร่าน? เฉิงหร่าน?”
ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านใน
หานอวี่เจ๋อกระชากตัวเขาออกมา
เด็กหนุ่มลองไขกุญแจอยู่หลายครั้งกว่าจะเปิดประตูได้ ทั้งสองคนต่างพุ่งเข้าไปด้านใน
ทันทีที่เข้าไป
พวกเขาเห็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนอนหงายอยู่บนเตียงในสภาพปล่อยผมสยาย ดวงตาทั้งสองข้างปิดเข้าหากันแน่น ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งผาก...
มืออีกข้างกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น ปลายนิ้วกลายเป็นสีขาวไปแล้ว ร่างนั้นนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม่กระดุกกระดิก
หานอวี่เจ๋อตกใจจนรูม่านตาหดเล็กลงไปในทันที เขาลอบสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินเข้าไป
เขาประคองร่างกายครึ่งท่อนบนของเฉิงหร่านด้วยมือข้างหนึ่งให้เธอลุกขึ้นนั่ง มืออีกข้างอังใต้จมูกสำรวจลักษณะของลมหายใจ รู้สึกถึงเพียงลมหายใจร้อนผ่าวที่นิ้วมือ ในใจคลายความกังวลไปเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นมาพยักหน้าให้อันจื่อเฉิน “น่าจะไข้ขึ้นสูงแล้วยังไม่ลดลง ตอนนี้เลยเป็นลมไปแล้ว”
หานอวี่เจ๋อพูดจบก็อุ้มเฉิงหร่านขึ้นมาแล้ววิ่งผ่านอันจื่อเฉินออกไปอย่างรวดเร็วราวกับเกิดสายลมพัดวูบขึ้น
อันจื่อเฉินชะงักไปเล็กน้อย ความรู้สึกประหลาดปรากฏขึ้นในใจแว่บหนึ่ง แต่ไม่มีเวลาได้ครุ่นคิดมากมายก็วิ่งตามออกไปแล้ว
ตอนนั้นเอง คุณป้าผู้ดูแลหอพักเพิ่งจะวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมา
หานอวี่เจ๋อวิ่งตรงไปโดยไม่สนใจเธอ
อันจื่อเฉินจำต้องหยุดลงอย่างเสียไม่ได้
หลังจากที่เขาอธิบายเสร็จก็ส่งกุญแจคืนให้เธอ
คราวนี้ถึงได้วิ่งตามออกไปอีกครั้ง
หานอวี่เจ๋ออุ้มเฉิงหร่านเอาไว้แล้ววิ่งออกจากโรงเรียนมาด้วยความเร็วราวสายลม โบกรถได้คันหนึ่งก็ขึ้นไปนั่งทันที “ไปโรงพยาบาลครับ”
คนขับรถตอบรับทีหนึ่ง
จากนั้นรถยนต์พลันเคลื่อนตัวออกไป มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่างรวดเร็ว
อันจื่อเฉินตามออกมาก็เห็นเพียงไฟท้ายรถที่ไกลออกไปลิบๆ
ในใจอดจะหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ ไม่ได้ เขารีบโบกรถอีกคันแล้วตามไปอย่างรวดเร็ว
หานอวี่เจ๋อสงบสติอารมณ์ที่ตอนนี้กำลังกระวนกระวาย เขาล้วงเอาเงินสามร้อยหยวนส่งให้คนขับรถพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “รบกวนช่วยขับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หน่อยนะครับ”
หานอวี่เจ๋อพูดจบก็ก้มหน้าลงมองเฉิงหร่านที่อยู่ในอ้อมอก
สีหน้าของเขาค่อนข้างซับซ้อน
คนขับรถเหลือบมองกระจกมองหลังทีหนึ่ง ก่อนจะตอบรับด้วยน้ำเสียงเจือความขบขัน
รถยนต์เร่งความเร็วขึ้นทันทีและบึ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงราวโบยบิน
หานอวี่เจ๋อเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาสีดำหรี่ลง เรือนผมดำขลับบดบังรอยประหลาดที่ฉายวาบขึ้นในดวงตาไว้น้อยๆ
คนขับรถเหลือบมองกระจกมองหลังพลางหัวเราะหึๆ ออกมาโดยที่สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป “สมัยหนุ่มๆ ลุงก็ชอบขับรถซิ่งเหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้เนี่ยอายุมากแล้ว เลยขับรถด้วยความเร็วปกติ เมียจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย คนเราน่ะ ต้องรู้จักห่วงชีวิต”
หานอวี่เจ๋อไม่พูดอะไร เพียงแต่พยักหน้าเท่านั้น
ไม่รู้ว่าฟังเข้าหูไปแล้วหรือไม่ได้ฟัง
เรียวปากบางของเขาเม้มเข้าหากันน้อยๆ ตามองเฉิงหร่านนิ่ง
ราวกับว่ากำลังมองทะลุผ่านร่างเธอเข้าไปยังสถานที่อันไกลโพ้นสักแห่งอย่างไรอย่างนั้น
ชั่วขณะนั้น ไม่มีใครเอ่ยปากพูดเลยสักคน
รถยนต์ขับมาถึงโรงพยาบาลใจกลางเมืองอย่างรวดเร็ว
หานอวี่เจ๋ออุ้มเฉิงหร่านลงจากรถแล้วรีบวิ่งเข้าโรงพยาบาลไปทันที
เขาตะโกนเรียกให้หมอมาช่วยรักษา
มองร่างของเฉิงหร่านที่ถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉินไป
จากนั้นหานอวี่เจ๋อถึงได้ตามพยาบาลออกไปจัดการเรื่องขั้นตอนการเข้าพักที่โรงพยาบาล
เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อยเขาก็กลับออกมานั่งอยู่บนม้านั่งตัวยาว
เขาก้มหน้าลงน้อยๆ แล้วนิ่งเงียบ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ผ่านไปพักใหญ่
โทรศัพท์มือถือพลันดังขึ้น
หานอวี่เจ๋อหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมามองโดยที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จากนั้นจึงกดรับสาย
เสียงของอันจื่อเฉินที่ดังออกมาฟังดูติดจะระอาใจอยู่บ้าง “อวี่เจ๋อ พวกนายอยู่ไหน”
หานอวี่เจ๋อชะงักไปครู่หนึ่งแล้วจึงตั้งสติขึ้นได้
มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว หมอกทึบในใจก็ลดน้อยลงไปมากด้วยเช่นกัน
ต้องเป็นเพราะคนขับรถคนนั้นเหยียบคันเร่งจนมิดจนทำให้เจ้าบ้าอันจื่อเฉินตามไม่ทันแน่ๆ
เขาตามมาไม่ทันแล้ว
หานอวี่เจ๋อคิดแบบนี้แล้วอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยๆ เพราะอะไรก็ไม่รู้
เขาบอกตำแหน่งที่ตั้งของโรงพยาบาลให้กับอันจื่อเฉินด้วยเสียงแผ่วเบา เสร็จแล้วก็วางสายไป
จากนั้นเขาก็เหม่อมองไปยังประตูห้องฉุกเฉินอย่างเหม่อลอย
ไม่นานนัก ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก
พยาบาลสองสามคนเข็นร่างเฉิงหร่านออกมา
หานอวี่เจ๋อลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปสอบถามอาการกับคุณหมอ
เฉิงหร่านถูกเข็นเข้าห้องพักผู้ป่วยไป
หลังจากที่หานอวี่เจ๋อสอบถามเรื่องอาการป่วยเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย เขามองเด็กผู้หญิงคนนี้ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ ที่ข้อมือยังต่อสายน้ำเกลือเอาไว้อีกด้วย ท่าทางของเธอดูอิดโรยมาก
หานอวี่เจ๋อชะงักไปเล็กน้อยชั่วขณะหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรทำอะไร
แล้วประตูด้านหลังก็ถูกผลักให้เปิดออกอีกครั้ง
หานอวี่เจ๋อหันหน้ากลับไป
อันจื่อเฉินผลักประตูให้เปิดออกแล้วเดินเข้ามาด้วยท่าทางติดจะหอบหน่อยๆ
ทันทีที่เขาเข้ามาก็เอ่ยปากถามทันที “อวี่เจ๋อ เธอเป็นยังไงบ้าง”
หานอวี่เจ๋อมองเขา สายตาฉายรอยเหนื่อยหน่ายอยู่บ้าง “ต้องนอนโรงพยาบาลอย่างน้อยสี่ห้าวัน พวกรายละเอียดนายไปถามเอากับคุณหมอได้”
หานอวี่เจ๋อว่าพลางมองอันจื่อเฉินด้วยท่าทางที่คล้ายว่าจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
อันจื่อเฉินไม่ได้ตอบ
เขาเหลือบมองเฉิงหร่านที่นอนนิ่งไม่กระดุกกระดิกอยู่บนเตียง ในใจแอบรู้สึกโล่งอก
คราวนี้ถึงได้เบนสายตามามองหานอวี่เจ๋อ
พอได้เห็นรอยยิ้มมุมปากของหานอวี่เจ๋อที่คล้ายจะยิ้มแต่ไม่ยิ้มแล้ว
จู่ๆ เขาก็อมยิ้มออกมาน้อยๆ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิที่โชยมากระทบใบหน้า “อวี่เจ๋อ นายดูเหมือนจะปฏิบัติกับเธอต่างจากคนอื่นมากนะ!”
อันจื่อเฉินว่าพลางยิ้มยียวน
ทว่าพอคำพูดนี้ลอยเข้าหูหานอวี่เจ๋อไปกลับทำให้ใจเขากระตุกวูบ
รอยยิ้มบางที่ปรากฏอยู่บนมุมปากมาตลอดก็พาลชะงักค้างไปเล็กน้อยด้วยเหมือนกัน
เพียงแต่ว่าไม่นานนักหานอวี่เจ๋อก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง มุมปากยกยิ้มขึ้นนิดๆ “ที่ฉันเป็นเดือดเป็นร้อนก็เพราะฉันไม่อยากให้เกิดเรื่องกับใครต่อหน้าฉันอีกแล้ว ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ไม่สำคัญ”
หานอวี่เจ๋อพูดจบก็ไม่เหลียวมองอันจื่อเฉินอีกเลยแม้เพียงครั้งเดียว
อันจื่อเฉินตกใจ เขายื่นมือออกไปตบบ่าหานอวี่เจ๋อทันที “เรื่องพวกนั้นผ่านไปหมดแล้ว นายก็อย่าโทษตัวเองนักเลย เธอก็คงไม่อยากเห็นนายมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานแบบนี้หรอก”
หานอวี่เจ๋อไม่พูดอะไร เขาดูเหมือนไม่ได้ฟังที่อันจื่อเฉินพูด เขายืนเหม่ออยู่คนเดียวครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกไป เมื่อเดินพ้นบานประตูไปแล้วถึงได้มีเสียงดังเข้ามาเบาๆ “ฉันไปแล้วนะ ไม่ต้องพูดถึงฉันให้เธอฟังล่ะ ฉันยังมีธุระอีก”
อันจื่อเฉินมองไปทางทิศทางที่หานอวี่เจ๋อจากไป สีหน้าพลันซับซ้อนขึ้นอย่างประหลาด เหม่อลอยอยู่พักใหญ่
ทว่าเขาที่ยืนหันหลังอยู่นั้นกลับมองไม่เห็นว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงด้านหลังได้ลืมตาเรียบร้อยแล้ว
เฉิงหร่านรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ อีตาหานอวี่เจ๋อหมายความว่าอย่างไรกัน ไม่อยากให้เธอรู้ว่าเขามาส่งเธอที่โรงพยาบาลเพราะว่าเธอจะเกาะเขาไม่ปล่อยเหรอ แล้วเธอที่ว่านั่นเป็นใครอีกเนี่ย
เฉิงหร่านคิดเรื่องพวกนี้แล้วพาลรู้สึกเวียนหัว เธอหลุดไอออกมาเบาๆ อย่างไม่อาจควบคุมได้
อันจื่อเฉินได้ยินเสียงดังกล่าวแล้วพลันได้สติกลับมา อมยิ้มบางที่มุมปากพร้อมพูดด้วยเสียงอบอุ่น “เสียวหร่านเธอฟื้นแล้วเหรอ รู้สึกดีขึ้นบ้างมั้ย”
เฉิงหร่านฝืนยิ้ม กำลังจะพูดหากแต่เจ็บคอมาก เธออ้าปากทว่ากลับพูดไม่ออกสักคำ
อันจื่อเฉินเห็นแล้วเข้าใจได้ทันที เสียงทุ้มหัวเราะพลางกล่าว “เสียวหร่านไม่ต้องพูดแล้วล่ะ ผ่านไปสองวันดีขึ้นหน่อยแล้วค่อยพูด”
เฉิงหร่านขมวดคิ้ว พยักหน้าน้อยๆ สอดมือข้างหนึ่งเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอย่างยากลำบาก ไม่นานนักเธอก็ล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมา นิ้วมือเลื่อนผ่านเบาๆ สองสามทีก่อนจะต่อสายหาคุณพ่อเฉิง
เฉิงหร่านจ้องมองอันจื่อเฉินตาแป๋ว
อันจื่อเฉินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเดินไปรับโทรศัพท์มือถือมาอย่างเข้าใจ ไม่ทันไรปลายสายก็ต่อติด
อันจื่อเฉินเล่าอาการป่วยของเฉิงหร่านโดยละเอียดพร้อมบอกคุณพ่อเฉิงว่าเธอพักอยู่ที่ไหน เขาพยักหน้าตอบรับปลายสายเป็นพักๆ หลายนาทีผ่านไปก็วางสายแล้วหันมาพูดกับเฉิงหร่าน “เดี๋ยวคุณลุงกับคุณป้าก็มาแล้ว เธอไม่ต้องห่วงนะ”
อันจื่อเฉินพูดแล้วหยุดไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดต่อ “ที่จริงเมื่อกี้เธอไม่ต้องโทรหาคุณลุงก็ได้ แบบนี้มีแต่จะทำให้เขาไม่สบายใจ”
อันจื่อเฉินพูดจบก็ส่งสายตาสดใสกับรอยยิ้มอบอุ่นมาให้เฉิงหร่าน
เฉิงหร่านเม้มปากไม่พูดอะไร
ทำไมเธอจะไม่เข้าใจความหมายของเขา แต่จะให้เธอเอาแต่รบกวนเขาได้อย่างไร อีกอย่างอย่างไรเขาก็เป็นแค่เพื่อน จะให้ชีวิตของคนอื่นได้รับผลกระทบเพราะเธอคนเดียวได้อย่างไรกัน
อันจื่อเฉินดูเหมือนจะอ่านความคิดของเธอออก เขาล้วงสองมือเข้าในกระเป๋ากางเกงแล้วหมุนตัวเดินไปข้างหน้าต่างช้าๆ เด็กหนุ่มเชยตาขึ้นมองออกไปไกลเงียบๆ
แสงแดดส่องผ่านบานกระจกแก้วเข้ามา ส่องสะท้อนบนร่างเขาจากด้านนอก ราวกับเป็นลำแสงมัวๆ ที่ครอบร่างเขาเอาไว้ชั้นหนึ่ง ทำให้ยิ่งดูสุภาพอ่อนโยนเหมือนดั่งหยกล้ำค่า แตกต่างไปจากใครๆ
มองร่างสูงเพรียวของอันจื่อเฉินจากด้านหลังแล้ว เฉิงหร่านเผลอหรี่ตาลงอย่างไม่อาจห้ามได้ แสงแดดแสบตาไปหน่อย เธอค่อยๆ หลับตาลง
ช่างเถอะ ไม่คิดแล้ว...
เฉิงหร่านหลับตาไว้ ไม่นานนักก็สะลึมสะลือแล้วผล็อยหลับไปอีกครั้ง
ตอนที่เฉิงหร่านลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏเข้ามาในม่านสายตาก็คือภาพของเพดานสีขาวบริสุทธิ์ ครู่หนึ่งเธอรู้สึกค่อนข้างงุนงง ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
ในตอนนั้นเอง
เสียงผู้หญิงอันคุ้นเคยเสียงหนึ่งพร้อมเสียงสะอื้นไห้ก็ผ่านลอดเข้ามาในหูของเธอ “หรานหร่าน หนูเป็นยังไงบ้าง ทำไมเพิ่งออกจากบ้านมาวันเดียวก็ป่วยหนักขนาดนี้แล้ว หนูทำให้แม่เป็นห่วงแทบตายรู้มั้ย!”
เฉิงหร่านได้ยินเสียงร้องไห้ของแม่แล้วแสบจมูกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เธอพยายามกลั้นไว้เต็มที่ ไม่ให้น้ำตาไหลออกมา แต่น้ำตาเจ้ากรรมกลับยังคงไหลไม่หยุด
เฉิงหร่านสูดลมหายใจเข้าสุดแรง คราวนี้ถึงได้เอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ “แม่คะ หนูก็คิดถึงแม่มากเหมือนกัน!”
เฉิงหร่านพูดจบแล้วก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป เธอร้องไห้ออกมาด้วยเสียงแหบพร่า
คุณพ่อเฉิงมองดูสองแม่ลูกที่กอดกันร้องไห้โฮแล้วรู้สึกเหมือนถูกบีบรัดที่หัวใจน้อยๆ รออยู่พักใหญ่ให้พวกเธอสงบสติอารมณ์ลง
คราวนี้คุณพ่อเฉิงถึงได้พูดขึ้นช้าๆ “หรานหร่านจ๊ะ! ต่อจากนี้กลับไปนอนบ้านดีกว่ามั้ย หนูเป็นแบบนี้แล้วพ่อกับแม่ก็ไม่สบายใจเหมือนกัน ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่ว่าเพื่อนหนูพาหนูมาส่งที่โรงพยาบาล หนูรู้มั้ยว่าผลที่ตามมาจะร้ายแรงแค่ไหน”
น้ำเสียงของคุณพ่อเฉิงเจือด้วยรอยตำหนิ ทว่าที่มากกว่านั้นคือความเจ็บปวด! เขามีลูกสาวอยู่คนเดียว ตอนนี้มานอนป่วยหมดสภาพอยู่บนเตียง จะไม่ให้เขาปวดใจได้อย่างไร
เฉิงหร่านเงยหน้าขึ้นกำลังคิดว่าจะยู่ปากพูด แต่แล้วสายตาพลันตึงเครียดขึ้นมา
เฉิงหร่านมองเห็นอันจื่อเฉินกำลังนั่งพิงเก้าอี้ตัวที่อยู่ตรงข้ามด้วยท่าทางสง่างามได้ในแว่บแรก เขาอมยิ้มมุมปาก ฟังบทสนทนาของพวกเธอสามคนพ่อแม่ลูกคุยกันอยู่อย่างเงียบเชียบยิ่งกว่าอะไร
อันจื่อเฉินเห็นว่าเฉิงหร่านรู้สึกได้ถึงการมีตัวตนของเขาก็พยักหน้าน้อยๆ ทั้งยังส่งยิ้มอบอุ่นไปให้เฉิงหร่านอีกด้วย
ชั่วพริบตาเดียว เฉิงหร่านรู้สึกเพียงว่าเลือดสูบฉีดขึ้นมาบนหัว ใบหน้าซีดเผือดขึ้นสีแดงเรื่อด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่กล้าอ้าปากตะโกนด่า!
ตารุ่นพี่คนนี้เป็นอะไรเนี่ย ทำไมยังไม่ไปอีก!
ยังไม่ออกไปก็ช่างเถอะ อยู่ด้วยก็ไม่ส่งเสียงสักคำ! ทำเอาเธอเข้าใจว่ามีแต่พ่อกับแม่อยู่ด้วย ตอนนี้ล่ะได้เรื่องเลย สภาพน่าเกลียดๆ ของเธอที่น้ำมูกน้ำตาไหลเต็มหน้านี่ให้เขาดูได้ไม่จบไม่สิ้นเลยสิ!
แล้วต่อไปเธอยังจะมีภาพพจน์อะไรอยู่อีก
เฉิงหร่านหน้าแดง เธอบังคับให้ตัวเองเบือนหน้าหนี ไม่ไปมองอันจื่อเฉินอีก ขณะเดียวกันก็ใช้มือข้างที่ไม่ได้เจาะสายน้ำเกลือดึงทิชชู่มาเช็ดหน้าให้เรียบร้อย
เฉิงหร่านเมินอันจื่อเฉินไปแล้วพูดกับคุณพ่อเฉิง “พ่อ ขอโทษนะคะที่ทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง ตอนเช้าหนูไปอาบน้ำมาแล้วปรากฏว่าไม่มีน้ำอุ่น ก็เลยอาบน้ำเย็นไปก่อน ตอนเช้าที่เข้าเรียนอยู่ปวดหัวอยู่หน่อยๆ หนูนึกว่าไม่เป็นไรเลยไม่ได้สนใจ พอเลิกเรียนหนูก็ไปเอายาที่ห้องพยาบาลมากิน เสร็จแล้วก็ลาเรียนไปนอนพักที่หอ หนูไม่ทันคิดว่าจะไข้ขึ้นสูง”
เฉิงหร่านพูดจบแล้วก็ก้มหน้างุดอย่างรู้สึกผิด
คุณพ่อเฉิงมองลูกสาวด้วยท่าทางที่ทั้งจนใจทั้งสงสาร เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะว่าอย่างจริงจัง “หรานหร่านลูก ไว้หนูหายดีแล้วกลับไปอยู่บ้านกันเถอะ ให้พ่อมาส่งหนูที่โรงเรียนทุกวันเอาแล้วกัน ไม่งั้นแบบนี้พ่อกับแม่ไม่สบายใจหรอก!”
คุณแม่เฉิงเองก็พยักหน้ารัวๆ เช่นกัน เธอลูบผมเฉิงหร่านอย่างสงสารจับใจ “หรานหร่าน พ่อของหนูพูดถูก ต่อไปเราพักอยู่บ้านกันดีกว่า แม่จะได้ดูแลหนูได้ง่ายๆ หนูสุขภาพไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่มีตอนไหนที่ป่วยหนักขนาดนี้เลยนะ! นี่หนูจะให้แม่ตรอมใจตายเหรอ”
เฉิงหร่านรู้สึกซาบซึ้งอยู่หน่อยๆ แต่ก็รู้สึกจนใจอยู่บ้างเหมือนกัน “พ่อคะ แม่คะ พ่อกับแม่ตื่นตระหนกกันเกินไปแล้ว กลับไปพักที่บ้านก็ดีแหละ แต่ว่าต้องขับรถกว่าหนึ่งชั่วโมงมาโรงเรียนทุกวันมันลำบากเกินไป หนูตัดสินใจแล้วค่ะว่าจะเช่าบ้านอยู่แถวๆ โรงเรียน แล้วก็จ้างพี่เลี้ยงคอยทำอาหารให้หนูก็พอแล้ว”
เฉิงหร่านพูดจบแล้วรู้สึกลำคอค่อนข้างแห้ง จึงพูดขึ้น “แม่คะ หนูอยากกินน้ำ”
คุณแม่เฉิงรีบหยิบน้ำแร่ขวดหนึ่งมาเปิดแล้วส่งให้เฉิงหร่านทันที
เฉิงหร่านดื่มน้ำเข้าไปอึกหนึ่งก็ได้ยินเสียงคัดค้านของแม่ “แบบนี้ได้ที่ไหน เช่าบ้านแล้วให้แม่ไปดูแลหนูเถอะ ไม่งั้นแม่ไม่สบายใจ”
เพราะเรื่องที่ว่าจะพักอยู่ที่ไหน เฉิงหร่านจึงได้เริ่มทำสงครามน้ำลายที่สู้กันด้วยเหตุผลกับพ่อและแม่
เฉิงหร่านยืนกรานหนักแน่นมากว่าไม่จำเป็นต้องให้พ่อกับแม่มาอยู่ด้วย
พูดอยู่นานโขจนปากเฉิงหร่านแทบเปื่อย คุณพ่อเฉิงกับคุณแม่เฉิงถึงได้ยอมรับความคิดเห็นของเธอในที่สุดว่าให้เช่าบ้านหนึ่งหลังแล้วก็จ้างแม่บ้านหนึ่งคนมาดูแลเฉิงหร่าน
ไม่ง่ายเลยกว่าที่เฉิงหร่านจะโน้มน้าวพ่อกับแม่ได้ เธอแทบหมดแรงแล้ว วันนี้ทั้งวันเธอยังไม่ได้กินอะไรเลย! ตอนนี้ยังต้องมาอธิบายตั้งนานโขอีก เฉิงหร่านหันไปมองนอกหน้าต่างทีหนึ่งก็เห็นว่าฟ้ามืดแล้ว
“พ่อคะ แม่คะ หนูหิวแล้ว พ่อกับแม่ไปซื้ออาหารที่หนูชอบกินมาให้หนูหน่อยได้มั้ยคะ”
เฉิงหร่านพูดพลางเหยียดมุมปากส่งยิ้มให้คุณพ่อเฉิงกับคุณแม่เฉิง
คุณแม่เฉิงพยักหน้าด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยปวดใจ “หรานหร่าน หนูพักผ่อนเยอะๆ นะ รอเดี๋ยวก็มีของกินแล้ว”
คุณแม่เฉิงพูดจบแล้วก็ออกไปด้วยกันกับคุณพ่อเฉิง ไม่ได้เอ่ยทักอันจื่อเฉินด้วยเหมือนกัน
เฉิงหร่านคิดว่าตอนที่ตัวเองยังไม่ฟื้นพวกเขาน่าจะคุยกันไปแล้วล่ะมั้ง
เด็กหญิงมองตามหลังพ่อกับแม่ที่ปิดประตูห้องพักผู้ป่วยลง
คราวนี้เฉิงหร่านถึงได้เอียงคอ มองอันจื่อเฉินตาแป๋วพลางว่า “ขอบคุณนะคะพี่ ถ้าพี่ไม่ได้พาหนูมาส่งโรงพยาบาลให้ทันเวลา หนูว่าอาการของหนูคงแย่ยิ่งกว่านี้อีก”
อันจื่อเฉินลุกจากเก้าอี้แล้วยืนขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางสง่างาม เมื่อมาถึงข้างเตียงเฉิงหร่านก็นั่งลงในท่าทางผ่อนคลายพร้อมยื่นมือข้างหนึ่งมาอังหน้าผากเฉิงหร่าน
สัญชาตญาณทำให้เฉิงหร่านนึกอยากเบือนหน้าหนีไปวูบหนึ่ง ทว่าเธอกลับไม่ได้ขยับเขยื้อนใดๆ เพราะว่าแบบนี้จะทำให้เขารู้สึกไม่ดี อย่างไรเสียเขาก็เพียงแค่เป็นห่วงด้วยความบริสุทธิ์ใจ เธอคิดมากเกินไปจะไม่ดี
อันจื่อเฉินมองเฉิงหร่านแล้วพูดยิ้มๆ “ไข้ลดลงก็ดีแล้ว พรุ่งนี้พี่จะกลับไปเรียนแล้วล่ะ มีพวกคุณลุงคอยดูแลน้องพี่ก็สบายใจแล้ว ดูแลตัวเองดีๆ ไว้ร่างกายแข็งแรงดีแล้วค่อยมาเลี้ยงข้าวขอบคุณพี่แล้วกัน ออกจากโรงพยาบาลแล้วอย่าลืมบอกพี่ด้วยนะ”
…………………………………………………