Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 007 ตอนที่ 7
ตอนที่ 7 อย่ามาจับหัวหนูนะ
เฉิงหร่านยิ้มพลางพยักหน้าตอบ “ได้ค่ะ กลับดีๆ นะคะพี่”
อันจื่อเฉินชะงักไปนิดหากแต่ยังคงไม่พูดอะไรออกมา เพียงแค่ส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ ทีหนึ่งแล้วเปิดประตูเดินออกไปจากห้องพักผู้ป่วยแล้วดึงให้บานประตูงับปิดลงจากอีกทาง
เฉิงหร่านนอนอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้สามวัน อันจื่อเฉินไม่ได้แวะมาอีก เพียงแต่โทรศัพท์มาถามสารทุกข์สุกดิบเท่านั้น
เฉิงหร่านเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเหมือนกัน ทว่าหานอวี่เจ๋อกลับไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นเลย เหมือนอย่างที่เขาพูดเองตอนนั้นว่าอย่าให้เฉิงหร่านรู้ว่าเขาเป็นคนพาเฉิงหร่านมาส่งที่โรงพยาบาล ทำแบบนั้นหมายความว่าไม่อยากข้องเกี่ยวอะไรกับเฉิงหร่านแล้วอย่างนั้นสิ!
เฉิงหร่านมองออกไปนอกหน้าต่าง เม้มปากอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าถังเสวี่ยเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
เธอไม่ได้โทรศัพท์หาถังเสวี่ย จะให้รุ่นพี่ไปหาถังเสวี่ยก็ไม่ได้ด้วย เฮ้อ รอจนกลับไปเรียนถังเสวี่ยจะต้องเป็นห่วงแทบตายแล้วใช่ไหมเนี่ย
คุณแม่เฉิงเปิดประตูเข้ามาพลางพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “หรานหร่านจ๊ะ แม่เก็บของเรียบร้อยแล้ว พ่อของหนูรออยู่ใต้ตึกโรงพยาบาล เรากลับบ้านกันเถอะ! วันนี้กลับไปแม่จะทำของอร่อยให้กินนะ”
เฉิงหร่านพยักหน้าแล้วออกจากห้องพักผู้ป่วยไปพร้อมกับคุณแม่เฉิง สองแม่ลูกเดินลงมาใต้ตึกด้วยกันแล้วออกจากประตูใหญ่ของโรงพยาบาลไป
เมื่อเดินออกมาจากโรงพยาบาล
เฉิงหร่านเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามที่เหมือนกับถูกชะล้าง ดวงตาดอกท้อทั้งคู่หรี่ลง แสงแดดค่อนข้างแสบตาอยู่หน่อยๆ นะเนี่ย!
คุณพ่อเฉิงยืนอยู่ที่ข้างรถพลางอมยิ้มมองสองแม่ลูก
เฉิงหร่านยิ้มแล้วก้าวฉับๆ เดินเข้าไป “พ่อคะ”
ใบหน้าของคุณพ่อเฉิงปรากฏรอยยิ้มเอ็นดู เขาพยักหน้าพลางยื่นมือไปเปิดประตูรถบอกเป็นเชิงว่าให้ขึ้นรถ
เฉิงหร่านกับคุณแม่เฉิงขึ้นไปนั่งบนรถ รถยนต์เคลื่อนตัวไปบนท้องถนน เฉิงหร่านนั่งอยู่ในรถแล้วคุยเล่นเรื่อยเปื่อยกับแม่ตลอดทางเพื่อฆ่าเวลา
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่าก็ถึงบ้าน
คุณพ่อเฉิงจอดรถ
เฉิงหร่านกับคุณแม่เฉิงลงจากรถ ยามในหมู่บ้านเปิดประตูใหญ่ให้
คุณพ่อเฉิงค่อยๆ ขับรถไปยังลานจอดรถชั้นใต้ดิน
เฉิงหร่านกับคุณแม่เฉิงจับมือกันเดินทอดน่องเข้าไปด้านใน
บริเวณนี้คือพื้นที่ของบ้านเดี่ยวสุดหรูสองชั้นสไตล์ตะวันตกหลังหนึ่ง ตัวบ้านหลังไม่ใหญ่มาก ทว่ากลับดูประณีตและอบอุ่น
ทันทีที่เดินเข้ามา สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นต้นท้อสองต้น นอกจากนี้ยังมีสนามหญ้าสีเขียวผืนใหญ่อยู่อีกผืนหนึ่ง
เฉิงหร่านกับแม่เดินตามทางเดินหินไปเรื่อยๆ ขณะเดินก็คุยกันไปด้วยก่อนจะเข้าประตูบ้านไป
คุณแม่เฉิงเข้าบ้านมาก็บอกทันทีว่าจะเข้าครัวไปทำอาหาร
เพราะรู้ว่าวันนี้เฉิงหร่านจะออกจากโรงพยาบาล คุณพ่อเฉิงจึงตื่นแต่เช้าขับรถไปซื้อผักมาไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้พอกลับมาคุณแม่เฉิงก็ทำอาหารได้ทันที
เฉิงหร่านมองคุณแม่เฉิงเดินเข้าครัวไป ส่วนตัวเองก็ขึ้นไปชั้นบน เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาเธอต้องไปอาบน้ำขับไล่สิ่งอัปมงคลออกไปหน่อย
เฉิงหร่านเดินเข้าห้องมาแล้วตรงไปยังห้องแต่งตัวทันที เธอเลือกชุดกระโปรงยาวผ้าชีฟองสีเหลืองแบบแขนกุดและคอสูงมาตัวหนึ่ง หลังจากหยิบชุดชั้นในกับกางเกงในมาแล้วก็เดินเข้าห้องอาบน้ำไป
เฉิงหร่านสระผมก่อนแล้วค่อยๆ มานอนแช่ในอ่างอาบน้ำ เธอเม้มปากพร้อมหลับตาลง ทั่วทั้งห้องอาบน้ำอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกมะลิ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร จนกระทั่งน้ำที่ใต้ร่างค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนมาเป็นน้ำเย็น
เฉิงหร่านยืนขึ้นแล้วเอื้อมไปหยิบฝักบัว เธอเปิดน้ำร้อนแล้วเริ่มล้างฟองสบู่บนร่างกายออก
ไม่นานนักก็ปิดน้ำ มือเล็กเอื้อมไปหยิบผ้าขนหนูสีขาวมาเช็ดตัวให้แห้ง หลังจากที่เธอสวมชุดกระโปรงตัวยาวเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกไป
เฉิงหร่านหยิบไดร์เป่าผมมาเป่าผมยาวๆ สีดำล้วนของเธอให้แห้ง ค่อยๆ หวีให้เข้าทรง จากนั้นจึงเปิดประตูแล้วเดินลงชั้นล่างไป
เมื่อมาถึงห้องรับแขกชั้นล่าง เฉิงหร่านตรงไปนั่งลงบนโซฟา เธอกวาดตามองรอบห้องรับแขกทีหนึ่ง หยิบแท็บเล็ตมาแล้วจิ้มหน้าจอเล่นอินเทอร์เน็ตไปด้วยขณะเดิน
พอเดินเข้าไปในห้องครัว สิ่งแรกที่เฉิงหร่านเห็นก็คือคุณแม่เฉิงกำลังผัดกับข้าวอยู่
คุณแม่เฉิงเห็นว่าเฉิงหร่านเข้ามาก็เอ่ยยิ้มๆ “หรานหร่านจ๊ะ อีกเดี๋ยวก็ได้กินข้าวแล้ว บริษัทของพ่อหนูมีธุระพ่อเขาเลยออกไปข้างนอก เดี๋ยวเรากินกันสองคนนะ”
เฉิงหร่านพยักหน้าพลางวางแท็บเล็ตไว้บนเคาน์เตอร์ “แม่คะ หนูช่วยแม่ดีกว่า!”
คุณแม่เฉิงรีบส่ายหน้า พูดยิ้มๆ ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกจนใจ “ไม่ต้องๆ หรานหร่านออกไปนั่งรอที่โซฟาแหละ อีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว”
เฉิงหร่านก้มหน้ามองชุดกระโปรงตัวยาวของตัวเองแล้วได้แต่เม้มปากและพยักหน้า มือเล็กเอื้อมไปหยิบแท็บเล็ตแล้วกลับหลังหันเดินไปยังห้องนั่งเล่น
ออกมาได้สักพักจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือ
ที่เมืองนี้มีคนเจ็บปวด มีคนลืมเลือน
มีคนเมาแล้วยังจะไปต่อ
ยังไม่ทันได้ชื่นชม ยังไม่ได้รับการให้อภัย
วาดหน้ากากรอยยิ้มเอาไว้บนใบหน้า
ที่เมืองนี้มีคนดื้อรั้น มีคนแสร้งทำว่าเข้มเข็ง
มีคนจากไปทั้งที่ชายังไม่ทันได้เย็นชืด
ไม่สนใจใยดีว่ามีใครที่ลืมไม่ลง
สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่ความฝันอันโง่งม ต่างฝ่ายต่างรักษาแผลใจกันเอง...[footnoteRef:1] [1: เพลง 醉城伤 (Lost in the city) ของ Ivy Yan]
เพลงนี้เฉิงหร่านเผลอได้ยินเข้าแล้วไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รู้สึกชอบ เลยตั้งเป็นเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์กับเสียงนาฬิกาปลุก
เฉิงหร่านสวมรองเท้าแตะแล้วก้าวฉับๆ วิ่งไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะในห้องนั่งเล่นแล้วตวัดสายตามองชื่อคนที่โทรศัพท์เข้ามา
เฉิงหร่านอมยิ้มมุมปาก กดรับสาย จากนั้นพูดด้วยน้ำเสียงยินดี “ฮัลโหล! พี่”
“หรานหร่าน ตอนนี้ดีขึ้นบ้างแล้วหรือเปล่า” น้ำเสียงเจือรอยยิ้มน้อยๆ ของอันจื่อเฉินค่อยๆ ส่งผ่านสายโทรศัพท์เข้าสู่รูหูของเฉิงหร่าน เสียงของเขายังคงไพเราะมากและอบอุ่นมากเหมือนอย่างเคย
เฉิงหร่านหัวเราะคิกคักนิดหน่อยพลางตอบไปอย่างอารมณ์ดี “วันนี้หนูออกจากโรงพยาบาลมาแล้วค่ะ”
คนในสายเงียบไปครู่หนึ่ง
น้ำเสียงละมุนของอันจื่อเฉินดังผ่านสายมาอีกครั้ง “ไหนสัญญาแล้วไม่ใช่เหรอว่าถ้าน้องออกจากโรงพยาบาลเมื่อไรจะบอกพี่น่ะ ทำไมถึงได้ออกจากโรงพยาบาลมาเงียบๆ ล่ะ”
เฉิงหร่านฟังเสียงละมุนของอันจื่อเฉินที่ดังผ่านสายโทรศัพท์ออกมา แม้ว่ายังคงอบอุ่นเหมือนอย่างตอนแรก ทว่าเฉิงหร่านยังพอรับรู้ถึงความรู้สึกไม่พอใจของเขาได้
เฉิงหร่านชะงักไป หากแต่ยังคงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี “ก็เหมือนกันนั่นแหละ อีกแป๊บนึงหนูกินข้าวเที่ยงเสร็จก็จะรีบไปโรงเรียนเลย ยังไปเรียนคาบบ่ายทันอยู่นะ!”
อันจื่อเฉินเงียบอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดขึ้น “ตอนเย็นไปกินข้าวด้วยกันเถอะ! หรานหร่านยังติดเลี้ยงข้าวพี่อยู่มื้อนึงนะ!”
อันจื่อเฉินพูดแล้วก็พาลหัวเราะเองเหมือนกัน น้ำเสียงที่เหมือนกับสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดมากระทบใบหน้าเจือความเอาใจใส่อยู่ด้วย
เฉิงหร่านคิดแล้วส่ายหน้าพลางว่า “พี่คะ พรุ่งนี้วันเสาร์ ถ้างั้นไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันพรุ่งนี้แทนแล้วตอนบ่ายก็ออกไปเที่ยวดีมั้ยคะ เป็นวันหยุดพอดีด้วยแน่ะ”
อันจื่อเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบ “โอเค งั้นพรุ่งนี้เที่ยงอย่าลืมโทรหาพี่ล่ะ พี่ยอมหิวรอน้องเลยนะเนี่ย”
เฉิงหร่านตอบตกลงอย่างอารมณ์ดี คุยกันต่ออีกสักพักก็วางสาย จากนั้นจึงกลับหลังหันเดินไปยังโต๊ะอาหาร
เฉิงหร่านสูดลมหายใจเข้าทำจมูกฟุดฟิดแล้วพูดออกมาพร้อมกับหัวเราะคิกคัก “แม่คะ แม่ยังทำอาหารได้หอมฉุยเหมือนเดิมเลย!”
คุณแม่เฉิงหยิบชามมาตักข้าวยื่นให้เฉิงหร่าน เสร็จแล้วจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “งั้นก็กินเยอะๆ นะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว หนูจะกินให้พุงกางเลย” เฉิงหร่านยิ้มทะเล้น ลากเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงทันที
คุณแม่เฉิงส่ายหน้าอย่างจนใจ ขณะเดียวกันก็ถามขึ้น “เมื่อกี้ใช่รุ่นพี่คนนั้นของหนูโทรมาหรือเปล่า”
เฉิงหร่านคีบกุ้งก้ามแดงตัวหนึ่งใส่ลงในชามพลางตอบอย่างตื่นเต้น “ใช่แล้ว! พี่อันค่ะ พรุ่งนี้หนูจะเลี้ยงข้าวขอบคุณเขา”
เฉิงหร่านพูดจบก็จับกุ้งก้ามแดงใส่เข้าปากแล้วกินเข้าไป จากนั้นพลันหรี่ตาลงด้วยความปลื้มปริ่ม
คุณแม่เฉิงเอ่ยถามด้วยสายตาที่ค่อนข้างดูตั้งคำถาม “เด็กอันคนนั้นดูเหมือนจะเป็นห่วงหนูมากนะ”
คุณแม่เฉิงพูดไปในตาก็พลันมีไฟของชาวกอสซิปลุกโชนขึ้น
เฉิงหร่านกินกุ้งก้ามแดงอยู่ถึงกับเกือบสำลัก เธอเหลือบมองคุณแม่เฉิงทีหนึ่งอย่างระอาใจ จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นนิ่งๆ “แม่คะ แม่กำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย พี่เขาเป็นคนอบอุ่นแล้วก็มารยาทดี เขาใส่ใจดูแลทุกคนเป็นอย่างดีหมดแหละ วันหลังแม่อย่าไปพูดคำพูดพวกนี้ต่อหน้าเขาเชียวนะ! ไม่อย่างนั้นได้ทำตัวไม่ถูกแน่ๆ”
คุณแม่เฉิงยังอยากพูดอะไรอีก แต่เมื่อเห็นว่าลูกสาวกำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยก็ไม่พูดอะไรมากมายอีก ทว่ากลับยังเอาแต่คีบกับข้าวที่เฉิงหร่านชอบให้เธอ
สองแม่ลูกกินข้าวกันเงียบๆ จนเสร็จ
คุณแม่เฉิงเก็บชามและตะเกียบพลางหันมาพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “หรานหร่านจ๊ะ กลับห้องไปนอนพักสักหน่อยเถอะ!”
เฉิงหร่านส่ายหน้า มองคุณแม่เฉิงแล้วพูดยิ้มๆ “ไม่ต้องหรอกค่ะ หนูขึ้นไปเปลี่ยนรองเท้าแล้วเดี๋ยวหนูจะออกไปเรียนแล้ว เย็นนี้ไม่กลับมานะคะ หนูยังมีเรื่องต้องทำ”
คุณแม่เฉิงวางชามลง เอ่ยด้วยใบหน้าลังเล “ให้แม่ไปหาบ้านเป็นเพื่อนหนูเถอะ หนูไปคนเดียวแม่ไม่ค่อยสบายใจ”
“แม่คะ แม่คิดมากเกินไปแล้ว หนูไปกับเพื่อน ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวหนูหาได้แล้วจะโทรบอกแม่ทันทีเลย”
คุณแม่เฉิงเห็นเฉิงหร่านยืนกรานหนักแน่นก็ไม่รู้จะรบเร้าอย่างไร ได้แต่พยักหน้าตอบอย่างไม่เต็มใจนัก
เฉิงหร่านมองแม่แล้วรู้สึกค่อนข้างจนใจ แต่เธอไม่สะดวกที่จะพูดอะไรอีกเหมือนกัน ดังนั้นจึงลุกขึ้นแล้วขึ้นชั้นบนไป
เฉิงหร่านเข้ามาในห้อง เธอเดินเข้าห้องแต่งตัวไปหยิบรองเท้าแฟลตสีเหลืองคู่หนึ่งมาสวม ส่วนผมก็ปล่อยสยายอยู่แบบนี้
รูปร่างของเฉิงหร่านผอมบางและสูงเพรียวมาก ตอนนี้เพิ่งอายุสิบหกปีก็สูง 165 เซนติเมตรแล้ว ใส่กระโปรงยาวเหมาะที่สุด
เฉิงหร่านแต่งตัวเสร็จก็ส่องดูหน้ากระจกเต็มตัวบานหนึ่ง เธอรู้สึกว่าไม่เลวทีเดียว จากนั้นจึงเดินไปที่ลิ้นชักหัวเตียงอย่างไม่รีบร้อน มือเล็กดึงลิ้นชักออก หยิบกุญแจรถออกมาแล้วเดินลงชั้นล่างไป
เฉิงหร่านลงมาชั้นล่างแล้วบอกลาคุณแม่เฉิง จากนั้นก็เปิดประตูแล้วเดินออกไปทันที
เธอเดินไปยังโรงจอดรถของหมู่บ้าน เห็นรถสปอร์ตคันใหม่ของตัวเองอยู่ตรงหน้าแล้วก็อดพยักหน้าไม่ได้
รถล้างมาใหม่ ดูแล้วน่ามองยิ่งกว่าเดิม มือเล็กกดรีโมตรถเบาๆ ทีหนึ่ง รถดังติ๊ดๆ แล้วก็ปลดล็อกออก
เฉิงหร่านเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งตรงที่นั่งคนขับ ถอยรถอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ขับออกจากประตูรั้วบ้านไป
รถคันนี้คือรถที่เธอได้มาโดยใช้คะแนนสอบอันเป็นเลิศคว้าอันดับหนึ่งจากทั้งเมืองแล้วสอบเข้าโรงเรียนมัธยมศึกษาชิงเฉิงสุดท็อปแห่งนั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยพื้นเพของครอบครัวมาช่วย คุณพ่อเฉิงกับคุณแม่เฉิงดีใจจนซื้อรถสปอร์ตคันหนึ่งเป็นรางวัลให้เฉิงหร่านทันที
แม้ว่าพ่อกับแม่จะพูดว่าการเรียนไม่สำคัญ สุขภาพของเธอสำคัญกว่า แต่ใครบ้างจะไม่อยากให้ลูกสาวมีอนาคตดีๆ
เฉิงหร่านนึกถึงพ่อแม่ของตัวเองแล้วเผลออมยิ้มมุมปากโดยไม่รู้ตัว มีพ่อแม่แบบนี้เป็นเกียรติของเธอแล้วล่ะมั้ง
หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ หลังจากนั้น
รถเคลื่อนตัวมาถึงโรงเรียนอย่างรวดเร็ว
เฉิงหร่านขับรถไปยังลานจอดรถของโรงเรียน จอดรถเสร็จเรียบร้อยแล้วก็กดกุญแจในมือทีหนึ่งเพื่อล็อกรถ
คราวนี้เธอถึงได้มีเวลาล้วงโทรศัพท์มือถือออกมามองทีหนึ่ง 12 นาฬิกา 20 นาที
โชคดีที่ตอนอยู่บ้านกินข้าวเร็ว ไม่อย่างนั้นคงกลับมาเรียนไม่ทันจริงๆ
เฉิงหร่านเปิดรายชื่อผู้ติดต่อแล้วส่งข้อความหาอันจื่อเฉิน “พี่คะ หนูถึงโรงเรียนแล้วนะ หนูจะไปเรียนแล้ว ไม่ต้องห่วงค่ะ”
เฉิงหร่านส่งข้อความเสร็จก็เก็บโทรศัพท์มือถือเข้าไปในกระเป๋าใบเล็ก กระเป๋าแบบนี้พอใส่แค่โทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องกับบัตรเอทีเอ็มเท่านั้น ของอย่างอื่นใส่ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ถือติดมือไว้สะดวกที่สุดแล้ว
เฉิงหร่านยกมือขึ้นจัดผมให้เข้าทรง จากนั้นจึงเดินเข้าประตูรั้วโรงเรียนไปช้าๆ
ตรงนี้ยังอยู่ห่างจากทางเข้าโรงเรียนอยู่อีกเป็นระยะทางประมาณเจ็ดถึงแปดนาที มีนักเรียนมากมายเดินผ่านไปมาตลอดทาง ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเข้าเรียน นั่นหมายความว่าทุกคนต่างก็ไม่รีบร้อน
บางคนเดินเกาะกลุ่มกันสองสามคน บางคนเดินไปข้างหน้าอย่างรีบร้อนราวกับมีธุระด่วนอะไร เพียงแต่ว่าขณะที่ไม่มีใครแตกต่างไปจากพวก เฉิงหร่านที่เดินทอดน่องอยู่นอกโรงเรียนจึงดูสะดุดตาอย่างชัดเจน รูปลักษณ์ของเธอเรียกได้ว่าดูดีระดับท็อป ในโรงเรียนมีเด็กผู้หญิงเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เทียบเคียงได้
ด้วยเหตุนี้ หลายคนที่อยู่ในบริเวณที่เฉิงหร่านเดินผ่านจึงอดเหลียวมองไม่ได้ เฉิงหร่านไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานะของเธอหรือรูปลักษณ์ภายนอก หรือการเรียนก็ไม่เลวร้ายมากทั้งสิ้น สายตาเหล่านี้เธอชินกับมันนานแล้ว
นักเรียนชายจำนวนหนึ่งจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งในจำนวนนักเรียนชายเหล่านั้นถามขึ้นด้วยท่าทางค่อนข้างแปลกใจ “คนสวยคนนี้อยู่ห้องไหนกันน่ะ ทำไมไม่เคยเห็นเลย”
นักเรียนชายอีกคนที่จับกลุ่มอยู่ด้วยกันเลิกคิ้ว “คงเป็นเด็กใหม่มั้ง! นอกจากเด็กใหม่แล้วก็ไม่มีทางจะมีคนสวยคนไหนที่พวกเราไม่รู้จัก”
“อืม คงใช่แหละ ไม่นึกเลยว่าเด็กใหม่คราวนี้จะเป็นคนสวยขนาดนี้...”
“อย่าหวังเลย คนสวยแบบนี้นายไม่มีโอกาสหรอก ฉันเห็นท่าทางแบบนั้นของเธอก็รู้ทันทีเลยว่าเป็นพวกสวยเริดเชิดหยิ่ง ถ้าไม่ใช่ว่าบ้านรวยก็ต้องมีหนุ่มๆ คอยตามจีบเป็นประจำแน่ๆ”
“บางทีอาจทั้งสองอย่างเลยก็ได้นะ” จู่ๆ นักเรียนชายคนหนึ่งในกลุ่มก็พูดแทรกขึ้นมาประโยคหนึ่งด้วยคำพูดที่สื่อความหมายไม่ชัดเจน
นักเรียนชายคนที่พูดอยู่ก่อนในตอนแรกหันหน้ามามองแล้วยื่นมือข้างหนึ่งมากอดคอนักเรียนชายคนนั้นเอาไว้ทันที “ชิวเหิง นายรู้จักเธอเหรอ”
นักเรียนชายตัวสูงคนที่ถูกเรียกว่าชิวเหิงไม่แสดงท่าทีใดๆ เพียงแต่ยกมือขึ้นดันกรอบแว่นสีดำบนสันจมูกพร้อมกับเบี่ยงตัวหลบจากมือที่พาดอยู่บนไหล่ของนักเรียนชายคนนั้น ที่มุมปากของเขาเจือด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนที่เจ้าตัวจะว่าเสียงเรียบ “ถือว่ารู้จักล่ะมั้ง”
ชิวเหิงพูดนิ่งๆ แล้วเดินจากไปทันทีโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีกแม้เพียงครั้งเดียว
จนเมื่อเขาเดินออกไปไกลแล้ว ทิ้งไว้เพียงนักเรียนชายสองสามคนที่ต่างก็ทำหน้าไม่ค่อยถูก
“เหอะ เจ้าชิวเหิงนี่ เพิ่งขึ้นม.สี่มาก็ทำตัวอวดเก่งกับพวกเราแล้วเหรอ”
อีกคนหัวเราะเสียงเย็น “เขามาจากหนึ่งในสิบเครือยักษ์ใหญ่เชียวนะ! ยังไงก็ต้องไม่เห็นหัวพวกเราอยู่แล้ว”
“ก็อย่างที่นายพูดแหละ หนึ่งในเครือยักษ์ใหญ่! ฉันว่าเขาดูหยิ่งกว่าพี่ม.หกสามสี่คนนั้นอีกนะ อย่างน้อยพี่สี่คนนั้นก็ไม่เคยชักสีหน้าใส่พวกเรา”
“จริงอยู่ที่พวกเขาไม่เคยชักสีหน้าใส่พวกเรา แต่พวกเขาเมินพวกเราไปเลยต่างหาก ตอนนี้นายยังคิดอยู่หรือเปล่าว่าพวกเขาดีกว่าตรงไหน”
นักเรียนชายคนนั้นถูกพูดดักคอ ทำให้เขาสบถเสียงเย็นในลำคอออกมาทีหนึ่ง “ไป ในเมื่อเขาไม่เห็นเราอยู่ในสายตา แล้วทำไมเราจะต้องเอาตัวเข้าไปหาให้เขาหักหน้าด้วย อย่างน้อยพวกเราก็เป็นลูกหลานของตระกูลเศรษฐีเหมือนกัน ทำไมต้องสนใจว่าเขาจะคิดยังไง สถานะไม่สูงเท่าพวกเขา เราออกมาห่างๆ หน่อยก็พอแล้ว ใช่ว่าไม่ได้สนิทสนมกับพวกเขาแล้วเราจะอยู่ไม่ได้เสียหน่อย!”
นักเรียนชายสองสามคนพยักหน้า ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปเช่นกัน
แม้ว่าคำพูดจะฟังดูดี แต่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่รู้สึกเสียดายหรอก
สิบเครือยักษ์ใหญ่เชียวนะ ถ้าได้สานสัมพันธ์กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งในจำนวนนั้นละก็ แบบนี้ล้วนแต่เอื้อประโยชน์ให้กิจการของครอบครัวพวกเขาเยอะมาก!
ทำไมกัน ไม่ว่าทำอย่างไรก็ไม่อาจก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำทางสังคมไปได้สักที ในเมื่อพวกเขาสานสัมพันธ์ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็คงได้แต่คอยอยู่ห่างๆ ไว้แล้วล่ะ
ตอนที่เฉิงหร่านมาถึงหน้าประตูโรงเรียน เธอหยิบบัตรประจำตัวออกมาให้ยามเฝ้าประตูตรวจสอบ
ไม่นานนัก เธอก็รับบัตรประจำตัวจากลุงยามคนเฝ้าประตูมาเก็บให้เรียบร้อยแล้วเดินเข้าไป
จำนวนคนในโรงเรียนยิ่งมีมากขึ้นกว่าเดิม เทียบกับด้านนอกโรงเรียนแล้วมีเพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่เพียงเล็กน้อย เฉิงหร่านกวาดตามองไปรอบๆ ค่อยๆ เดินไปข้างหน้า ทันใดนั้นก็มีเสียงเสียงหนึ่งตะโกนเรียกชื่อเธอ
เฉิงหร่านชะงักไป เธอเชยตาขึ้นมอง คนคนนั้นเข้ามาในทิศทางที่ย้อนแสงจนทำให้เสื้อเชิ้ตสีขาวที่สวมอยู่ที่ร่างกายท่อนบนดูค่อนข้างมัวไปหมดแล้ว
อันจื่อเฉินสอดมือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋ากางเกง ร่างกายของเขาสูงเพรียวเหมือนกับต้นไผ่ เขายืนนิ่งๆ อยู่อย่างนั้นแล้วให้ความรู้สึกเหมือนว่าถูกห้อมล้อมไว้ด้วยสายลมในฤดูใบไม้ผลิก็ไม่ปาน
เฉิงหร่านอมยิ้มบางพลางก้าวเดินเข้าไปช้าๆ เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “พี่ พี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ เมื่อกี้หนูเพิ่งส่งข้อความหาพี่เอง พี่เห็นหรือยัง”
อันจื่อเฉินหัวเราะเบาๆ “เห็นแล้ว ก็เพราะเห็นข้อความของน้องนั่นแหละพี่ถึงได้ออกมา ตอนนี้หายสนิทแล้วหรือยัง”
“อืมๆ หายแล้วค่ะ พี่ดูสิตอนนี้หนูกระโดดโลดเต้นไปมาได้แล้วไม่ใช่เหรอ” เฉิงหร่านหยีตาพร้อมยิ้มทะเล้น
“พี่ดูหน่อยซิ” อันจื่อเฉินว่าพลางยื่นมือไปอังที่หน้าผากนวลเนียนของเฉิงหร่าน
เฉิงหร่านชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อที่วาวใสคู่นั้นจ้องมองอารมณ์บนใบหน้าของอันจื่อเฉินด้วยความตั้งใจ
เขายังคงสุภาพอ่อนโยนเหมือนอย่างครั้งแรกที่เจอไม่มีผิด รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงอบอุ่นอย่างนั้นเช่นเคย
เฉิงหร่านอมยิ้มน้อยๆ เธอคิดมากไปเองจริงๆ ด้วย นึกว่ารุ่นพี่มีอะไรแปลกไปเสียอีกแน่ะ! ที่แท้ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไป
เธอยื่นมือข้างหนึ่งมาคว้าฝ่ามือใหญ่ของอันจื่อเฉินที่แปะอยู่บนหน้าผากของตัวเอง กำเอาไว้แล้วดันออกพร้อมกับมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ “พี่อย่ามาจับหัวหนูนะ ทำแบบนี้เดี๋ยวไม่สูง...”
…………………………………………………