Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 008 ตอนที่ 8
ตอนที่ 8 ที่สุภาพอ่อนโยนและเป็นกันเองน่ะ โกหกทั้งเพ
ชั่วพริบตาเดียว มือก็ถูกเธอกำเอาไว้ เขารู้สึกว่าใจเต้นเร็วขึ้นหลายส่วน เขายังไม่ค่อยเข้าใจนักว่านี่มันเรื่องอะไรกัน!
ได้ยินเฉิงหร่านบ่นอุบอย่างไม่พอใจแล้วเขาพลันยิ้มออกมาพร้อมกับตอบกลับทันทีโดยไม่รู้ตัว “ไม่สูงก็ดีนะ แบบนี้ไง พี่อยากยื่นมือไปแล้วแตะหน้าผากน้องได้เลย น้องคิดจะสู้ก็ทำไม่ได้หรอก”
“ใครเขาเป็นแบบพี่กันบ้างเนี่ย งั้นหนูจะต้องสูงให้ได้ ไม่งั้นก็เท่ากับว่าปล่อยให้พี่รังแกเลยสิ”
“พี่ไม่รังแกน้องหรอก”
เฉิงหร่านเหลือบมองด้วยหางตา “เฮอะ เมื่อกี้ยังรังแกหนูอยู่เลยไม่ใช่เหรอ”
ใบหน้าของอันจื่อเฉินฉายรอยเก้อเขินขึ้นหลายส่วน ทั้งคู่สบตากันอยู่ครู่ใหญ่ ทันใดนั้นต่างฝ่ายต่างก็หัวเราะออกมา
ทั้งที่พวกเธอเพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วันแท้ๆ แต่ตอนที่อยู่ด้วยกันกลับรู้สึกสบายใจเหมือนเป็นเพื่อนที่สนิทกันมานานโขอย่างไรอย่างนั้น
ในตอนนี้เอง จู่ๆ เฉิงหร่านก็พลันรู้สึกว่ามีสายตาเย็นเยียบคู่หนึ่งกำลังจ้องเธออยู่ รอยยิ้มของเธอหุบลงทันที ก่อนจะค่อยๆ หันหน้าไปมอง
ไม่ไกลออกไป
หานอวี่เจ๋อสอดมือสองข้างไว้ในกระเป๋า แสงแดดยามบ่ายที่สะท้อนอยู่ด้านหลังเขาดูค่อนข้างแสบตาอยู่บ้าง
เธอเห็นไม่ค่อยชัดว่าหานอวี่เจ๋อมีสีหน้าอย่างไร รู้สึกเพียงว่าสายตาคู่นั้นเย็นเยียบมาก
เฉิงหร่านเม้มปาก สายตาค่อนข้างซับซ้อน
เธอไม่รู้ว่าตอนนี้ควรเข้าไปทักทายดีหรือเปล่า
พอคิดถึงเรื่องที่โรงพยาบาลขึ้นมา คำพูดของเขาที่บ่งบอกชัดเจนว่าอยากตัดขาดความสัมพันธ์โดยไม่ลังเลนั่นแล้วเธอก็ไม่อาจรวบรวมความกล้าขึ้นมาได้
ในตอนนั้นเอง หานอวี่เจ๋อได้หมุนตัวเดินจากไปทันทีโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เฉิงหร่านกำมือเข้าหากันแน่น ทันใดนั้นพลันรู้สึกถึงความอุ่นที่กำไว้กลางฝ่ามือ เมื่อเหลือบไปมองก็พลันทำสีหน้ากระอักกระอ่วนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ก็เธอยังกำมืออันจื่อเฉินไว้ไม่ปล่อยเลยนี่!
“แค่กๆ หนู...” เฉิงหร่านกำลังคิดว่าจะพูดอะไรสักหน่อยเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น แล้วก็คิดจะถือโอกาสปล่อยมือแบบแนบเนียนด้วยเหมือนกัน! แต่ไม่นึกว่าจู่ๆ อันจื่อเฉินก็ดึงให้เธอเดินขึ้นตึกเรียนไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
“เดี๋ยวก่อนๆ พี่ทำอะไรของพี่เนี่ย ห้องเรียนพี่ไม่ได้อยู่ที่นั่น ใกล้จะเข้าเรียนแล้ว พี่ทำแบบนี้ไม่ดีนะคะ...” ขณะที่เฉิงหร่านถูกอันจื่อเฉินลากให้เดินตามไปเธอก็ยิ่งออกแรงดึงมือให้หลุดจากการเกาะกุมมากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่กล้าสะบัดออกแรงๆ เพราะกลัวว่าอันจื่อเฉินจะทำตัวไม่ถูก
ตอนนี้หลายคนกำลังมองมาที่พวกเธอ อย่างไรเธอก็จะไม่เห็นแก่หน้าอันจื่อเฉินไม่ได้ เฉิงหร่านได้แต่กระซิบบอกอันจื่อเฉินเบาๆ ว่าให้ปล่อยมือ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ชัดเจนมาก อันจื่อเฉินไม่สนใจเสียงร้องเรียกอย่างกระวนกระวายของเธอเลย
“พี่ไปส่งน้องแล้วกัน! ดูสิน้องเดินช้าขนาดนั้น ต้องไปสายแน่” อันจื่อเฉินว่าอย่างไม่รีบร้อน มือหนาเองก็ไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยออกเช่นกัน
“หนูเดินช้าตรงไหน พอได้แล้ว พี่รีบปล่อยมือเถอะ หนูวิ่งขึ้นไปก็ได้ ไม่สายแน่นอน พี่ไม่ต้องขึ้นไปหรอกค่ะ” เฉิงหร่านใกล้จะร้องไห้อยู่รอมร่อแล้ว ถ้าขืนอันจื่อเฉินเอาแต่จูงมือเธอเดินขึ้นไปที่ห้องแบบนี้อยู่ละก็ เธอว่าเธอจะต้องถูกคนอื่นเกลียดตายเลย
ถึงแม้ว่าเธอเพิ่งเรียนไปแค่ครึ่งวันนับแต่เปิดเรียนมา แต่เธอก็รู้แล้วว่าอันจื่อเฉินเป็นหนุ่มฮ็อตของโรงเรียน
ตั้งแต่ตอนที่เธอทักทายอันจื่อเฉินก็มีสายตาจับจ้องมาจากรอบข้าง หลังจากนั้นเธอก็ได้ยินพวกเธอซุบซิบกัน คราวนี้เลยได้รู้ว่าที่แท้แล้วอันจื่อเฉินเป็นหนึ่งในหนุ่มฮ็อตของโรงเรียน
“ใกล้จะถึงแล้วเนี่ย อย่างอแงสิ” อันจื่อเฉินพูดจาสุภาพอ่อนโยนเหมือนอย่างเคย น้ำเสียงของเขายังคงน่าฟังมาก
ทว่าเวลานี้เฉิงหร่านไม่มีอารมณ์มาเคลิบเคลิ้มอีกแล้ว ได้ยินที่อันจื่อเฉินพูดแล้วเธอชักอยากจะร้องไห้จริงๆ แล้ว
ใครเขางอแงใส่พี่เหรอ ใครจะไปงอแงกับพี่กัน
ตอนที่หยุดฝีเท้าลงตรงหน้าประตูห้องเรียน เฉิงหร่านไม่กล้าสบตามองสายตาประหลาดของคนพวกนั้นในห้องเรียนตรงๆ เลยสักนิด ไหนจะยังสายตาคมกริบเหมือนมีดของเพื่อนผู้หญิงอีก
ถึงตอนนี้
กลายเป็นว่าเฉิงหร่านใจเย็นลง เธอบอกลากับอันจื่อเฉินที่ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนโดยไม่ลุกลี้ลุกลน
เมื่อเห็นเขาเดินออกไปจากสายตาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่สี่ ห้อง A และบริเวณโดยรอบอย่างสงบนิ่งแล้ว คราวนี้ถึงได้เดินเข้าห้องเรียนไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะนั่งลงนิ่งๆ ประจำที่ของตัวเอง
คนทั้งห้อง “...”
ถังเสวี่ย “...”
“...”
ใบหน้าของเฉิงหร่านไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา ทว่ามนุษย์ตัวจิ๋วในใจเธอได้ร้องโวยวายไปนานแล้ว ‘เธอแน่ใจแล้วก็มั่นใจด้วยว่าอีตาเสือหน้ายิ้มอันจื่อเฉินนั่นต้องจงใจทำแน่ๆ!’
เธอจะไม่เชื่อหนุ่มหล่อในลุคสุภาพอ่อนโยนดูไม่มีพิษมีภัยอะไรอีกแล้ว! คนแบบนั้นล้วนแต่ร้ายกาจทั้งนั้น!
อันจื่อเฉินก้าวเดินเชื่องช้าอย่างไม่รีบร้อนด้วยท่วงท่าสง่างาม รอยยิ้มอ่อนโยนระบายขึ้นที่มุมปาก
เขาจงใจทำนั่นแหละ ใครใช้ให้เมื่อกี้เฉิงหร่านเห็นหานอวี่เจ๋อแล้วทำตัวแปลกๆ กันล่ะ!
ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าเฉิงหร่านคิดอย่างไร! แต่ในชั่ววินาทีนั้นเขารู้สึกได้ชัดเจนมาก เขาไม่สบอารมณ์เอามากๆ!
ใช่แล้ว ตอนที่เห็นหานอวี่เจ๋อกับเฉิงหร่านสบตากัน ในใจเขารู้สึกหงุดหงิดมาก!
ไม่ว่าหานอวี่เจ๋อจะคิดอย่างไรกับเฉิงหร่าน! ขอแค่เฉิงหร่านไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา เขาก็มีโอกาสต่อสู้อย่างยุติธรรม!
อวี่เจ๋อนะอวี่เจ๋อ ตกลงแล้วนายรู้หรือเปล่าว่านายต้องการอะไรกันแน่
คิดถึงตรงนี้แล้วที่มุมปากของอันจื่อเฉินพลันปรากฏรอยยิ้มมีเลศนัย ‘นายไม่รู้ก็ดี อย่างน้อยฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่ฉันต้องการได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว!’
หลังจากที่เฉิงหร่านนั่งลง ทั้งห้องก็พลันเงียบงันไปในชั่วพริบตา
ทันใดนั้น จู่ๆ นักเรียนบางคนก็มองไปยังเฉิงหร่านแล้วอดไม่ได้ที่จะซุบซิบกันเบาๆ เสียงของนักเรียนชายคนหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “นี่มันเพื่อนคนสวยที่เข้าเรียนแค่ครึ่งวันในวันเปิดเรียนไม่ใช่เหรอ”
นักเรียนชายที่สวมแว่นตาคนหนึ่งดันกรอบแว่นสีดำอันเทอะทะขึ้นพลางพูดด้วยท่าทางเยือกเย็นมาก “เธอชื่อเฉิงหร่าน เป็นคนที่สอบกลางภาคตอนม.สามขาดอีกสองคะแนนก็ได้เต็มแล้ว แต่ถึงจะหายไปสองคะแนนก็ยังสอบเข้ามาด้วยอันดับหนึ่งของเมืองอยู่ดี”
นักเรียนทั้งห้องได้ฟังที่เด็กชายผู้สวมแว่นตากรอบสีดำพูดก็พากันแตกตื่น ต้องบอกว่าพวกเขาเปิดเรียนมาเป็นวันที่สามแล้ว นับว่าพอจะรู้จักกันบ้างแล้ว มีเพียงเฉิงหร่านที่ปรากฏตัวมาแค่ครึ่งวันเท่านั้นที่เพื่อนๆ ยังไม่รู้จัก คนอื่นอย่างน้อยก็เริ่มคุ้นเคยกันบ้างแล้ว
ทุกคนได้ยินคำพูดของเด็กชายผู้สวมแว่นกรอบสีดำแล้วต่างไม่มีข้อกังขาใดๆ ก็นั่นคือคนที่สอบเข้ามาด้วยคะแนนอันดับสองของเมืองเชียว! ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาแล้วว่าอันดับหนึ่งคือใคร!
นักเรียนชายคนหนึ่งยกแขนขึ้นมาทำมือเป็นรูปหัวใจด้วยใบหน้าเคลิ้มฝัน “ต่อจากนี้ไปเธอก็คือนางฟ้าของฉันแล้ว ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะจีบเธอ”
เวลานี้นักเรียนทุกคนในห้องกำลังตะลึงงันและหน้ามืดตาลายไปกับเรื่องเด็กผู้หญิงหัวกะทิคนนี้ที่รู้มาจากปากของเด็กชายผู้สวมแว่นกรอบดำ ทำให้คำพูดของเด็กชายคนนั้นที่บอกว่าจะจีบเฉิงหร่านจึงผ่านเข้าหูทุกคนไปพอดิบพอดี
นักเรียนชายที่นั่งอยู่โต๊ะด้านหน้าและด้านหลังเขาต่างจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว หลังจากนั้นก็วาดมือออกมาตบเข้าที่หัวของเด็กชายคนพูดโดยพร้อมเพรียงกันอย่างน่าประหลาด ทั้งยังเอ่ยขึ้นพร้อมกันอีกด้วย “ไปตายเถอะ! ฝันเหรอนายน่ะ”
เด็กชายคนนั้นถูกเพื่อนสองคนตบเข้าอย่างจัง หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกค่อนข้างงุนงง แล้วหลังจากนั้นไปอีกก็...
จู่ๆ เขาก็ยกสองมือขึ้นปิดหน้า ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความน้อยใจ “ทำไมพวกนายต้องตีฉันด้วยเล่า จีบไม่ได้ก็จีบไม่ได้สิ จะตีฉันทำไม พูดกันดีๆ ไม่ได้เหรอ”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ เงียบงันอย่างน่าประหลาด
ทุกคนต่างพากันหันหน้าไปมองคนคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตู ชั่วพริบตาเดียวก็พลันเงียบกริบ
ที่หน้าประตูห้องเรียนมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ เธออยู่ในชุดสูททางการสีดำ สวมรองเท้าส้นสูงห้าเซนติเมตร ใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดวงตาทั้งสองข้างจ้องเขม็งไปยังนักเรียนชายคนที่นอนฟุบอยู่กับโต๊ะ
ทันใดนั้นเธอก็พลันเอ่ยปากขึ้น น้ำเสียงเรียบนิ่ง “นักเรียนคนนั้นน่ะ เธอฉี่จะราดเหรอ”
เด็กชายคนที่ยกมือขึ้นป้องหน้าเห็นห้องเรียนเงียบกริบก็พลันรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ทีแรกยังตั้งใจว่าจะเงยหน้าขึ้นมองว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นอยู่ด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อได้ยินน้ำเสียงอันน่าสะพรึงกลัวราวกับภูตผีของผู้หญิงคนหนึ่งเข้า เขาก็พลันสะดุ้งโหยงโดยไม่รู้ตัว พอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นนางยักษ์หน้าดำตนนั้นอย่างที่คิดไว้จริงๆ
เด็กชายไม่กล้าพูดอะไรอีก เพียงแต่มองผู้หญิงคนนั้นด้วยท่าทางหวาดๆ ผู้หญิงคนนี้ก็คือคุณครูหลี่ ครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ ห้อง A นั่นเอง
นักเรียนห้องนี้เพิ่งเริ่มเรียนกันได้สามวันก็ตั้งฉายาให้ครูประจำชั้นสุดเนี้ยบคนนี้แล้วว่า ‘นางยักษ์หน้าดำ’
ที่เรียกว่า ‘หน้าดำ’ ไม่ใช่เพราะว่าคุณครูหลี่ผิวคล้ำหรอก แต่เพราะวันทั้งวันเอาแต่ทำหน้าอยู่แบบเดียว นั่นคือหน้าดำๆ บอกบุญไม่รับ
ส่วนคำว่า ‘นางยักษ์’ นั้นเป็นเพราะเธอเข้มงวดจนเกินเหตุ ถึงขนาดที่ว่าไม่นึกถึงความรู้สึกของคนอื่นแม้แต่น้อย พูดจาเชือดเฉือนใจกันมาก
คุณครูหลี่เดินไปยังโพเดียมทีละก้าว รองเท้าส้นสูงจรดลงบนพื้นกระเบื้องส่งเสียงต๊อกๆๆ แต่ละย่างก้าวราวกับว่ากำลังเหยียบย่ำลงไปในใจคนอย่างไรอย่างนั้น
คุณครูหลี่เดินมาหยุดที่โพเดียม สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องทีหนึ่ง คราวนี้ถึงได้ค่อยๆ ทอดสายตามองไปยังเด็กชายคนที่ยกมือป้องหน้าพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบไร้ไออุ่น “ไปวิ่งรอบสนามเดี๋ยวนี้ วิ่งจนหมดคาบไปเลย อย่าคิดเล่นลูกไม้กับครู ไม่อย่างนั้นครูจะทำให้เธอรู้ว่าอะไรคือผลของการหลงคิดว่าตัวเองฉลาด”
สิ้นเสียงคุณครูหลี่
เด็กชายผู้ยกมือป้องหน้าคนนั้นก็ลุกพรวดขึ้นขออนุญาตแล้วไปวิ่งรับโทษทันทีโดยไม่แม้แต่จะอิดออด
เฉิงหร่านไม่ได้พูดอะไรมาตั้งแต่แรก เธอนั่งเงียบอยู่ประจำที่ตัวเองมาโดยตลอด เธอนั่งฟังที่เพื่อนในห้องถกกันเซ็งแซ่ ถึงแม้คนที่จะตกเป็นประเด็นสนทนาคือตัวเธอเองหากแต่ใบหน้ากลับไม่แสดงอาการใดๆ ที่เปลี่ยนไป คำวิจารณ์พวกนี้เธอชินไปแล้ว
ถังเสวี่ยก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เพียงแต่ส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้เฉิงหร่านเท่านั้น “เลิกเรียนแล้วเรามาคุยกันหน่อย”
เฉิงหร่านได้รับกระดาษแผ่นนั้นมาก็ไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแต่พยักหน้าบอกเป็นเชิงว่ารับรู้แล้วเท่านั้น
เธอมองคนในห้องพูดถึงตัวเองเงียบๆ แม้จะมีสายตานับไม่ถ้วนจ้องมองมาเธอก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม
ตอนนี้เมื่อได้เห็นว่าคุณครูหลี่น่าเกรงขามถึงขนาดนี้ พูดแค่ประโยคเดียวก็ทำให้ทั้งห้องเงียบกริบ ออกคำสั่งลงโทษแค่ประโยคเดียวก็ทำให้นักเรียนคนหนึ่งไปรับโทษแต่โดยดีโดยไม่อิดออด!
เรื่องนี้ทำให้แววตาอันสงบนิ่งมาโดยตลอดของเฉิงหร่านฉายรอยตกใจขึ้นแว่บหนึ่ง
ทุกคนต้องเข้าใจว่าโรงเรียนนี้คือโรงเรียนดังอันดับต้นๆ เด็กที่เข้าเรียนที่นี่ได้หากไม่ใช่ลูกเศรษฐีก็คือนักเรียนหัวกะทิ ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นคนที่รับมือได้ยากทั้งสิ้น!
ทว่าตอนนี้คำพูดสั้นๆ ง่ายๆ เพียงไม่กี่ประโยคของคุณครูหลี่คนนี้กลับไล่นักเรียนคนนั้นไปได้ นอกจากนี้ใบหน้ายังเรียบเฉย ท่าทางแบบนี้เพียงแต่บ่งบอกถึงสองประเด็นเท่านั้น
อย่างแรกคือคุณครูหลี่คนนี้มีแบ็กอัปที่แข็งแกร่งมาก เป็นคนมีเบื้องหลัง
อย่างที่สองคือเธอรู้จักจัดการ อีกทั้งทางโรงเรียนยังเห็นด้วยกับวิธีการของเธอด้วย
เฉิงหร่านอดพินิจมองคุณครูหลี่ไม่ได้ เธออยากดูว่ามีตรงไหนที่แปลกออกไปหรือเปล่า
ดูไปดูมาแล้วก็ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ เธอเพียงแต่ดูเคร่งไปหน่อยเท่านั้น ครูประเภทนี้เฉิงหร่านเจอมาเยอะแล้ว เลยไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรน่ากลัว
เธอเรียนดีมาตลอด ในคาบเรียนก็ตั้งใจฟังที่ครูสอน ทั้งยังไม่เคยถูกดุ ดังนั้นแม้จะมีคุณครูแบบนี้ในบรรดาคุณครูที่เคยสอนเธอมา แต่ก็นับว่าใจดีกับเธออยู่ดี ไม่ตี ไม่ด่า ไม่ทำโทษ
ขณะนี้คุณครูหลี่กำลังกวาดสายตามองรอบห้อง จากนั้นน้ำเสียงเรียบนิ่งก็ดังขึ้น “เริ่มเรียนกันได้แล้ว”
นักเรียนทุกคนลุกขึ้นยืนและกล่าวสวัสดีคุณครูทันที
ถึงแม้คนกลุ่มนี้จะไม่ชอบครูประจำชั้นคนนี้แค่ไหน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเธอก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งของเธออยู่ดี
ไม่ว่าในใจจะมีความรู้สึกสงสัยอยู่มากมายเพียงใด พอถึงเวลาเริ่มคาบเรียน เฉิงหร่านก็ยังคงหยิบสมุดจดบันทึกเล่มหนาเตอะขึ้นมาตามความเคยชิน
สมุดจดบันทึกแบบนี้พอใช้ได้ทั้งเทอม เวลาจะทบทวนก็สะดวกมาก เว้นด้านหน้าเอาไว้สองสามหน้าก่อน รอว่างๆ แล้วค่อยยืมสมุดจดของถังเสวี่ยมาลอก ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีเนื้อหาที่เรียนในสามวันแรก
ตลอดช่วงบ่ายผ่านไปกับเสียงคุณครูพูดถึงบทเรียน ในช่วงเวลาว่างระหว่างคาบเรียนก็เป็นเสียงพูดคุยกันของเพื่อนในห้อง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เฉิงหร่านใช้คัดลอกบทเรียนด้วยเช่นกัน
ตั้งแต่นั่งลงแล้วเรียนเป็นต้นมาเฉิงหร่านก็ยังไม่ได้ลุกไปจากที่นั่งเลยสักครั้ง ในคาบเรียนเธอจดบันทึกสิ่งที่คุณครูสอน ช่วงพักเธอยืมสมุดจดของถังเสวี่ยมาลอก เธอจำเป็นต้องจดบทเรียนในสามวันนี้ที่ตัวเองไม่ได้เข้าเรียนออกมา ดังนั้นเฉิงหร่านจึงยุ่งมาก
ถังเสวี่ยมีเรื่องมากมายที่อยากจะพูด แต่พอเห็นเฉิงหร่านกำลังง่วนอยู่กับการคัดลอกบทเรียนก็ไม่อยากไปรบกวนเหมือนกัน เพราะอย่างไรการเรียนของเธอก็ดีมากเหมือนกัน
แม้เธอจะไม่ได้ฉลาดเกินมนุษย์มนาอย่างเฉิงหร่านที่สอบได้ที่หนึ่ง แต่ว่าคะแนนของเธอก็จัดอยู่ในเจ็ดอันดับแรกครอบครัวของเธอมีฐานะธรรมดา ถ้าไม่ใช่เพราะสอบเข้ามาได้ก็จ่ายค่าเล่าเรียนของโรงเรียนนี้ไม่ไหวหรอก
เพื่อนในห้องหลายคนอยากเข้ามาทักทายและชวนคุยเรื่องวงในที่พวกเขาอยากรู้ แต่พอเห็นเฉิงหร่านก้มหน้าก้มตาคัดลอกบทเรียนกับถังเสวี่ยที่ทบทวนบทเรียนเงียบๆ แล้วก็ต่างชะงักไปไม่กล้าเข้ามาหา!
ทุกคนต่างพากันรู้สึกชื่นชมอยู่ในใจ ‘เด็กหัวกะทินี่ขะมักเขม้น มุ่งมั่นใฝ่รู้กันทุกคนจริงๆ คนธรรมดาอย่างพวกเราก็...เล่นสนุกไปวันๆ กันต่อไปเถอะ’
ช่วงบ่ายผ่านไปอย่างรวดเร็วแล้วก็ถึงเวลาเลิกเรียน
ถังเสวี่ยที่นั่งอยู่ข้างเฉิงหร่านทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอยื่นมือไปเขย่าแขนเฉิงหร่าน จากนั้นถามถึงเรื่องเมื่อหลายวันมานี้ “หรานหร่าน วันนั้นเธอบอกว่าเป็นหวัดเลยอยากพักผ่อนไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงออกจากหอไปโดยไม่บอกฉันสักคำล่ะ ฉันนึกว่าเธอเป็นอะไรไปแล้ว!”
ถังเสวี่ยพูดพลางมองหน้าเฉิงหร่านด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่พอใจ
เฉิงหร่านส่ายหน้าอย่างจนใจ “วันนั้นฉันกลับหอไป กินยาแล้วก็นอนหลับไป แต่ฉันไม่รู้ว่าจู่ๆ ตื่นมาตอนบ่ายก็ดันไข้ขึ้นสูง แล้วฉันก็ไม่มีเบอร์เธอเลยโทรหาเธอไม่ได้ จะโทรหาพ่อกับแม่ก็ไม่ได้อีก กว่าพวกเขาจะมาถึงโรงเรียนก็ต้องใช้เวลาชั่วโมงกว่า ฉันก็เลยโทรหารุ่นพี่ในโรงเรียนคนนึงที่ฉันรู้จัก เขาเลยมารับฉันไปส่งที่โรงพยาบาล”
เฉิงหร่านพูดแล้วเผลอชะงักไป ที่จริงแล้วคนคนนั้นคือหานอวี่เจ๋อ แต่ฉันบอกไม่ได้ เพราะเขาไม่อยากให้บอก!
“หลังจากนั้นน่ะนะ! ฉันก็โทรหาพ่อกับแม่ของฉัน พ่อแม่ของฉันเลยมาดูแลฉัน นอนโรงพยาบาลไปสามวัน วันนี้ฉันเพิ่งออกจากโรงพยาบาล ฉันกินข้าวที่บ้านเสร็จแล้วก็รีบกลับมาที่โรงเรียน”
เฉิงหร่านพูดจบก็มองถังเสวี่ยตาแป๋ว หลายวันนี้ก็เกิดเรื่องพวกนี้เนี่ยแหละ
ถังเสวี่ยคิดแล้วว่าอย่างค่อนข้างลำบากใจ “หรานหร่าน ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ไม่อยากให้เบอร์โทรศัพท์มือถือกับเธอหรอก แต่ว่าฉันไม่มีโทรศัพท์มือถือน่ะ”
ถังเสวี่ยยิ่งพูดก็ยิ่งอาย
เฉิงหร่านได้ยินแล้วอึ้งไป ในใจรู้สึกผิดอยู่น้อยๆ เป็นเธอต่างหากที่ใส่ใจไม่มากพอ
ฐานะของครอบครัวถังเสวี่ยคงไม่ค่อยดีเท่าไรใช่ไหม แล้วตัวเองยังไปพูดจี้ใจถึงปมด้อยของเธออีก!
เฉิงหร่านยิ้มแหยแล้วพูดขึ้น “ฉันผิดเองแหละ ฉันคิดน้อยไป”
ถังเสวี่ยส่ายหน้า แม้ว่าน้ำเสียงจะเบาหวิวแต่กลับไม่ฟังดูเศร้าแล้ว รอยยิ้มมั่นใจเผยขึ้นที่มุมปากก่อนเจ้าตัวจะเอ่ยขึ้น “ฉันจะตั้งใจเรียน ต่อไปฉันจะทำให้ครอบครัวของฉันสุขสบายแล้วก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในอนาคต”
เฉิงหร่านยิ้มออกมาทันทีพร้อมกับพยักหน้าเห็นด้วย เธอพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “อืม! จากนี้ไปพวกเราจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ” เฉิงหร่านพูดจบแล้วนิ่งไป ก่อนจะพูดต่อด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เพราะฉะนั้น! ยัยคนดี เราไปกินข้าวกันเถอะ ไม่งั้นอีกเดี๋ยวจะหิวตายเอานะ”
…………………………………………………