Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 009 ตอนที่ 9
ตอนที่ 9 ยื่นบัตรโดยไม่ต้องคิด
ถังเสวี่ยยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นสดใสมาก ดวงตากลมโตบิดโค้งกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ที่มุมปากปรากฏเป็นลักยิ้มขึ้นมาข้างหนึ่ง
เฉิงหร่านถูกรอยยิ้มของถังเสวี่ยทำให้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาเสียงเบา “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอสวยจัง”
เฉิงหร่านพูดจบก็จูงมือถังเสวี่ยเดินออกจากประตูห้องเรียนไป
ถังเสวี่ยเพียงแต่ยิ้มไม่ได้ตอบอะไร ทว่าแอบพึมพำอยู่ในใจ ‘เฉิงหร่าน ที่จริงเธอต่างหากที่สวยและเป็นคนดีที่สุด เพียงแต่เธอไม่รู้ตัวเท่านั้น...’
ทั้งสองคนเดินออกจากโรงเรียนไปลานจอดรถ
ถังเสวี่ยเห็นเฉิงหร่านตั้งหน้าตั้งตาจูงให้ตัวเองเดินออกจากรั้วโรงเรียนแล้วเธอรู้สึกแปลกใจมาก นี่ไม่ใช่ทางกลับหอ แล้วก็ไม่ใช่ทางไปโรงอาหารด้วย อย่าบอกนะว่าเฉิงหร่านไม่รู้ว่าต้องไปทางไหนน่ะ
จริงด้วย เฉิงหร่านมาเรียนแค่ครึ่งวันเอง ต้องไม่มีใครบอกเธอแน่ๆ
ถังเสวี่ยนึกถึงตรงนี้แล้วก็เอ่ยปากถาม “หรานหร่าน นี่ไม่ใช่ทางไปโรงอาหารนะ เธอรู้หรือเปล่า”
เฉิงหร่านยิ้ม ดวงตาดอกท้อหยีลงแล้วจึงพูดขึ้น “ฉันพาเธอไปลานจอดรถไง! วันนี้ฉันขับรถมา เดี๋ยวเราออกไปกินข้าวกัน”
ถังเสวี่ยรีบส่ายหน้าพลางพูดอย่างค่อนข้างกระวนกระวาย “หรานหร่าน อย่าดีกว่า เราไปกินข้าวที่โรงอาหารกันเถอะ”
เฉิงหร่านมองเธอแล้วพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นเดิม “ไม่เป็นไรหรอก วันนี้ฉันเพิ่งออกจากโรงพยาบาลเลยแค่อยากออกไปกินข้าวข้างนอกสักมื้อน่ะ เธอคงไม่ได้ไม่เต็มใจหรอกใช่มั้ย”
เฉิงหร่านพูดจบก็มองถังเสวี่ยหน้าเศร้าอย่างตัดพ้อ
คำพูดของถังเสวี่ยตีบตันอยู่ในลำคอ เธอตอบกลับไม่ถูกชั่วขณะ
เฉิงหร่านเห็นอย่างนั้นก็จูงมือเธอให้เดินออกไป
ถังเสวี่ยถูกเฉิงหร่านจูงมือไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจ แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน เฉิงหร่านไม่ยอมปล่อยมือ หลังจากยื้อยึดฉุดกระชากมาตลอดทาง สุดท้ายทั้งคู่ก็มาถึงลานจอดรถจนได้
เฉิงหร่านหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าแล้วกดลงไปทีหนึ่งแล้วเปิดประตูให้คนที่ไม่เต็มใจอย่างถังเสวี่ยขึ้นไปนั่งประจำที่นั่งข้างคนขับ
จากนั้นจึงปิดประตูให้เรียบร้อย
เฉิงหร่านเดินมาอีกฝั่งก่อนจะเข้าไปนั่งลงบนที่นั่งฝั่งคนขับแล้ว เธอหันมามองถังเสวี่ยพร้อมพูดด้วยรอยยิ้มร้าย “เธอทำหน้าไม่เต็มใจแถมยังถูกฉันลากมา ตลอดทางนี่ฉันแทบถูกคนเขาทิ่มแทงด้วยสายตาแล้วเนี่ย สงสัยพวกเขาคิดว่าเด็กผู้หญิงหน้าตาสะสวยอย่างฉันจะเป็นพวกชอบอะไรไม่เหมือนใครเขาล่ะมั้ง!”
เฉิงหร่านพูดจบก็ชิงระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมาก่อน
ถังเสวี่ยฟังแล้วนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่นานนักก็จับต้นชนปลายได้ เธอมองค้อนใส่เฉิงหร่านหลายครั้งอย่างอดไม่ได้ ทั้งยังแค่นเสียงหัวเราะออกมาด้วยทีหนึ่ง
ทั้งสองคนพูดคุยหยอกล้อกันมาตลอดทาง รถยนต์เคลื่อนตัวเข้าไปยังทางเข้าร้านอาหารแห่งหนึ่งอย่างรวดเร็วก่อนจะจอดลง
เฉิงหร่านตั้งใจมาที่ร้านอาหารธรรมดาๆ ร้านหนึ่งโดยเฉพาะ เธอรู้ว่าถังเสวี่ยไม่อยากไปภัตตาคารหรู ดังนั้นเลยใช้โทรศัพท์มือถือค้นหาร้านอาหารที่อยู่ใกล้ที่สุด
จริงอย่างที่คิดเอาไว้
พอถังเสวี่ยเห็นว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก สีหน้าก็ดูผ่อนคลายลงแล้วก็เป็นธรรมชาติขึ้นมาก พร้อมกับอมยิ้มบาง
เฉิงหร่านเห็นแล้วก็เม้มปากเช่นกัน ทั้งสองคนเดินเข้าร้านอาหารไปทันที
เฉิงหร่านร้องเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เถ้าแก่คะ ขอหม้อให้เราชุดนึงค่ะ”
เฉิงหร่านพูดจบแล้วหันไปมองถังเสวี่ยอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถาม “เธอกินหม้อไฟได้หรือเปล่า”
ถังเสวี่ยรีบพยักหน้าพลางตอบด้วยท่าทางค่อนข้างเคอะเขิน “ฉันชอบกินเผ็ดมากเลย”
เฉิงหร่านลอบถอนหายใจโล่งอก คราวนี้ถึงได้พูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “หม้อไฟร้านนี้ถือว่าไม่เลวเลย”
เห็นถังเสวี่ยพยักหน้างงๆ เหมือนว่าไม่ค่อยเข้าใจแล้ว
เฉิงหร่านเองก็อายอยู่บ้างเหมือนกัน
ที่จริงเธอก็ไม่รู้ว่าหม้อไฟร้านนี้เป็นอย่างไรกันแน่ เพียงแต่เห็นคนอื่นกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย เธอจะไม่พูดอะไรเลยก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะทำให้ถังเสวี่ยเข้าใจผิดว่าเธอหยิ่ง แบบนั้นจะแย่เอา
ถังเสวี่ยเป็นเพื่อนคนแรกที่เธอทำความรู้จักด้วย แล้วก็เป็นเด็กผู้หญิงคนแรกที่เข้ามาทักทายเธอเป็นคนแรกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอหวงเพื่อนคนนี้มาก เพราะอย่างนั้นถึงได้ยอมเอาใจใส่ความรู้สึกของอีกฝ่าย
เฉิงหร่านมองถังเสวี่ยแล้วก็คิดอะไรขึ้นมาได้เรื่องหนึ่งจึงพูดออกไปตรงๆ “เสวี่ยเอ๋อร์ เดี๋ยวเรากินเสร็จแล้วเธอไปหาบ้านพักแถวโรงเรียนเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้หรือเปล่า”
ถังเสวี่ยคิดแล้วพูดขึ้น “เธอจะย้ายออกมาอยู่ข้างนอกเหรอ”
เฉิงหร่านพยักหน้าไปตามตรง “พ่อกับแม่ไม่อยากให้ฉันพักที่โรงเรียน อีกอย่างฉันก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสะดวกเหมือนกัน เธอคิดว่ายังไงเหรอ”
ถังเสวี่ยนิ่งคิด แม้เธอจะไม่อยากให้เฉิงหร่านย้ายไปอยู่ข้างนอก เพราะถ้าเป็นแบบนี้เธออยู่ที่หอคนเดียวก็จะเหงามาก เหมือนอย่างสามวันที่ผ่านมานี้ รูมเมตสองคนนั้นไม่สนใจใครเลยสักนิด พอทักทายก็แค่พยักหน้าตอบเท่านั้น
แต่เธอนึกขึ้นได้ว่าเฉิงหร่านสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่เหมาะจะพักที่โรงเรียนจริงๆ อีกอย่างแค่อาบน้ำเย็นนิดหน่อยก็ป่วยหนักขนาดนั้นแล้ว
ถังเสวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น “หรานหร่าน เธอไม่น่าพักที่โรงเรียนจริงๆ แหละ สุขภาพของเธออ่อนแอ แบบนี้จะป่วยได้ง่ายมาก พักด้านนอกดีกว่า”
เฉิงหร่านเองก็พยักหน้าเห็นด้วย “เย็นนี้ฉันพาเธอไปดูที่นึง ถ้าไม่มีปัญหาอะไรฉันก็จะเช่าที่นั่นเลย ฉันไม่อยากเสียเวลาเอาแต่หาบ้านเช่า พรุ่งนี้ฉันจะย้ายออกมาเลย”
ถังเสวี่ยรู้สึกวูบโหวงในใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ห้าม
ตอนนี้หม้อไฟถูกยกมาเสิร์ฟแล้ว ทั้งคู่จึงไม่มัวพูดพร่ำทำเพลงกันอยู่อีก ต่างคนต่างรีบลงมือกิน
หลังจากกินเสร็จเรียบร้อย ถังเสวี่ยได้เป็นคนจ่ายเงินค่าอาหาร
เหตุผลเพราะเฉิงหร่านมีแต่บัตรเอทีเอ็ม ไม่มีเงินสด แล้วร้านอาหารร้านนี้ไม่รับรูดบัตร
เฉิงหร่านได้แต่ถอนใจอย่างจนปัญญา
กลับกัน ถังเสวี่ยดีใจมาก แม้ว่าฐานะของครอบครัวเธอจะไม่ดี แต่เธอก็ไม่อยากเอาแต่ใช้เงินของเฉิงหร่านเหมือนกัน
ในสถานการณ์ที่ตัวเองสามารถจ่ายเงินได้ เธอไม่อยากกินฟรี ถึงแม้ว่าคนคนนี้จะเป็นเพื่อนสนิทของตัวเองก็เหมือนกัน
เธอเชื่อว่าคนเราถ้าเอาแต่ใช้เงินหรือสิ่งของของคนอื่นจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
เธอไม่อยากเป็นแบบนั้น แล้วก็ไม่ยินดีจะเป็นด้วย
ทั้งสองคนออกมาจากร้านอาหารแล้วขึ้นรถไป
เฉิงหร่านขับรถตรงดิ่งไปยังคอนโดมิเนียมหลิวซิง
ที่นั่นเป็นบริเวณของคอนโดมิเนียมหรู คนที่เข้าไปอาศัยอยู่ด้านในได้ล้วนแต่เป็นเศรษฐีทั้งสิ้น ทิวทัศน์ที่นั่นนับว่าไม่เลวทีเดียว สิ่งแวดล้อมก็ดี ที่สำคัญที่สุดคือคอนโดมิเนียมแห่งนั้นรักษาความปลอดภัยดีมาก ไม่เคยเกิดเรื่องลักขโมยขึ้นเลย
เฉิงหร่านไม่อยากพักอยู่ห้องเล็กๆ ในโรงเรียนไปสามปีหรอก ถ้าจะพักก็ต้องอยู่ที่ๆ สบายใจกว่าถึงจะได้
ที่คอนโดมิเนียมหลิวซิงยังมีลานจอดรถไว้บริการผู้พักอาศัยด้วย นี่ต่างหากที่เป็นเหตุผลให้คนยอมจ่ายเงินมาอยู่ อย่างไรมีที่จอดรถส่วนตัวก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินไปลานจอดรถกว่าครึ่งชั่วโมงทุกครั้งที่ขับรถ
ต้องเข้าใจว่าคนที่เข้ามาพักล้วนแต่เป็นเศรษฐี เวลาทุกนาทีเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น
รถยนต์เคลื่อนตัวอยู่สิบกว่านาทีก่อนจะมาถึงคอนโดมิเนียมหลิวซิง
ทั้งคู่ลงจากรถมาแล้วเดินเข้าไปด้วยกัน
แม้ถังเสวี่ยจะรู้ว่าที่นี่ต้องไม่ถูกแน่ๆ แต่ก็ยังไม่พูดอะไรอยู่ดี
เธอรู้สึกว่าเฉิงหร่านอยากพักอยู่ที่ที่สะดวกสบาย นั่นเป็นการตัดสินใจของเธอ อย่างไรเสียฐานะของครอบครัวตัวเองไม่เหมือนกับเฉิงหร่าน ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยแต่ก็จะไม่ไปห้ามการตัดสินใจของเฉิงหร่าน
เฉิงหร่านพาถังเสวี่ยมาที่นิติบุคคลของคอนโดมิเนียมหลิวซิง ไม่นานนักก็มีผู้หญิงหน้าตาสวยหวานคนหนึ่งเดินเข้ามา
ดวงตาใสแจ๋วคู่นั้นของเธอกวาดมองเฉิงหร่านกับถังเสวี่ยรอบหนึ่ง จากนั้นจึงมองไปที่เฉิงหร่านแล้วเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “คุณผู้หญิง ไม่ทราบว่าต้องการเช่าห้องหรือซื้อห้องคะ”
เฉิงหร่านตอบยิ้มๆ “มีที่พักที่หลังเล็กหน่อยมั้ยคะ ถ้าจะให้ดีขอเป็นตึกเล็กสองชั้นค่ะ”
พนักงานต้อนรับหน้าตาสวยหวานนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณผู้หญิงคะ มีที่พักอยู่สองแห่งที่ดิฉันคิดว่าเหมาะกับคุณค่ะ ถ้าตอนนี้คุณสะดวกฉันจะพาคุณไปดูเลย จะได้ดูว่าคุณชอบแบบไหนมากกว่ากัน ดีมั้ยคะ”
เฉิงหร่านพยักหน้า “ได้ค่ะ ไปกันตอนนี้เลย ถ้ามีที่เหมาะสมหนูจะย้ายเข้ามาพรุ่งนี้เลย”
ทั้งสองคนตกลงกันเสร็จเรียบร้อย
พนักงานต้อนรับเดินนำทางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอเดินนำไปด้านหน้าแล้ว
เฉิงหร่านจูงมือถังเสวี่ยเดินตามหลังเธอไปช้าๆ
ตลอดทางพนักงานต้อนรับแนะนำให้ฟังว่าทิวทัศน์รอบบริเวณคอนโดมิเนียมแต่ละหลังเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็ยังมีข้อมูลอื่นๆ เช่น สวนสาธารณะขนาดเล็กอยู่ตรงไหน เป็นต้น...
เฉิงหร่านเดินยิ้มมาตลอดทาง เงียบฟังที่พนักงานต้อนรับแนะนำ มีพยักหน้าตอบเป็นพักๆ
ทั้งสามคนเดินมาหยุดลงตรงหน้าที่พักสองชั้นขนาดเล็กหลังหนึ่ง
เฉิงหร่านเหลือบขึ้นกวาดสายตามองทีหนึ่ง ที่พักหลังนี้ตกแต่งได้ประณีตงดงามมาก
พนักงานต้อนรับเดินเข้าไปเปิดประตู เอื้อมมือไปเปิดไฟ จากนั้นก็ผายมือเชื้อเชิญบอกเป็นเชิงว่าให้เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยเข้าไปก่อน
เฉิงหร่านเดินเข้าประตูมาแล้วก็เริ่มมองไปรอบๆ ตัวบ้าน ก่อนจะดึงให้ถังเสวี่ยขึ้นบันไดไปชั้นบนด้วยกัน
บันไดที่อยู่ตรงกลางอันนี้เป็นบันไดวน เพียงแต่ตัวบันไดค่อนข้างแคบ ในมุมมองของเฉิงหร่านเธอรู้สึกว่ามันแคบ ทว่าในมุมมองของถังเสวี่ยเธอกลับรู้สึกว่ามันสวยมาก เธอกระซิบบอกเสียงเบา “หรานหร่าน หลังนี้เหมาะกับเธอนะ เธออยู่คนเดียว ที่พักแบบนี้แหละกำลังดี”
เฉิงหร่านพยักหน้า มองดูการตกแต่งภายในที่พักพลางว่ายิ้มๆ “เดี๋ยวไปดูอีกหลังกันหน่อยนะ”
ด้วยการนำทางของพนักงานต้อนรับสาว เฉิงหร่านสำรวจดูที่พักหลังนี้เสร็จเรียบร้อย
เฉิงหร่านรีบบอกไว้ก่อนว่าจะไปดูที่พักอีกหลัง พนักงานต้อนรับก็ไม่ได้รำคาญใจแต่อย่างใด เธอยังคงตอบรับด้วยน้ำเสียงนอบน้อมเช่นเดิม
ทั้งสามคนเดินกันต่ออีกกว่าครึ่งชั่วโมง คราวนี้มาถึงหน้าประตูของที่พักอีกหลังที่เป็นตึกสามชั้น ด้านหน้ามีต้นแมกโนเลียอยู่สองสามต้น ที่พักหลังนี้เป็นสิ่งก่อสร้างสไตล์ยุโรป
ประตูใหญ่เป็นประตูแบบผลักสองบานสีกาแฟ เข้าประตูไม่ต้องใช้กุญแจ แค่ใส่รหัสผ่านก็พอแล้ว
พนักงานต้อนรับกรอกรหัสผ่านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแล้วเดินเข้าไปพร้อมแนะนำให้เฉิงหร่านฟัง “คุณผู้หญิงคะ ที่พักหลังนี้เปลี่ยนรหัสผ่านตอนเข้ามาอยู่อีกทีได้ค่ะ ผู้พักอาศัยทุกคนจะเปลี่ยนรหัสผ่านได้เพียงหนึ่งครั้ง ถ้าลืมรหัสผ่านก็ไปทำเรื่องขอปลดล็อกที่นิติบุคคลได้ค่ะ”
เฉิงหร่านพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปด้านในที่พัก
พนักงานต้อนรับเอื้อมมือไปเปิดไฟ ภาพที่ปรากฏขึ้นในม่านสายตาคือห้องรับแขกขนาดใหญ่ที่มีเฟอร์นิเจอร์ครบชุด ทั้งโทรทัศน์ โซฟา โต๊ะและเก้าอี้ บนเพดานแขวนโคมระย้าคริสตัลไว้ตัวหนึ่ง ห้องรับแขกทั้งห้องจึงสว่างจ้าเหมือนกับตอนกลางวัน
พนักงานต้อนรับแนะนำต่อ “ด้านหลังของที่พักหลังนี้ยังมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่วิวสวยมากๆ อยู่ด้วยนะคะ คุณผู้หญิงแวะไปชมได้ค่ะ”
เฉิงหร่านพยักหน้ายิ้มๆ เธอกวาดตามองรอบๆ โดยละเอียด ที่มุมหนึ่งของห้องรับแขกมีเคาน์เตอร์ขนาดเล็กอยู่ตัวหนึ่งเชื่อมอยู่กับชั้นวางสุรา ซึ่งบนชั้นวางสุรานั้นว่างเปล่า
นอกจากนี้ยังมีห้องครัวกว้างๆ อยู่อีกห้องหนึ่ง ด้านในสะอาดมาก ไฟก็สว่างมากด้วยเหมือนกัน ออกจากห้องครัวมาทางซ้ายมือเป็นห้องทานอาหาร โต๊ะกับเก้าอี้จัดเรียงเป็นเส้นตรงมีระเบียบมาก บนเพดานมีโคมไฟระย้าสีเหลือง ดูแล้วอบอุ่นละมุนมาก ที่ชั้นหนึ่งมีห้องน้ำอยู่เพียงห้องเดียวเท่านั้น
เฉิงหร่านดูเสร็จแล้วก็จูงมือถังเสวี่ยเดินตรงไปยังบันไดวนตัวกว้าง
เมื่อมาถึงชั้นสองเฉิงหร่านก็เหลือบมองแว่บหนึ่ง มีห้องรับแขกห้องหนึ่งเชื่อมอยู่กับระเบียงขนาดใหญ่ ทั้งยังมีห้องนอนที่ใหญ่มากๆ อยู่อีกห้องหนึ่ง ด้านในมีห้องน้ำเชื่อมอยู่กับห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ ในห้องยังมีโต๊ะเครื่องแป้ง เตียงหลังใหญ่หนึ่งหลัง แล้วก็ห้องแต่งตัวอีกหนึ่งห้อง
เฉิงหร่านเดินเข้าไปลองนั่งดู รู้สึกว่าพอเข้าท่า จึงลุกขึ้นเดินไปที่ข้างหน้าต่างแล้วเปิดม่านออก ทันทีที่ผ้าม่านในห้องนอนทั้งห้องถูกเปิดออก ผนังห้องด้านหนึ่งก็พลันทะลุถึงกัน
มีประตูกระจกสีขาวแบบที่เปิดโดยดึงเข้าหาตัวอยู่บานหนึ่ง ด้านนอกเป็นระเบียงขนาดเล็ก มีเปลญวนอยู่ปากหนึ่ง นอนอ่านหนังสือบนนั้นในช่วงฤดูร้อนนับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว อีกด้านหนึ่งปูเสื่อทาทามิเอาไว้ผืนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีโต๊ะตัวเล็กอยู่ด้วยอีกตัว
ที่ชั้นสองนี้มีห้องนอนใหญ่อยู่หนึ่งห้องกับห้องรับรองแขกสองห้อง
เฉิงหร่านเดินเข้าไปดึงให้ถังเสวี่ยที่ได้ตะลึงงันกับสิ่งที่เห็นไปแล้วให้เดินขึ้นไปยังชั้นสาม โดยรวมแล้วที่ชั้นสามตกแต่งเหมือนกับชั้นสองทุกประการ
เฉิงหร่านดูเสร็จแล้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดกับพนักงานต้อนรับด้วยรอยยิ้ม “ถ้าจะซื้อห้องชุดหลังนี้คิดราคาเท่าไรเหรอคะ”
พนักงานสาวยิ้มหวานน่ามอง “คุณผู้หญิงคะ ข้อมูลส่วนนี้ต้องไปถามกับนิติบุคคลนะคะ เชิญทางนี้ค่ะ”
เฉิงหร่านพยักหน้าแล้วจูงมือถังเสวี่ยให้เดินตามไปโดยไม่ได้พูดอะไรต่อให้มากความเช่นกัน
ถังเสวี่ยถามขึ้นด้วยความรู้สึกค่อนข้างไม่แน่ใจ “หรานหร่าน เธอคนเดียวไม่จำเป็นต้องพักอยู่ในที่พักหลังใหญ่ขนาดนี้หรอก อีกอย่างมีห้องเยอะแบบนั้นต้องแพงมากแน่ๆ”
เฉิงหร่านมองเธอแล้วพลันกระตุกยิ้มมุมปาก “อีกหน่อยพ่อกับแม่จะมาเยี่ยมฉัน ฉันเลือกบ้านหลังเล็กๆ ไม่ได้หรอก ถึงจะมีห้องให้พวกท่านอยู่ แต่ถ้าเล็กเกินไปก็ไม่สะดวกใช่มั้ยล่ะ”
เฉิงหร่านยังมีคำพูดอีกประโยคหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดออกมา ต่อไปในอนาคตเธอวางแผนไว้ว่าจะให้ถังเสวี่ยย้ายมาอยู่ด้วยกัน แน่นอนว่าตอนนี้เธอยังพูดกับถังเสวี่ยไม่ได้ ไม่อย่างนั้นถังเสวี่ยต้องไม่ยอมแน่
แบบนี้นับแล้วก็จำเป็นต้องมีห้องสามห้อง เผื่อว่าต่อไปมีแขกหรือว่าญาติมาหา จะให้บอกว่ามีห้องไม่พอให้พักก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ
ทั้งสามคนเดินมาจนถึงนิติบุคคล
ถังเสวี่ยนั่งรออยู่ที่ห้องโถง
เฉิงหร่านเดินตามพนักงานต้อนรับเข้าไปทำธุรกรรม เดิมทีเฉิงหร่านตั้งใจจะซื้อห้องชุดหลังนี้ แต่พอมาคิดว่าช่วงเวลาการเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นระยะเวลาเพียงสามปีเท่านั้น หากซื้อไปแล้วต่อไปก็ไม่ได้อยู่ แบบนั้นสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
ดังนั้นเฉิงหร่านจึงตัดสินใจที่จะเช่า ค่าเช่าในเดือนแรกต้องจ่ายรวมยอดเป็นค่าเช่าของสองเดือนเพราะรวมค่ามัดจำไว้ด้วยหนึ่งเดือน ต้องจ่ายพร้อมกัน
เฉิงหร่านคิดแล้วหยิบบัตรออกมารูดจ่ายค่าเช่าบ้านหนึ่งปีโดยไม่แม้แต่จะลังเล
หลังจากนั้นไม่นานเฉิงหร่านก็ได้เอกสารรับรองแสดงหลักฐานมา เธอถามเรื่องข้อควรระวังบางส่วนกับเจ้าหน้าที่ของฝ่ายนิติบุคคลเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาจากนิติบุคคล ก่อนจะจูงมือถังเสวี่ยเดินออกจากประตูใหญ่ไป
ตอนที่ออกมาจากคอนโดมิเนียมหลิวซิงก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว
เฉิงหร่านมองถังเสวี่ยแล้วยิ้มออกมา “เสวี่ยเอ๋อร์ เรากลับหอกันเถอะ!”
ถังเสวี่ยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันอยู่ ตอนนี้ได้ยินเสียงเฉิงหร่านร้องเรียกถึงได้ตั้งสติกลับมาได้ เธอตอบรับไปด้วยท่าทางค่อนข้างเก้อเขิน
ทั้งคู่เดินมาถึงด้านหน้ารถสปอร์ต
เฉิงหร่านเปิดประตูให้ถังเสวี่ยเข้าไปนั่งก่อน จากนั้นตัวเองถึงค่อยๆ เดินมาเปิดประตูอีกฝั่งแล้วขึ้นรถไป
ไม่นานนัก รถยนต์ก็เคลื่อนตัวไปยังโรงเรียน
ที่นี่อยู่ห่างจากโรงเรียนเป็นระยะทางเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น แน่นอนว่าวัดจากความเร็วของการขับรถ ถ้าเดินละก็ อย่างน้อยต้องใช้เวลาสักสิบห้านาทีได้
เฉิงหร่านขับรถไปเพราะพรุ่งนี้ต้องขนของมา
ทั้งสองคนไม่ได้คุยอะไรกันตลอดทาง
เมื่อถึงโรงเรียน เฉิงหร่านจอดรถเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินไปหอพักด้วยกันกับถังเสวี่ย
สองสามนาทีผ่านไปก็ถึงแล้ว
ทั้งคู่อธิบายให้คุณป้าผู้ดูแลหอพักฟังอยู่พักหนึ่งถึงเหตุผลที่ว่าทำไมถึงได้กลับมาดึกป่านนี้
จนกระทั่งคุณป้าผู้ดูแลหอพักยอมเปิดประตู ปล่อยให้พวกเธอเข้าไป
แน่นอนว่าเฉิงหร่านไม่บอกว่าตัวเองออกไปทำอะไร เธอบอกไปว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ ไม่ต้องเข้าเรียน ดังนั้นจึงออกไปกินข้าวข้างนอก
คุณป้าผู้ดูแลหอพักย่อมไม่สนใจซักไซ้อยู่แล้ว เธอเพียงแต่บ่นงึมงำ ครู่ต่อมาก็เงียบไปแล้ว
เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยสบตากัน ต่างคนต่างอมยิ้มมุมปาก คราวนี้ถึงได้เดินไปทางหอพักโดยไม่รีบร้อน
พอถึงหน้าประตูห้องเฉิงหร่านก็หยิบกุญแจออกมาเปิดประตูก่อนจะผลักบานประตูเข้าไป สิ่งที่ปรากฏสู่สายตานั้นคือความมืดมิด
ถังเสวี่ยเอื้อมมือไปเปิดไฟ ห้องทั้งห้องพลันสว่างจ้าขึ้นมาชั่วขณะ ทว่าในห้องกลับไม่มีใครอยู่เลยสักคน
เฉิงหร่านยิ้มพลางมองถังเสวี่ย “ดูเหมือนว่าพวกเธอจะกลับบ้านกันหมดแล้วนะ”
ถังเสวี่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว พรุ่งนี้ฉันก็ว่าจะกลับบ้านเหมือนกัน”
เฉิงหร่านเบิกตาโพลง ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินพร้อมกับตัดพ้อเสียงเศร้า “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอจะกลับบ้านเหรอเนี่ย งั้นฉันจะทำยังไงล่ะ เธอไม่ไปเป็นเพื่อนฉันเหรอ ทำเกินไปแล้วนะ”
ถังเสวี่ยมองเฉิงหร่านโดยที่พูดอะไรไม่ออก เธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “งั้นพรุ่งนี้ฉันไปเป็นเพื่อนเธอแล้วมะรืนค่อยกลับบ้านแล้วกัน”
…………………………………………………