Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 010 ตอนที่ 10
ตอนที่ 10 ความเจ็บปวดที่ไร้ขีดจำกัด
เฉิงหร่านนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ก็ได้! พรุ่งนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวเที่ยงรุ่นพี่คนที่ไปส่งฉันที่โรงพยาบาล เธอต้องไปซื้อผักเป็นเพื่อนฉันนะ ฉันอยากเลี้ยงแขกที่บ้านใหม่ แบบนี้ถึงจะแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกขอบคุณของฉัน”
เฉิงหร่านพูดจบก็มองถังเสวี่ยพลางยิ้มเผล่
ถังเสวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบ “ตกลง”
ทั้งคู่ตกลงกันได้เรียบร้อยแล้วก็ปิดไฟเข้านอน หลับฝันดีกันตลอดทั้งคืน
ตอนเช้าเวลาเจ็ดโมงกว่า เฉิงหร่านเพิ่งรู้สึกตัวตื่น เธอขยี้ตาแล้วกวาดสายตามองรอบห้องทีหนึ่ง
ถังเสวี่ยตื่นแล้ว กำลังล้างหน้าแปรงฟัน เมื่อเห็นว่าเธอตื่นนอนแล้วก็กะพริบตาให้แทนคำทักทาย
เฉิงหร่านยิ้มแล้วลุกขึ้นมาพับผ้าห่มให้เรียบร้อย จากนั้นก็สวมรองเท้าแตะเดินไปหยิบแปรงสีฟันออกมาแล้วเริ่มล้างหน้าแปรงฟัน
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง
ทั้งสองคนเพิ่งเก็บของกันเสร็จ
เฉิงหร่านลากกระเป๋าเดินทางพลางมองถังเสวี่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอไปอยู่กับฉันเถอะ ยังไงบ้านหลังใหญ่ขนาดนั้นฉันอยู่คนเดียวก็น่าเบื่อ ถึงพ่อกับแม่ฉันมาอยู่ด้วย แต่อยู่กันแค่ไม่กี่วันก็กลับบ้านแล้ว”
เฉิงหร่านพูดจบก็มองถังเสวี่ยอย่างรอคอย
ถังเสวี่ยรีบส่ายหน้าเป็นพัลวันก่อนจะพูดด้วยความรู้สึกค่อนข้างลำบากใจ “หรานหร่าน บ้านหลังนั้นของเธอแพงขนาดนั้น ฉันจะไปกล้าอยู่ได้ยังไง ฉันจ่ายค่าเช่าไม่ไหวหรอก”
ถังเสวี่ยพูดพลางส่ายหน้ารัวเหมือนกับกลองป๋องแป๋ง
เฉิงหร่านนิ่งคิด ถังเสวี่ยเป็นคนที่รักศักดิ์ศรีมาก ให้เธอมาอยู่ฟรีๆ แบบนี้เห็นทีเธอคงไม่ย้ายมาอยู่หรอก
ทันใดนั้น เฉิงหร่านนึกขึ้นได้วิธีหนึ่งแล้วพลันพูดยิ้มๆ “เสวี่ยเอ๋อร์ เอาแบบนี้สิ! เธอมาอยู่กับฉันโดยมีข้อแลกเปลี่ยนอยู่ว่าทุกวันเธอต้องทำมื้อเช้าให้ฉันแทนการจ่ายค่าเช่าบ้าน อย่างนี้ดีมั้ย”
เฉิงหร่านพูดพลางจ้องถังเสวี่ยตาแป๋ว
ถังเสวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอค่อนข้างหวั่นไหว เพราะเธอเองก็ชอบบ้านหลังนั้นเหมือนกัน ได้อยู่ด้วยกันย่อมต้องดีแน่นอน แต่แบบนี้จะทำให้คนอื่นมองว่าเธอคบกับเฉิงหร่านเพียงเพราะเงินของเฉิงหร่านหรือเปล่า
ถังเสวี่ยเริ่มจะรู้สึกลำบากใจอยู่ลึกๆ แล้ว
เฉิงหร่านเห็นถังเสวี่ยลังเลก็ดีใจ เธอรีบพูดต่ออย่างน่าสงสารทันที “เสวี่ยเอ๋อร์จ๋า เธอทนเห็นคนที่แม้แต่ทำอาหารยังทำไม่เป็นแบบฉันอยู่บ้านคนเดียวได้เหรอ ใจคอเธอทนเห็นว่าเผลอๆ ฉันล้มป่วยไปอีกแล้วไม่มีใครสนใจได้เหรอ เธอคิดเสียว่าดูแลฉันหน่อยก็แล้วกัน ไปอยู่กับฉันนะ”
ถังเสวี่ยมองเฉิงหร่าน ทั้งๆ ที่รู้ว่าที่เธอพูดมาเพียงเพื่อให้ตัวเองไปอยู่ด้วยเท่านั้น ทว่าในใจก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเช่นกัน เพราะอย่างไรเฉิงหร่านก็สุขภาพไม่ค่อยดี ถ้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ เธออาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้
เฉิงหร่านพูดต่ออย่างไม่ลดละ “เธอดูสิ ถ้าเธอไม่อยู่กับฉัน ฉันก็ยังต้องจ้างแม่บ้านมาคอยดูแลอยู่ดี แบบนี้เปลืองเงินจะตาย เธอย้ายไปอยู่ด้วยกันฉันก็ประหยัดค่าจ้างแม่บ้านไปด้วยแน่ะ คุ้มแค่ไหน”
ถังเสวี่ยคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็รู้สึกว่าเฉิงหร่านพูดถูก ต่อให้เธอไม่ไปอยู่ด้วย เฉิงหร่านก็ต้องจ้างแม่บ้านอยู่ดี สู้เธอย้ายเข้าไปอยู่เองดีกว่า แค่ทำอาหารเท่านั้น ไม่ได้ลำบากอะไร
คิดเท่านี้แล้วถังเสวี่ยก็พยักหน้าตกลง
เฉิงหร่านเห็นถังเสวี่ยพยักหน้าแล้วก็ดีใจใหญ่ รีบไปเก็บข้าวของให้เธอ ทั้งสองคนยุ่งกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็เก็บของจนเสร็จ
เฉิงหร่านลากกระเป๋าเดินทางสีดำของเธอมาพลางยื่นมือไปหมายจะช่วยรับของจากถังเสวี่ย
ถังเสวี่ยส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ
เฉิงหร่านแย่งเอากล่องพัสดุใบเล็กกล่องหนึ่งมาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ
ถังเสวี่ยทำท่าว่าจะแย่งกลับไป
เฉิงหร่านรีบพูดยิ้มๆ “เสวี่ยเอ๋อร์ ฉันรู้ว่าเธอกำลังกังวลอะไรอยู่ ถึงสุขภาพของฉันจะไม่แข็งแรง แต่ยกของนิดหน่อยยังพอไหว เธอไม่ต้องห่วงหรอก”
ถังเสวี่ยมองเฉิงหร่านอย่างอ่อนใจ จากนั้นจึงยกของที่เหลือเดินออกไปด้วยกันเงียบๆ
เมื่อมาถึงบริเวณประตูใหญ่
คุณป้าผู้ดูแลหอพักเห็นทั้งคู่เดินหอบกระเป๋าใบใหญ่ใบเล็กมาก็คิดว่าพวกเธอจะทำอะไร เลยรีบถาม “นี่พวกเธอจะไปไหนกันน่ะ”
เฉิงหร่านกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “คุณป้าคะ พวกหนูตัดสินใจว่าจะออกไปพักข้างนอกค่ะ เรื่องนี้ไว้ตอนเข้าเรียนวันจันทร์หนูจะรายงานให้ทางโรงเรียนทราบ คุณป้าสบายใจได้ค่ะ”
เฉิงหร่านพูดพลางหยิบบัตรประจำตัวนักเรียนออกมาให้เธอดูเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นนักเรียนที่นี่
ถังเสวี่ยเห็นแล้วก็ยื่นบัตรประจำตัวนักเรียนของตัวเองไปให้ด้วยเหมือนกัน
คุณป้าผู้ดูแลหอหักหยิบมาเพ่งมองอย่างละเอียด คราวนี้ถึงได้พยักหน้าช้าๆ แล้วพูดขึ้น “อืม! พวกเธอออกไปได้”
เฉิงหร่านได้ยินคำตอบรับแล้วก็ลากกระเป๋าเดินทางออกประตูใหญ่มุ่งหน้าไปยังโรงจอดรถทันที
เธอคุยเล่นหัวเราะคิกคักกับถังเสวี่ยมาตลอดทางจนมาถึงข้างรถ ทั้งคู่วางของลงไปในกล่องที่เตรียมไว้อยู่ท้ายรถก่อนจะขึ้นรถไป
เฉิงหร่านเหยียบคันเร่งแล้วก็ขับรถออกไป
รถยนต์เคลื่อนตัวมาได้สองสามนาทีก็มาถึงที่หน้าประตูรั้วคอนโดมิเนียมหลิวซิง
เฉิงหร่านหมุนกระจกรถลง ยื่นบัตรประจำตัวผู้พักอาศัยให้ยามดู ยามดูแล้วก็ส่งกลับมา จากนั้นเธอก็รับมันมาวางไว้หน้ารถลวกๆ จนเมื่อประตูรั้วเปิดออกเฉิงหร่านก็ขับเข้าไปทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง รถยนต์ค่อยๆ มาจอดลงด้านใต้ที่พัก ทั้งคู่ลงจากรถ หยิบของแล้วเดินเข้าไปด้านใน
เฉิงหร่านกดรหัสผ่านหน้าประตูแล้วเดินเข้าบ้านไป
ถังเสวี่ยเดินตามมาด้านหลัง จัดการปิดประตูให้เรียบร้อย จากนั้นจึงหิ้วของเดินขึ้นชั้นสองไปด้วยกัน
เฉิงหร่านถือของขึ้นมาชั้นสองแล้วยืนอยู่ตรงหน้าห้องนอนใหญ่ ก่อนจะหันกลับไปมองถังเสวี่ยพลางพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอนอนที่ห้องนอนใหญ่ชั้นบนแล้วกัน ถึงพ่อแม่ฉันจะมาก็พักอยู่แค่ไม่กี่วัน ให้เธออยู่ดีกว่า ยังไงห้องนอนใหญ่ก็อยู่สบายกว่า”
ถังเสวี่ยรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันพร้อมทำหน้าไม่เห็นด้วย “หรานหร่าน ฉันรู้ว่าเธอทำเพื่อฉัน แต่ฉันไม่อยากอยู่ข้างบนคนเดียว ฉันนอนห้องนี้แหละ”
เฉิงหร่านมองดูทีหนึ่ง ห้องที่ว่านั้นเป็นห้องรับรองแขกห้องหนึ่งที่อยู่ข้างห้องนอนใหญ่ ถึงแม้ว่าห้องห้องนั้นจะไม่ได้หรูหราเท่าห้องนอนใหญ่ แต่ก็ถือว่าไม่ได้แย่เลย อีกทั้งด้านในยังมีห้องแต่งตัวและเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างครบครันด้วย เพียงแต่ว่าขนาดเล็กไปหน่อยเท่านั้น
เฉิงหร่านนิ่งคิดครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็ไม่รบเร้าถังเสวี่ยอีก
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ทั้งคู่พักอยู่ชั้นสองด้วยกันจะได้ไม่เหงา คิดแล้วก็พยักหน้าพลางว่า “ในเมื่อเธออยากนอนห้องนี้ งั้นฉันก็จะไม่บังคับแล้วกัน เราสองคนอยู่ใกล้กันแบบนี้ก็สะดวกดี เธอเข้าไปเก็บของเถอะ ฉันเองก็จะเข้าไปวางของเหมือนกัน”
เฉิงหร่านพูดพลางส่งกล่องพัสดุขนาดเล็กในมือให้ถังเสวี่ย
ถังเสวี่ยยื่นมือไปรับมา ก่อนจะพยักหน้ายิ้มๆ แล้วเดินเข้าห้องไป
เฉิงหร่านเองก็ลากกระเป๋าเดินทางเข้าห้องไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีกเหมือนกัน
เฉิงหร่านลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในห้องแต่งตัวก่อนจะวางไว้อย่างนั้นแล้วเดินออกมาโดยไม่ได้จัดเก็บข้าวของเข้าที่แต่อย่างใด
มือเล็กเอื้อมไปเปิดประตูแล้วเข้าไปในห้องของถังเสวี่ย “เสวี่ยเอ๋อร์ ย้ายเสื้อผ้าเข้าไปไว้ในห้องแต่งตัวก็พอแล้ว เราออกไปซื้อวัตถุดิบทำอาหารกันเถอะ พวกเสื้อผ้าตอนกลางคืนค่อยมาจัดเข้าที่ก็ได้ ตอนนี้จะเก้าโมงแล้ว ฉันกลัวทำเสร็จไม่ทันเวลาที่ชวนพี่เขามากินข้าวน่ะ”
ถังเสวี่ยส่งเสียงตอบรับทีหนึ่งจากในห้องแต่งตัว
ผ่านไปไม่นานนักเธอก็เดินออกมา ทั้งคู่เดินลงชั้นล่างไปด้วยกันก่อนจะเปิดประตูแล้วเดินออกไป
ถังเสวี่ยหันกลับมาปิดประตู
ทั้งสองคนขึ้นนั่งบนรถ
เฉิงหร่านสตาร์ตรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว ตอนขาออกไม่ต้องตรวจสอบอะไร พอยามเห็นว่ามีรถขับออกมาก็เปิดประตูรั้วให้ทันที
หลังจากที่เร่งความเร็วบนหน้าปัดไปเล็กน้อยครู่หนึ่ง รถยนต์ก็หายลับไปจากสายตาของยามด้วยความรวดเร็ว
ในที่สุดรถยนต์ก็ได้มาจอดลงที่ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุด ณ ใจกลางเมือง หลังจากจอดรถเสร็จเรียบร้อย เฉิงหร่านก็จูงมือถังเสวี่ยเดินเข้าไปในโซนขายผักผลไม้ด้านในของห้างสรรพสินค้า ทั้งสองคนเอาแต่ถกกันจ๊อกแจ๊กว่าจะซื้ออะไรดี...
ก่อนอื่นเลือกผักมาก่อนสองสามอย่าง แล้วก็เลือกแอปเปิ้ลกับองุ่น แล้วยังมีกีวีด้วย...
เฉิงหร่านหันกลับไปมองถังเสวี่ยแล้วเอ่ยถาม “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอชอบกินอะไร”
ถังเสวี่ยคิดแล้วมองดูผลไม้นานาชนิดที่วางอยู่ละลานตาแล้วค่อนข้างคิดหนัก เธอเดินมาหยิบสับปะรดขึ้นมาลูกหนึ่งแล้วพูดยิ้มๆ “อันนี้แล้วกัน ไว้เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วกินเป็นผลไม้หลังมื้ออาหารก็ได้"
เฉิงหร่านพยักหน้าพลางยื่นมือไปรับมาวางลงในรถเข็น
เมื่อซื้อผลไม้เสร็จ คราวนี้ทั้งคู่ถึงได้เดินไปบริเวณที่ขายอาหารทะเลและเนื้อสด
เฉิงหร่านเลือกเนื้อวัวมาชิ้นหนึ่ง เธอคิดว่าถ้าอันจื่อเฉินมา หานอวี่เจ๋อกับเพื่อนก็ต้องมาด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าพี่อันมาคนเดียวเขาจะต้องเขินแล้วทำตัวไม่ค่อยถูกแน่ๆ ดังนั้นต้องมาด้วยกันสี่คนแน่ๆ
เฉิงหร่านบอกขนาดเนื้อวัวที่ต้องการกับพนักงานขายแล้วให้เขาหั่นออกมาให้
พนักงานแล่เนื้อออกมาตามที่เธอขอ เขานำเนื้อใส่ลงในกล่องถนอมอาหารเรียบร้อยแล้วติดป้ายราคาไปแผ่นหนึ่ง
ถังเสวี่ยรีบยื่นมือไปรับกล่องถนอมอาหารมาแล้วใส่ลงในรถเข็นทันที
เฉิงหร่านเลือกกุ้งสดมาอีกจำนวนหนึ่ง เตรียมจะทำกุ้งนึ่งที่ตัวเองชอบ นี่เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก
เฉิงหร่านคิดแล้วรู้สึกว่ากินแค่สเต็กเนื้ออย่างเดียว ตอนนี้เลือกผักมาเยอะเกินไปก็กินไม่หมด ดังนั้นจึงได้วิ่งกลับไปเลือกแก้วมังกร กล้วยหอม อะโวคาโดมาเตรียมทำสลัดผักผลไม้รวม
ทันใดนั้น เธอก็เลือกปลาหมึกสดมาอีกตัวหนึ่งเตรียมทำปลาหมึกผัดพริก
หลังจากเลือกวัตถุดิบเหล่านี้เสร็จเรียบร้อย
คราวนี้เฉิงหร่านถึงได้พาถังเสวี่ยเดินไปยังโซนเครื่องปรุง จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาเลือกพวกน้ำมัน เกลือ ซอสปรุงรส น้ำส้มสายชู เครื่องเทศ น้ำมันงาสกัด ผงชูรส และอื่นๆ...
เฉิงหร่านเลือกนมสดกับน้ำแร่มาอีกอย่างละหนึ่งลัง ตอนนี้ซื้อเท่านี้ก่อนแล้วกัน
เมื่อเลือกของพวกนี้เสร็จ
คราวนี้เฉิงหร่านถึงได้พยักหน้าลงอย่างพึงพอใจจริงๆ เธอยื่นมือไปปาดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นบนหน้าผากพร้อมกับหันไปยิ้มให้ถังเสวี่ย “เราไปกันเถอะ ซื้อเสร็จแล้ว”
ถังเสวี่ยพยักหน้าแล้วรับรถเข็นไปเข็นแทนเฉิงหร่าน ก่อนจะเข็นไปทางแคชเชียร์
ทั้งสองคนเดินมาต่อแถวอยู่ตรงแคชเชียร์ ผ่านไปครู่หนึ่งก็ถึงคิวของเฉิงหร่านกับถังเสวี่ย จนเมื่อพนักงานประจำแคชเชียร์พิมพ์ใบเสร็จเรียบร้อยแล้วเฉิงหร่านก็หยิบบัตรธนาคารในกระเป๋าออกมารูดทีหนึ่ง จากนั้นทั้งสองคนก็เดินหอบถุงใบเล็กใบใหญ่ออกจากประตูทางเข้าห้างสรรพสินค้าไป
“เสวี่ยเอ๋อร์ ของเยอะแยะขนาดนี้หนักจังเลย!”
ถังเสวี่ยเองก็หอบของอยู่พะรุงพะรังเช่นกัน ได้ยินที่เฉิงหร่านพูดแล้วก็อยากเอื้อมมือมาช่วยเธอถือ
เฉิงหร่านหัวเราะแล้วส่ายหน้า บอกเป็นเชิงว่าไม่ต้อง
พอเดินออกมาจากห้างสรรพสินค้า มาถึงหน้ารถ เฉิงหร่านก็วางของลงในกล่องที่เตรียมไว้ท้ายรถอย่างเป็นระเบียบ ส่วนเนื้อวัว ปลาหมึก แล้วก็กุ้งนั้นเอาไปวางไว้ที่เบาะหลัง แบบนี้ถึงจะรักษาความสดเอาไว้ได้
วางของเสร็จแล้วทั้งสองคนก็ขึ้นรถ
เฉิงหร่านขับรถออกไปอย่างชำนาญ ทันทีที่เข็มบอกความเร็วบนหน้าปัดรถยนต์ชี้บอกจำนวนตัวเลขที่เพิ่มขึ้น รถยนต์ก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดทาง ทั้งคู่ก็มาถึงคอนโดมิเนียมหลิวซิง
เฉิงหร่านหมุนกระจกรถลงมา ยามเหลือบมองทีหนึ่งแล้วก็เปิดประตูให้รถเข้าไปได้
เมื่อมาถึงใต้ตึกบ้านพัก
เฉิงหร่านจอดรถเข้าที่ จากนั้นทั้งคู่ก็ลงจากรถแล้วเริ่มหยิบของออกมา
เฉิงหร่านและถังเสวี่ยหยิบของพวกอาหารทะเลเข้าไปก่อน กดรหัสผ่านประตูเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เปิดประตู ทั้งสองคนเดินตรงไปยังห้องครัว แช่ปลาหมึกกับกุ้งไว้ในถังน้ำแยกกันคนละถัง หลังจากนั้นก็นำเนื้อวัวสำหรับทำสเต็กใส่เข้าไปในตู้เย็น เสร็จแล้วก็รีบวิ่งออกไปหยิบผักกับผลไม้
ทั้งสองคนยุ่งกันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะจัดวางของแต่ละชิ้นโดยแยกประเภทจนเสร็จเรียบร้อย
เฉิงหร่านทิ้งตัวลงบนโซฟา ไม่อยากขยับเขยื้อนไปไหนทั้งนั้น
ถังเสวี่ยเองก็เหนื่อยมากเช่นกัน แต่เธอยังคงเดินมาที่หน้าตู้เย็นแล้วหยิบนมที่เพิ่งซื้อมาออกมาสองกล่อง ก่อนจะเดินไปตรงหนาโซฟาแล้วยื่นมือออกไปส่งให้เฉิงหร่าน “ดื่มหน่อยเถอะ”
เฉิงหร่านหรี่ตาพลางยื่นมือมารับ ขณะที่ดื่มนมเธอก็ยังคงทิ้งตัวลงกับโซฟาเช่นเดิมโดยที่หลับตานิ่งๆ ไปพักใหญ่
จนเมื่อร่างกายค่อยๆ กลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง เฉิงหร่านจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู สิบโมงครึ่งแล้ว
ทันทีที่ลุกขึ้น เฉิงหร่านก็เริ่มบอกกับถังเสวี่ยอย่างละเอียดว่าจะทำอาหารเมนูอะไรบ้าง ต้องล้างอย่างไร ต้องหั่นอย่างไร หลังจากนั้นจึงได้พูดขึ้น “เสวี่ยเอ๋อร์ ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวพอฉันลงมาเธอก็ขึ้นไปอาบแล้วกัน ฉันทำต่อเอง”
ถังเสวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดออกมาช้าๆ “ฉันไปอาบแล้วลงมาทำดีกว่า เธอทำอาหารไม่เป็นไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็ได้แผลหรอก”
เฉิงหร่านหัวเราะแล้วจึงพูดขึ้น “ฉันมีสูตรทำอาหารอยู่ เธอสบายใจได้ อาหารที่ฉันจะทำเธอต้องไม่เคยกินแน่ๆ เดี๋ยวเธอดูแล้วก็เรียนไปด้วยกันนะ ทำตามสูตรไป ต่อให้ไม่อร่อยก็คงพอกินได้”
ถังเสวี่ยรู้สึกลำบากใจทันที ที่แท้เฉิงหร่านกำลังฝึกฝีมืออยู่หรอกเหรอ
ถังเสวี่ยแอบภาวนาให้รุ่นพี่คนนั้นที่ยังไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนอยู่ในใจเงียบๆ ช่างเป็นคนที่น่าสงสารจริงๆ
แม้ว่าจะรู้สึกลังเล แต่เฉิงหร่านเป็นเพื่อนสนิทของตัวเอง แน่นอนว่าจะพูดออกมาตรงๆ แล้วทำร้ายจิตใจเธอไม่ได้ ดังนั้นเฉิงหร่านจึงพยักหน้าเห็นด้วย “อืม งั้นเธอไปอาบน้ำเถอะ!”
เฉิงหร่านขึ้นชั้นบนไป จากนั้นวิ่งตรงไปยังห้องแต่งตัวแล้วลากกระเป๋าเดินทางออกมาควานหาเสื้อแขนกุดสีแดงกุหลาบมาตัวหนึ่งกับกางเกงยีนขาสั้นตัวหนึ่ง พร้อมกันก็หยิบกางเกงในสีขาวแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำไป
เฉิงหร่านสระผมเร็วๆ รวมถึงรีบอาบน้ำให้เสร็จ สวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมาจากห้องอาบน้ำ มือเล็กเอื้อมไปหยิบไดร์เป่าผมมาเป่าผมให้แห้งแล้วมวยผมขึ้นลวกๆ ก่อนจะเหยียบรองเท้าแตะเดินลงห้องครัวชั้นล่างไป
ทันทีที่เข้าห้องครัวมาเฉิงหร่านก็รีบพูด “เสวี่ยเอ๋อร์ ฉันมาแล้ว เธอไปอาบน้ำเถอะ! เรายังไม่ได้อาบน้ำกันตั้งแต่เมื่อคืน จะทำขายหน้าคนอื่นเขาไม่ได้เชียว”
ถังเสวี่ยไม่ได้ขัดแย้งอะไร เธอวางผักในมือลงก่อนจะพยักหน้าแล้วหมุนตัววิ่งออกไป
เฉิงหร่านรีบหยิบผ้ากันเปื้อนมาผูก ยื่นมือไปรับปลาหมึกที่ถังเสวี่ยยังจัดการไม่เสร็จมาแล้วก้มหน้าก้มตาเริ่มจัดการกับของเหล่านี้ ยุ่งอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ทำความสะอาดเสร็จ
ตอนนี้ถังเสวี่ยเองก็อาบน้ำเสร็จแล้วลงมาแล้ว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวหนึ่งกับกางเกงยีนสีซีดอีกหนึ่งตัว สวมรองเท้าแตะยืนมองอยู่ข้างเฉิงหร่านอย่างตั้งอกตั้งใจ
เฉิงหร่านเพียงแต่พูดขึ้นเบาๆ “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอดูเฉยๆ ก็พอแล้ว”
ถังเสวี่ยพยักหน้าไม่ได้พูดอะไร
เฉิงหร่านเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายขนาดนั้นเหมือนกัน เธอเริ่มทำสเต็กตามสูตรอาหาร
เธอนำชิ้นเนื้อวัวที่แช่แข็งไว้ออกมาอุ่น หลังจากนั้นก็ใส่พริกไทยดำ เกลือทะเลป่น และใบไทม์ ใช้นิ้วกดนวดผิวด้านนอกของเนื้อเบาๆ ให้เครื่องปรุงซึมเข้าไปด้านในเนื้อ จากนั้นทาเครื่องเทศลงบนบริเวณใกล้ๆ ชั้นไขมัน ใช้น้ำมันมะกอกจำนวนพอเหมาะทาลงบนผิวด้านนอกของเนื้อ เพิ่มความร้อนในกระทะจนมีไอโชยขึ้นมา แล้วจึงวางเนื้อวัวลงกลางกระทะไว้นิ่งๆ ไม่ไปแตะต้องอีก (เนื้อวัวหนา 3 เซนติเมตร ย่างข้างละ 3 นาที)
ตอนที่พลิกกลับมาอีกด้าน เฉิงหร่านยื่นมือออกไปเติมเนยลงไปชิ้นหนึ่ง รอจนเนยละลายแล้วก็กระดกกระทะพลางใช้ช้อนคันเล็กราดเนยลงด้านบน
ใช้ที่คีบหนีบชิ้นเนื้อด้านข้างมาย่างประมาณหนึ่งนาที วางพักไว้ข้างๆ 5-8 นาที หลังจากนำออกจากกระทะก็ใส่ลงไปในน้ำจำนวนหนึ่ง คลุกในน้ำมะนาวแล้วนำไปอุ่นพร้อมสะเด็ดน้ำมัน สุดท้ายจัดวางลงในจานโดยใส่ลงในจานไปตรงๆ เท่านี้สเต็กเนื้อก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
เฉิงหร่านเองก็ไม่ได้สนใจแล้วเหมือนกัน เธอยื่นมือออกไปส่งสเต็กที่ย่างสุกประมาณหกส่วนให้ถังเสวี่ย
ถังเสวี่ยรีบยื่นมือมารับจานไปแล้ววางลงบนถาดไปทีละอย่าง ตอนที่เดินยกออกไปยังโต๊ะอาหารนั้น ใบหน้ายังคงว่างเปล่าอยู่เช่นเดิม
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉิงหร่านทำอาหารเหรอ ทำไมถึงรู้สึกว่าท่าทางแบบนั้นของเฉิงหร่านดูชำนาญกว่าเธออีกล่ะ ถ้าไม่ได้เห็นกับตาว่าเฉิงหร่านถือสูตรอาหารไว้ในมือแล้วทำไปดูไป เธอจะต้องไม่เชื่อสายตาตัวเองแน่ๆ!
ถังเสวี่ยค่อยๆ เลื่อนมือมากุมหน้าอก ความเจ็บปวดพุ่งทะลักขึ้นมาในใจอย่างไร้ขีดจำกัด...
เธอทำอาหารมาหลายปีแล้ว ตอนนี้เพิ่งจะได้รู้ว่าตัวเองเทียบไม่ได้แม้แต่กับคนคนหนึ่งที่เป็นมือใหม่! แบบนี้มัน...แบบนี้มันทำให้เธอสะเทือนใจจนแทบกระอักจริงๆ
…………………………………………………