Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 011 ตอนที่ 11

#11Chapter 011

ตอนที่ 11 น้องนี่เดินช้าจริงๆ

ลำดับต่อมา

เฉิงหร่านเริ่มทำปลาหมึกผัดเผ็ดตามสูตรอาหารอีกครั้ง

ปลาหมึกผัดเผ็ดช่วยเสริมแคลเซียม ธาตุเหล็กและสังกะสี มีคุณค่าต่อสติปัญญา ช่วยบำรุงสมอง

ปลาหมึกสดใส่หัวหอม แล้วใส่ซอสพริกกระเทียมตราหลีจิ่นจี้ น้ำตาล งาคั่วสุก น้ำมันพืช หลังจากตักออกจากกระทะแล้วรสชาติติดเผ็ดอยู่เล็กน้อย เพราะใส่หัวหอมจึงได้รสชาติที่กลมกล่อม ปลาหมึกมีความนุ่มหยุ่นมาก อร่อยมาก

เฉิงหร่านทำปลาหมึกผัดเผ็ดเสร็จแล้วก็ลงมือทำสลัดผลไม้

ก่อนอื่นรวบรวมวัตถุดิบ จากนั้นปอกเปลือกแก้วมังกรออกครึ่งหนึ่งแล้วหั่นเป็นชิ้น ต่อมาปอกกล้วยแล้วหั่นเป็นชิ้น หลังจากนั้นเป็นอะโวคาโด หั่นเนื้อเป็นชิ้นๆ สุดท้ายใส่วัตถุดิบที่หั่นเสร็จเรียบร้อยลงในชาม บีบน้ำมะนาวลงไปครึ่งลูก ใส่มะเขือเทศราชินีลงไปกับน้ำสลัดสองช้อน สุดท้ายใส่ลงในจาน แล้วฝานไข่ไก่ต้มเป็นชิ้นมาวางลงบนสลัดเท่านี้ก็กินได้แล้ว

สลัดผลไม้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

เฉิงหร่านเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ทำเมนูกุ้ง จึงรีบลงมือทันที

เธอนำแตงกวามาผ่ากลางก่อนเป็นอันดับแรก ใช้มีดเลาะเม็ดที่อยู่ตรงกลางออกไป หลังจากนั้นใช้มีดแล่เป็นแผ่น แล้วค่อยผ่าแครอทออก ควักไส้ออก ใช้มีดแล่เป็นแผ่น หลังจากนั้นก็ใส่ต้นหอมกับขิงที่แล่เป็นแผ่นแล้ว

เมื่อเสร็จขั้นตอนเหล่านี้ เฉิงหร่านก็ใส่กุ้งลงในถ้วย เติมเกลือ พริกไทยป่น จากนั้นยื่นมือไปคว้าช้อนมาคลุกจนเริ่มเข้าเนื้อ หลังจากนั้นก็ใส่ไข่ขาวกับแป้งแล้วคลุกให้เข้ากัน

เฉิงหร่านนำแครอท แตงกวา และกุ้งใส่ลงในน้ำเตรียมไว้ ขณะเดียวกันก็อุ่นกระทะแล้วใส่น้ำมันให้เดือดประมาณหกส่วน หลังจากนั้นใส่หอม

นำแครอท แตงกวา กุ้งไปลวกในน้ำแล้วนำมาพักไว้ อุ่นกระทะให้ร้อนจนน้ำมันเดือดหกส่วน หลังจากนั้นนำหัวหอม ขิงเจียว แล้วก็นำกุ้งลงไปผัด เติมเกลือ สาเกสำหรับทำอาหาร พริกไทยป่น ผงชูรสและน้ำตาลทรายขาว จากนั้นนำแตงกวากับแครอทที่ลวกเสร็จแล้วลงไปผัด สุดท้ายผสมแป้งมันลงไปให้น้ำข้น เท่านี้ก็ได้เมนูกุ้งนึ่งปรุงสุกสดจากเตามาให้ได้กินแล้ว

พอทำเสร็จเฉิงหร่านก็ส่งให้ถังเสวี่ย ก่อนจะลงมือทำน้ำผลไม้คั้นสดซึ่งเป็นเมนูสุดท้ายโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง เมนูนี้เตรียมไว้สำหรับเป็นเครื่องดื่ม

เริ่มจากนำสตรอว์เบอร์รีกับสับปะรดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นแกะน้ำแข็งออกมาจากบล็อกแช่แข็ง สุดท้ายนำผลไม้ที่หั่นเสร็จแล้วใส่ลงไปในเครื่องปั่นผลไม้ ตามด้วยใส่น้ำส้ม น้ำผึ้ง น้ำแข็ง คั้นเสร็จแล้วก็เป็นอันว่าดื่มได้

ในที่สุดก็เสร็จเรียบร้อย

เฉิงหร่านบิดเอวคลายความเมื่อยล้าก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นแกะผ้ากันเปื้อนออก ล้างมือ คราวนี้ถึงได้ยกอาหารไปยังห้องทานอาหาร เธอเหลือบมองทีหนึ่งด้วยความพึงพอใจแล้วพยักหน้า หน้าตานับว่าไม่เลวเลย

ถังเสวี่ยมองดูอาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะแล้วพลันอึ้งไป ในใจรู้สึกตื่นตะลึงยิ่งกว่า เธอหันหน้าไปมองเฉิงหร่านตาค้าง ในแววตามีแต่ความรู้สึกชื่นชม “หรานหร่าน เธอทำอาหารเก่งจัง ดูน่ากินมากเลย”

เฉิงหร่านเม้มปากพลางยิ้มออกมา “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอก็ไม่ได้ไม่รู้สักหน่อยนี่ว่าฉันทำไปดูสูตรไป ไม่รู้ว่าจะกินได้หรือเปล่าด้วยซ้ำ”

ถังเสวี่ยหัวเราะ “ถึงไม่อร่อยแต่ก็เป็นอาหารตาชั้นยอดเลยนะ!”

เฉิงหร่านได้ยินแล้วพยักหน้าอย่างไม่เกรงใจ “ฉันไปโทรบอกให้พวกพี่ๆ เขามาเลยนะ!”

ถังเสวี่ยพยักหน้า

เฉิงหร่านกลับหลังหันเดินไปยังโต๊ะตัวหนึ่งในห้องรับแขกทันที จากนั้นหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหมายเลขปลายสาย ไม่นานนักก็ต่อติดปลายสาย “พี่คะ มากินข้าวได้แล้วค่ะ”

เฉิงหร่านพูดพลางบอกที่อยู่บ้านให้อันจื่อเฉินฟังโดยละเอียด ไม่นานนักก็วางสาย

เฉิงหร่านกลับหลังหันมาก่อนจะมองถังเสวี่ยด้วยสายตาประหลาดแล้วพูดขึ้น “ฉันบอกที่อยู่กับพวกพี่ๆ ไม่นึกเลยว่าพี่เขาก็พักอยู่ที่คอนโดหลิวซิงเหมือนกัน อีกแป๊บนึงพวกเขาก็ถึงแล้ว”

ถังเสวี่ยตกใจไปบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ติดใจกับเรื่องนี้

ทั้งคู่นั่งลงอยู่ครู่หนึ่งก็มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นที่ประตู เสียงออดหน้าประตูดังติ๊งต่องขึ้นมา

เฉิงหร่านกำลังคิดว่าจะลุกไปเปิดประตู

ทว่าถังเสวี่ยกลับยืนขึ้นมาเสียก่อนพร้อมกับโบกมือให้ “หรานหร่านเธอนั่งเถอะ เมื่อกี้เธอยุ่งมาตลอด ฉันช่วยอะไรไม่ได้เลย ตอนนี้ให้ฉันไปเปิดประตูแหละ”

“โอเค” เฉิงหร่านตอบแล้วนั่งลงอีกครั้ง เธอเองก็ค่อนข้างรู้สึกเหนื่อยจริงๆ เหมือนกัน

ถ้าขืนให้พ่อกับแม่รู้เข้าว่าตัวเองลงมือเข้าครัวเพื่อคนอื่นละก็ ไม่รู้ว่าพวกท่านจะทำหน้าอย่างไร จะรู้สึกว่าลูกสาวคนนี้ช่างอกตัญญูเหลือเกินหรือเปล่า กับพ่อแม่ตัวเองยังไม่เคยทดแทนบุญคุณเลยนะ! แต่ดันมาทำอาหารให้คนอื่นกินก่อนแล้ว! แถมยังเป็นผู้ชายสามสี่คนอีก!

เฉิงหร่านคิดเรื่องพวกนี้แล้วก็พลันหลุดขำพรืดออกมาทีหนึ่ง

ในตอนนั้นเอง

อันจื่อเฉินก้าวเข้าประตูใหญ่มาพอดี ได้ยินเสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กหญิงแล้วเขาก็หันไปมองโดยไม่รู้ตัว รอยประหลาดฉายขึ้นในแววตา น้ำเสียงสุภาพและอ่อนโยนเหมือนอย่างเคยเอ่ยถามขึ้นอย่างสนิทสนม “เสียวหร่าน มีเรื่องอะไรให้ดีใจขนาดนั้นเหรอ”

เฉิงหร่านได้ยินแล้วพลันเบนสายตากลับมามอง อมยิ้มบางที่มุมปาก เห็นอันจื่อเฉินกับเพื่อนทยอยกันเข้ามาแล้วเธอก็ลุกขึ้นช้าๆ เข้าไปต้อนรับ “พี่ มากันแล้วเหรอคะ”

เด็กหญิงคนนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นจากโซฟา แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลสีขาวที่ห้อยอยู่บนเพดานห้องรับแขกสาดส่องลงบนดวงหน้างดงามคู่นั้นของเธอ ชั่วครู่นั้นดูเปล่งประกายจนน่าตกใจ

เพียงแค่เห็นยิ้มบางที่มุมปากของเธอกับดวงตาดอกท้อที่พราวระยับชวนหลงใหลคู่นั้น ดูงดงามถึงขนาดนี้ หากแต่ฟันเขี้ยวที่โผล่ออกมาที่มุมปากสองข้างกลับเพิ่มความน่ารักไร้เดียงสามาหลายส่วน

ในความงดงามอันหาที่เปรียบเทียบไม่ได้กลับเจือด้วยความไร้เดียงสาแบบนี้ ช่างเป็นความย้อนแย้งอย่างชัดเจนที่ไม่ได้ทำลายรูปโฉมของเธอแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

อันจื่อเฉินชะงักไปเล็กน้อย

ส่วนเด็กหนุ่มสามคนที่เดินตามเข้ามามีปฏิกิริยาตอบรับที่ไม่เหมือนกันสักคน!

หานอวี่เจ๋อหรี่ตาลงนิดๆ สีหน้าไม่แสดงอาการหวั่นไหวใดๆ ออกมา เพียงแต่แววตาปรากฏรอยวาววับขึ้นแว่บหนึ่งอยู่ลึกๆ แสดงให้เห็นว่าจิตใจของเขาไม่ได้สงบนิ่ง

โม่ลี่เพียงแต่ชะงักไปชั่วขณะ ทว่ากลับไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาทางสีหน้า แต่เขาดูออก บรรดาลูกคุณหนูควรจะเป็นแบบนี้กันทั้งนั้น การกระทำทุกอย่างของเฉิงหร่านแฝงไว้ซึ่งท่าทางสง่างามและเป็นธรรมชาติแบบที่ทายาทครอบครัวเศรษฐีเท่านั้นที่จะมี เขาเห็นจนชินแล้ว

ตรงกันข้าม เขากลับสนใจเด็กผู้หญิงคนที่มาเปิดประตูนั่นมากกว่า จริงๆ เลย ฮ่าๆ เป็นเด็กที่น่ารักคนหนึ่งจริงๆ เลยนะเนี่ย!

สามคนที่เหลือล้วนแต่มีปฏิกิริยาที่ต่างกันไป แต่ทุกคนต่างชะงักฝีเท้าไปพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย หยุดอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่

“แค่กๆ” ในตอนนั้นเอง จี้เซียวกระแอมออกมาสองทีทำลายความเงียบ

เขาเห็นสาวสวยมาจนชินแล้ว แต่ว่าในวินาทีนั้นใจของเขาก็อดหวั่นไหวไม่ได้เช่นกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ใช่คนธรรมดา เขาเรียกสติกลับมาได้เร็วมาก ที่ลำบากก็คือไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี เลยได้แต่กระแอมไอออกมา

ใครจะไปนึกว่าการกระแอมครั้งนี้ของเขาไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้เพื่อนสนิทอีกสองสามคนที่เหลือเข้าใจและให้อภัย แต่ยังทำหน้าตาเย็นชากลับมาด้วย

หานอวี่เจ๋อตวัดสายตามองจี้เซียวทีหนึ่งอย่างไม่เป็นมิตร แค่กน้องสาวนายสิ! ตอนแรกก็ไม่มีอะไรหรอก! ตอนนี้นายมาไอแบบนี้แล้วพวกฉันกลายเป็นตัวอะไรล่ะ ปกติไม่เห็นนายจะทำตัวดูดีมีภูมิฐานแบบนี้เลย เสแสร้งให้พ่อนายดูเหรอ

อันจื่อเฉินได้ยินเสียงกระแอมไอของจี้เซียวแล้วพลันหน้าหงิกไปหลายส่วนทันที จากนั้นก็มองจี้เซียวตาเขียว เขาเป็นคนสุภาพอ่อนโยน โมโหได้ยากมาก แต่ตอนนี้อยู่ต่อหน้าเด็กผู้หญิงที่รู้สึกดีด้วยแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกอับอายกว่าปกติหลายเท่า

จริงๆ เลย เขาไม่กลัวหรอกว่าคู่แข่งจะเทพสักแค่ไหน กลัวแต่ว่าจะมีเพื่อนที่อ่อนหัดเหมือนหมูนี่แหละ!

ส่วนโม่ลี่...

จี้เซียวไม่ต้องหันไปดูสีหน้าเขาก็รับรู้ได้ว่าต้องเป็นสีหน้าของคนอารมณ์ไม่ดีแน่นอน เพราะด้านหลังของเขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบระลอกหนึ่ง

เขาไม่เข้าใจ เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย! ตกลงแล้วเจ้าพวกนี้เป็นอะไรกันแน่ ให้คนอื่นเขาเล่นสนุกหน่อยไม่ได้เลยเหรอ

อีกอย่าง ตกลงเป็นเพื่อนตัวเองหรือเปล่า ทำไมทุกครั้งถึงได้ไม่มีใครเข้าข้างเขาเลย ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ช่างเถอะ ตอนนี้ดันมาทำเหมือนว่าจะร่วมมือกันรุมเขาคนเดียวอีก จริงๆ เลย ช่างเป็นคนสามคนที่หน้าไม่อายจริงๆ!

ในระหว่างที่บรรยากาศอึมครึมดำเนินไปอย่างเนิ่นนานอยู่นั่นเอง ถังเสวี่ยปิดประตูใหญ่แล้วเดินเข้ามา เห็นภาพนี้แล้วอดชะงักไปไม่ได้ แต่เพราะไม่รู้จักเด็กผู้ชายทั้งสามคน เธอจึงได้แต่เดินไปตรงหน้าเฉิงหร่าน มองรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอที่ดูแข็งทื่อไปแล้วพลางยื่นมือไปกระตุกชายเสื้อของเธอ สายตาดูสับสน ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอย่างประหลาดใจ “หรานหร่าน พวกเธอกำลังทำอะไรเหรอ”

มุมปากของเฉิงหร่านกระตุกเล็กน้อย สีหน้าดูค่อนข้างหม่นหมองลงไป เธอมองใบหน้างุนงงของถังเสวี่ยแล้วไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี เลยได้แต่ฉีกยิ้มฝืนๆ ออกมา “ไม่มีอะไรหรอก กำลังรอเธอกลับเข้ามาน่ะ”

เห็นอย่างนี้แล้วบนหน้าผากของเด็กชายทั้งสี่คนพลันปรากฏแถบเส้นสีดำกันถ้วนหน้า ชั่วขณะนั้นพวกเขายิ่งพูดไม่ออกกว่าเดิม

ถังเสวี่ยไม่ทันได้สังเกต เธอหันหลังให้เด็กชายสามสี่คนอยู่ ได้ยินที่เฉิงหร่านพูดแล้วก็พยักหน้ารับ “อ๋อ งั้นเราเข้าไปกินข้าวกันเถอะ ไม่อย่างนั้นอาหารจะเย็นชืดหมดนะ”

เฉิงหร่านหัวเราะแห้งๆ สองทีแล้วพยักหน้าตาม “เอ่อ จริงด้วย ควรจะไปกินข้าวได้แล้วเนอะ”

เฉิงหร่านพูดเก้อๆ พลางเหลือบมองเด็กชายแปลกหน้าทั้งสี่คนเป็นเชิงเชื้อเชิญพร้อมกับยิ้มหวาน “พี่คะ ไปกินข้าวกันค่ะ อย่ามัวแต่ยืนอยู่เลย”

อันจื่อเฉิน หานอวี่เจ๋อ และเพื่อนๆ ยังคงยืนอยู่ที่หน้าประตู ไม่มีท่าทีว่าจะขยับเขยื้อนแต่อย่างใด

เวลานี้เฉิงหร่านเองก็ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องที่ทำตัวไม่ถูกอีกแล้ว ถ้าผู้ชายสามสี่คนนี้ไม่เข้ามากินข้าวแต่แค่ตบก้นปุๆ ให้กลับไปกันแบบนี้ละก็ อย่างนั้นไม่เท่ากับว่าที่เธอเหนื่อยมาครึ่งค่อนวันนี่เสียเปล่าเลยเหรอ

แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้เฉิงหร่านยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้หรอก!

ถังเสวี่ยไม่รู้เรื่องราวอะไรแน่ชัด แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรเหมือนกัน ทำได้เพียงมองเฉิงหร่านด้วยสายตาประหลาด

“พี่คะ พวกพี่อย่ามัวยืนอยู่เลย รีบเข้ามาเถอะค่ะ” เฉิงหร่านเดินเข้าไปสองสามก้าว สายตาเจือด้วยความรู้สึกร้อนรนอยู่บ้าง หากแต่พูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ

เมื่อเห็นว่าเด็กผู้หญิงอย่างเฉิงหร่านยอมอ่อนข้อให้ไม่ถือสาเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้น เด็กชายสามสี่คนจึงไม่กล้าที่จะวางท่าต่อ เพราะแบบนี้จะทำให้พวกเขาดูไม่ดี

อันจื่อเฉินกลับมามีท่าทีสงบนิ่งก่อนเป็นคนแรก เขาพยักหน้ารับพลางยิ้มบางๆ “โอเค อวี่เจ๋อ พวกเราเข้าไปกันเถอะ”

อันจื่อเฉินตอบแล้วหันหน้ากลับไปมองหานอวี่เจ๋อทีหนึ่งบอกเป็นเชิงว่าให้เขาไว้หน้ากันหน่อย

หานอวี่เจ๋อกระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆ แต่ก็ยังก้าวเดินเข้าไปด้านในอยู่ดี

โม่ลี่เดินตามไปเงียบๆ

จี้เซียวยกมือขึ้นลูบจมูก เอาเถอะ เขารู้สึกเหมือนว่าเขาถูกรังเกียจอีกแล้ว! ครั้งนี้เขาไม่น่ามาเลย นี่แหละคือบทลงเอยของการที่ขามันไม่รักดี!

จี้เซียวเหลือบขึ้นมอง เมื่อเห็นดวงหน้าที่งดงามราวดอกไม้และหยกเนื้อดีคู่นั้นของเฉิงหร่านที่ยังคงสะท้านใจคนมองเหมือนอย่างเคย ทว่าเขากลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเสียอย่างนั้น!

ก็เพราะเด็กผู้หญิงคนนี้ ตัวเองถึงได้ถูกเพื่อนๆ ผลักไส คราวก่อนที่เธอขับรถก็เล่นเอาเขาหมดสภาพ ตอนนี้ยิ่งมาถูกรังเกียจโดยไม่มีเหตุผลอีก ถ้าไม่ใช่ว่าดวงของเธอไม่ถูกโฉลกกันกับเขาก็คือเธอกำลังหาเรื่องเขาใช่ไหม

จี้เซียวนึกถึงเรื่องวันนั้นขึ้นมาแล้วอยากร้องไห้ ที่เขาเมารถมันไม่ใช่ความผิดของเขาสักหน่อย! แต่คนพวกนี้กลับใจจืดใจดำส่งเขากลับบ้านเสียได้!

ต้องอยู่แต่ในบ้านทั้งวันไปหนึ่งวันเต็มๆ เขาเลยถูกคุณพ่อผู้ดุแสนดุสั่งสอนไปหลายรอบจนไม่เป็นผู้เป็นคนเลยทีเดียว

วันนี้ลำบากแทบตายกว่าเขาจะหาโอหาสหนีกลับคอนโดมิเนียมมาได้ แถมยังต้องเสี่ยงว่าจะโดนพ่อของเขาด่าเพราะแอบขโมยรถคันหนึ่งมาคืนหานอวี่เจ๋อแทนการขอโทษแล้วก็ขอคืนดีอีก

นี่เพิ่งคืนดีกันไปไม่กี่ชั่วโมงเองนะ! เขาดันถูกคาดโทษอีกแล้ว ครั้งนี้ตรงไปตรงมามากกว่าเดิมเสียอีก จู่ๆ เพื่อนทั้งสามคนก็โกรธเขาขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ

เดี๋ยวก่อนนะ...

ทันใดนั้น สมองที่ค่อนข้างเฉื่อยชาของจี้เซียวก็ประมวลผลได้ เรื่องนี้ไม่ค่อยชอบมาพากลเท่าไรนักเลย ดูเหมือนว่าทุกครั้งจะเป็นเพื่อนของเขาที่ชักสีหน้าแล้วก็โมโหใส่เขา เฉิงหร่านแค่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องเท่านั้น บอกไม่ได้หรอกว่าเป็นความผิดของเธอ!

คิดแบบนี้แล้วจี้เซียวพลันรู้สึกไม่สบอารมณ์ทันที เขาสาวเท้าเดินตามหลังโม่ลี่ไปพลางพูดกับตัวเองอยู่ในใจ ‘เจ้าพวกเห็นผู้หญิงดีกว่าเพื่อน แค่เพราะผู้หญิงคนเดียวก็ทำให้ชักสีหน้าใส่เพื่อนตัวเองได้เลยเหรอ ตอนแรกมีคำพูดประโยคหนึ่งที่บอกกันเสียดิบดีว่าเพื่อนแท้เป็นเหมือนมือและเท้า ผู้หญิงเป็นเหมือนเสื้อผ้า คำพูดนี้ตกลงแล้วใครเป็นคนคิดกัน ออกมาเลยนะ ฉันสัญญาว่าจะไม่ต่อยนายตายหรอก!’

ส่วนเรื่องของสามคนนี้ เขาไม่อยากจะคบค้าสมาคมกับพวกเขาแล้วเหมือนกัน ชีวิตนี้ช่างอยู่ยากจริงๆ เลย!

ผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่มา บรรยากาศระหว่างทุกคนก็ค่อนข้างอึมครึมอยู่หน่อยๆ

อันจื่อเฉินกวาดตามองการตกแต่งในห้องรับแขกเรื่อยเปื่อยทีหนึ่ง เดาออกว่านี่คือภาพของบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่

ตอนที่พวกเขาเพิ่งเข้ามาพักที่คอนโดมิเนียมหลิวซิง บ้านก็ตกแต่งไม่ค่อยต่างจากที่นี่เท่าไร เพียงแต่ว่าบ้านหลังที่พวกเขาพักอยู่ใหญ่กว่านี้เท่านั้น

บ้านหลังนั้นมีสี่ชั้น พวกเขาพักอยู่กันคนละชั้น แบบนี้จะได้ไม่รบกวนพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน อยู่ด้วยกันก็จะได้ไม่ทะเลาะกัน

เพื่อทำลายบรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนแบบนี้ไป ขณะที่เดินอยู่อันจื่อเฉินได้ชวนคุยเรื่อยเปื่อยไปด้วยพร้อมระบายยิ้มบาง “เสียวหร่าน พี่นึกว่าน้องลืมว่าจะเลี้ยงข้าวพี่แล้วเสียอีกแน่ะ!”

เฉิงหร่านหันหน้าไปพลางเม้มปากน้อยๆ แล้วหัวเราะออกมา “พี่คะ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าจะเลี้ยงข้าวพี่หนูก็คงไม่ต้องตื่นมาทำนั่นทำนี่ตั้งแต่เช้าหรอกค่ะ”

อันจื่อเฉินชะงักไป รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ก่อนจะยิ้มน้อยๆ แล้วพูดขึ้น “อย่าบอกนะว่าน้องลงมือทำอาหารเองเลยน่ะ”

เฉิงหร่านเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ แล้วพูดอย่างได้ใจ “แน่นอนสิคะ หนูกับถังเสวี่ยออกไปซื้อผักซื้อเนื้อมาเองตั้งแต่เช้า ไม่ได้พักกันเลยทั้งเช้าเนี่ย”

เฉิงหร่านพูดแล้วหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ว่าหนูเพิ่งทำอาหารเป็นครั้งแรก ทั้งหมดนี้ทำตามสูตรหมดเลย ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นยังไงบ้าง พวกพี่อย่ารังเกียจเลยนะคะ”

ปากบอกว่าอย่างรังเกียจเลย ทว่าสีหน้าของเฉิงหร่านกลับแสดงออกชัดเจนว่าภูมิใจในตัวเองมาก เธอรู้สึกว่าต่อให้ไม่อร่อยแต่พวกเขาก็ต้องกินลงไป ไม่อย่างนั้นจะต้องถูกตีตายแน่

เฉิงหร่านลอบแสยะยิ้มที่มุมปากพลางแอบคิดอยู่เงียบๆ

อันจื่อเฉินอมยิ้มน้อยๆ เผยให้เห็นฟันขาวๆ สองสามซี่โผล่มาข้างริมฝีปาก ดูอบอุ่นและดูดียิ่งกว่าเดิม

เฉิงหร่านเห็นแล้วชะงักไปเล็กน้อย

ทีแรกหานอวี่เจ๋อกำลังมองดูการตกแต่งในห้องอยู่ ได้ยินบทสนทนาของอันจื่อเฉินกับเฉิงหร่านแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

ทว่าตอนนี้เห็นเฉิงหร่านมองอันจื่อเฉินแล้วเหม่อไป ในใจของเขาก็พลันเกิดความรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก ทันใดนั้น โหมดคนปากร้ายก็เริ่มทำงาน เอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ทำอาหารแล้วคนกินไม่ถูกพิษตายก็พอแล้ว พวกเราให้เกียรติกินลงไปก็เก่งมากอยู่พอสมควรแหละ”

หานอวี่เจ๋อพูดจบ ดวงตาคู่นั้นพลันตวัดมองเฉิงหร่านด้วยแววตาที่คล้ายว่ากำลังยิ้มหากแต่ไม่ได้ยิ้ม ส่วนลึกในดวงตาของเขากลับเจือด้วยความเย็นชา ไม่ได้ยิ้มแย้มแต่อย่างใด

เฉิงหร่านได้สติกลับมา ที่หางตาเหลือบเห็นว่าโม่ลี่ที่เดินตามเข้ามากำลังอมยิ้มมุมปากอยู่

ส่วนคนที่ชื่อจี้เซียวนั่นเดิมทีทำหน้าเหมือนพ่อแม่เสีย หลังจากได้ยินคำพูดเชือดเฉือนใจของหานอวี่เจ๋อ อารมณ์ขุ่นมัวทั้งหมดที่มีบนใบหน้าก็พลันหายวับไปทันตา เปลี่ยนมาฉีกยิ้มกว้างโดยไม่แม้แต่จะเกรงใจกันสักนิด

ชั่วครู่เดียว จี้เซียวได้ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไป เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูค่อนข้างค่อนขอด “ไม่ต้องห่วงนะน้อง พี่ให้เกียรติคนอื่นเก่งมากเลยล่ะ”

แม้ว่าน้ำเสียงของจี้เซียวจะฟังดูยียวน ทว่ากลับไม่ทำให้คนฟังรู้สึกว่าเขาเป็นพวกไร้อารยธรรมแต่อย่างใด

เฉิงหร่านไม่ได้สนใจคำพูดของจี้เซียว เธอมองผู้ชายเย็นชาที่เหมือนกับภูเขาน้ำแข็งคนนั้นยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกอย่างไม่เชื่อสายตา!

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นผู้ชายคนนี้ยิ้มออกมา มันดูเปล่งประกายเหมือนกับผืนหิมะสีขาวได้หลอมละลายลงในชั่วพริบตาจริงๆ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารอยยิ้มแบบนี้มีพลังทำลายล้างสูงทีเดียว

ขณะที่เฉิงหร่านกำลังเหม่อลอยอยู่นั้นเอง หานอวี่เจ๋อที่เดินผ่านมาด้านข้างก็ทิ้งคำพูดเหน็บแนมมาให้ประโยคหนึ่ง “เลิกมองได้แล้ว ขืนมองต่อคงได้น้ำลายหกแน่ๆ”

หานอวี่เจ๋อพูดจบแล้วก็เดินไปยังโต๊ะอาหารอย่างอารมณ์ดี

เฉิงหร่านหันไปมองค้อนตามหลังหานอวี่เจ๋อพลางพูดกับตัวเองอยู่ในใจ ‘อีตาคนหน้าไม่อาย นายต่างหากที่น้ำลายหก ฉันไม่มีทางน้ำลายหกหรอกย่ะ!’

เฉิงหร่านแอบด่าในใจเสร็จก็เผลอยกมือขึ้นเช็ดมุมปากโดยไม่รู้ตัว ที่ตรงนั้นไม่มีอะไรอยู่

ทันใดนั้นเธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งด้วยความโล่งอก เธอบอกแล้วไง! เธอจะกลายเป็นพวกเด็กสาวบ้าผู้ชายได้อย่างไรกัน อีตาหานอวี่เจ๋อคนเฮงซวย ปากร้ายเกินไปแล้ว

เฉิงหร่านเดินตามไปที่ห้องทานอาหารโดยทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ใครเล่าจะรู้ว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ หานอวี่เจ๋อที่เดินอยู่ด้านหน้าก็ปรายตากลับมามองเธอทีหนึ่ง สายตาคู่นั้นเปี่ยมด้วยความรู้สึกซับซ้อน

เฉิงหร่านตกใจไปในทันที อีตาคนโรคจิตนี่คงไม่ได้เห็นว่าเธอเช็ดปากหรอกใช่ไหม

แค่คิดว่าเขาอาจจะเห็นกิริยาที่ดูไม่งามของตัวเองเข้า เฉิงหร่านก็อดถลึงตาใส่เขาไม่ได้

หานอวี่เจ๋อเห็นสายตาขุ่นเคืองของเฉิงหร่านแล้วกลับทำเหมือนว่ามองไม่เห็น เด็กหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนพูดขึ้นลอยๆ ประโยคหนึ่ง “รีบๆ เดินหน่อย น้องนี่เดินช้าจริงๆ เลย!”

หานอวี่เจ๋อพูดจบก็หมุนตัวสาวเท้าเดินนำไปทันที มือเรียวยื่นออกไปดึงเก้าอี้ด้วยท่าทางสง่างามราวกับคุณชายผู้สูงศักดิ์ จากนั้นจึงนั่งลงด้วยท่าทางสง่างาม ดวงตาสองข้างพินิจมองอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะทีหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นเสียงเรียบ “หน้าตาไม่เลวเลย”

…………………………………………………

devc-75d0bbbd-32992Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 011 ตอนที่ 11