Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 012 ตอนที่ 12
ตอนที่ 12 ให้อภัย เธอใจกว้างไม่ไหวแล้ว
เฉิงหร่านกำลังจะโมโหจนอกแตกตายเพราะคำพูดสองสามประโยคของหานอวี่เจ๋อและการกระทำอีกชุดหนึ่งของเขาแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ได้ยินว่าเขาพูดจาเหน็บแนมเธอ แถมยังพูดชมเป็นครั้งแรกแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วย
คราวนี้เธอที่หัวเสียถึงขีดสุดถึงได้อารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อย
เฉิงหร่านเงยหน้าขึ้นน้อยๆ พลางยิ้มออกมา เธอทำเมินหานอวี่เจ๋อไป ส่งยิ้มเชิญให้สามคนที่เหลือนั่งลง
เมื่อเห็นว่าทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เฉิงหร่านก็ยื่นมือไปดึงถังเสวี่ยให้ลุกขึ้นมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นไล่แนะนำให้ถังเสวี่ยรู้จักทีละคน “นี่พี่อันจื่อเฉิน พี่โม่ลี่ พี่จี้เซียว แล้วก็พี่หานอวี่เจ๋อ”
เฉิงหร่านพูดจบแล้วก็มองอันจื่อเฉินกับเพื่อนอีกสามคนพลางยิ้มแป้น “คนนี้คือเพื่อนสนิทของหนูค่ะ อยู่ม.สี่เหมือนกัน เธอชื่อถังเสวี่ย”
ถังเสวี่ยไล่ทักทายไปทีละคนอย่างค่อนข้างเคอะเขินโดยพูดออกมาว่าสวัสดีค่ะพี่
หานอวี่เจ๋อพยักหน้าถือว่าตอบรับแล้ว
อันจื่อเฉินยิ้มตอบมาอย่างสุภาพ
โม่ลี่ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาทางสีหน้า ทว่าด้านในแววตาเย็นเยียบกลับฉายรอยยิ้มขึ้นแว่บหนึ่ง
ชื่อถังเสวี่ยเหรอ ฮ่าๆ น่าสนใจจริงๆ!
น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชาเช่นเดิม หากแต่ที่เหนือความคาดหมายของทุกคนคือเขาเอ่ยปากพูดคำพูดที่มีความหมายลึกซึ้งขึ้นอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ “อืม...สวัสดีครับน้อง!”
แม้ว่าเสียงของโม่ลี่จะยังคงเย็นชาเหมือนอย่างตอนแรก และใบหน้าไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ แล้ว แต่เท่านี้ก็ทำให้พวกจี้เซียวที่รู้จักเขาดีตกใจไปแล้ว!
คำพูดทักทายที่จี้เซียวกำลังจะพูดออกมาเป็นอันว่าถูกกักให้ค้างอยู่ในลำคอด้วยเหตุนี้ เขาสะอึกไปชั่วขณะ ยกมือขึ้นป้องปาก หันหน้าหนีไปอีกทางก่อนจะไอออกมาอย่างบ้าคลั่ง
อันจื่อเฉินเหลือบขึ้นมอง แววตาปรากฏรอยประหลาดใจขึ้นแว่บหนึ่งรวมถึงไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
หานอวี่เจ๋อคิ้วกระตุก สายตาที่มองไปยังถังเสวี่ยพลันเปลี่ยนมาคาดเดาไม่ถูก
ทว่าเฉิงหร่านกลับไม่ได้คิดอะไรมากนัก เพียงแค่รู้สึกแปลกใจอยู่หน่อยที่รุ่นพี่โม่ลี่คนนี้เปิดปากพูด แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากเหมือนกัน
กลายเป็นถังเสวี่ยที่ได้ยินคำตอบของโม่ลี่แล้วเงยหน้าขึ้นมองทีหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วโดยที่ทำตัวไม่ค่อยถูก
ถังเสวี่ยนึกถึงภาพตอนที่เธอเดินไปเปิดประตูเมื่อครู่นี้ขึ้นมา ตอนนั้นพอคนที่อยู่ด้านนอกสี่คนเห็นว่าเธอเป็นคนมาเปิดประตูต่างก็ถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างพร้อมเพรียงกัน พร้อมกับเหลือบขึ้นมองแผ่นป้ายบอกบ้านเลขที่กันทุกคน เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่ได้เคาะประตูผิดบ้านถึงได้กล้าเข้ามา
ตอนนั้นเรียกได้ว่าเธอรู้สึกเก้อแทบตาย ถึงได้ทำอ้อยอิ่งอยู่นานกว่าจะเดินเข้ามา ตอนนี้เห็นพวกเขาแล้วยังรู้สึกไม่ถูกชะตาอยู่หน่อยๆ ดังนั้นพอได้ยินคำทักทายที่โม่ลี่ตอบมาถึงได้ตกใจไป
ตอนแรกเธอคิดว่าโม่ลี่จะพยักหน้าด้วยท่าทางหยิ่งๆ ที่ถือว่าตอบรับแล้วแบบนั้นเสียอีก นึกไม่ถึงว่าจะ...
ถังเสวี่ยเม้มปากแล้วนั่งลง
ถ้าให้เฉิงหร่านรู้ว่าถังเสวี่ยแอบบ่นงึมงำอยู่แบบนี้ในใจละก็ เธอจะต้องถูกโกรธตายแน่!
สาวน้อยเธอโชคดีมากเลยนะ อย่างน้อยสองคนนั้นก็ตอบรับคำทักทายของเธอ ตอนฉันน่ะ นอกจากอันจื่อเฉินแล้วคนที่เหลือก็พากันเงียบกริบจนต่อบทสนทนาไม่ได้เลย!
เฉิงหร่านเรียกให้คนอื่นนั่งลง จากนั้นจึงหันไปหยิบไวน์แดงขวดหนึ่งขึ้นมาเปิด เสร็จแล้วรินลงในแก้วทรงสูงที่วางอยู่ตรงหน้าทุกคนคนละครึ่งแก้ว
ถังเสวี่ยรีบโบกมือปฏิเสธพร้อมส่ายหน้า “หรานหร่าน ฉันดื่มเหล้าไม่เป็นหรอก ฉันดื่มน้ำผลไม้คั้นก็แล้วกัน”
เฉิงหร่านวางขวดไวน์แดงลงก่อนจะยื่นมือไปแตะหัวของถังเสวี่ยแล้วพูดอย่างนิ่งขรึม “เสวี่ยเอ๋อร์ สเต็กนี่ต้องกินกับไวน์แดงถึงจะได้รสชาติ ไม่เชื่อเธอลองดูก็ได้ ถ้าเธอดื่มเหล้าไม่เป็น เวลากินสเต็กเข้าไปคำนึงก็จิบไวน์แดงน้อยๆ อึกนึงตาม แบบนี้จะไม่เมาง่ายแล้วก็ไม่ถูกรสเหล้ากลบด้วย”
ถังเสวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่ของเฉิงหร่านแล้วเธอจึงพยักหน้าอย่างว่าง่าย ถือว่าตอบตกลงแล้ว
ตอนนี้ไม่มีใครพูดอะไรกันแล้ว ต่างคนต่างนั่งลงแล้วเริ่มจัดการหั่นสเต็กของตัวเอง สีหน้าของแต่ละคนระหว่างที่หั่นชิ้นเนื้อนั้นต่างก็เรียบเฉยกันทั้งสิ้น
หานอวี่เจ๋อหั่นเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ปากแล้วค่อยๆ เคี้ยว มือเรียวเอื้อมไปหยิบไวน์แดงขึ้นมาจิบน้อยๆ อึกหนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วโดยไม่ได้พูดคำพูดทำร้ายจิตใจใดๆ ออกมา เพียงแต่พยักหน้าน้อยๆ เท่านั้น “ไม่เลว”
เฉิงหร่านคลายกังวลขึ้นเล็กน้อย เธอกลัวแต่ว่าหานอวี่เจ๋อจะหักหน้าเธอกลางคันโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัวนั่นแหละ ถ้าหานอวี่เจ๋อปากเสียอีกละก็ เธอรับประกันไม่ได้เลยจริงๆ ว่าจะคว้าจานที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาฟาดหัวหานอวี่เจ๋อหรือเปล่า ให้เขาได้รู้เสียบ้างว่าเธอไม่ใช่คนที่จะมาหาเรื่องกันได้ง่ายๆ!
โชคดีแล้ว โชคดีที่เขาไม่ได้พูดออกมา ไม่อย่างนั้นถ้าเธอดันเผลอควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วทำอะไรขึ้นมา ผลที่ตามมาเธอรับผิดชอบไม่ไหวหรอก!
อันจื่อเฉินกินเข้าไปคำหนึ่ง สีหน้าของเขาเองก็ไม่ได้ฉายรอยประหลาดอะไร เขาเอื้อมมือไปหยิบไวน์แดงขึ้นมาจิบอึกหนึ่งแล้วพยักหน้าพลางระบายยิ้มบาง “ไม่เลวจริงๆ ด้วย เสียวหร่านมีพรสวรรค์มากเลยนะ ต่อไปเป็นเชฟชื่อดังได้เลยแหละ!”
จี้เซียวทนไม่ไหวหลุดขำออกมา แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าสิ่งที่เด็กผู้หญิงคนนี้ทำถือว่าใช้ได้เลย แต่ก็ไม่ต้องชมเธอแบบนี้ก็ได้มั้ง แบบนี้เห็นได้ชัดเจนมากว่าอยากเอาใจเด็กผู้หญิงคนนั้น!
จี้เซียวเหลือบมองอันจื่อเฉินที่กำลังยิ้มแป้น ก่อนจะหันมามองเฉิงหร่านที่ยิ้มอย่างไร้เดียงสา
จากที่เขาได้คลุกคลีกับสาวๆ หลายปีและประสบการณ์การจีบผู้หญิงมานับไม่ถ้วนของเขาแล้ว สีหน้าแบบนี้ของเฉิงหร่านคือสีหน้าของคนที่ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวแต่อย่างใด แถมยังไม่ได้สังเกตเห็นว่าอันจื่อเฉินทำตัวแปลกไปอีกต่างหาก!
อันจื่อเฉินนะอันจื่อเฉิน ไม่นึกเลยว่าคนรักอิสระอย่างนายจะมีวันที่หวั่นไหวเพราะผู้หญิงแบบนี้กับเขาด้วย!
จี้เซียวแอบคิดกับตัวเองในใจว่าเขาจะคอยดูละครฉากเด็ด ใครใช้ให้คนพวกนี้ไม่ยุติธรรมกับเขาแบบนี้ล่ะ! ตอนนี้เขาจะคอยดูว่าสุดท้ายแล้วเจ้าคนพวกนี้จะเป็นอย่างไร!
ทว่าจี้เซียวในเวลานี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน เพราะความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่างๆ แต่ละเรื่องช่างยากเกินจะคาดเดานัก ทำให้ชีวิตในภายภาคหน้าของเขาไม่อาจรับประกันความสงบสุขได้เหมือนกัน เลยได้แต่ทำตัวสงบเสงี่ยมอย่างตอนนี้เอาไว้...
เฉิงหร่านเห็นว่าสองสามคนนี้ต่างก็ไม่ได้แสดงสีหน้าที่ดูไม่ดีออกมาแต่อย่างใดเธอก็ลอบถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งพร้อมกับยื่นมือไปหั่นเนื้อชิ้นหนึ่งใส่เข้าปากแล้วค่อยๆ เคี้ยว จากนั้นหยิบแก้วขึ้นมาจิบไวน์แดงอึกหนึ่งเล็กน้อย ทันใดนั้นตัวเธอเองก็พลันตกใจขึ้นมาเช่นกัน
อาหารที่ทำเองครั้งแรกนี้ไม่ได้ถือว่าไม่อร่อย เพียงแต่รสชาติไม่เหมือนตามแบบฉบับอาหารรสเลิศในร้านอาหารตะวันตกก็เท่านั้น
อย่าบอกนะว่าพระเจ้าประทับใจที่เธอตั้งใจลงมือทำ ก็เลยประทานพรให้เธอเป็นผู้มีพรสวรรค์ทางการทำอาหารน่ะ
เฉิงหร่านแอบคิดในใจเงียบๆ ขณะเดียวกันหางตาก็เผลอเหลือบมองถังเสวี่ยที่นั่งอยู่ข้างกัน ในมือของเธอถือมีดคันเล็กเอาไว้ กำลังง่วนอยู่กับการหั่นสเต็กอย่างงุนงงโดยไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องแม้แต่น้อย ท่าทางดูเก้ๆ กังๆ มือไม้ก็สั่นเทาไปหมด
เฉิงหร่านใจกระตุกวูบ เธอรีบลุกขึ้นแล้วเข้าไปกระซิบบอกเบาๆ โดยละเอียดพร้อมทั้งยื่นมือไปสอนถังเสวี่ยหั่นไปสองสามชิ้น
ถังเสวี่ยฝืนทำอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าใบหน้ากลับซีดไปเล็กน้อย ที่หน้าผากก็มีเหงื่อเย็นหยดลงมาเหมือนกัน
เฉิงหร่านเม้มปาก ในใจก็รู้สึกผิด เธอดันลืมไปว่ายายเด็กคนนี้ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง! เพราะความไม่ใส่ใจครั้งนี้ของตัวเองแท้ๆ ถึงได้ทำให้เธอขายหน้าแบบนี้
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉิงหร่าน เธอพยายามปรับน้ำเสียงให้ผ่อนคลายมากที่สุดแล้วพูดเป็นเชิงล้อเล่น “เสวี่ยเอ๋อร์ ไม่เป็นไร ตอนที่ฉันกินครั้งแรกแม้แต่มีดยังจับไม่อยู่เลย ตอนนั้นพ่อฉันบอกว่าฉันทึ่มมาก แถมยังบอกอีกว่าเขาฉลาดแบบนั้นทำไมถึงได้มีลูกสาวโง่ๆ อย่างฉันได้ เขาบอกว่าฉันทำให้เขาขายหน้าแหละ! แย่กว่าเธอตอนนี้ตั้งเยอะ”
ถังเสวี่ยได้ยินแล้วก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกค่อนข้างเกรงใจ ก่อนที่จะค่อยๆ อมยิ้มออกมาที่มุมปาก
แม้เธอจะไม่รู้ว่าที่เฉิงหร่านพูดมาเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้อย่างน้อยตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกแย่แล้วก็ทำตัวไม่ถูกถึงขนาดนั้นแล้ว
สภาพจิตใจของถังเสวี่ยค่อยๆ สงบลง มือก็ค่อยๆ ขยับเร็วขึ้น ลองหั่นเนื้อดูอีกสองสามชิ้น ในที่สุดก็เริ่มกะได้ว่าต้องออกแรงประมาณไหน คราวนี้ดวงหน้าเล็กถึงได้ระบายยิ้มออกมาอย่างยินดี
เฉิงหร่านมองแล้วก็ลอบถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างโล่งอกทั้งยังอดดีใจไม่ได้ เธอเอื้อมไปตักสเต็กที่ถังเสวี่ยตัดไว้ขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากันมาวางที่ตำแหน่งของตัวเอง จากนั้นก็ตักสเต็กที่หั่นออกไปเป็นชิ้นเล็กๆ ไปให้แล้วยิ้มทะเล้น “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอกินอันนี้แล้วกัน ฉันไม่อยากหั่นเอง”
เฉิงหร่านพูดจบก็มองถังเสวี่ยด้วยสายตาน่าสงสาร
ถังเสวี่ยค่อนข้างซาบซึ้งใจ เธอรู้ว่าเฉิงหร่านทำแบบนี้ก็เพื่อเธอ ให้เธอเปลี่ยนจานจะได้ลองฝึกมืออีกครั้ง
ถังเสวี่ยรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาเล็กน้อย เธอยู่ปากแล้วพูดออกมา “หรานหร่าน เธอดีจังเลย”
วินาทีนี้
เรื่องที่ถูกคนอื่นหมางเมินและความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเพราะทำตัวไม่ถูกได้หายไปจากใจของถังเสวี่ย ความกดดันที่มีคนอื่นอยู่ด้วยก็หายไปเหมือนกัน เธอยื่นมือออกไปสวมกอดเฉิงหร่าน!
แล้วก็วินาทีนี้อีกเช่นกันที่เธอรับรู้อย่างชัดเจนแล้วว่าถึงแม้คนอื่นจะดูถูกเธอ แต่เฉิงหร่านจะไม่มีทางทำให้เธอวางตัวไม่ถูกและจะไม่ทำให้เธอเสียหน้าแน่นอน! เธอรู้สึกดีใจมากที่ได้เพื่อนสนิทอย่างเฉิงหร่าน
ใบหน้าของเฉิงหร่านไม่มีรอยยิ้มผ่อนคลายอยู่อีกแล้ว เธอเพียงแต่เอื้อมมือมากอดถังเสวี่ยเบาๆ ขณะเดียวกันก็ใช้หลังมือตบหลังถังเสวี่ยเบาๆ ด้วย แววตาปรากฏร่องรอยของความรู้สึกโทษตัวเองออกมาโดยไม่ได้ปิดบังอีกต่อไป
ถ้าไม่ใช่เพราะตัวเองไม่คิดให้รอบคอบ มีหรือจะทำให้ถังเสวี่ยตกที่นั่งลำบากแบบนี้
ตอนเตรียมวัตถุดิบถังเสวี่ยไม่ได้แสดงออกว่าลำบากใจแต่อย่างใด ตอนทำสเต็กเสร็จถังเสวี่ยก็ไม่ได้พูดสักคำว่าเธอกินไม่เป็น แต่ตัวเองกลับเข้าใจไปเองว่าถังเสวี่ยเคยกินโดยที่ละเลยไปว่าครอบครัวของถังเสวี่ยอาจจะไม่มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อสเต็กสักชิ้นให้เธอกินด้วยซ้ำ!
ชั่วขณะนั้น ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ
หานอวี่เจ๋อมองเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นเงียบๆ ดวงตาทั้งสองข้างวูบไหวเพียงเล็กน้อยแล้วกลับมาสงบนิ่งดังเดิม
อันจื่อเฉินรู้สึกแปลกๆ อยู่ในใจ เหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างคันยุ่บยั่บ แล้วก็มีอะไรบางอย่างกำลังหยั่งรากและแตกหน่อ ทำท่าว่าจะผุดทะลุผืนดินออกมา ทว่าเขากลับไม่ค่อยรู้ว่าต้องทำอย่างไรดี
โม่ลี่เพียงแต่มองดูถังเสวี่ยที่หลับตาแน่นทั้งสองข้างโดยที่มีน้ำตาซึมอยู่หางตา สายตาแบบนั้นของเขาดูซับซ้อนอย่างที่เห็นแล้วตีความหมายไม่ออก
จี้เซียวเพียงแต่ชะงักไปเล็กน้อย ครู่ถัดมาเขาก็พลันแอบกวาดตามองหานอวี่เจ๋อกับเพื่อนอีกสองคนเงียบๆ มองดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามที่คาดคิดไว้อย่างพึงพอใจ
จี้เซียวกระตุกยิ้มมุมปาก คราวนี้ถึงได้เอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “คนสวยทั้งสองครับ ถ้ายังไม่ลงมือกินสเต็กอีกเดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดเอานะ”
จี้เซียวพูดจบก็หันไปจิบไวน์แดงของตัวเองอึกหนึ่งด้วยท่าทางสบายๆ ไม่พูดอะไรให้มากความอีก
เฉิงหร่านตบหลังถังเสวี่ยแล้วพยักหน้าให้เธอบอกเป็นเชิงว่าไม่ต้องกังวล ยังมีเธออยู่ด้วย
ถังเสวี่ยเม้มปาก ยื่นมือไปดึงกระดาษชำระมาแผ่นหนึ่ง จิตใจของเธอสงบนิ่งลงแล้ว และเธอก็ไม่กลัวแล้วด้วยว่าเด็กผู้ชายสามสี่คนนี้จะเห็นจุดอ่อนของตัวเอง เธอยกกระดาษชำระขึ้นเช็ดหน้า ทว่าท่าทางแบบนี้กลับดูเป็นธรรมชาติและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งสองคนนั่งลงพร้อมกันโดยบังเอิญ ก่อนจะบังเอิญทำเมินคนสี่คนที่อยู่ตรงข้ามไปเหมือนกันอีกครั้งแล้วเริ่มเปิดบทสนทนาคุยกันเบาๆ
นานๆ ทีเฉิงหร่านจะพูดอะไรออกมาบ้างเป็นครั้งคราว
ถังเสวี่ยตั้งใจฟัง ขณะที่มือก็ไม่ได้หยุดเคลื่อนไหวเช่นกัน
ผ่านไปไม่นานเท่าไร
ถังเสวี่ยก็หั่นสเต็กได้ด้วยท่าทางที่เยือกเย็นและเป็นธรรมชาติ เธอจิบไวน์เข้าไปอึกเล็กๆ แม้ว่าไม่ค่อยคุ้นเคยกับการกินของพวกนี้เท่าไร แต่เธอก็ทำได้ดีมากแล้ว
เห็นถังเสวี่ยลงมือทำอะไรเองได้แล้วแถมยังฝีมือดีคล่องแคล่วอย่างเห็นได้ชัดด้วย
เฉิงหร่านคลายกังวลแล้วก็เริ่มกินต่อ
ทุกคนนั่งกินสเต็กกันที่โต๊ะอาหารอย่างไม่รีบร้อน
ทันใดนั้นเอง
เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในห้องรับแขก เสียงกริ๊งๆ ค่อยๆ ดังสะท้อนไปทั่วทั้งชั้น
เฉิงหร่านเลื่อนสายตาขึ้นมองพร้อมกลับวางมีดและส้อมในมือลง เธอค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วก้าวเดินออกไปช้าๆ
เด็กหญิงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมามองทีหนึ่ง ไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้า แต่เป็นเสียงแจ้งเตือนว่ามีวิดีโอคอลต่อสายมาต่างหาก
เห็นภาพโปรไฟล์ที่ยังกะพริบไม่หยุดนั่นแล้วเฉิงหร่านได้แต่อ่อนใจ
นิ้วเล็กเลื่อนกดรับสาย จนกระทั่งเชื่อมต่อวิดีโอคอลหากันได้ ภาพของชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ คนคนนั้นคือคุณพ่อเฉิง เฉิงเหยียน
“พ่อ กินข้าวหรือยังคะ”
คุณพ่อเฉิงไม่ได้ตอบกลับมาในทันที หากแต่จ้องมองลูกสาวของตัวเองในวิดีโออย่างตั้งใจในแว่บแรก เมื่อเห็นว่าเธออยู่ในสภาพที่ดีไม่น้อยจึงพูดออกมายิ้มๆ “ยังเลย พ่อไม่ได้รับสายโทรศัพท์จากหนูเลย จะกินลงได้ที่ไหน! หรานหร่านกินหรือยังลูก”
เฉิงหร่านหน้าแดงเรื่อพลางหัวเราะแห้งๆ ทีหนึ่ง สายตาวูบไหวไปครู่หนึ่ง เอาเถอะ ช่วยยกโทษให้เธอที่เธอใจร้ายด้วยแล้วกันนะ
ได้ยินคำพูดสุดแสนสะเทือนใจประโยคนี้ของพ่อแล้ว ถ้าหากเป็นเวลาปกติละก็เธอจะต้องซาบซึ้งใจจะขาดแน่ แต่ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเห็นแก่ความรักจนลืมว่าพ่อกับแม่มีตัวตนอยู่ด้วยไปอย่างไรอย่างนั้น!
ความรู้สึกประหลาดแบบนี้มาจากไหนกันแน่นะ
เฉิงหร่านรู้สึกผิดอยู่น้อยๆ เธอพูดเสียงอ่อน “หนูกำลังกินค่ะ อยู่กับพวกพี่ๆ...”
คุณพ่อเฉิงพยักหน้าอยู่ในภาพวิดีโอพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่ลูกสาวอยู่ เขาเอ่ยถามขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ตอนนี้กินข้าวอยู่ที่ไหนเหรอ หาบ้านได้หรือยัง ให้พ่อหาให้หนูมั้ย”
เฉิงหร่านรู้สึกวูบโหวงไปนิดในใจครู่หนึ่ง ไม่กล้าพูดด้วยเหมือนกันว่าตัวเองลงมือทำอาหารเอง เพียงแต่เปลี่ยนหัวข้อสนทนาแล้วพูดงึมงำเท่านั้น “หาได้แล้วค่ะ วันนี้เพิ่งย้ายเข้ามา ยังไม่ทันได้จัดของเลย”
คุณพ่อเฉิงในวิดีโอพยักหน้าบอกเป็นเชิงว่ารับทราบแล้ว ครู่ถัดมาดูเหมือนว่าเขาจะนึกอะไรขึ้นได้ ถึงได้ถามต่อออกมาประโยคหนึ่ง “บ้านที่ไหนเหรอ มีระบบรักษาความปลอดภัยหรือเปล่าน่ะ”
เฉิงหร่านเลิกคิ้วพร้อมพูดอย่างตื่นเต้น “เมื่อคืนหนูขับรถไปคอนโดหลิวซิงมา ตอนนี้หนูเช่าบ้านพักอยู่หลังนึง อืม~ มีสามชั้นมั้ง! แถมหน้าประตูยังมีต้นแมกโนเลียอยู่สองสามต้นด้วย อีกอย่างมีสระว่ายน้ำด้วยอีกสระนึง วิวดีพอสมควรเลยค่ะ”
พอคุณพ่อเฉิงเห็นว่าหว่างคิ้วที่มักจะขมวดมุ่นของลูกสาวปรากฏรอยตื่นเต้นก็พลันคลี่ยิ้มและหัวเราะออกมา เขาพยักหน้าพลางว่า “คอนโดหลิวซิงนี่เอง พ่อรู้แล้วล่ะ ที่นั่นรักษาความปลอดภัยดีมาก พ่อสบายใจแล้ว”
ดวงตาดอกท้อทั้งคู่ของเฉิงหร่านหรี่ลง เรียวปากที่เม้มเข้าหากันเผยให้เห็นฟันเขี้ยวที่แสนน่ารักโผล่ออกมาสองซี่ เธอพูดพลางเดินไปทางโต๊ะอาหาร
เธอถือโทรศัพท์มือถือระหว่างคุยวิดีโอคอลด้วยมือข้างหนึ่งจนเมื่อยมือไปหมดแล้ว
แต่เพราะนี่คือสายของคุณพ่อเฉิง เธอตัดใจวางสายไม่ลงเหมือนกัน เลยได้แต่กินข้าวไปด้วยคุยวิดีโอคอลไปด้วย “ถ้าพ่อกับแม่คิดถึงหนูเมื่อไรก็มาพักที่นี่สักสองสามวันกันนะคะ ที่นี่หนูเก็บห้องนอนใหญ่ไว้ให้ห้องนึงแน่ะ”
เสียงรบกวนดังขึ้นในสายวิดีโอคอลครู่หนึ่ง ภาพคนก็สั่นวูบตามมาด้วยเหมือนกัน ยังไม่ทันได้เห็นว่าเป็นใคร ปลายสายก็ส่งเสียงออกมาก่อนแล้ว “หรานหร่านจ๊ะ เดี๋ยวอีกสองสามวันแม่ไปหานะ”
เฉิงหร่านยังไม่ทันได้ทักแม่ก็ได้ยินเสียงไม่พอใจของคุณพ่อเฉิงดังออกมา “ผมยังคุยกับลูกไม่เสร็จเลยนะ!”
เฉิงหร่านมาถึงด้านหน้าโต๊ะอาหารแล้ว เธอเงยหน้าขึ้นมองหานอวี่เจ๋อกับคนอื่นๆ ทีหนึ่ง เห็นว่าพวกเขาต่างก็หยุดกินข้าวแล้วเงยหน้าขึ้นมองเธอ ดูเหมือนว่ากำลังรอเธออยู่
เด็กหญิงยิ้มอย่างเกรงใจพลางพูดเสียงเบา “ขอโทษนะคะ! พวกพี่กินกันก่อนเลย ไม่ต้องสนใจหนูนะคะ! พ่อกับแม่หนูโทรมาน่ะ”
หานอวี่เจ๋อและคนอื่นๆ พยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ จากนั้นก็เริ่มหั่นสเต็กด้วยท่าทางสง่างามแล้วค่อยๆ ลิ้มรสชาติของไวน์แดง
เฉิงหร่านเห็นอย่างนี้แล้วก็ลากเก้าอี้ออกมานั่งลง เธอหยิบขาตั้งโทรศัพท์มือถือมาตั้งให้เข้าที่ ตอนนี้ภาพวิดีโอค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาแล้ว เห็นเป็นคุณพ่อเฉิงกับคุณแม่เฉิงสองคน
เธอเห็นเพียงภาพคุณแม่เฉิงในวิดีโอที่ใบหน้าเรียบเฉยหากแต่สายตากลับเหลือบมองคุณพ่อเฉิงพลางว่า “คุณพูดพอแล้ว ฉันกับลูกยังไม่ได้คุยกันเลยนะ”
คุณพ่อเฉิงหันไปมองคุณแม่เฉิงอย่างไม่พอใจ ปากก็บ่นอุบอย่างไม่สบอารมณ์เช่นกัน “ให้ผมพูดให้จบก่อนแล้วจะเอาให้คุณ”
ทันทีที่คุณพ่อเฉิงพูดมาอย่างนี้
เฉิงหร่านก็เห็นว่าท่านแม่ผู้แกร่งกล้าคนนั้นของเธอยกมือขึ้นเท้าสะเอวใส่คุณพ่อเฉิงเต็มๆ แล้วก็เห็นแค่ว่าคุณพ่อเฉิงในวิดีโอทำหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย ต่อจากนั้นก็เป็นเสียงถอนหายใจเย็นๆ ดังออกมา
…………………………………………………