Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 013 ตอนที่ 13

#13Chapter 013

ตอนที่ 13 เขาอารมณ์เสียกว่าเดิมแล้ว ทำอย่างไรดี

เสียงหลุดหัวเราะดังมาจากด้านข้าง ถังเสวี่ยรีบปิดปากทันที ดวงตาเบิกกว้าง แสดงให้เห็นว่าการกระทำแบบนี้อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของเธอ ดวงหน้านั้นของเธอได้กลั้นขำจนขึ้นสีแดงเรื่อแล้ว

จากฝั่งเธอมองเห็นคุณพ่อเฉิงกับคุณแม่เฉิงได้ แต่เพราะเฉิงหร่านซูมภาพใกล้มาก เธอมองเห็น แต่คุณพ่อเฉิงกับคุณแม่เฉิงมองไม่เห็นเธอ

เฉิงหร่านเหลือบมองทีหนึ่ง สายตานั้นกำลังบอกว่า เธอตายแน่! นี่คือเธอหาเรื่องใส่ตัวเองนะ ฉันไม่ได้ทำ!

ถังเสวี่ยยังไม่ทันเข้าใจว่าสายตาคู่นี้หมายความว่าอะไรก็เหลือบไปเห็นว่าสายตาของคุณแม่เฉิงที่อยู่ในวิดีโอเป็นประกายพร้อมด้วยไฟของคนช่างเม้าท์ที่ลุกพรึ่บขึ้นในชั่วพริบตา “หรานหร่านจ๊ะ ที่นั่นยังมีใครอยู่ด้วยเหรอ”

เฉิงหร่านไม่พูดอะไร เธอขยับโทรศัพท์มือถือเล็กน้อยพลางอมยิ้มบาง “แม่คะ นี่เพื่อนคนนั้นของหนูค่ะ ตอนนี้เรามาพักที่บ้านพักด้วยกัน”

คุณแม่เฉิงมองถังเสวี่ยผ่านหน้าจอโทรศัพท์อย่างตั้งใจ เห็นเธอหน้าตาดูเป็นเด็กผู้หญิงที่ว่านอนสอนง่ายมาก สายตาก็ดูบริสุทธิ์มากเหมือนกัน

ตอนนี้เธอสบายใจแล้ว เปลี่ยนมาพูดยิ้มๆ โดยไม่ติดใจอะไรอีก “อืม เป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักมากเลย”

“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ” เฉิงหร่านยักคิ้วทีหนึ่งพลางทำหน้าถูกอกถูกใจอยู่หน่อยๆ

ถังเสวี่ยหน้าแดงก่ำ เธอยื่นมือไปกระตุกเสื้อเฉิงหร่านพร้อมเหลือบมองคุณพ่อเฉิงกับคุณแม่เฉิงในหน้าจอทีหนึ่งแล้วพูดขึ้นอย่างรู้ความ “สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้า”

คุณพ่อเฉิงโบกมือมาให้ เพียงแต่ยิ้มบางๆ และพยักหน้าเท่านั้น

ทว่าคุณแม่เฉิงกลับยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยถามอย่างสบายๆ “สวัสดีจ้า หนูน้อยชื่ออะไรเอ่ย”

“หนูชื่อถังเสวี่ยค่ะ เป็นเพื่อนห้องเดียวกันกับหรานหร่าน” บนใบหน้าของถังเสวี่ยยังคงมีร่องรอยของความเขินอายอยู่บ้าง แต่สีหน้าท่าทางโดยรวมกลับมาสงบลงแล้ว

เมื่อเห็นว่าถังเสวี่ยพูดมาได้อย่างใจเย็นมาก คุณแม่เฉิงจึงอดมองเธออีกครั้งไม่ได้ ไม่โทษเหมือนกันว่าเธอขี้กังวล

ในเมื่อเฉิงหร่านมีสถานะที่ไม่เหมือนกัน เธอจะเป็นเพื่อนกับใครพ่อแม่อย่างพวกเขาไม่คัดค้านหรอก แต่ว่าที่กลัวมากที่สุดก็คือคนคนนั้นจะจงใจเข้าหาเธอต่างหาก เทียบกับการที่ในภายหน้าลูกสาวของพวกเขาเสียใจเพราะถูกเพื่อนสนิทแทงข้างหลังแล้ว

คุณแม่เฉิงยอมให้ลูกสาวไม่มีเพื่อนไปตลอดเสียยังดีกว่า แบบนี้อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียใจเพราะเรื่องที่ไม่จำเป็น

และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมตั้งแต่เด็กจนโตเฉิงหร่านถึงได้ไม่มีเพื่อนสักคนด้วยเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะท่านประธานแห่งตระกูลไป๋เป็นเพื่อนสนิทกับคุณพ่อเฉิงละก็ ดีไม่ดีเฉิงหร่านกับไป๋เฮ่าหรานก็ไม่ได้มาคบค้าสมาคมอะไรกันด้วยซ้ำ

“ถังเสวี่ย ชื่อถังเสวี่ยดีจังเลยนะ ได้ยินแล้วรู้เลยว่าเป็นเด็กดี” คุณแม่เฉิงยิ้มบางๆ พร้อมทำตาหยี

ถังเสวี่ยไม่รู้ว่าคุณแม่เฉิงคิดอะไรอยู่ในใจ ได้ยินที่คุณแม่เฉิงพูดแล้วเธอก็พยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะหั่นสเต็กออกมากินชิ้นหนึ่งแล้วหันหน้ามาพูดยิ้มๆ “ขอบคุณค่ะคุณป้า”

คุณแม่เฉิงเห็นถังเสวี่ยกำลังกินสเต็กเข้า คราวนี้เธอถึงได้เพิ่งมาสังเกตเห็นว่าลูกสาวของตัวเองมานั่งลงอยู่ตรงหน้าโต๊ะอาหารแล้ว

เธอกวาดตามองที่ที่เฉิงหร่านอยู่ครู่หนึ่ง ภาพที่เห็นคือโต๊ะ เก้าอี้ และของตกแต่งอย่างอื่นล้วนแต่ใหม่เอี่ยมมาก นอกจากนี้ยังดูไม่เหมือนว่ากำลังกินข้าวอยู่ในร้านอาหารอะไร

ลูกสาวของเธอบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเด็กอันจื่อเฉินคนนั้นไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ได้อยู่ที่ร้านอาหารล่ะ หรือว่าเมือง A มีร้านอาหารเปิดใหม่อีกแล้วเหรอ เธอไม่เคยไปเหรอ

“หรานหร่านลูก พวกหนูอยู่ที่ไหนกันน่ะ เหมือนแม่ไม่เคยเห็นร้านอาหารหน้าตาแบบนี้มาก่อนเลยนะ”

เมื่อเจอกับคำถามของคุณแม่เฉิงเข้าไปแบบนี้

เฉิงหร่านก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้ง ต้องพูดอย่างไรนะ

เธอกระแอมทีหนึ่งก่อนจะพูดงึมงำ “เอ่อ...แม่คะ พวกเรากินข้าวที่บ้านพักกันค่ะ...”

คุณแม่เฉิงในวิดีโอพยักหน้า ส่งเสียงอ๋อตอบรับมาทีหนึ่งแล้วตอบกลับมาอย่างตกใจ “แม่บ้านที่พ่อของลูกหาให้มาถึงเร็วขนาดนี้เชียวเหรอ มาทันทำมื้อเที่ยงให้ด้วยนะเนี่ย!”

คุณแม่เฉิงพูดพลางเหลือบมองสามีที่อยู่ข้างๆ ทีหนึ่งก่อนจะเอ่ยชม “คุณสามีคะ คุณทำงานได้ไวพอสมควรเลยนะ ฉันคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องตอนบ่ายแน่ะถึงจะหาคนที่เหมาะสมได้!”

ทว่าคุณพ่อเฉิงได้ยินแล้วกลับขมวดคิ้ว เขามองคุณแม่เฉิงที่กำลังยิ้มแป้นทีหนึ่ง มองเฉิงหร่านทีหนึ่งอย่างแปลกใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความรู้สึกประหลาด “หรานหร่าน แม่บ้านคนนั้นมาถึงแล้วเหรอ”

“ยังเลยค่ะ!” ถังเสวี่ยกินสเต็กเข้าไปคำหนึ่งพลางตอบกลับมาพร้อมยิ้มบาง

เมื่อกี้ที่เห็นเฉิงหร่านอ้ำๆ อึ้งๆ ตอนนี้ถังเสวี่ยเข้าใจแล้ว เฉิงหร่านต้องไม่อยากให้พ่อกับแม่รู้เรื่องที่เธอทำอาหารเองแน่ๆ

เมื่อก่อนเธอเคยได้ยินมาว่าเด็กในครอบครัวที่มีฐานะดีหลายคนนั้น พ่อแม่ต่างไม่อนุญาตให้พวกเธอลงมือทำอะไรเองทั้งนั้น

ก่อนหน้านี้ที่เห็นว่าเฉิงหร่านเข้าครัวได้อย่างไม่ลังเล เธอยังเผลอเข้าใจไปว่าคุณพ่อกับคุณแม่เฉิงไม่เหมือนกับครอบครัวอื่น นึกไม่ถึงเลยว่า...ก็เหมือนกันแหละ

คุณแม่เฉิงเลิกคิ้วทีหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปแล้ว เธอไม่ได้ซักไซ้ต่อเรื่องของพี่เลี้ยงคนนั้น หากแต่เอ่ยถามขึ้นอย่างสนอกสนใจ “หรานหร่าน เพื่อนคนนั้นของลูกอยู่ที่ไหนเหรอ”

“เอ่อ” เฉิงหร่านเงยหน้าขึ้นมองอันจื่อเฉินทีหนึ่งด้วยท่าทางค่อนข้างลำบากใจ

“หรานหร่าน?” เสียงเร่งเร้าของคุณแม่เฉิงลอยออกมาอีกครั้ง

อันจื่อเฉินลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าสง่างาม ท่ามกลางแววตาเป็นประกายของหานอวี่เจ๋อกับเพื่อนที่มองมาอย่างสนใจ เขาก้าวขายาวๆ เดินมาหยุดลงด้านหลังเฉิงหร่าน

ร่างสูงเพรียวค้อมลงมา มือสองข้างจับอยู่ที่พนักพิงด้านหลังที่เฉิงหร่านนั่งอยู่

ภาพที่เห็นมีเพียงมุมปากของเขาที่ยกสูงขึ้นน้อยๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มอบอุ่นเหมือนดั่งสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ก่อนที่น้ำเสียงนุ่มทุ้มจะดังขึ้น “สวัสดีครับคุณลุง สวัสดีครับคุณป้า”

คุณแม่เฉิงเหม่อมองอยู่ครู่ใหญ่คล้ายว่ากำลังเคลิบเคลิ้ม คราวนี้ถึงได้พยักหน้าลงพร้อมยิ้มกว้าง “สวัสดีจ้ะ...”

เฉิงเหยียนทำหน้าถมึงทึงทันที ผู้หญิงคนนี้ อายุมากปูนนี้แล้วยังมาหลงเสน่ห์เด็กอีก ดูสิเธอพูดอะไรอยู่ สวัสดีจ้ะ ดีอะไรกัน

คุณพ่อเฉิงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมเป็นเชิงตอบรับ เห็นท่าทางผ่อนคลายเป็นตัวของตัวเองของอันจื่อเฉินแล้วเขารู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าใดนัก!

มือคู่นั้นที่วางอยู่ที่พนักพิงเก้าอี้มันอะไรกัน สนิทกับลูกสาวขนาดนั้นเชียว ทำไมเขาถึงไม่รู้เลยว่าพวกเขาสนิทกันขนาดนั้นแล้ว

ที่สำคัญที่สุดคือยายลูกสาวแสนซื่อบื้อของเขาดันทำหน้านิ่ง ไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยว่าท่าทางแบบนั้นของพวกเขามันดูมีอะไรไม่ชอบมาพากล!

นี่ต่างหากเหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณพ่อเฉิงเจ็บที่หน้าอก

ถังเสวี่ยเองก็ชะงักไปบ้างเหมือนกัน เธอเงยหน้าขึ้นมองเด็กผู้ชายผู้สุภาพอ่อนโยนเหมือนหยกเนื้อดีคนนั้น รุ่นพี่เขา...

หานอวี่เจ๋อเพียงแต่เหลือบมองแว่บหนึ่ง ไม่ได้แสดงออกว่าไม่พอใจอะไร หากแต่มีเพียงตัวเขาเองที่รู้ว่าเขารู้สึกแม้กระทั่งว่าอยากถีบอันจื่อเฉินให้กระเด็นไปเสีย

จี้เซียวยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางเปิดโสตประสาทรับฟังความเคลื่อนไหวต่อ ขณะเดียวกันก็ก้มหน้าลงเริ่มทำลายอาหารในจานต่อไป

โม่ลี่ไม่แม้แต่จะขยับเปลือกตาขึ้นสักนิด เขาเพียงแต่เหลือบมองถังเสวี่ยเงียบๆ เป็นครั้งคราวแล้วกินอาหารต่อ สเต็กในจานของเขาหายไปจนแทบจะเห็นก้นจานแล้ว

“แม่คะ ตอนนี้เที่ยงแล้ว ทำไมยังไม่กินข้าวกันคะ”

คุณพ่อเฉิงได้ยินแล้วพลันทิ้งเรื่องของลูกสาวตัวเองทันที ก่อนจะโวยขึ้น “ก็เพราะแม่ของหนูนั่นแหละ หนูไปเรียนแล้ว เขาไม่อยากอยู่บ้านทำอาหารเพราะมันน่าเบื่อเกินไป บอกว่าหนูไม่กลับมากินเขาก็ไม่อยากทำแล้วเหมือนกัน”

คุณพ่อเฉิงพูดพลางเหลือบมองคุณแม่เฉิงที่แสดงสีหน้าว่าไม่สนใจเขาแม้แต่น้อยเป็นเชิงฟ้องแล้วพูดต่อ “พ่อไม่สำคัญอะไรในบ้านนี้แล้วล่ะ เขาไม่ยอมทำอาหาร แล้วพ่อไม่ต้องกินข้าวเหรอ”

คราวนี้ ในที่สุดคุณแม่เฉิงก็ตอบโต้ เธอเหลือบมองทีหนึ่งก่อนพูดตอบมาเรียบๆ อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร “ตอนนี้ก็ออกไปกินแล้วไม่ใช่เหรอคะ หรือว่าทำให้คุณหิวเหรอ ฉันเหนื่อยมาทำอาหารทุกวัน สุดท้ายลูกสาวไม่อยู่กินข้าวที่บ้าน แบบนี้ไม่ใช่ว่าเสียแรงเปล่าเหรอ อีกอย่าง คุณหมายความว่าอยากให้ฉันกลายเป็นสาวแก่หน้าเหลืองเหรอ วันวันเอาแต่วนเวียนไปมาอยู่ในครัวอย่างนั้นน่ะเหรอ”

ตอนที่คุณแม่เฉิงยังไม่ได้คลอดเฉิงหร่านเธอเป็นถึงกรรมการผู้จัดการของบริษัทเชียวล่ะ อย่าดูถูกว่าเธอเป็นผู้หญิงนะ ปกติที่เห็นเธอหัวเราะร่าเริงนั้น ความจริงแล้วเธอเป็นผู้หญิงที่เก่งมากแล้วก็เอาใจใส่กับหน้าที่การงานมากคนหนึ่งเลย

ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามีลูกสาวที่สุขภาพไม่แข็งแรงจำเป็นต้องให้เธอมาดูแลเองละก็! เธอจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลเฉิงหร่านตอนอายุสองสามขวบที่เริ่มรู้ความไปนานแล้ว จำเป็นต้องให้เธอมาดูแลเฉิงหร่านเองด้วยเหรอ

คุณพ่อเฉิงกำลังคิดว่าจะเถียง อย่าบอกนะว่าถ้าไม่มีลูกสาว ผู้หญิงคนนี้ก็จะไม่ดูแลเขาเหรอ

ทั้งที่ก่อนจะแต่งงานกันเธอไม่ได้เป็นแบบนี้แท้ๆ ช่างเป็นคนที่มีลูกสาวแล้วทำเหมือนกับว่าสามีเป็นเพียงหญ้าต้นหนึ่งเท่านั้นเองจริงๆ เลย!

ดูเหมือนว่าคุณแม่เฉิงจะอ่านความคิดของคุณพ่อเฉิงออก เธอยื่นมือมาหยิกเอวของคุณพ่อเฉิงไปทีหนึ่ง

หยิกครั้งนี้อาจจะรุนแรงมากทีเดียว คุณพ่อเฉิงไม่พูดอะไรออกมาเลยสักคำ

เฉิงหร่านทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอหลุดหัวเราะออกมาดังลั่น “แม่ทำอะไรน่ะ กุลสตรีเขาสู้ด้วยวาจาไม่ลงไม้ลงมือกันหรอกนะคะ!”

เสียงบ่นอุบของคุณพ่อเฉิงลอยออกมาอย่างรวดเร็ว “แม่หนูเขาไม่ใช่กุลสตรีเสียหน่อย”

คำพูดของคุณพ่อเฉิงเพิ่งจะดังขึ้น

เฉิงหร่านก็ได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกหนึ่งดังออกมาจากโทรศัพท์มือถือ

หลังจากนั้น...

หลังจากนั้นคุณพ่อเฉิงในจอโทรศัพท์ก็นั่งลงอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ปริปากส่งเสียงอะไรออกมาอีก

เฉิงหร่านยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องปาก เธอหัวเราะออกมาไม่หยุดจนหลังพิงไปกับพนักเก้าอี้ไปชั่วขณะ ในตอนนั้นเอง เธอรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างคั่นหลังเธอเอาไว้

คราวนี้เฉิงหร่านถึงทันได้นึกขึ้นได้ว่าอันจื่อเฉินอยู่ด้านหลังเธอ ทำให้เธอรีบเงยหน้าขึ้นไปมอง

ชั่วครู่นั้นเอง อันจื่อเฉินอมยิ้มมุมปากและก้มหน้าลงมามองเธอเช่นกัน ดวงตาของทั้งคู่สบสายตากัน อยู่ห่างกันเป็นระยะเพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้นซึ่งแม้แต่เสียงลมหายใจอันเบาบางของอีกฝ่ายก็ยังรู้สึกถึงได้

เฉิงหร่านหน้าแดงไปทันที นึกไม่ถึงว่าการที่เธอหันหน้าไปมองครั้งนี้จะทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างนี้ขึ้น!

อันจื่อเฉินเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าระยะห่างระหว่างทั้งคู่จะร่นลงในชั่วพริบตา มองดูใบหน้าสดสวยในระยะประชิดแล้วใจของเขาพลันเต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

เรียกได้ว่าชั่วขณะนั้นเขาแทบอยากอยู่อย่างนั้นไปตลอดชีวิต อยากมอบจุมพิตลงไปอย่างนี้ ไม่สนใจอีกแล้วว่าใครก็ตามที่อยู่ ณ ที่นี้จะแสดงปฏิกิริยาตอบรับอย่างไร

แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยังเป็นอันจื่อเฉินคนที่ฝืนทนตัวเองได้อยู่ดี เขาไม่อาจทำอะไรโดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดตามมาได้ และในตอนที่เด็กผู้หญิงคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าเขายังไม่ทันได้รับรู้ถึงความในใจของเขา เขาก็เอาเปรียบเธอไม่ลงเช่นกัน!

คนแบบนั้นคือคนที่เขารังเกียจ

บรรยากาศเปลี่ยนมาอึมครึมชั่วขณะ

หานอวี่เจ๋อกำแก้วไวน์ในมือแน่น ในใจว้าวุ่นไปหมด ทว่าสีหน้าของเขากลับยังคงเรียบเฉย

เฉิงหร่านเงยหน้าขึ้นน้อยๆ เบนสายตาหนีไปโดยที่รู้สึกทำตัวไม่ค่อยถูก เธอได้ยินเสียงร้องตกใจของคุณแม่เฉิง เธอไม่ต้องมองก็รู้ด้วยเหมือนกันว่าสีหน้าของแม่เป็นอย่างไร!

เฉิงหร่านอดหัวเสียไม่ได้ แม่ของเธอทำไมเป็นคนแบบนี้กัน! ช่วยคีปลุคขรึมๆ อย่างคนเป็นแม่หน่อยจะได้ไหม

สีหน้าที่ดูมีความสุขขนาดนั้นมันอะไรกัน

“แม่หัวเราะอะไรคะ” เฉิงหร่านถามอย่างหัวเสีย

คุณพ่อเฉิงเหลือบมองภรรยาของตัวเองทีหนึ่งด้วยความไม่พอใจเช่นกัน ลูกสาวถูกเด็กผู้ชายเจ้าเล่ห์คนนี้ล่อลวงไปแล้ว ท่าทางแบบนี้ของคนเป็นแม่อย่างเธอคือกำลังเชียร์อยู่เหรอ

คุณแม่เฉิงทำเมินสามีของตัวเองไป มองอันจื่อเฉินราวกับว่ากำลังชื่นชมความงามอยู่แล้วเผลอพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว

เด็กคนนี้ถือว่าไม่เลวเลย แม้ว่าฐานะของครอบครัวจะไม่ได้ใหญ่โตเท่าเด็กเฮ่าหรานนั่น แต่ก็เหนือกว่าตรงที่ดูสุขุมเยือกเย็นแบบนี้แหละ หน้าตาก็ดีดูโดดเด่น ที่สำคัญที่สุดคือไม่ได้หน้าหวานอย่างไป๋เฮ่าหรานที่ผู้หญิงเห็นแล้วล้วนแต่ต้องอิจฉา คนแบบนี้ถ้าคบกับลูกสาวของเธอนับว่ายังพอรับได้อยู่

แต่ดูเหมือนว่าลูกสาวของเธอจะไม่ได้สปาร์กกับเขา อย่าบอกนะว่ารู้สึกว่าเด็กเฮ่าหรานนั่นดีกว่าน่ะ

ก็จริงแหละ เด็กเฮ่าหรานนั่นอยู่กับยายหนูนี่มาตั้งแต่เล็ก ความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาย่อมไม่อาจนำมาเปรียบเทียบได้ง่ายๆ อยู่แล้ว

คุณแม่เฉิงยิ้มอย่างใจเย็นพลางตอบ “แม่แค่ดีใจที่ได้เห็นหรานหร่านเอง เสียวหร่านอย่าคิดมากเลยนะ”

อะไรคือที่บอกว่าไม่ให้เธอคิดมาก เธอคิดอะไรแล้วเหรอ

เฉิงหร่านหน้าแดงเรื่อ

จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่ามีของบางอย่างวางอยู่บนหัว เมื่อเหลือบมองด้วยหางตา เฉิงหร่านพลันหน้าบึ้งไปทันที

อันจื่อเฉินยื่นมือออกมาลูบผมของเฉิงหร่านพลางพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "พูดแบบนี้กับคุณป้าไม่ถูกนะ คราวหลังจะใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับคุณป้าไม่ได้ รู้มั้ย"

เฉิงหร่านยื่นมือไปปัด หากแต่ทำอย่างไรก็ปัดฝ่ามือใหญ่ข้างนั้นไม่ออก เธอพูดเสียงเขียวอย่างอดไม่ได้ “รู้แล้วค่ะๆ อย่าจับหัวหนู เดี๋ยวถ้าต่อไปหนูไม่สูงพี่ต้องรับผิดชอบเลยนะ”

คำพูดนี้ทีแรกเฉิงหร่านพูดออกมาโดยไม่ใส่ใจ คนที่อยู่ตรงหน้าต่างก็รู้ว่าเอาจริงเอาจังอะไรไม่ได้ ทว่าอันจื่อเฉินกลับพยักหน้าจริงจังอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยนเหมือนอย่างเคย “ได้ พี่รับผิดชอบเอง”

อันจื่อเฉินพูดจบ ฝ่ามือใหญ่ก็ลูบมาเบาๆ อีกครั้ง สัมผัสของเรือนผมนุ่มๆ ละมุนละไมด้านล่างลื่นมือถูกใจมาก

เฉิงหร่านชะงักไปเล็กน้อย แว่บหนึ่งเธอแทบจะคิดแล้วว่าอันจื่อเฉินคิดอะไรกับเธอในแบบที่แตกต่างออกไป แต่แล้วก็รู้สึกว่าถูกลูบหัวอีกครั้ง เธอถึงนึกขึ้นได้ว่าผู้ชายคนนี้เพียงแค่ตั้งใจจะแกล้งเธอเล่นต่างหาก!

เฉิงหร่านออกแรงที่มือให้มากขึ้นแล้วปัดออกอีกครั้ง แต่ก็ยังปัดไม่ออกอยู่ดี ทันใดนั้น มือข้างนั้นที่อยู่บนหัวก็ผละออกไปจากหัวทุยๆ ของเธอในชั่วพริบตา

เฉิงหร่านถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก คิดว่าอันจื่อเฉินเอามือออกแล้วเลยกำลังคิดว่าจะเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่เขา ทว่าเสียงของหานอวี่เจ๋อกลับดังขึ้นมา เสียงนั้นฟังดูเย็นชา “พอแล้ว”

เฉิงหร่านรีบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงว่าหานอวี่เจ๋อคว้ามือของอันจื่อเฉินเอาไว้ กลายเป็นว่าทั้งคู่หันมาประจันหน้ากันในชั่วพริบตา

อันจื่อเฉินยักคิ้วทีหนึ่ง สายตาเริ่มฉายรอยซับซ้อน “อวี่เจ๋อ?”

เพียงแค่สองคำ สองคำเท่านั้น

ทว่าม่านตาของหานอวี่เจ๋อหดเล็กลงในทันที

จริงด้วย เขากำลังทำอะไรอยู่

สองคนนี้จะทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะไปบังคับได้ไม่ใช่เหรอ!

อีกอย่าง เขาไม่มีสิทธิ์ยื่นมือเข้าไปยุ่งด้วย!

แต่เพราะลึกๆ ในใจเขามันรู้สึกไม่สบอารมณ์นี่! ความรู้สึกแบบนี้คืออิจฉาใช่หรือเปล่า

เขาอิจฉาอันจื่อเฉินเหรอ

เป็นไปไม่ได้

ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด

หานอวี่เจ๋อปล่อยมือทันที สีหน้ากลับมานิ่งขรึมอีกครั้ง น้ำเสียงก็เรียบเฉยเช่นกัน “พวกเรามาเป็นแขก ทำแบบนี้กับเธอไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรหรอกใช่มั้ย”

เมื่อเห็นว่าหานอวี่เจ๋อดูเหมือนจะใจเย็นลงแล้ว

ใบหน้าของอันจื่อเฉินยังคงประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยน หากแต่ภายในดวงตาสุกใสราวหยกเนื้อดีคู่นั้นกลับเจือด้วยรอยรั้น แสดงให้เห็นถึงท่าทีของเขา

หานอวี่เจ๋อใจกระตุกวูบ

เขากับอันจื่อเฉินนับว่าโตมาด้วยกัน ทั้งสองคนเข้ากันดีตั้งแต่ยังเล็ก พอโตมาก็ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่ตอนนี้อันจื่อเฉินกลับตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาเพราะเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอย่างนั้นเหรอ!

อันจื่อเฉินมองออกว่าส่วนลึกในตาของหานอวี่เจ๋อมีร่องรอยของความไม่อยากเชื่ออยู่ด้วย

อันจื่อเฉินไม่ได้ถอยให้ เรื่องไหนๆ เขาล้วนแต่อ่อนข้อให้ได้ทั้งนั้น มีเพียงเรื่องของเฉิงหร่านเท่านั้นที่เขาไม่อยากปล่อยมือ นอกเสียจากว่าเฉิงหร่านจะเป็นคนบอกให้เขาตัดใจ ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีทางปล่อยมือเด็ดขาด!

เฉิงหร่านมองดูผู้ชายสองคนนี้ที่เมื่อครู่ยังอยู่ในโหมดตึงเครียดเหมือนน้ำกับไฟที่ไม่ถูกกัน ทว่าตอนนี้กลับมาตีหน้านิ่งขรึมอยู่ด้านหลังเธอ แถมในหูเธอยังได้ยินเสียงหนวกหูของคุณแม่เฉิงที่อยากแซวเต็มที่ดังเข้ามาไม่หยุด เพราะอย่างนี้เลยทำให้เฉิงหร่านทำอะไรไม่ได้แม้ไม่อยากฟังแค่ไหนก็ตาม

ที่เป็นเรื่องก็เพราะผู้ชายสองคนนี้นั่นแหละ!

ตอนนี้เห็นทั้งสองคนยังคงยืนอยู่ตรงนี้แล้วก็อดรู้สึกขวางหูขวางตาไม่ได้ เธอสะบัดมือวูบพลางพูดด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ “พี่คะ พวกพี่กลับไปนั่งที่กันเถอะค่ะ หนูจะคุยกับแม่สองคนหน่อย”

เฉิงหร่านพูดแล้วหันหน้ากลับมา ไม่เหลียวมองหานอวี่เจ๋อกับอันจื่อเฉินอีกแม้แต่ครั้งเดียว

หานอวี่เจ๋อรู้สึกเพียงว่าจุกแน่นที่หน้าอก ตอนนี้เขาอารมณ์ไม่ดียิ่งกว่าเดิมแล้ว ทำอย่างไรดีล่ะ

อีกอย่าง ท่าทีของเด็กผู้หญิงคนนี้เมื่อครู่นี้มันคืออะไรกันน่ะ

รังเกียจเหรอ?

…………………………………………………

devc-75d0bbbd-32992Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 013 ตอนที่ 13