Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 014 ตอนที่ 14
ตอนที่ 14 พายุก่อตัวขึ้นเงียบๆ
หานอวี่เจ๋อสบถเสียงเย็นในลำคอทีหนึ่งแล้วหมุนตัวกลับไปนั่งที่
เขาเป็นบ้าไปแล้ว ไม่อย่างนั้นทำไมอยู่ดีๆ ทำไมถึงต้องวิ่งไปห้ามอันจื่อเฉินด้วยล่ะ
แถมตอนนี้ยังมาถูกรังเกียจแล้วทิ้งไว้ข้างๆ แบบนี้อีก! เหอะ
สีหน้าของอันจื่อเฉินยังดีอยู่ ไม่ได้อายจนโมโห เขาหมุนตัวกลับไปนั่งประจำที่ตัวเองนิ่งๆ เอื้อมไปหยิบไวน์แดงมาจิบอึกหนึ่ง สายตาค่อนข้างซับซ้อนยากจะคาดเดา
จี้เซียวเหลือบมองหานอวี่เจ๋อกับอันจื่อเฉินทีหนึ่งโดยที่คล้ายว่าจะยิ้มหากแต่ไม่ยิ้ม ชั่วขณะนั้นพลันรู้สึกอารมณ์ดีเสียยิ่งกว่าอะไร
โม่ลี่ค่อยๆ วางมีดและส้อมในมือลง เขากินสเต็กเสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังจิบไวน์อึกหนึ่งด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่สนใจอะไรสักอย่าง
ถังเสวี่ยแอบมองท่าทางของคนอื่นๆ อยู่สองสามครั้ง เธออดจะรู้สึกอึดอัดขึ้นมาไม่ได้ หากแต่ทำได้เพียงพยายามทำเหมือนว่าไม่มีตัวตนแล้วกินสเต็กเงียบๆ
ฝีมือของเธอคล่องขึ้นเรื่อยๆ แล้วจริงๆ ตอนนี้การหั่นสเต็กถือว่าไม่ได้สร้างความกดดันอะไรแล้ว
เฉิงหร่านทำเมินสีหน้าช่างเม้าท์กับคำถามไร้สาระต่างๆ นานาของคุณแม่เฉิงไป เธอพูดส่งๆ สองสามประโยคบอกให้รู้ว่าจะวางสายแล้ว เธอไม่ว่าง ต้องกินข้าวแล้ว
คุณแม่เฉิงทำหน้าอาลัยอาวรณ์เต็มที่ คำพูดหลายอย่างยังไม่ทันได้พูดออกมา เห็นสีหน้าเหนื่อยหน่ายของลูกสาวแล้วเธอเองก็จำต้องยอมทำตามอย่างเสียไม่ได้ “หรานหร่านลูก งั้นหนูกินเยอะๆ นะ ดูแลสุขภาพด้วยนะลูก แม่เองก็จะไปกินข้าวแล้วเหมือนกัน”
เฉิงหร่านรีบพยักหน้า ตอบค่ะมาคำหนึ่ง ยังไม่ทันรอให้คุณแม่เฉิงตอบกลับเธอก็รีบเอื้อมมือไปกดวางสายทันที
ทางฝั่งคนในภาพวิดีโอ
คุณพ่อเฉิงเบิกตาโต ทำอะไรน่ะ เขากับลูกสาวยังไม่ทันได้บอกลากันเลยนะ!
เพราะผู้หญิงคนข้างๆ แท้ๆ เลย! อยู่ดีไม่ว่าดีเธอไปถามซอกแซกอะไรกัน จะสงสัยอะไรมากมายขนาดนั้น
แค่เด็กผู้ชายคนเดียว กลัวว่าลูกสาวเขาจะไม่มีใครอยากได้หรือไง ต้องรีบไล่ให้ลูกสาวแต่งงานออกเรือนไปด้วยเหรอ
คุณพ่อเฉิงเหลือบมองภรรยาของตัวเองด้วยหางตา
คุณแม่เฉิงยักคิ้วทีหนึ่ง ยังไม่ได้ถามถึงความในใจของลูกสาวเธอก็อารมณ์ไม่ค่อยดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนี้เจอกับสายตาไม่เป็นมิตรของสามีตัวเองแล้วเธอจึงว่าอย่างหงุดหงิด “ทำไม ตอนนี้ไม่หิวแล้วเหรอ เมื่อกี้ยังฟ้องอยู่เลยไม่ใช่หรือไง ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกินแล้ว”
คุณแม่เฉิงพูดจบแล้วลุกขึ้นคว้ากระเป๋าเดินออกไปยังประตูใหญ่ทันที
เขาไม่กิน แต่เธอยังต้องออกไปกินข้าวอยู่ดี!
“ใครบอกว่าผมไม่กิน” คุณพ่อเฉิงเองก็จนใจ ใครใช้ให้ตอนนั้นเขาหลงมาแต่งงานกับผู้หญิงแกร่งคนนี้กันล่ะ
คุณภรรยาชอบใช้อารมณ์ เขาก็ควรจะยอมอ่อนข้อให้ ใครใช้ให้เขาเป็นสุภาพบุรุษกันล่ะ
ตอนที่กำลังจะเดินออกจากประตูใหญ่คฤหาสน์ไปนั้น คุณพ่อเฉิงได้หันหน้ากลับมาถามคุณแม่เฉิง “คุณภรรยา พรุ่งนี้คุณจะกลับเข้าบริษัทไปทำงานจริงๆ เหรอ”
“อืม อยู่บ้านมันน่าเบื่อเกินไป ลูกก็โตแล้ว ไม่ต้องให้ฉันดูแลแล้ว ถ้าไม่กลับไปบริษัท อย่าบอกว่าจะให้ฉันซักผ้าทำอาหารไปตลอดชีวิตจริงๆ เหรอ” คุณแม่เฉิงไม่แม้แต่จะลังเล เธอตอบง่ายๆ เหมือนว่ามันสมควรจะเป็นอย่างนั้น
“ในเมื่อคุณตัดสินใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมก็จะไม่พูดอะไรมากแล้วเหมือนกัน อีกเดี๋ยวผมจะโทรไปบอกที่บริษัทว่าให้คนช่วยทำความสะอาดห้องทำงานของกรรมการผู้จัดการให้หน่อย”
คุณแม่เฉิงยิ้มพลางยื่นแขนมาโอบรอบลำคอของเฉิงเหยียน เธอจูบลงบนใบหน้าเขาทีหนึ่งแล้วพูดอย่างอารมณ์ดี “คุณสามี คุณนี่ดีที่สุดเลย”
คุณแม่เฉิงพูดจบก็ปล่อยมือออกแล้วเดินนำออกจากประตูไป
เฉิงเหยียนมองตามนายหญิงใหญ่ผู้เป็นภรรยาที่ได้เดินออกจากประตูใหญ่ไปแล้ว
ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกว่าชีวิตนี้ยังดำเนินต่อไปได้อีก
คุณภรรยาของตัวเองยังถือว่าอ่อนโยนอยู่มาก
ทันทีที่ภาพวิดีโอดับลง
คราวนี้เฉิงหร่านถึงได้ถอนหายใจยาวๆ เฮือกหนึ่งอย่างโล่งอก สายตาเบนกลับมาที่โต๊ะอาหาร ภาพที่เห็นคือสเต็กในจานของคนอื่นๆ พร่องไปจนเห็นก้นจานแล้ว อีกอย่างปลาหมึกจานนั้นก็ถูกทำลายไปจนเรียบแล้ว
เฉิงหร่านยิ้มบาง “หนูไปเอาสลัดผลไม้มาให้พวกพี่นะคะ กินเป็นของว่างหลังมื้ออาหารแล้วกัน”
ถังเสวี่ยเองก็ลุกขึ้นเหมือนกัน
เฉิงหร่านไม่ได้ปฏิเสธ
ทั้งคู่เดินเข้าห้องครัวไปด้วยกัน ไม่นานนักก็เดินถือจานออกมากันคนละใบ
เฉิงหร่านวางสลัดผลไม้เสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งสองคนก็เดินเข้าไปยกน้ำผลไม้ที่คั้นไว้ออกมาอีกรอบ
ทุกคนค่อยๆ ละเลียดกินช้าๆ อยู่ชั่วโมงกว่า จากนั้นของบนโต๊ะก็ถูกเก็บกวาดจนเกลี้ยง
เฉิงหร่านเชื้อเชิญให้พวกรุ่นพี่ไปนั่งดูโทรทัศน์ที่ห้องรับแขกกันสักพัก
ส่วนเธอกับถังเสวี่ยอยู่เก็บจานด้วยกันแล้วเดินเข้าครัวไป
ถังเสวี่ยรีบโบกมือไล่บอกเป็นเชิงให้เฉิงหร่านออกไปด้านนอก เธออยู่ในนี้คนเดียวก็พอแล้ว
เฉิงหร่านส่ายหน้าแล้วเริ่มหยิบจับถ้วยชามมาล้างด้วยกันทันที
ผลก็คือ..
อันจื่อเฉินกับเพื่อนๆ นั่งกันอยู่ในห้องรับแขก ต่างก็รู้สึกเพียงว่านั่งไม่ติด
เสียงถ้วยกระเบื้องหล่นแตกดังเพล้งๆ ที่ดังออกมาจากห้องครัวไม่ขาดสายนั้น ทั้งยังเสียงอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจของเด็กหญิงนั่นอีก นี่ทำให้ผู้ชายอย่างพวกเขาสี่คนเริ่มมองหน้ากัน
สิบนาทีผ่านไป
คราวนี้เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยถึงได้เดินออกมา
เด็กผู้ชายสี่คนไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบมอง พวกเขาต่างแสร้งทำว่ากำลังจดจ่ออยู่กับภาพในจอโทรทัศน์
มุมปากของเฉิงหร่านกระตุกน้อยๆ จานที่ใช้กินข้าวเมื่อครู่ หลังจากเธอมาล้างแบบนี้แล้วก็หายไปกว่าครึ่ง
เรื่องนี้จะโทษเธอไม่ได้นะ!
โทษเธอไม่ได้จริงๆ
คุณหนูบ้านเฉิงไม่เคยล้างจานชามอะไรเองเลย ตอนนี้ทำชามกระเบื้องแตกไปแค่ครึ่งหนึ่งก็ถือว่าดีมากแล้ว
แน่นอนว่า
ในจำนวนที่ว่านี้ ไม่ได้ตัดชามกระเบื้องส่วนที่ถังเสวี่ยเป็นคนล้างออกไป แน่นอนว่านี่คือความลับที่พูดออกมาไม่ได้
เฉิงหร่านเดินออกไปโดยพยายามทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นให้มากที่สุด
ตอนที่เดินผ่านข้างหานอวี่เจ๋อ หานอวี่เจ๋อได้คว้าแขนเธอเอาไว้
“มือเป็นอะไร” หานอวี่เจ๋อมองฝ่ามือขาวซีดของเฉิงหร่าน นอกจากนี้ที่นิ้วมือนิ้วหนึ่งยังแปะพลาสเตอร์เอาไว้ด้วย ด้านบนมีรอยเลือดอยู่
เฉิงหร่านหน้านิ่งไป เผลอถลึงตาใส่หานอวี่เจ๋อโดยไม่รู้ตัว คำถามที่เห็นคำตอบอยู่ทนโท่แบบนี้ยังจำเป็นต้องถามอีกเหรอ
เป็นอะไร
ก็ต้องถูกกระเบื้องบาดน่ะสิ!
ผู้ชายคนนี้ตั้งใจจะทำให้เธอเสียหน้าให้ได้เลยใช่หรือเปล่าเขาถึงจะมีความสุข
หานอวี่เจ๋อเห็นท่าทีที่ดูเหมือนไม่รู้ว่าคนอื่นเขาหวังดีด้วยของเด็กผู้หญิงคนนี้แล้วความรู้สึกหงุดหงิดพลันก่อตัวขึ้นในใจทันที
เขาเอาใบหน้าร้อนๆ ของตัวเองไปแนบก้นเย็นเฉียบของเธอเข้าแล้วไง!
หานอวี่เจ๋อปล่อยมือออกทันที ปล่อยให้เฉิงหร่านเดินผ่านเขาไป มองตามหลังเธอแล้วหานอวี่เจ๋อก็สบถเสียงเย็นในลำคอออกมาทีหนึ่ง
กะแล้วเชียว!
สิ่งมีชีวิตที่ไม่ควรใช้เหตุผลด้วยมากที่สุดก็คือผู้หญิง!
แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีเหตุผลที่สุดเกินกว่ามาตรฐานด้วย!
กะแล้วเชียวว่าเขาไม่ได้ชอบเธอ ผู้หญิงแบบนี้เขาจะไปชอบได้อย่างไร
นอกจากเขาจะตาบอด!
ท่าทางที่เหมือนว่าอยากลุกขึ้นมาของอันจื่อเฉินถูกเขากลบเกลื่อนอย่างแนบเนียน ก่อนจะกลับมานั่งลงอีกครั้งโดยไม่แสดงพิรุธใดๆ พร้อมกับกระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆ
เขาควรจะดีใจที่ตัวเองลุกขึ้นช้ากว่าหน่อยหรือเปล่า ตอนนี้เขาเลยไม่ถูกหักหน้า
เฉิงหร่านเดินไปด้านหน้าโซฟาอีกตัวแล้วนั่งลง มือเล็กเอื้อมไปหยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะขึ้นมาดู ใกล้จะบ่ายโมงแล้ว
เด็กหญิงเหลือบขึ้นมองผู้ชายสี่คนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม พวกเขานั่งอยู่ด้วยกันบนโซฟา ต่างคนต่างมองไปที่โทรทัศน์ด้วยสีหน้าอิดโรย
หัวใจพลันกระตุกวูบ
ดวงตาทั้งสองข้างของเฉิงหร่านเปลี่ยนมาหรี่ลงด้วยรอยยิ้มชั่วขณะ ชั่วขณะนั้นก็ลืมความรู้สึกไม่สบอารมณ์เมื่อครู่ไปด้วยเหมือนกัน เธอยกยิ้มที่มุมปากแล้วพูดขึ้น “ไม่ทราบว่าอีกเดี๋ยวพี่ๆ ว่างกันหรือเปล่าคะ หนูย้ายมามีของหลายอย่างที่ยังไม่ได้ซื้อ พวกพี่ไปซื้อของด้วยกันเลยดีมั้ย”
เฉิงหร่านพูดแล้วไม่เปิดโอกาสให้เหล่าเด็กหนุ่มสามสี่คนได้ปฏิเสธ น้ำเสียงเรียบเฉยหากแต่เจือด้วยความเจ้าเล่ห์พูดขึ้นต่อ “พวกเราสองคนเป็นเด็กผู้หญิงร่างกายอ่อนแอ ถือของเยอะแยะขนาดนั้นไม่ไหวหรอก พวกพี่ไม่ต้องห่วงนะคะ เราไม่ให้พวกพี่ช่วยเลือกของหรอก แค่ขอยืมแรงนิดๆ หน่อยๆ มาช่วยถือถุงก็พอแล้ว”
เฉิงหร่านพูดจบแล้วยิ้มหวานมองเด็กหนุ่มสามสี่คนนั้น
ถังเสวี่ยรู้สึกค่อนข้างตกใจ แล้วก็รู้สึกค่อนข้างตลกด้วยเหมือนกัน หากแต่ไม่ได้ปฏิเสธ
วันนี้เธอถือถุงผักจนเหนื่อยแทบหอบแล้ว ถ้ามีแรงงานฟรีมาให้ใช้บริการ แน่นอนว่าเธอก็จะยินดีมากๆ ด้วยเหมือนกัน
เด็กหนุ่มสี่คนมองเฉิงหร่านแล้วต่างก็รู้สึกจับต้นชนปลายยังไม่ค่อยได้
ชัดเจนมากว่าพวกเขาก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าแค่มากินฟรีมื้อหนึ่งเท่านั้น ตอนนี้กลายเป็นว่าจะถูกลากไปใช้แรงงานแล้ว!
“...”
เฉิงหร่านพูดถึงขนาดนี้แล้ว พวกเขายังจะปฏิเสธได้อีกเหรอ ยังพูดว่าไม่ไปได้อยู่เหรอ
หานอวี่เจ๋อ โม่ลี่ และจี้เซียวมองไปที่อันจื่อเฉินอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย
อันจื่อเฉินมีท่าทีลำบากใจ เขาไม่ได้หันหน้ามามองสายตาหลากหลายอารมณ์ของเพื่อนรักทั้งสามคน หากแต่มองดูรอยยิ้มของเฉิงหร่านแล้วพูดอย่างอบอุ่นราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิที่โชยมากระทบใบหน้า “ตกลง ไปกันตอนไหนเหรอ”
“...” หานอวี่เจ๋อ
“...” จี้เซียว
“!!!” โม่ลี่
พวกเขาปฏิเสธได้ไหม
เจ้าทึ่มอันจื่อเฉิน นายจะเห็นผู้หญิงดีกว่าเพื่อนก็ช่างเถอะ!
ตอนนี้ยังมาลากพวกฉันติดร่างแหไปด้วยกันอีกเหรอ!
เป็นคนดีกับเขาหน่อยไม่ได้เหรอ
เฉิงหร่านไม่ได้สนใจว่าพวกหานอวี่เจ๋อจะทำหน้าอย่างไร ได้ยินที่อันจื่อเฉินพูดแล้วเธอก็อมยิ้มมุมปากออกมา “เดี๋ยวก็ไปแล้วค่ะ รีบไปตอนเพิ่งบ่ายโมงกว่าๆ นี่แหละ ไปเร็วหน่อยจะได้ซื้อของได้ครบหน่อย”
เฉิงหร่านพูดจบก็มองหน้าของเด็กผู้ชายทั้งสี่คนที่ทำสีหน้าแตกต่างกันไปอย่างรู้สึกขอบคุณพลางกล่าวอย่างจริงใจ “ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่มาช่วยนะคะ”
“...” หานอวี่เจ๋อ
“...” จี้เซียว
“...” โม่ลี่
หนุ่มหล่อสามคนรู้สึกเหมือนมีอีกาฝูงหนึ่งบินผ่านหน้าไป พวกเขายังไม่ได้ตอบตกลงเลยเถอะ
ถามความเห็นของพวกเขาหน่อยได้หรือเปล่า
ดูเหมือนว่าสุดท้ายก็นึกขึ้นได้ว่ายังต้องถามความคิดเห็นของสามคนที่เหลือด้วย
เฉิงหร่านมองหานอวี่เจ๋อ จี้เซียว และโม่ลี่พลางเอ่ยถาม “พี่หานคะ พี่จี้คะ พี่โม่คะ พวกพี่ไปกับพวกเราได้มั้ยคะ”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนประโยคคำถาม แต่พวกหานอวี่เจ๋อกลับรู้ดีแก่ใจว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกให้ปฏิเสธได้ด้วยซ้ำ!
ดังนั้น
หานอวี่เจ๋อกับเพื่อนอีกสองคนจึงได้แต่แกล้งทำเป็นนิ่งขรึมแล้วพูดไปด้วยสีหน้าของคนมีน้ำใจ “พวกเราควรจะต้องไปด้วยอยู่แล้วล่ะ ควรจะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว”
หากแต่ในใจของทั้งสามคนกลับโอดครวญออกมาพร้อมกันว่า “ควรบ้านน้องสาวเธอสิ!”
อันจื่อเฉินลูบจมูกอย่างลำบากใจ แสร้งว่าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น
ทุกคนนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นกันต่ออีกสักพัก พูดคุยเรื่อยเปื่อยกันครู่หนึ่ง
จากนั้นเฉิงหร่านก็ลุกขึ้นยืน พูดพลางยิ้มตาหยี “พี่ๆ คะ เดี๋ยวหนูไปเปลี่ยนรองเท้าก่อนแล้วเราก็ไปซื้อของกันเถอะค่ะ”
เฉิงหร่านพูดแล้วกลับหลังหันตั้งใจว่าจะเดินออกไป แต่แล้วก็ดูเหมือนว่าจะนึกอะไรขึ้นได้ เธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหมุนตัวกลับมาพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ถ้าจะให้ดีพวกพี่ๆ ขับรถตัวเองไปนะคะ ไม่งั้นเดี๋ยวขนของมาไม่หมด”
เฉิงหร่านพูดจบก็มองหนุ่มหล่อสี่คนด้วยใบหน้าไร้เดียงสาเป็นเชิงว่าเธอเองก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน
อันจื่อเฉินรู้สึกถึงสายตาแสบร้อนที่มากระทบลงบนแผ่นหลังอีกครั้ง เขาไม่กล้าหันหน้ากลับไป เพียงแต่แกล้งทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นเดิม “ได้เลย งั้นพวกพี่กลับไปขับรถออกมาก่อนแล้วกันนะ”
อันจื่อเฉินพูดจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปก่อนเป็นคนแรก
“...”
“...”
“...”
อันจื่อเฉิน ตอนนี้นายทำตัวเสแสร้งขนาดนี้ ท่านประทานอันรู้หรือเปล่าน่ะ
เด็กหนุ่มสามคนที่เหลือมองหน้ากันแล้วทำได้เพียงลุกขึ้นอย่างจนใจ ต่างคนต่างแกล้งทำว่าไม่เป็นไรแล้วเดินออกไป
ในใจของพวกหานอวี่เจ๋อต่างถอนหายใจกันเฮือกหนึ่ง “มาขอกินข้าวฟรีก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนแหละนะ แบบนี้ไม่เท่ากับว่าต้องอยู่ให้เด็กมันใช้แรงงานทั้งบ่ายเลยเหรอเนี่ย”
เฉิงหร่านยิ้มตาหยีมองดูคนสามสี่คนเดินออกจากประตูไปทีละคน จากนั้นจัดการปิดประตู คราวนี้เธอถึงได้กลับหลังหันเดินขึ้นชั้นบนไปอย่างอารมณ์ดี
ถังเสวี่ยสาวเท้าเดินตามขึ้นไปอย่างรวดเร็วพลางพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “หรานหร่าน แบบนี้ไม่ค่อยดีหรือเปล่า”
เฉิงหร่านยิ้มจนดวงตาดอกท้อหรี่เล็กลง มองไปยังถังเสวี่ยแล้วพูดขึ้น “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอไม่รู้สึกว่าเห็นพวกเขากลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้วจู่ๆ ก็รู้สึกว่าจิตใจปลอดโปร่งมากเลยเหรอ”
ถังเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่นค่อยๆ คิดตามดีๆ ทันใดนั้นก็ยิ้มกว้าง “หรานหร่าน เหมือนว่าฉันก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันนะ พวกเราโรคจิตกันหน่อยๆ หรือเปล่า”
เฉิงหร่านตีหัวถังเสวี่ยเบาๆ ทีหนึ่ง “พวกเราไม่ได้โรคจิต แต่ว่าเจอคนแบบพวกเขาแล้วไม่ให้โรคจิตก็คงไม่ได้แล้วล่ะ”
เฉิงหร่านพูดจบ
ทั้งสองคนก็เดินมาถึงชั้นสอง
ทั้งคู่เดินเข้าห้องตัวเองไปอย่างพร้อมเพรียงอย่างที่ดูเหมือนว่าใจตรงกันมาก
เฉิงหร่านเดินเข้าห้องแต่งตัวไปค้นกระเป๋าเดินทาง ก่อนที่จะหยิบรองเท้าส้นสูงตึกสีขาวสูงสามเซนติเมตรคู่หนึ่งออกมาสวม
เธอส่องดูหน้ากระจกบานโต จากนั้นหยิบหวีมาหวีผม
เด็กผู้หญิงในกระจกผิวขาวนวล เสื้อแขนกุดคอสูงสีกุหลาบเผยให้เห็นแขนคู่หนึ่งที่รูปร่างเหมือนข้อของรากบัว ด้านล่างสวมกางเกงยีนขาสั้นสีน้ำเงินเข้ม เผยให้เห็นท่อนขาเรียวยาวคู่หนึ่ง
ดวงตาดอกท้อที่ทอแสงพราวระยับคู่นั้นของเฉิงหร่านหรี่ลงน้อยๆ ที่มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ หลังจากตรวจดูเรียบร้อยแล้วไม่พบว่ามีอะไรดูไม่ดี เฉิงหร่านก็เดินไปทางประตูห้อง
มือเล็กเอื้อมไปเปิดประตู พอออกมาก็เห็นถังเสวี่ยยืนอยู่ในห้องรับแขกแล้ว
เฉิงหร่านยิ้ม “ไปกันเถอะ!”
ถังเสวี่ยหันหน้ากลับมามองเฉิงหร่าน เธอพยักหน้าลงช้าๆ ส่งเสียงตอบรับทีหนึ่งแล้วก็ลงชั้นล่างไป
เฉิงหร่านแอบสำรวจการแต่งตัวของถังเสวี่ยแว่บหนึ่ง เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนสีซีดตัวหนึ่ง แล้วก็รองเท้าผ้าใบ ดูสะอาดสะอ้านมาก
สายตาของเฉิงหร่านหม่นแสงลง เดินลงไปด้วยกันกับถังเสวี่ยโดยไม่พูดอะไร หากแต่ในใจกลับให้คำมั่นกับตัวเองเงียบๆ
เด็กหญิงเดินออกจากบ้านพักมาจนถึงรถสปอร์ต ทั้งคู่ขึ้นรถไป ก่อนที่รถยนต์จะเคลื่อนตัวไปยังประตูใหญ่ของคอนโดมิเนียมหลิวซิง
ไม่นานนักก็มาถึงบริเวณประตูใหญ่
ยามเปิดประตูให้ทันที
เฉิงหร่านหมุนพวงมาลัยขับออกไป ปล่อยมือข้างหนึ่งมาหมุนหน้าต่างรถลง จากนั้นเชยตาขึ้นมองไปยังรถยนต์สี่คันที่จอดเทียบอยู่ข้างทาง
ดวงตาของเธอหรี่ลง เด็กหญิงขับแซงรถสี่คันนั้นและนำไปอย่างรถเร็ว ก่อนที่รถสี่คันด้านหลังจะขับตามมาอย่างไม่ยอมแพ้
เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยสบตากันทีหนึ่งแล้วหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน
รถยนต์ห้าคันเคลื่อนตัวไปบนถนนด้วยความเร็วสูงราวโบยบิน มุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมือง
เมื่อมาถึงที่หน้าประตูทางเข้าห้างสรรพสินค้า
เฉิงหร่านหาที่จอดรถแล้วจัดการจอดรถให้เรียบร้อย
ผ่านไปไม่นานนัก
รถยนต์สี่คันด้านหลังก็เข้ามาจอดในบริเวณรอบๆ ด้วยเช่นกัน
ทุกคนสบตากันทีหนึ่ง ไม่พูดอะไรให้มากความ สาวเท้าเดินเข้าไปยังห้างสรรพสินค้าที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนพร้อมๆ กัน
เฉิงหร่านจูงมือถังเสวี่ยให้ตรงขึ้นไปยังชั้นสี่ของห้างสรรพสินค้า ที่นั่นคือชั้นสำหรับขายของใช้ในบ้านโดยเฉพาะ
อันจื่อเฉินกับเพื่อนๆ คอยเดินตามติดด้านหลังเฉิงหร่านกับถังเสวี่ยอยู่ช้าๆ
คนกลุ่มนี้ที่เดินเรียงแถวกันมา ผู้ชายก็หล่อ ผู้หญิงก็สวย ตลอดทางล้วนแต่มีสายตาประหลาดหลากหลายรูปแบบแบบไล่ตามหลังพวกเขามา
ในจำนวนนั้นมีสาวน้อยสองคนอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีรวมอยู่ด้วย พวกเธอมองตามหลังหานอวี่เจ๋อและคนอื่นๆ ที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปแล้วสีหน้าต่างก็ดูไม่ค่อยดีนัก
“หึ สองคนนี้มันผู้หญิงไร้ยางอาย กล้าดียังไงเพิ่งมาก็เกาะแกะหนุ่มฮ็อตสี่คนของโรงเรียนแล้ว” สาวน้อยคนที่คางเรียวแหลมขมวดคิ้วน้อยๆ สบถเสียงเย็นในลำคอทีหนึ่งพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกดูถูกและอารมณ์กรุ่นโกรธ
เด็กผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มอีกคนที่อยู่ข้างๆ เธอได้ยินแล้วแววตาพลันส่องประกายวาบ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงนุ่มนวล “พี่หมินหมิ่น พี่ว่าพวกเขามีความสัมพันธ์อะไรกันหรือเปล่า”
มู่หรงหมิ่นชักสีหน้าชิงชังทันทีพร้อมว่าอย่างเหยียดหยัน “หึ เห็นอย่างนั้นดูก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดา ยังจะเกี่ยวข้องอะไรกันได้อีกล่ะ ต้องเป็นยายเฉิงหร่านผู้หญิงหน้าไม่อายคนนั้นที่เข้าไปอ่อยพี่เขาก่อนแน่ หน้าตาเธอแบบนั้นถ้าคิดจะยั่วใครมีทางล้มเหลวด้วยหรือไง”
เด็กผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มเอื้อมแขนไปจับมือมู่หรงหมิ่น เสียงพูดฟังดูค่อนข้างขาดความมั่นใจลงไป “พี่หมินหมิ่น เบาๆ หน่อยสิ ถ้าใครมาได้ยินเข้าพวกเราแย่แน่”
“กลัวอะไร ซั่งกวนหวั่นเธอกลัวยายนั่นแต่ฉันไม่กลัวหรอกนะ ทำไมยายเฉิงหร่านนั่นอ่อยผู้ชายแล้วจะให้คนอื่นได้ยินไม่ได้กัน” มู่หรงหมิ่นไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงก็ฟังดูแย่ลงด้วยเหมือนกัน
…………………………………………………