Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 015 ตอนที่ 15

#15Chapter 015

ตอนที่ 15 ดูไม่เท่เลยจริงๆ

สถานภาพของครอบครัวเธอไม่ได้สูงเท่าเฉิงหร่านแต่แรกอยู่แล้ว นอกจากนี้หน้าตาก็สู้ไม่ได้ ในใจย่อมไม่สบอารมณ์เป็นธรรมดา ตอนนี้ได้ยินที่ซั่งกวนหวั่นพูดแล้วความรู้สึกนั้นเหมือนกับกำลังเหน็บแนมเธออย่างไรอย่างนั้น แน่นอนว่าเธอไม่ได้มองซั่งกวนหวั่นด้วยใบหน้าเป็นมิตรหรอก

ซั่งกวนหวั่นได้ยินคำพูดของมู่หรงหมิ่นที่พูดออกมาอย่างเปิดเผยแล้ว เปลือกตาของเธอหลุบลงต่ำ แพขนตายาวกระพือเบาๆ บดบังรอยเย็นชาระคนเหยียดหยันที่ปรากฏขึ้นมาในแววตาแว่บหนึ่งหากแต่ไม่ได้เอ่ยปากเถียงอะไร

มู่หรงหมิ่นเห็นซั่งกวนหวั่นไม่ตอบเธอก็ใจเย็นลงไปบ้าง เธอผายมือไม่ยี่หระพลางพูดขึ้น “ไป แอบตามพวกเขาไป ดูซิว่าตกลงพวกเขาเป็นอะไรกันแน่”

ซั่งกวนหวั่นมีสีหน้าลังเลเล็กน้อย เธอไม่อยากมีเรื่องกับเฉิงหร่านหรอก ตระกูลเฉิงไม่ใช่ครอบครัวที่ควรจะผิดใจด้วย นั่นคือตระกูลใหญ่ที่มีกิจการขนาดยักษ์เป็นอันดับสี่เชียว ถ้าหากทำให้เฉิงหร่านไม่พอใจละก็ น่ากลัวว่าตระกูลของเธอคงได้ล้มละลายแน่ๆ

มู่หรงหมิ่นมองออกว่าซั่งกวนหวั่นลังเล แววตาดูแคลนปรากฏขึ้นในดวงตาของเธอแว่บหนึ่ง

ตระกูลของเธออยู่ในระดับพอกันกับตระกูลของซั่งกวนหวั่น เธอยังไม่กลัวเลย ยายซั่งกวนหวั่นนี่ช่างขี้ขลาดจริงๆ ดูไม่สมกับเป็นคนที่มาจากตระกูลใหญ่เลยสักนิด

“พวกเราแค่ตามไป ไม่ได้จะถูกจับได้สักหน่อย ต่อให้ถูกจับได้พวกเราก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรให้เฉิงหร่านไม่พอใจ เธอว่าพวกเขาจะเล่นงานพวกเราได้หรือไง”

ซั่งกวนหวั่นดูออกว่ามู่หรงหมิ่นกำลังดูถูกเธอ ในใจของเธอมีไฟโทสะลุกโชนขึ้นมาจำนวนหนึ่ง

ฐานะของครอบครัวยายมู่หรงหมิ่นไม่ได้สูงส่งกว่าเธอเท่าไรหรอก ทำไมต้องคอยวางท่ามาสั่งเธอให้ทำนู่นทำนี่อยู่เรื่อยด้วย

แต่เธอเป็นคนที่เก็บความรู้สึกเอาไว้ในใจมาตลอดจนชินแล้ว แม้ว่าในใจจะขุ่นเคืองแทบทนไม่ไหวแค่ไหน ทว่าบนใบหน้าของเธอกลับยังปรากฏให้เห็นความอ่อนโยน ดูเหมือนไม่มีพิษภัยโดยสิ้นเชิง

“ตกลงเธอจะไปหรือไม่ไป ถ้าไม่ไปเธอก็กลับไปเสีย! ฉันไปคนเดียวก็ได้” มู่หรงหมิ่นเริ่มหมดความอดทน ถ้าเธอเห็นว่าซั่งกวนหวั่นมีท่าทีว่ายังลังเลอยู่อีกก็จะหมุนตัวเดินจากไปทันที

“ได้ ก็ได้” ซั่งกวนหวั่นพยักหน้าตอบตกลงในที่สุด

ที่มู่หรงหมิ่นพูดอย่างนี้ก็ถูก พวกเธอแค่ตามไปแป๊บเดียว แล้วก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไรด้วย ต่อให้พวกเฉิงหร่านเจอเข้าก็ทำอะไรพวกเธอไม่ได้

ที่ซั่งกวนหวั่นตกลงว่าจะไปด้วยไม่ใช่เพราะว่ากลัวมู่หรงหมิ่น แต่เป็นเพราะเธอเองก็สงสัยมากเหมือนกันว่าทำไมสี่หนุ่มฮ็อตของโรงเรียนถึงสนิทกับเฉิงหร่านได้ถึงขนาดนี้

แม้ว่าเครือบริษัทใหญ่ทั้งสิบบริษัทจะมีเรื่องให้ติดต่อกันบ้างไม่มากก็น้อย แต่นั่นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น พวกเด็กๆ ไม่เคยได้ออกหน้า คนที่ไม่ได้ออกหน้าทำไมถึงรู้จักกันได้นะ

แน่นอนว่าเฉิงหร่านไม่รู้ว่าที่พวกเธอออกมาซื้อของครั้งนี้จะทำให้ถูกสะกดรอยเพราะลากเด็กหนุ่มทั้งสี่มาด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่รู้ว่าการกระทำครั้งนี้จะทำให้มีคลื่นลมก่อตัวขึ้นในภายหลังเพราะเดินใกล้กับหานอวี่เจ๋อและเพื่อนๆ มากเกินไป

เธอเดินจูงมือถังเสวี่ยค่อยๆ เดินดูผ้าปูเตียงและผ้าห่มรูปแบบต่างๆ

เดินไปได้สักพัก

เฉิงหร่านตัดสินใจซื้อผ้าปูเตียงกับผ้าห่มสีแดงสดชุดหนึ่ง นอกจากนี้ยังเลือกมุ้งเจ้าหญิงสำหรับคลุมเตียงสี่มุมแบบยาวระพื้นสีทองอ่อนมาด้วย จากนั้นก็เลือกผ้าม่านสีกาแฟแบบยาวถึงพื้นมาอีกหนึ่งชุด

แล้วเธอก็ดูต่ออีกพักหนึ่ง

เฉิงหร่านเลือกผ้าคลุมเตียงกับผ้าห่มสีน้ำเงินอ่อนมาอีกชุดหนึ่ง จากนั้นเลือกมุ้งเจ้าหญิงสำหรับคลุมเตียงสี่มุมแบบยาวระพื้นสีน้ำเงินอ่อนมา รวมถึงเลือกผ้าม่านสีเบจมาด้วยอีกหนึ่งชุด

เฉิงหร่านซื้อเสร็จแล้วก็ลากถังเสวี่ยขึ้นไปยังชั้นห้า

ที่นั่นมีแต่เสื้อผ้าผู้หญิงแบบต่างๆ ขายโดยเฉพาะ

หานอวี่เจ๋อกับเพื่อนหน้าดำคร่ำเครียดกันไปหมด ทั้งสี่คนต่างก็ถือของกันไว้ในมือไม่มากก็น้อย

เฉิงหร่านไม่สนใจพวกเขาหรอก ทุกครั้งที่พวกเขาหมดความอดทนจนแทบระเบิดอารมณ์ออกมา

เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยก็จะหันหน้ากลับไปมองพวกเขาด้วยท่าทางน่าสงสาร

ทำให้พวกเขาได้แต่เดินตามเงียบๆ อย่างไม่มีทางเลือก

เมื่อถึงแผนกเสื้อผ้าผู้หญิงที่ชั้นห้า

เฉิงหร่านตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อเสื้อผ้าให้ถังเสวี่ย

เพียงแต่เธอเองก็รู้ว่าจะให้ถังเสวี่ยเลือกชุดเองนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถังเสวี่ยไม่ยอมหรอก

ดังนั้น...

ทุกครั้งที่เฉิงหร่านเห็นชุดที่เข้ากับถังเสวี่ยก็จะถามเธอด้วยความดีใจว่าตัวนี้สวยหรือเปล่า ตัวนี้เป็นอย่างไรบ้าง...

ถังเสวี่ยเพียงแค่พยักหน้ายิ้มๆ เห็นชุดที่ชอบก็อดดูไม่ได้ เพียงแต่เธอเองก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน

เฉิงหร่านแอบสังเกตปฏิกิริยาเล็กน้อยบนใบหน้าของถังเสวี่ยโดยละเอียด

ตลอดทางที่ผ่านมาเธอได้ซื้อรองเท้าลำลอง รองเท้าผ้าใบ เสื้อผ้าสวยๆ แบบต่างๆ ทั้งยังมีกระโปรงสั้นและกระโปรงยาวอีกด้วย ของแต่ละอย่างล้วนแต่ซื้อสองชุด เพียงแต่เป็นคนละสีเท่านั้น

เฉิงหร่านดึงถังเสวี่ยวิ่งไปซื้อรองเท้าอีกครั้ง เธอกับถังเสวี่ยสูงพอๆ กัน เพราะฉะนั้นไซซ์ที่ซื้อมาเลยแทบจะเหมือนกันทั้งหมด

ผู้ชายสามสี่คนที่เดินถือของกันเต็มไม้เต็มมืออยู่ด้านหลังได้ใช้สายตาคมกริบฆ่าเฉิงหร่านไปหลายร้อยรอบแล้ว พวกเขาต่างเข้าใจว่าที่เฉิงหร่านซื้อมาคือของของเธอคนเดียวทั้งนั้น

อีกอย่างที่สำคัญที่สุดคือซื้อมาเยอะขนาดนี้ใส่คนเดียวหมดเหรอ หรือว่าจะออกมาซื้อครั้งเดียวแล้วก็ไม่มาอีกแล้ว แบบนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเธอเห็นพวกเขาเป็นแรงงานฟรี ทำกันเกินไปแล้วจริงๆ

เพราะว่าเสื้อผ้าที่ซื้อมาเป็นไซซ์เดียวกันทั้งนั้น แล้วเฉิงหร่านก็ไม่ได้พูดถึงด้วยว่าจะซื้อเสื้อผ้าให้ถังเสวี่ย

พูดตามจริง เฉิงหร่านไม่สนใจว่าผู้ชายพวกนั้นจะมองเธออย่างไร ดังนั้นจึงไม่ได้คิดว่าพวกเขาทำหน้าแบบไหน รู้สึกอะไร

จนกระทั่งเฉิงหร่านซื้อเสร็จและรู้สึกว่าไม่มีอะไรจำเป็นต้องซื้อแล้ว เธอก็เตรียมจะกลับ

เฉิงหร่านยังคงจูงมือถังเสวี่ยเช่นเดิม ทั้งคู่หันหน้ากลับไปมองสี่คนด้านหลัง ตอนนี้นอกจากอันจื่อเฉินที่สีหน้ายังนับว่าอารมณ์ดีอยู่ อีกสามคนที่เหลือที่ต่างก็หิ้วถุงใบโตกันเต็มมือล้วนแต่ทำท่าเหมือนว่าจะระเบิดอารมณ์เต็มที่แล้ว

เฉิงหร่านพูดยิ้มๆ “พี่คะ หนูซื้อเสร็จแล้ว พวกเรากลับกันเถอะค่ะ”

เฉิงหร่านเห็นชัดเจนว่าหานอวี่เจ๋อกับเพื่อนอีกสองคนทำท่าว่าถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างโล่งอกในทันที

เฉิงหร่านยิ้มบาง “พี่ๆ คะ พวกพี่ทำหน้าแบบนี้ไม่ถูกนะคะเนี่ย! ถ้าเกิดต่อไปมีแฟนแล้วพวกเธอมาเดินห้างละก็ พวกพี่อย่าทำหน้าแบบนั้นเชียว ไม่อย่างนั้นจะจบไม่ค่อยสวยนะคะ”

หานอวี่เจ๋อ โม่ลี่ และจี้เซียวกลอกตาอย่างเอือมระอาพร้อมๆ กัน ในใจต่างแอบคิดเหมือนกันว่า ‘ถ้ามีแฟนจริงๆ แล้วเป็นแบบเธอนะ พวกเราไม่เอาด้วยหรอก ใครจะไปอยากเดินห้างกับเธอคนนั้นกัน! เรื่องมีความรักอะไรนี่ไม่ต้องมีมันก็ได้’

ทว่าอันจื่อเฉินได้ยินที่เฉิงหร่านพูดแล้วกลับคิดตามอย่างเป็นจริงเป็นจัง งั้นต่อไปเขาต้องออกมาเดินชอปปิงเป็นเพื่อนเฉิงหร่านบ่อยๆ แล้วสิ

ถึงแม้ว่าเขาเองก็ไม่ชอบห้างสรรพสินค้าที่คนพลุกพล่านขนาดนี้เหมือนกัน แล้วก็ไม่ชอบถูกคนที่อยู่รอบๆ มองเวลามาซื้อของกับผู้หญิงด้วย แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เฉิงหร่านอยากทำละก็ เขาก็ยังพอลองเก็บไปพิจารณาดูสักหน่อยได้ล่ะมั้ง

เฉิงหร่านมองดูเด็กหนุ่มสามสี่คนที่มีท่าทีแตกต่างกันไปหมด สุดท้ายสายตาไปหยุดที่อันจื่อเฉินที่กำลังทำหน้าเหมือนว่ากำลังคิดอะไรอยู่แล้วเม้มปากพลางระบายยิ้มออกมา “มีแต่พี่อันนี่แหละที่เข้าใจหนู พี่ๆ พวกนี้ไม่เปิดใจเลย”

เฉิงหร่านพูดพลางยื่นมือออกมาชี้หานอวี่เจ๋อ จี้เซียว และโม่ลี่ บอกเป็นเชิงว่าพี่ๆ ที่ไม่เปิดใจก็คือพวกเขา

อันจื่อเฉินมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย เขาพูดได้หรือเปล่าว่าเขาเองก็ไม่อยากมาชอปปิงกับผู้หญิงเหมือนกัน คิดดูแล้ว ที่เขายอมมาก็เพราะคนคนนั้นคือเธอ!

หานอวี่เจ๋อเหลือบมองสีหน้าลำบากใจของอันจื่อเฉินด้วยหางตาทีหนึ่งพลางสบถเสียงเย็นในใจ ‘เห็นผู้หญิงดีกว่าเพื่อนมาถึงขั้นนี้แล้ว อันจื่อเฉินนายเองก็น่าจะพอได้แล้วเหมือนกันนะ นายทำตัวเหลวไหลมากนะ นายรู้ตัวหรือเปล่า’

สีหน้าของหานอวี่เจ๋อในตอนนี้แสดงออกถึงความเอือมระอาเต็มที่ ทว่าเขากลับไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้าเขาจะทำตัวเหลวไหลยิ่งกว่าและเสแสร้งยิ่งกว่าอันจื่อเฉินเสียอีก หากแต่เขาในตอนนั้นกลับยินดีที่จะทำมันอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่แม้แต่มารู้สึกเสียดายในภายหลัง

ฝ่ายจี้เซียวได้ยินแล้วกลับแสดงออกว่าไม่ใส่ใจสักนิด เขาอยากได้แฟนแบบไหนอย่างนั้นเหรอ

หึ เขาไม่มีทางทำเรื่องที่ทั้งไร้สาระทั้งโง่เขลาพรรค์นี้เพื่อผู้หญิงคนเดียวหรอก!

สีหน้าของโม่ลี่เรียบเฉย ใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักน้ำแข็งนั้นไม่แสดงการเปลี่ยนแปลงใดๆ ราวกับว่าไม่ได้ฟังเลยว่าเฉิงหร่านกำลังพูดอะไรอยู่

ถ้าไม่ใช่เพราะเส้นเลือดที่ข้างหน้าผากของเขากระตุกละก็ เฉิงหร่านคงเข้าใจไปแล้วว่าเขานิ่งขรึมมากจริงๆ

ทุกคนเดินมาถึงจุดชำระเงิน

เฉิงหร่านหยิบบัตรธนาคารออกมา หากแต่ยังไม่ทันได้รูดบัตร

สี่คนนั้นก็ชิงรูดบัตรไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เหลือไว้ให้เฉิงหร่านจ่ายแม้เพียงสลึงเดียว

เฉิงหร่านหน้าเสียไปเล็กน้อย!

ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาใจตรงกันหรือเปล่า เด็กหนุ่มสามสี่คนนั้นรูดบัตรเสร็จแล้วต่างก็ไม่หันกลับมามองเฉิงหร่านกันเลย

จ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยก็ถือของเดินออกจากห้างสรรพสินค้าแล้วตรงดิ่งไปที่รถทันที

เฉิงหร่านจูงมือถังเสวี่ยไว้ตลอดทาง ทั้งคู่เดินมาถึงด้านหน้ารถสปอร์ตแล้วก็เข้าไปนั่ง ในใจค่อนข้างรู้สึกอึดอัดอยู่หน่อยๆ

เธอไม่อยากให้คนอื่นจ่ายเงินให้เธอ แบบนี้มีแต่จะทำให้เธอรู้สึกเหมือนติดค้างอะไรกับคนอื่นไว้ เธอรู้สึกไม่สบายใจเลยสักนิด

เฉิงหร่านไม่พูดอะไรมาตลอดทาง เธอเม้มปากพร้อมขับรถด้วยความเร็วสูง ก่อนจะเหลือบมองกระจกมองข้างรถยนต์ทีหนึ่ง

รถยนต์สี่คันนั้นขับตามมาอยู่ตลอดโดยเว้นระยะห่างไว้ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ไม่ได้ถูกสลัดออกไป

ไม่รู้ว่าทำไม

จู่ๆ เฉิงหร่านก็รู้สึกรำคาญใจขึ้นมา เด็กหญิงเหยียบคันเร่งลงไปเต็มแรง จากนั้นรถยนต์ก็เพิ่มความเร็วขึ้นอย่างน่าตกใจ

ถังเสวี่ยที่นั่งอยู่ข้างกันได้หน้าซีดเผือดไปแล้วเรียบร้อย หากแต่ยังคงอดกลั้นไว้ไม่เปิดปากพูดอะไรออกมาเหมือนเดิม

เฉิงหร่านขมวดคิ้วน้อยๆ ค่อยๆ ลดความเร็วลงแล้วพูดขึ้นเบาๆ “ขอโทษนะ”

แม้เสียงจะเบาหวิว แต่ถังเสวี่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยังได้ยินอยู่

ถังเสวี่ยเม้มปากแน่น น้ำเสียงเปลี่ยนมาใจเย็นอย่างกะทันหัน ก่อนที่เธอจะเอ่ยถามขึ้น “หรานหร่านเธอกำลังคิดอะไรอยู่เหรอ”

ถังเสวี่ยพูดจบก็หันไปมองเฉิงหร่านตรงๆ ทีหนึ่ง นัยน์ตาสุกใสสีดำขลับคู่นั้นราวกับว่าสามารถมองผ่านร่างกายของเธอได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เหมือนว่ามองเข้ามาตรงส่วนลึกในใจเธออย่างไรอย่างนั้น

เฉิงหร่านชะงักไป

จริงด้วย เธอกำลังทำอะไรอยู่กัน

แค่เรื่องเล็กๆ เรื่องเดียวเธอยังหัวเสียขนาดนั้น แล้วถังเสวี่ยจะคิดอย่างไรกัน

ตอนนี้ถังเสวี่ยทั้งมาอยู่บ้านของเธอ ทั้งกินของของเธอ

แม้ว่าของที่เธอซื้อมาวันนี้ล้วนแต่ไม่ได้เกริ่นกับถังเสวี่ยมาก่อน แต่ถังเสวี่ยความรู้สึกไว เห็นทีคงเข้าใจได้นานแล้วล่ะมั้ง

เฉิงหร่านควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้ชั่วขณะ เธอเหยียบเบรกแล้วหักเลี้ยวจอดเทียบข้างทางทันที

ไม่นานนัก เสียงแตรรถด้านหลังก็ดังขึ้นมาระลอกหนึ่ง บางคนถึงกับเปิดหน้าต่างลงพร้อมกับเสียงด่าทอที่ลอยออกมาด้วย

เฉิงหร่านไม่ได้สนใจ เธอสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อยๆ ออกตัวรถอีกครั้ง

รถยนต์เคลื่อนตัวมาจนถึงคอนโดมิเนียมหลิวซิง เข้าไปใต้บ้านพัก จากนั้นจึงค่อยๆ จอดลงช้าๆ

ทั้งสองคนลงจากรถ

พวกหานอวี่เจ๋อลงมาจากรถแล้ว พวกเขาเดินถือถุงใบเล็กใบใหญ่เข้ามา

ทันทีที่เข้ามาหา หานอวี่เจ๋อก็ขมวดคิ้วถามออกมาตรงๆ ทันที “เฉิงหร่าน เมื่อกี้น้องเป็นอะไร”

“ใช่ เสียวหร่าน เมื่อกี้พวกเราคิดว่ารถน้องมีปัญหาแล้วเสียอีก ทำไมอยู่ๆ ถึงจอดรถบนทางด่วนล่ะ แบบนี้อันตรายมากนะ”

ถังเสวี่ยเพียงแต่มองเท่านั้น ไม่ได้พูดแทรกขึ้นมา เธอรู้เหตุผล แต่เธอไม่อยากพูด นี่เป็นเรื่องระหว่างเธอกับเฉิงหร่าน คนอื่นไม่มีสิทธิ์เข้ามาก้าวก่าย

เฉิงหร่านหน้าซีดไปเล็กน้อย ใบหน้าสดสวยไร้ซึ่งสีเลือดแม้แต่นิดเดียว ได้ยินที่สองคนนั้นถามแล้วเธอฝืนยิ้มออกมา “มะ...ไม่มีอะไรค่ะ”

หานอวี่เจ๋อขมวดคิ้วฉับ วางของในมือข้างหนึ่งลงแล้วยื่นมาอังที่หน้าผากของเฉิงหร่านทันที ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ “นึกว่าน้องยังไม่หายหวัดเสียอีก แตะดูแล้วเหมือนว่าไม่ร้อนนี่ ดูหน้าน้องสิซีดแบบนี้ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”

เฉิงหร่านเอื้อมมือไปคว้ามือของหานอวี่เจ๋อออกแล้วส่ายหน้า ไม่ได้สนใจด้วยว่าทำไมหานอวี่เจ๋อถึงทำแบบนี้ น้ำเสียงฟังดูค่อนข้างอ่อนล้า “สงสัยเพราะนอนไม่ค่อยหลับน่ะค่ะ ไม่เป็นไรหรอก”

สองคนนี้จับมือกันอยู่ อันจื่อเฉินเห็นแล้วรู้สึกค่อนข้างขวางหูขวางตา เขาจึงพูดขึ้นเสียงเรียบ “งั้นเรายกของเข้าไปในบ้านให้น้องดีมั้ย”

เฉิงหร่านพยักหน้าและปล่อยมือจากหานอวี่เจ๋อทันที จากนั้นก็หมุนตัวเดินไปใส่รหัสประตูบ้านพัก

ประตูเปิดออกแล้ว

เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยเดินเข้าไปด้วยกัน

หานอวี่เจ๋อกำมือแน่น ที่กลางฝ่ามือของเขาคล้ายว่ายังมีไออุ่นของเด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่ สัมผัสนั้นเย็นเยียบน้อยๆ อุณหภูมิที่มือแบบนั้นไม่ใช่ความอบอุ่นที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจได้ แต่เขากลับรู้สึกว่าหัวใจเต้นถี่ขึ้นด้วยความรู้สึกประหม่าอย่างไม่อาจควบคุมได้

ความรู้สึกแบบนั้นประหลาดมาก มันรู้สึกตื่นเต้น แต่ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน

“อวี่เจ๋อ ฉันไม่ยอมแพ้หรอกนะ” อันจื่อเฉินทิ้งคำพูดประโยคนี้เอาไว้เรียบๆ ในตอนที่เดินผ่านข้างกายหานอวี่เจ๋อไป

แม้ว่าเสียงนั้นจะแผ่วเบามาก แต่หานอวี่เจ๋อยังคงได้ยินชัดเจน

หานอวี่เจ๋อเม้มปากแน่น หน้าเริ่มซีด เขาชอบเด็กผู้หญิงคนนั้นจริงๆ เหรอ

เขาไม่รู้

ที่ยิ่งไม่รู้คือทำไมถึงชอบ แล้วก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้ตกลงแล้วคือชอบใช่หรือเปล่า!

บางทีเขาอาจจะแค่อยู่คนเดียวนานเกินไป พอได้ใกล้ชิดผู้หญิงสักคนก็เลยทำให้เขาใจเต้น

ใช่แล้ว ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ

จี้เซียวเหลือบมองอันจื่อเฉินที่เดินเข้าประตูใหญ่ไปแล้วทีหนึ่งนิ่งๆ ก่อนจะมองหานอวี่เจ๋อที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ สีหน้าของเขาฉายรอยเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างที่น้อยครั้งนักถึงจะได้เห็น

ทีแรกคิดว่าความสัมพันธ์อย่างหานอวี่เจ๋อกับอันจื่อเฉินจะไม่กระทบกระทั่งกันเพราะผู้หญิงคนหนึ่งหรอก แต่ว่าตอนนี้เขาเห็นแล้วก็รู้สึกหวั่นใจขึ้นมาบ้างแล้ว

นึกไม่ถึงเลยว่าคนที่พูดด้วยง่ายๆ มาตลอดอย่างอันจื่อเฉินพอแข็งข้อขึ้นมาจะน่ากลัวยิ่งกว่าคนทั่วไปเสียอีก!

คำพูดประโยคเมื่อครู่นั้นของอันจื่อเฉินแม้จะเบามาก แต่เขาอยู่ถัดไปด้านหลังหานอวี่เจ๋อแค่ไม่กี่ก้าว แล้ว ‘หู’ ของเขาก็ไวกว่าคนปกติมาตั้งแต่เด็กแล้วด้วย คนอื่นอาจจะไม่ได้ยินว่าอันจื่อเฉินพูดอะไร แต่เขาได้ยิน แล้วก็ได้ยินชัดด้วย

ความหมายของอันจื่อเฉินก็คือถ้าหานอวี่เจ๋ออยากแย่งเฉิงหร่านกับเขา เขาก็จะสู้กลับ อันจื่อเฉินจะทำแบบนั้นจริงๆ เหรอ

จะตั้งตัวเป็นศัตรูกับพวกเขาเพียงเพราะผู้หญิงคนเดียวจริงๆ เหรอ

แต่ถ้าคนที่เฉิงหร่านตกหลุมรักคือหานอวี่เจ๋อล่ะ

แล้วหานอวี่เจ๋อจะทำอย่างไร

จี้เซียวไม่กล้าคิดต่อแล้ว เขาดูออกว่าหานอวี่เจ๋อหวั่นไหว เพียงแต่เขาไม่รู้ตัวเท่านั้น

ต้องมีสักวันหนึ่งที่หานอวี่เจ๋อรู้ตัวว่าเขาได้ตกหลุมรักเด็กผู้หญิงคนนั้นเข้าแล้ว ถึงตอนนั้นน่ากลัวว่าคงจะไม่รุนแรงยิ่งกว่าอันจื่อเฉินในตอนนี้หรอกใช่ไหม

เขารู้จักหานอวี่เจ๋อดี ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ดูภายนอกแล้วเหมือนว่าไม่ไว้หน้าใครขนาดนั้น คนคนนี้ลงมือสถานหนักกับตัวเองได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกับคนอื่นเลย

เด็กผู้หญิงที่ชื่อเฉิงหร่านคนนี้ก็แสบ เข้าใกล้มากไม่ได้ จี้เซียวคิดกับตัวเองเงียบๆ คนเดียว

ต่อไปเวลาเขาหาแฟนเขาหาคนที่น่ารักหน่อยดีกว่า ไม่ต้องสวยมากหรอก ไม่อย่างนั้นขืนเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเขากลัวว่าจะรับไม่ไหวน่ะสิ

เฮ้อ สวยเกินไปก็มีหนามทั้งนั้นแหละ ไม่ทันระวังก็ถูกหนามตำเลือดไหลแล้ว เขาต้านทานไม่ค่อยไหวหรอก

จี้เซียวในตอนนี้เป็นคนตรงๆ ง่ายๆ รู้สึกอะไรกับใครก็แยกแยะได้ชัดเจน แต่เขาไม่รู้ว่าคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ใช่ว่ามีแต่หานอวี่เจ๋อคนเดียวไม่

ในอีกหลายปีข้างหน้า ตอนที่ทุกคนต่างพากันแยกย้ายกลับบ้านไปมีชีวิตของตัวเองที่แตกต่างกันไป มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงย่ำอยู่ที่เดิมตั้งแต่ต้นจนจบ

เฉิงหร่านพาเด็กหนุ่มสามสี่คนเดินขึ้นไปยังห้องรับแขกชั้นสอง คราวนี้ถึงได้พูดขึ้นเบาๆ สีหน้าเองก็ฉายรอยอ่อนล้าด้วยเหมือนกัน “พี่คะ วางไว้ตรงนี้แล้วกัน”

หานอวี่เจ๋อกับเพื่อนวางของไว้ที่ห้องรับแขกชั้นสองตามที่เธอบอก

เมื่อเห็นว่าของต่างๆ ถูกวางเรียบร้อยแล้ว เฉิงหร่านก็ยิ้มออกมา “ขอบคุณนะคะพี่ๆ”

ทีแรกเฉิงหร่านตั้งใจว่าจะชวนพวกเขาให้อยู่กินข้าวด้วยกันอีกคราวหน้า แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองให้พวกเขามากินข้าวมื้อหนึ่งแล้วก็ให้พวกเขาออกไปซื้อของเป็นเพื่อน ตอนนี้ถ้าพูดอีกว่าจะชวนมากินข้าวดูท่าคงไม่มีใครมาแล้ว

เฉิงหร่านรู้สึกว่าตัวเองใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจไปจนหมดเกลี้ยงในคราวเดียวแล้วหรือเปล่านะ

ตอนนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรก็ไม่น่าเชื่อถือทั้งนั้น เกรงว่าผู้ชายสามสี่คนนี้คงจะขยาดไปแล้วเหมือนกับคนที่ถูกงูกัดทีหนึ่งแล้วกลัวเชือกไปสิบปี

เชอะๆๆ ใครเขาเป็นงูกัน เฉิงหร่านลอบสบถกับตัวเองเงียบๆ

เธอออกจะน่ารักไร้เดียงสาขนาดนี้ จะเป็นคนแบบที่ถูกมองว่าน่ากลัวได้อย่างไรกัน

ต้องไม่ได้เป็นปัญหาที่เธอแน่ๆ ปัญหาต้องเกิดที่พวกรุ่นพี่แน่ๆ

ก็เป็นผู้ชายนี่เนอะ! จะไปเดินชอปปิงกับผู้หญิงได้อย่างไร แบบนี้มันไม่เท่เลยจริงๆ!

…………………………………………………

devc-9e6f2c5e-32994Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 015 ตอนที่ 15