Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 016 ตอนที่ 16

#16Chapter 016

ตอนที่ 16 นายท่าน นมของท่าน

เฉิงหร่านกับพวกอันจื่อเฉินคุยสัพเพเหระกันอยู่พักใหญ่

หานอวี่เจ๋อเห็นเฉิงหร่านดูเหมือนว่าค่อนข้างเหนื่อยแล้ว จึงพูดออกมา “พวกพี่กลับก่อนนะ”

เฉิงหร่านยิ้ม ไม่ได้รั้งไว้เช่นกัน “ค่ะ ไว้พวกพี่ว่างๆ แวะมาเที่ยวได้นะคะ”

หานอวี่เจ๋อกับเพื่อนพยักหน้าตอบเป็นมารยาท บอกเป็นเชิงว่าได้

เฉิงหร่านลงชั้นล่างไปด้วยกันกับพวกเขา เธอส่งพวกเขาที่หน้าประตูบ้านพัก มองตามหลังรถสปอร์ตสี่คันที่ค่อยๆ ลับหายไปจากสายตา

คราวนี้เฉิงหร่านถึงได้กลับมาที่ห้องรับแขก เธอทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา หลับตานิ่งไม่ขยับเขยื้อน

นอนแผ่อยู่บนโซฟาครู่ใหญ่

หลังจากนั้นเฉิงหร่านถึงได้พอจะมีเรี่ยวแรงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง มือเล็กเอื้อมไปล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาโทรศัพท์หาคุณพ่อเฉิง ไม่นานนักก็ต่อติดปลายสาย

น้ำเสียงอบอุ่นของคุณพ่อเฉิงดังผ่านมาตามสาย “หรานหร่านลูก มีเรื่องให้พ่อช่วยหรือเปล่า”

“พ่อคะ หาแม่บ้านให้หนูสักคนสิคะ! บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้หนูทำความสะอาดเองแล้วมันน่ารำคาญชะมัดเลย” เฉิงหร่านพูดพลางทำหน้านิ่วคิ้วขมวด

คุณพ่อเฉิงหัวเราะออกมาช้าๆ “พ่อรู้แต่แรกแล้วว่าหรานหร่านดูแลตัวเองคนเดียวไม่ได้หรอก พ่อเลยให้เสี่ยวเถียนส่งพี่เลี้ยงไปแล้วคนนึง ตอนนี้น่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะมั้ง”

เฉิงหร่านได้ยินแล้วพลันเห็นภาพมนุษย์ผู้ชาญฉลาดและเก่งกาจคนหนึ่งขึ้นมาในหัวทันที เขาคือเสี่ยวเถียน ผู้ช่วยคนสำคัญที่บริษัทของคุณพ่อเฉิง

“เหรอคะ งั้นก็ได้ ส่งคนมาแล้วก็ดีแล้วค่ะ งั้นหนูวางสายแล้วนะคะ หนูยังมีธุระต้องทำอีก ไว้ค่อยคุยกับพ่อคราวหน้านะคะ” เฉิงหร่านพูดอย่างติดจะเหนื่อยล้า

คุณพ่อเฉิงเองก็ไม่ได้ยื้อไว้ เขาเพียงแต่สั่งความเสียงเบามาสองสามประโยคแล้วก็วางสายไป

เฉิงหร่านวางสายแล้วก็มองโคมไฟระย้าคริสตัลบนเพดานอย่างค่อนข้างใจลอย ก่อนที่เงาทะมึนของร่างร่างหนึ่งจะโผล่เข้ามาบดบัง “หรานหร่าน เธอไม่เป็นไรใช่มั้ย”

น้ำเสียงติดจะเป็นห่วงของถังเสวี่ยดังลอดเข้ามาในหูของเฉิงหร่าน

“ไม่เป็นไร” เฉิงหร่านตอบกลับด้วยท่าทางค่อนข้างเหม่อลอย

“เป็นเพราะตอนที่อยู่บนรถฉันพูดเกินไปหน่อยใช่หรือเปล่า” ถังเสวี่ยพูดด้วยท่าทางโทษตัวเองอยู่บ้าง

ดวงตาเหม่อลอยของเฉิงหร่านวูบไหวเล็กน้อย เธอมองถังเสวี่ยพลางส่ายหน้าพร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เสวี่ยเอ๋อร์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอหรอก ที่จริงแล้วเธอเป็นคนทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าอะไรคือการ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ ฉันคิดว่าฉันทำเพื่อเธอ บางทีในมุมมองของเธออาจไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการก็ได้! ฉันไม่ควรคิดว่าสิ่งที่ถูกต้องก็คือการยัดเยียดให้เธอเลย”

ถังเสวี่ยไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ฟังอยู่เงียบๆ เธอรู้ เรื่องที่คุยกันวันนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เธอและเฉิงหร่านควรจะปฏิบัติต่อกันในภายภาคหน้า บางทีอาจจะผิดใจกัน หรือบางทีอาจจะทำให้มิตรภาพพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งก็ได้

เฉิงหร่านเงียบไป มองดูท่าทางของถังเสวี่ย จากนั้นพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยหากแต่ท่าทางจริงจัง “แต่ว่า หลังจากผ่านเรื่องนี้มาแล้ว ฉันเองก็เข้าใจดีมากเหมือนกัน”

ถังเสวี่ยเชยตาขึ้นมอง ราวกับอยากรู้ว่าตกลงแล้วเฉิงหร่านเข้าใจว่าอย่างไรกันแน่

“ฉันอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็กจนโต เรียกได้ว่าฉันไม่มีเพื่อนจริงๆ นอกจากลูกชายของเพื่อนสนิทพ่อฉันก็แทบไม่มีเพื่อนเลย ตอนเห็นเธอที่หอพักฉันรู้สึกดีกับเธอมาก แล้วฉันก็หวงเธอที่เป็นเพื่อนคนนี้มากเช่นกัน เพราะงั้นฉันยอมจะคิดถึงความรู้สึกของเธอก่อนที่จะทำเรื่องอะไรก็ตาม แม้ว่ามีอยู่หลายเรื่องที่ฉันไม่ค่อยเข้าใจเธอ มีหลายเรื่องที่ฉันทำลงไปโดยไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของเธอให้ดี แต่ฉันแค่อยากปกป้องเธอจริงๆ อยากเห็นเธอมีความสุข”

เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตาใสแจ๋วกับแววตาจริงจังคู่นั้นของเฉิงหร่าน ถังเสวี่ยพลันทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ

เธอรู้ว่าเฉิงหร่านหวังดีกับเธอจริงๆ แล้วก็ไม่ได้แกล้งทำเป็นห่วงเธอด้วย เธอรู้สึกได้

แต่เธอนึกไม่ถึงว่าเฉิงหร่านจะเอาความรู้สึกมายึดติดกับเธอขนาดนี้ ยึดติดขนาดที่ว่าคิดจะเอาร่างกายบอบบางที่แค่ลมพัดมาก็พร้อมจะปลิวไปตามสายลมนั้นมาใช้ปกป้องเธอ!

ตั้งแต่เล็กจนโตถังเสวี่ยก็มีเพื่อนไม่กี่คนเหมือนกัน สถานะทางครอบครัวของเธอกำหนดให้คนอื่นตีตัวออกห่างจากเธอ แต่เธอผลการเรียนดี ขยันพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ โรงเรียนที่เข้าเรียนล้วนแต่เป็นโรงเรียนของเหล่าไฮโซ และนี่ก็ยิ่งทำให้เธอไม่มีที่ยืนในโรงเรียนด้วยเช่นกัน

แต่เธอไม่สนใจ เธอสนใจแค่เรื่องเรียนเท่านั้น นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเธอหวังเพียงว่าตัวเองจะมีอนาคตที่ดี การทำให้ครอบครัวของเธอมีความเป็นอยู่ที่ดีได้คือความต้องการอย่างเดียวของเธอ

เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลังจากเข้ามาเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่นี่แล้วเธอจะได้เจอเพื่อนแบบนี้ ยิ่งไม่เคยคิดด้วยว่าอีกฝ่ายจะให้ความสำคัญกับตัวเองถึงขนาดนั้น

แม้เธอจะหวงเพื่อนที่ชื่อว่าเฉิงหร่านคนนี้มากเหมือนกัน แต่เธออยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็กจนชินแล้ว เธอไม่เคยเอาความรู้สึกของตัวเองไปผูกติดกับใคร เพราะเธอรู้สึกว่าการเอาความรู้สึกของตัวเองไปผูกติดกับคนอื่น สุดท้ายสิ่งที่ได้กลับมาล้วนมีเพียงความผิดหวัง เธอไม่อยากรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสีย เพราะอย่างนั้นเธอเลยพึ่งตัวเองมาตลอด

ตอนนี้

ตอนนี้กลับมีคนมาบอกเธอด้วยท่าทางจริงจังว่าอยากปกป้องเธอ อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เธอ อยากให้เธอได้มีความสุข!

ถังเสวี่ยขอบตาแดงเรื่อ น้ำตารินไหลลงมาจากขอบตา แต่เธอเงยหน้าขึ้นน้อยๆ ทำตัวเข้มแข็งเหมือนอย่างเคย พยายามที่จะไม่ให้ตัวเองแสดงความอ่อนแอออกมา

ร่างของเฉิงหร่านที่แผ่หลาอยู่บนโซฟาค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ มือเล็กยื่นออกมาคว้าตัวถังเสวี่ยเข้าไปกอดไว้แนบอก แม้เธอจะผอมมาก แต่ฝ่ามือเรียวบางคู่นั้นก็สร้างความรู้สึกหวั่นไหวให้อีกฝ่ายได้มากเหมือนกัน

ทว่าถังเสวี่ยกลับร้องไห้ออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ ร้องไห้เอาความเข้มแข็ง ความอดกลั้น และความน้อยใจตัวเองตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้ของเธอออกมา

เฉิงหร่านไม่ได้พูดอะไร เธอปล่อยให้ถังเสวี่ยร้องไห้ฟูมฟายอยู่ในอ้อมกอดของเธอ ปล่อยให้น้ำตาของถังเสวี่ยซึมผ่านเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกของเธอจนเปียกชุ่ม น้ำตานั้นร้อนผ่าว อุณหภูมิเดือดจัดนั้นได้แผดเผาหัวใจของเธอให้รู้สึกเจ็บปวด

ใช่แล้ว!

เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้กับถังเสวี่ยเพียงคนเดียว เธอก็อยากรู้คำตอบเหมือนกัน แต่เธอหาเหตุผลไม่เจอ

บางทีตอนที่เห็นกันแว่บแรกเธอคงถูกชะตากำหนดไว้แล้วว่าให้เข้าหาถังเสวี่ยหรือไม่ก็ถอยหนีออกไปเลย นี่เป็นการตัดสินใจครั้งแรกในชีวิตของเธอ และเป็นครั้งแรกที่เธอก้าวขาออกไปเพราะอยากเข้าใกล้ชิดกับคนคนนี้

เธออยากปกป้องถังเสวี่ย ไม่ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน แต่ตอนนี้เธอคิดแค่ว่าอยากปกป้องถังเสวี่ย

“เสวี่ยเอ๋อร์ ต่อไปเรียกฉันว่าพี่สาวโอเคมั้ย ฉันจะปกป้องเธอเอง แม้เธอจะไม่ต้องการแต่ฉันก็จะคอยสนับสนุนเธออยู่ข้างๆ ตลอดไป ต่อให้เธอจะทำผิด หรือไม่ว่าต่อไปจะเป็นยังไง แต่ฉันก็จะหวังอยู่ตลอดว่าเธอจะยอมรับฉัน”

ร่างกายของถังเสวี่ยแข็งทื่อไป เธอร้องไห้จนสติไม่อยู่กับตัว ตอนนี้เธอกลั้นความรู้สึกอยากร้องไห้เอาไว้ไม่ได้ ได้ยินที่เฉิงหร่านพูดแล้วเธอก็ห้ามน้ำตาไม่ไห้ร่วงหล่นลงมาไม่ได้ ในลำคอเหมือนถูกอะไรอุดเอาไว้ เธอพูดไม่ออกแม้เพียงประโยคเดียว

เฉิงหร่านตบหลังที่แข็งทื่อของถังเสวี่ยเพื่อปลอบเธอพลางพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “ฉันรู้ ฉันมีข้อเสียหลายอย่าง แล้วก็มีนิสัยไม่ดีของลูกคุณหนูอยู่เยอะมากเหมือนกัน แต่ฉันยินดีเปลี่ยนมันเพื่อเธอ ฉันหวังว่านับแต่นี้เป็นต้นไปเราจะกลายมาเป็นครอบครัวเดียวกัน กลายเป็นพี่น้องที่สนิทกันที่สุด ต่อไปจะไม่มีความลับอะไรอีก เธอก็คือฉัน ฉันก็คือเธอ ไม่แบ่งแยกจากกัน”

“ฉัน...” ถังเสวี่ยสะอื้น ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร

หากแต่เหมือนว่าเฉิงหร่านจะรับรู้ความกังวลที่อยู่ในใจของถังเสวี่ยได้ เธอจึงพูดขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง “ฉันไม่สนใจครอบครัวของเธอหรอก คนที่ฉันสนใจคือถังเสวี่ย แค่ถังเสวี่ยเท่านั้น เธอกลัวสายตาประหลาดของคนอื่น แต่ฉันไม่สนใจ ถังเสวี่ย ฉันสามารถที่จะไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไงได้ เธอเองก็เอาแต่ใจเพื่อฉันสักครั้งได้มั้ย”

ถังเสวี่ยเงยหน้าขึ้นจากร่างของเฉิงหร่าน ส่วนสูงของเฉิงหร่านมากกว่าเธออยู่หน่อย เธอจำเป็นต้องเชยคางขึ้นน้อยๆ ถึงจะมองเข้าไปในดวงตาอันใสบริสุทธิ์คู่นั้นของเฉิงหร่านได้ “เธอไม่สนใจจริงๆ เหรอ ไม่ว่าคนอื่นจะพูดถึงฉันยังไงเธอก็จะเข้าข้างฉันเหรอ ไม่ว่าคนอื่นจะด่าว่าฉันคิดจะปอกลอกเธอ เธอก็จะไม่ไปใส่ใจเหรอ”

“ฉันไม่สนใจจริงๆ ไม่ว่าใครมารังแกเธอ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ฉันก็จะเข้าข้างเธอ ต่อให้ทั้งโลกไม่มีใครเชื่อเธอ เฉิงหร่านคนนี้ก็จะยังคงอยู่กับเธอไม่หนีไปไหน”

เฉิงหร่านพูดพลางโน้มตัวเข้าไปหาถังเสวี่ย คางของเธอเกยไว้บนไหล่ของถังเสวี่ย เสียงของเธอแผ่วเบาทว่าหนักแน่นยิ่งกว่าอะไร “เพราะเธอคือครอบครัวของฉันนี่! ฉันไม่เข้าข้างเธอแล้วฉันยังจะไปเข้าข้างใครได้อีกล่ะ”

ถังเสวี่ยยื่นแขนออกไปสวมกอดเฉิงหร่านเอาไว้ เธอพูดไม่ออกสักคำ เพราะเมื่อครู่เพิ่งร้องไห้ไป เดิมทีคิดว่าน้ำตาไหลออกมามากพอแล้ว จะไม่ไหลออกมาอีกแล้ว

แต่ว่าตอนนี้น้ำตาของเธอยังคงไหลลงมา เหมือนกับจะชะเอาน้ำตาที่เธอกลั้นไว้ตลอดสิบกว่าปีนี้ออกมาให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่หยดเดียว

ต่อจากนี้เธอจะมีพี่สาวแล้วคนหนึ่ง พี่สาวคนที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันเลยแต่กลับจัดเธอให้อยู่ลำดับต้นๆ ในใจ

พี่สาว คำคำนี้ฟังดูไม่คุ้นเคยมากจริงๆ แต่ถังเสวี่ยยินดีจะเดิมพันสักครั้ง เดิมพันกับความจริงใจสักครั้ง

เฉิงหร่าน ฉันอยากเชื่อเธอ อยากเชื่อว่าเธอหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้แค่จะเล่นสนุกกับความรู้สึกของฉัน

ไม่ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร ฉันหวังแค่ว่าคำพูดในวันนี้จะกลายเป็นความจริงก็พอ เธอกับฉันจะไม่แยกจากกันไปไหนได้จริงๆ

ทว่าถังเสวี่ยในเวลานี้กลับยังไม่รู้ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นกว่าเดิม

ระหว่างที่เกิดเหตุการณ์เสี่ยงอันตรายครั้งนั้นขึ้นในวันข้างหน้า เด็กหญิงรูปร่างบอบบางตรงหน้าคนนี้ที่ดูเหมือนพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อที่มีลมพัดมาจะค่อยๆ พาเธอเดินออกจากพื้นที่อันตรายมาทีละก้าวๆ!

ชีวิตนี้เธอปกป้องถังเสวี่ยได้สำเร็จ และรักษาสัญญาของเธอได้เช่นกัน

ถังเสวี่ยไม่ได้แสดงออกอะไรออกมาอย่างชัดเจน

เฉิงหร่านเองก็ไม่ได้ซักไซ้เอาคำตอบต่อ เธอรู้ ถังเสวี่ยมีท่าทีแบบนี้ถือว่าตอบตกลงมาแล้วกลายๆ

ไม่ว่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร เธอจะทำให้ถังเสวี่ยไม่เสียดายกับสิ่งที่ตัดสินใจไปในวันนี้ เธอเชื่อว่าเวลาจะทำให้ทั้งสองคนเข้าใจกันดียิ่งขึ้น

ผ่านไปครู่ใหญ่

ถังเสวี่ยแทบจะควบคุมสติอารมณ์ให้สงบลงได้แล้ว เธอค่อยๆ คลายมือออก ปล่อยเฉิงหร่านจากการเกาะกุม ก่อนจะมองดูเสื้อเชิ้ตของเฉิงหร่านที่เปรอะน้ำมูกน้ำตาของเธอจนชุ่มที่บริเวณหน้าอก

เธอหน้าแดงเรื่อและพึมพำออกมา “เอ่อ ฉัน...”

“ไม่เป็นไร” เฉิงหร่านโบกมือหย็อยๆ โดยไม่ติดใจถือสาแม้แต่น้อย

เห็นถังเสวี่ยนิ่งลงแล้ว เฉิงหร่านจึงพูดขึ้น “เสวี่ยเอ๋อร์ ฉันรู้ว่าฉันแก่กว่าเธอแค่ไม่กี่เดือน อีกอย่างมีหลายเรื่องมากที่รู้ไม่มากเท่าเธอ แต่ฉันจะพยายามแก้ไขมัน เธออย่ารังเกียจที่ฉันไม่รู้เรื่องอะไรได้มั้ย”

ถังเสวี่ยหลุดขำพรืด ทีแรกเธอก็รู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไรอยู่แล้วกับคนคนนี้ที่เพิ่งนับเป็นพี่สาวเมื่อครู่นี้

ตอนนี้พอเห็นเฉิงหร่านยอมรับข้อเสียของตัวเองได้อย่างเปิดเผยมาก ถังเสวี่ยก็ผ่อนคลายขึ้นมากเหมือนกัน เธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสนิทสนมกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว “พี่ มีใครทำตัวหงอต่อหน้าคนที่ตัวเองเพิ่งนับเป็นน้องสาวกัน พี่น่าจะต้องทำตัววางมาดให้เป็นแบบอย่างหน่อยไม่ใช่เหรอ”

เฉิงหร่านได้ยินแล้วพลันหัวเราะออกมาอย่างไม่ถือสาพร้อมผายมือพูด “ไม่สนหรอก เธอไม่รังเกียจก็พอแล้ว”

“หนูรังเกียจมากเลยต่างหาก! ท่าทางแบบนี้ของพี่มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนว่าที่ได้มาน่ะไม่ใช่พี่สาว แต่เป็นน้องสาวที่ชอบทำตัวเป็นภาระ!”

เฉิงหร่านเหลือบมองทีหนึ่ง น้ำเสียงเริ่มเอาแต่ใจขึ้นมา “เชอะ งั้นเธอคงต้องกลั้นใจยอมรับแล้วล่ะ”

ถังเสวี่ยเอื้อมมือไปดึงกระดาษชำระมาเช็ดหน้า ฟังที่เฉิงหร่านพูดแล้วก็ไม่ได้เถียงกลับอะไร หากแต่เปลี่ยนบทสนทนาเป็นอีกเรื่อง “พี่ไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะค่ะ อีกเดี๋ยวคุณลุงจะส่งป้าแม่บ้านมาให้พี่ไม่ใช่เหรอ พี่อยู่ในสภาพแบบนี้ดูไม่ค่อยดีเท่าไรนะ”

คราวนี้เฉิงหร่านถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอีกสักพักลุงเสี่ยวเถียนจะมา เดี๋ยวถ้าเธอถูกเห็นเข้าในสภาพแบบนี้คงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรจริงๆ ถ้าเกิดเขาไปฟ้องพ่อจะทำอย่างไรล่ะ

“โอเค งั้นพี่ไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ” เฉิงหร่านพูดจบก็รีบกลับหลังหันสาวเท้าขึ้นชั้นบนไปทันที

ถังเสวี่ยเช็ดหน้าเช็ดตาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อครู่นี้เธอเอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างเดียว ตอนนี้ในลำคอเลยแห้งผากจนแทบทนไม่ไหว

เธอหมุนตัวเดินไปหยิบน้ำแร่ขวดหนึ่งออกมาจากตู้เย็น บิดฝาให้เปิดออก เงยหน้าขึ้นดื่มน้ำอึกหนึ่งทว่าลำคอยังคงรู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าใดนัก เธอยื่นมือออกไปวางขวดน้ำแร่ไว้บนโต๊ะลวกๆ แล้วเข้าห้องน้ำไปล้างหน้า

ตอนที่ออกมา

ถังเสวี่ยก็เห็นว่าเฉิงหร่านเปลี่ยนมาสวมเสื้อแขนกุดสีน้ำเงินเรียบร้อยแล้ว แถมตอนนี้กำลังนอนแผ่อยู่บนโซฟาอย่างสบายใจเฉิบอีกต่างหาก! พอเห็นเธอเดินออกมา เฉิงหร่านก็รีบกระแอมเสียงเข้มทันทีแล้วตะโกนออกมาอย่างไม่เกรงใจ “เสวี่ยเอ๋อร์ พี่อยากดื่มนม”

คำพูดนี้ฟังดูน่าเกรงขามจนทำให้คนฟังอยากวาดฝ่ามือออกไปตบสักฉาด

เท้าที่กำลังก้าวเดินของถังเสวี่ยชะงักอยู่กลางอากาศ เธอเหลือบมองเฉิงหร่านทีหนึ่งด้วยสายตาเอือมระอาพลางต่อว่า “ทำอะไรเนี่ย คนอื่นเขามีพี่สาวกันแล้วมีแต่จะสบายขึ้น ทำไมหนูถึงกลายเป็นคนที่ถูกใช้ได้ล่ะ พี่สาวคนอื่นเขาดูแลน้องสาวกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้หนูต้องคอยดูแลพี่ด้วย ชักจะเปลี่ยนบทบาทกันเร็วเกินไปแล้ว”

เฉิงหร่านทำขรึม ไม่สนใจที่ถังเสวี่ยต่อว่า เธอยังคงนอนแผ่บนโซฟาเช่นเดิม ดวงตาไม่แม้แต่จะเคลื่อนไหว แอบพูดกับตัวเองเงียบๆ ในใจ ‘ทำไมฉันถึงไม่รู้ว่าคนเป็นพี่สาวต้องดูแลน้องสาวนะ ที่ฉันได้ยินมามีแต่น้องสาวต้องโดนถูกสั่งทั้งนั้น...’

ถังเสวี่ยหยิบนมมากล่องหนึ่งแล้วยื่นแขนออกไปส่งนมไปให้ “นี่ขอรับนายท่าน นมของท่าน”

เฉิงหร่านรับมา แกะพลาสติกที่ห่ออยู่ด้านนอกออก ปักหลอดลงไป จากนั้นจึงดื่มเข้าไปอึกหนึ่งด้วยท่าทางนิ่งขรึม

เป็นอีกครั้งที่เธอเมินเฉยกับคำว่า ‘ฉันจะฟ้อง’ ที่เขียนอยู่เต็มหน้าถังเสวี่ย

เฉิงหร่านพูดอย่างไม่รีบร้อน “พี่บอกให้พ่อส่งคุณป้าแม่บ้านคอยดูแลพวกเราแล้ว เพราะพี่อยากอยู่แบบสบายใจหน่อย ในเมื่อเรายังต้องไปเรียน จะมาเสียการเรียนเพราะเรื่องแบบนี้ไม่ได้ เสวี่ยเอ๋อร์ เธออย่าถือสาเลยนะ”

ถังเสวี่ยเองก็รู้เหมือนกันว่าบ้านหลังใหญ่ขนาดนั้น ลำพังพวกเธอเก็บกวาดกันสองคนดูไม่ค่อยจะเป็นไปได้เท่าไรนัก

ยิ่งไปกว่านั้นพวกเธอยังต้องเรียนหนังสือ ไม่มีเวลามากมายขนาดนั้น เธอจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “พี่ หนูเข้าใจพี่นะ พวกเราสองคนทำความสะอาดบ้านทั้งหลังได้ไม่เรียบร้อยหรอก มีแม่บ้านจะได้สบายขึ้น”

เฉิงหร่านถอนหายใจโล่งอกออกมาเฮือกหนึ่งเงียบๆ

ที่เธอเพิ่งมาอธิบายเอาตอนนี้ก็เพราะกลัวว่าถังเสวี่ยจะดันทะลึ่งเก็บที่เธอบอกให้มาอยู่ด้วยกันแล้วเป็นพี่เลี้ยงให้เธอไปคิดเป็นเรื่องจริง

เธอไม่อยากให้ถังเสวี่ยเสียเวลาเรียนมาทำงานเป็นพี่เลี้ยงทดแทนค่าที่พักหรอก

เฉิงหร่านยังอยากพูดอะไรอีกหน่อย ทว่าเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะกลับดังขึ้น มือเล็กเอื้อมไปหยิบมาดูแล้วกดรับทันที ก่อนจะพูดเสียงเบาด้วยเสียงสดใส “ถึงแล้วเหรอคะลุงเสี่ยวเถียน”

ปลายสายเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นน้ำเสียงเคร่งขรึมของชายคนหนึ่งก็ดังออกมา “คุณหนูใหญ่ครับ คนที่ท่านประธานให้ผมส่งมามาถึงแล้ว ไม่ทราบว่าจะให้ผมพาเข้าไปส่งตอนนี้เลยมั้ยครับ หรือว่าคุณหนูใหญ่จะออกมารับเอง”

เฉิงหร่านกำลังคิดว่าจะพูดอะไร ทว่าจู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้เลยพูดขึ้น “ลุงเสี่ยวเถียนคะ ลุงเข้ามาส่งเลยค่ะ!”

เฉิงหร่านพูดจบพลันมีรอยเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าแว่บหนึ่ง

ชายที่อยู่ในสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอย่างจนใจ “ได้ครับคุณหนูใหญ่”

เฉิงหร่านวางสายโทรศัพท์แล้วกระตุกยิ้มมุมปาก

ถังเสวี่ยมองรอยยิ้มที่มุมปากของเฉิงหร่านแล้วก็พลันสังหรณ์ใจขึ้นมาว่าลุงเสี่ยวเถียนคนนั้นกำลังจะดวงไม่ดีเท่าไร

และแล้วยังไม่ทันไร

โทรศัพท์มือถือในมือของเฉิงหร่านได้ดังขึ้นอย่างเอาเป็นเอาตายขึ้นมาอีกครั้ง

เฉิงหร่านกดรับสายแล้วเอ่ยถามพลางอมยิ้มน้อยๆ “ถึงแล้วเหรอคะลุงเสี่ยวเถียน งั้นหนูออกไปเปิดประตูให้ลุงเลยนะคะ”

ปลายสายเงียบไปอีกครั้ง

ผ่านไปครู่ใหญ่

ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนถึงได้พูดออกมาอย่างจนใจ “คุณหนูใหญ่ครับ ยามเฝ้าประตูที่นี่เข้มงวดมากจริงๆ ผมเข้าไปไม่ได้”

เฉิงหร่านแสร้งอุทานเสียงดังอย่างตกใจ “โอ๊ะ! หนูดันลืมเรื่องนี้ไปเลย ขอโทษจริงๆ นะคะลุงเสี่ยวเถียน”

ปากบอกว่าขอโทษ แต่ฟังอย่างไรก็รู้สึกเหมือนกำลังพูดกวนประสาทไม่มีผิด

เฉิงหร่านเริ่มแอบหัวเราะร้ายๆ ออกมาในใจ ทุกครั้งที่เจอลุงเสี่ยวเถียนคนนี้เขาจะทำท่าทางเคร่งขรึมแบบนั้นตลอด เห็นแล้วอดอยากแกล้งไม่ได้จริงๆ

ปลายสายเงียบไปอีกครั้ง

เฉิงหร่านกระแอมออกมาทีหนึ่ง เธอรู้จักว่าอะไรเรียกว่าพอสมควร คราวนี้จึงทำหน้านิ่ง เริ่มพูดขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง “ลุงเสี่ยวเถียนคะ ลุงเอาโทรศัพท์มือถือให้คุณลุงยามเลยค่ะ! เดี๋ยวหนูคุยกับเขาหน่อย”

ดูเหมือนว่าผู้ช่วยเสี่ยวเถียนที่อยู่ในสายถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างโล่งอก จากนั้นจึงตอบรับเสียงเรียบกลับมา

เฉิงหร่านได้ยินเสียงลุงเสี่ยวเถียนพูดกับยามดังออกมาจากโทรศัพท์มือถือเบาๆ

ไม่นานนัก ถ้อยคำทักทายของลุงยามก็ดังออกมาจากปลายสาย

เฉิงหร่านอมยิ้มบาง ค่อยๆ บอกชื่อผู้พักอาศัยกับข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของตัวเองให้ยามฟัง

ยามถือสายพร้อมตรวจสอบข้อมูลผู้พักอาศัยอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งตรวจสอบมั่นใจแล้วว่าตรงตามจริง

คราวนี้ยามจึงส่งโทรศัพท์มือถือคืนให้ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนแล้วเปิดประตูรั้วให้ขับรถเข้าไปด้านใน

เฉิงหร่านวางสายแล้วอมยิ้มมองถังเสวี่ย แววตาเจือด้วยรอยเจ้าเล่ห์

ถังเสวี่ยส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

ทั้งสองคนนั่งคุยเล่นเรื่อยเปื่อยในห้องรับแขก ไม่ได้ลุกไปไหน

ไม่นานนัก เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น

เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยค่อยๆ ลุกขึ้นยืนโดยไม่รีบร้อน จากนั้นจึงเดินไปที่หน้าประตูพร้อมๆ กัน เมื่อถึงที่หน้าประตูใหญ่ก็มองดูตาแมวดิจิทัล ด้านนอกประตูมีลุงเสี่ยวเถียนยืนอยู่กับผู้หญิงวัยกลางคนที่ดูเรียบร้อยอีกคนที่พามาด้วย

เฉิงหร่านยิ้มบาง เธอเดินออกไปเปิดประตู

ที่พักแบบนี้ล้วนแต่มีกล้องส่องตาแมวเป็นของตัวเอง ถึงแม้ระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่จะทำได้ดีมาก แต่ก็ยังติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้อยู่ดี เพราะคนที่อาศัยอยู่ที่นี่จะมีใครไม่รักตัวกลัวตายบ้างเล่า

…………………………………………………

devc-765bf5b6-32996Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 016 ตอนที่ 16