Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 017 ตอนที่ 17

#17Chapter 017

ตอนที่ 17 เหตุการณ์วุ่นวายที่ร้านอัญมณี

เฉิงหร่านให้ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนเข้ามาก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มบาง “ลุงเสี่ยวเถียน ช่วงนี้บริษัทพ่องานยุ่งมั้ยคะ”

ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนดันกรอบแว่นสีดำบนสันจมูกพลางเหลือบมองเฉิงหร่านทีหนึ่งหากแต่ไม่ได้พูดอะไร ได้ยินคำถามของเฉิงหร่านแล้วเขาตอบกลับไปนิ่งๆ “คุณหนูใหญ่โปรดวางใจเถอะครับ ท่านประธานยังพอจัดการได้”

เฉิงหร่านพาผู้ช่วยเสี่ยวเถียนและหญิงวัยกลางคนเข้ามาในบ้านพัก

ถังเสวี่ยที่เดินอยู่ด้านหลังเอื้อมมือไปปิดประตูให้เรียบร้อย จากนั้นจึงค่อยๆ เดินเข้ามา

เฉิงหร่านพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณลุงคะ คุณลุงอยู่นั่งดื่มน้ำสักแก้วก่อนมั้ยคะ หนูเพิ่งย้ายมา ยังไม่มีใบชา มีแต่น้ำเปล่า คุณลุงอย่ารังเกียจเลยนะคะ”

เฉิงหร่านพูดพลางกลับหลังหันเดินไปที่หน้าตู้เย็นแล้วเปิดประตูตู้เย็นออก จากนั้นหยิบน้ำแร่ออกมาสองขวด

เด็กหญิงเดินกลับมา เธอยื่นน้ำให้ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนกับหญิงวัยกลางคน

ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนรับน้ำแร่ไปบิดเปิดฝาแล้วดื่มอึกหนึ่งด้วยท่าทางเคร่งขรึมมาก หลังจากนั้นก็วางน้ำแร่ลงบนโต๊ะน้ำชา ก่อนจะพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับเฉิงหร่านในมาดนิ่งๆ

เขาบอกกับเฉิงหร่านโดยละเอียดถึงข้อมูลพื้นฐานของหญิงวัยกลางคนคนนี้

เฉิงหร่านฟังและยิ้มไปด้วย มีพยักหน้าตอบรับเป็นครั้งคราว

หญิงวัยกลางคนคนนี้นามสกุลหวัง

เฉิงหร่านเรียกเธอว่าป้าหวังชั่วคราวก่อน

เฉิงหร่านฟังที่ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนอธิบายเงียบๆ ขณะเดียวกันก็ยังลอบสังเกตป้าหวังอย่างแนบเนียนด้วย

เธอเห็นป้าหวังกำลังนั่งอยู่บนโซฟา ในมือถือน้ำแร่ที่เธอยื่นให้

น้ำนั้น ป้าหวังไม่ได้ดื่มแม้แต่อึกเดียว เธอนั่งด้วยท่าทางที่ดูออกชัดเจนว่าค่อนข้างเกร็ง

เฉิงหร่านแอบละสายตาหนีอย่างแนบเนียน จากนั้นกลับมาคุยกับผู้ช่วยเสี่ยวเถียนต่ออีกสักพัก

ถังเสวี่ยนั่งฟังอยู่ข้างๆ เงียบๆ

ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนหลุบตาลงมองนาฬิกาก่อนจะพูดขึ้นเสียงเรียบ “คุณหนูใหญ่ ผมต้องขอตัวกลับก่อนแล้ว หากมีธุระอะไรก็โทรหาผมนะครับ”

ผู้ช่วยเสี่ยวเถียนพูดจบแล้วก็ลุกขึ้นยืน ระบายยิ้มที่มุมปากเป็นมารยาทพลางมองเฉิงหร่าน

เฉิงหร่านเองก็ลุกขึ้นเหมือนกัน เธอพูดยิ้มๆ “ค่ะ แล้วเจอกันใหม่นะคะคุณลุง”

เฉิงหร่านพูดแล้วก็ไปส่งผู้ช่วยเสี่ยวเถียนที่หน้าประตู

จนเมื่อผู้ช่วยเสี่ยวเถียนออกจากประตู ขึ้นรถไป และรถยนต์ค่อยๆ หายลับไปจากสายตาแล้ว

เฉิงหร่านจึงได้ปิดประตูลงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ตอนนี้ป้าหวังคนนั้นได้ลุกขึ้นจากโซฟาแล้ว เธอมองเฉิงหร่านด้วยสีหน้าที่ติดจะประหม่าอยู่บ้าง

เฉิงหร่านยิ้มบางพลางพูดปลอบขวัญเธอ “ป้าหวังคะ ป้าไม่ต้องประหม่าหรอกค่ะ ต่อไปป้าแค่มาทำอาหารแล้วก็ทำความสะอาดห้องให้หนูกับน้องก็พอ พวกหนูต้องไปโรงเรียน เลิกเรียนกลับมามีข้าวกินก็โอเคแล้วค่ะ”

พอได้ยินที่เฉิงหร่านพูด จิตใจที่เต็มไปด้วยความประหม่าของป้าหวังก็ผ่อนคลายลงไปบ้าง

ทว่าเธอยังคงถามขึ้นอย่างติดประหม่าอยู่ดี “คุณหนูคะ ไม่ทราบว่าตอนนี้จะให้ทำอะไรเหรอคะ”

ป้าหวังถามเสร็จแล้วก็มองเฉิงหร่านด้วยท่าทีไม่ค่อยสบายใจนัก

เฉิงหร่านยิ้มตาหยีพร้อมแยกเขี้ยวออกมาสองซี่ จากนั้นพูดด้วยดวงตาสระอิ “สองวันนี้ป้าหวังคงต้องเหนื่อยมากนะคะ หนูเพิ่งย้ายเข้ามา มีหลายอย่างต้องทำ หนูพาป้าไปดูก่อนแล้วกันค่ะว่าขั้นต่อไปป้าต้องทำอะไร!”

ป้าหวังรีบพยักหน้า สาวเท้าเดินตามเฉิงหร่านขึ้นชั้นบนไป ในใจก็รู้สึกผ่อนคลายลงไปหน่อยหนึ่งแล้วเหมือนกัน

เธอไม่กลัวว่าจะมีงานให้ทำหรอก กลัวแต่ว่าเจ้านายจะจุกจิกแล้วไล่เธอออกต่างหาก

เธอเคยเป็นพี่เลี้ยงให้บ้านเศรษฐีมาหลายครอบครัว มีอยู่หลายคนที่ไม่เห็นพวกเธอเป็นคน สั่งงานราวกับแม่บ้านอย่างเธอเป็นทาสก็มิปาน นอกจากนี้ยังชอบหาเรื่องจับผิด เวลามองก็มักเชิดใส่ คุยกันก็มองด้วยหางตา

เมื่อครู่นี้ตอนเห็นคุณเถียนคนนั้นพูดกับเด็กผู้หญิงคนนี้ด้วยท่าทางจริงจังแล้วเธอยังรู้สึกหวั่นใจอยู่หน่อยๆ กลัวมากว่าจะเจอกับเจ้านายจอมจู้จี้อะไรแบบนั้น

ป้าหวังนึกถึงชีวิตในคืนวันก่อนๆ แล้วพลันรู้สึกปวดใจขึ้นมาหน่อยๆ อย่างไม่อาจควบคุมได้ หากไม่ใช่เพราะเป็นพี่เลี้ยงให้บ้านเศรษฐีได้รายได้สูงละก็ ใครเล่าจะยอมให้คนอื่นมาสั่งนู่นสั่งนี่ ไหนจะอยู่ให้คนอื่นมาหาเรื่องไม่พอใจสารพัดอีก

ป้าหวังเหลือบขึ้นมองเงาหลังของร่างที่กำลังเดินขึ้นบันไดนำทางอยู่ด้านหน้านั้น

คุณหนูคนนี้คงเป็นคนที่เข้าหาง่ายใช่ไหมนะ น่าจะใช่แหละ

ป้าหวังเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เธอหวังจริงๆ ว่าคุณหนูคนนี้จะเป็นคนแบบนั้น

ทั้งสามคนเดินขึ้นชั้นสองมาด้วยกัน

เฉิงหร่านมาถึงห้องรับแขกชั้นสองแล้วก็ชี้ไปยังถังใบเล็กใบใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นกระเบื้องพลางพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ป้าหวังคะ ตรงนี้มีผ้าคลุมเตียงกับปลอกผ้าห่มสองชุด แล้วก็มีผ้าม่านด้วย พรุ่งนี้ป้าใช้เครื่องซักผ้าก็โอเคแล้วค่ะ เสื้อผ้าพวกนี้ก็ซักพรุ่งนี้ด้วยเหมือนกันนะคะ เสร็จแล้วเอาเสื้อผ้าไปตากบนดาดฟ้า”

ป้าหวังมองข้าวของที่วางอยู่เต็มพื้นพลางพยักหน้ารับ รอให้เฉิงหร่านสั่งความต่อ

เฉิงหร่านชี้ไปที่ห้องว่างที่เหลืออยู่ห้องเดียวบนชั้นสองแล้วพูดต่อ “ป้าหวังคะ ห้องนี้ต่อไปเป็นห้องที่ป้าอยู่นะคะ นอกจากเสื้อผ้าพวกนี้กับชุดเครื่องนอนที่จำเป็นต้องรีบใช้ ตอนนี้ก็ยังไม่มีอย่างอื่นให้ทำแล้วล่ะค่ะ มีแค่นี้แหละ”

เฉิงหร่านพูดจบก็เริ่มแนะนำภายในบ้านพักให้กับป้าหวัง เริ่มจากห้องนอน ห้องครัว ห้องรับแขก ห้องอาบน้ำ...

แล้วก็เที่ยวชมบ้านพักครบทั้งหลัง

คราวนี้เฉิงหร่านลงมาหยุดที่ห้องรับแขกชั้นหนึ่ง เธอยิ้มบางพูดกับป้าหวัง “ป้าหวังคะ บ้านพักทั้งหลังก็มีแค่นี้แหละค่ะ ต่อไปถ้าป้ามีเรื่องอะไรที่ไม่เข้าใจก็ใช้โทรศัพท์ที่ห้องรับแขกโทรหาหนูนะคะ หนูจะเขียนเบอร์ไว้”

เฉิงหร่านพูดจบก็เดินไปเขียนเบอร์โทรศัพท์มือถือที่โต๊ะน้ำชา ก่อนจะหันกลับมาแล้วยื่นให้ป้าหวัง

เมื่อเห็นป้าหวังรับไปแล้ว

เฉิงหร่านนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหยิบเงินในกระเป๋าออกมาห้าพันหยวน ตั้งแต่ที่คราวก่อนต้องให้ถังเสวี่ยเป็นคนจ่ายค่าอาหารเพราะเธอไม่มีเงินสด เฉิงหร่านก็เรียนรู้แล้วว่าต้องพกเงินสดติดตัวไว้ประมาณหนึ่งหมื่นหยวน เผื่อว่ามีเหตุจำเป็นต้องใช้

ด้วยเหตุนี้ กระเป๋าใบเล็กของเธอจึงใช้งานต่ออีกไม่ได้แล้ว ทำได้เพียงเปลี่ยนมาใช้กระเป๋าถือขนาดเล็กแทน พอเปลี่ยนกระเป๋าก็ใส่ของได้สะดวกขึ้นกว่าเดิมมาก ใส่เงินสองสามหมื่นหยวนไว้ด้านในได้สบายๆ

เฉิงหร่านเองก็ไม่ต้องกังวลแล้วเหมือนกันว่าเวลาที่จำเป็นจะไม่มีเงินให้ใช้

เมื่อมาถึงตรงหน้าป้าหวัง เฉิงหร่านยื่นมือออกไปส่งเงินให้ป้าหวังพลางพูดด้วยรอยยิ้มบาง “ป้าหวังนี่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันค่ะ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปป้าก็ต้องไปซื้อผักซื้อของแล้ว เงินพวกนี้ป้ารับไว้เถอะค่ะ! ใช้หมดแล้วค่อยมาบอกหนูก็พอ”

ป้าหวังพยักหน้าพลางรับเงินมา “ค่ะ คุณหนู”

เฉิงหร่านสั่งความป้าหวังเสร็จเรียบร้อยคราวนี้ถึงได้มีเวลาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดู ใกล้จะหกโมงแล้ว ถึงเวลาทานอาหารเย็นแล้วเหมือนกัน

“ป้าหวัง เย็นนี้ยังไม่ต้องทำอาหารแล้วกันค่ะ หนูกับน้องจะออกไปกินข้างนอก ในตู้เย็นมีผัก ป้าเอามาทำอะไรกินเองก็พอแล้วค่ะ เสร็จแล้วป้าค่อยยกของของป้าไปเก็บในห้องตัวเองนะคะ”

ป้าหวังตอบรับว่าค่ะ

เฉิงหร่านสั่งความเสร็จเรียบร้อยก็หันไปมองถังเสวี่ย เธอเม้มปากน้อยๆ แล้วพูดขึ้น “เสวี่ยเอ๋อร์ เราออกไปเดินเล่นกันเถอะ! เป็นตอนกลางคืนพอดีเลย เดี๋ยวพี่พาเธอออกไปเดินเล่นดูวิวตอนกลางคืน”

ถังเสวี่ยคอยมองเฉิงหร่านสั่งความทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ตอนนี้พอได้ยินคำถามของเธอก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “พี่ เราจะไปที่ไหนกันเหรอ”

“กินข้าว!”

เฉิงหร่านพูดจบก็หยิบกระเป๋าขึ้นมา จากนั้นจูงมือถังเสวี่ยไปแล้วค่อยๆ เดินไปยังประตู

ป้าหวังเห็นว่าคุณหนูสองคนกำลังจะออกจากประตูเธอก็รีบวิ่งนำไปเปิดประตูให้ทันที

เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยเดินออกไปแล้ว

ถังเสวี่ยรู้สึกแปลกๆ อยู่หน่อยๆ เธอไม่ค่อยชินกับการมีพี่เลี้ยงคอยมาทำแบบนี้ วิธีปฏิบัติแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกปรับตัวไม่ได้อย่างมาก

“ไม่ต้องสนใจหรอก ถ้าเราไม่ให้ป้าหวังทำอะไรเลยแกจะยิ่งไม่สบายใจนะ” เฉิงหร่านพูดเสียงเรียบ

ถังเสวี่ยค่อนข้างไม่สบายใจแต่ก็ยังพยักหน้าตอบบอกเป็นเชิงว่าเธอเข้าใจ

เฉิงหร่านเองก็ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ต่อเหมือนกัน

ทั้งคู่พูดคุยเรื่อยเปื่อยและออกจากคอนโดมิเนียมหลิวซิงไป

เด็กหญิงทั้งสองเริ่มเดินทอดน่องช้าๆ โดยไม่มีจุดหมาย

พวกเธอเดินผ่านถนนเส้นแล้วเส้นเล่า เดินผ่านร้านค้าและห้างสรรพสินค้าห้างแล้วห้างเล่า บางครั้งทั้งคู่จะเดินเข้าไปดู แต่ก็กลับออกมามือเปล่าอยู่ดี

เฉิงหร่านเห็นพ่อกับแม่ซื้อของแพงๆ มาจนชินตั้งแต่เด็กแล้ว มีของหลายอย่างมากที่เธอเห็นแล้วรู้สึกไม่เข้าตา

เพียงแต่น้อยครั้งมากที่เธอจะออกมาเดินเลือกซื้อของเอง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าที่หรูหราแค่ไหน พอเธอเข้าไปก็ล้วนแต่ไม่มีการปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษอะไร เพราะแทบไม่มีใครรู้จักเธอเลย

รวมถึงร้านในเครือของครอบครัวตัวเองด้วย ถ้าไม่หยิบป้ายแสดงตัวออกมาก็จะไม่มีใครรู้จักเธอเหมือนกัน

แต่ทั้งนี้ก็ยังมีอยู่อีกหลายคนในบริษัทของเครือจีกรุ๊ปที่รู้จักเธอ เธอเคยเข้าบริษัทอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่เพราะเธออยากไปหรอก แต่เพราะคุณพ่อเฉิงบอกให้เธอแวะเข้าไปลองดูงานบ่อยๆ แบบนี้จะได้เห็นภาพรวมของบริษัท นอกจากนี้ยังมีเหตุผลที่สำคัญที่สุดอีกหนึ่งอย่างก็คือคุณพ่อเฉิงอยากให้ผู้บริหารระดับสูงรู้จักเฉิงหร่าน

อย่างไรเขาก็มีลูกสาวคนเดียวคือเฉิงหร่าน ต่อไปต้องให้เฉิงหร่านมารับช่วงต่อบริษัท เขาไม่อยากให้ลูกสาวของเขาไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับบริษัทเลยสักอย่าง

เพราะแบบนี้จึงเรียกได้ว่าพนักงานที่บริษัทที่พอมีตำแหน่งอยู่บ้างล้วนแต่เคยเจอเธอ

เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยต่างไม่ได้ซื้ออะไร แต่ยังคงเดินชอปปิงกันอย่างสนุกสนานเช่นเดิม

ธรรมชาติของเด็กผู้หญิงก็แบบนี้ ปฏิเสธความเย้ายวนของการเดินชอปปิงไม่ได้เลย

ตอนที่เดินผ่านร้านอัญมณีสุดหรูร้านหนึ่ง

เฉิงหร่านชะงักไป เธอจำได้ว่าที่นี่คือร้านอัญมณีที่หรูที่สุดในเมือง A

เครื่องประดับอัญมณีของที่นี่ส่วนมากมาจากมือของช่างเก่งๆ ทั่วโลก อัญมณีหลายชิ้นล้วนแต่สวยงามมากเห็นได้ถึงความประณีตทั้งสิ้น

คนที่อาศัยอยู่ในสังคมไฮโซของเมือง A โดยทั่วไปแล้วจะเลือกซื้ออัญมณีจากร้านนี้ เรื่องคุณภาพสูงนั้นไม่ต้องพูดถึงหรอก ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือที่นี่เป็นถึงกิจการอัญมณีที่สำคัญมากร้านหนึ่งในเครือตระกูลหาน เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเรื่องสินค้าปลอมเกิดขึ้น

พอนึกถึงตระกูลหานขึ้นมา เฉิงหร่านก็เผลอนึกถึงอีตาหานอวี่เจ๋อคนผีเข้าผีออกคนนั้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว พวกเขาจะเกี่ยวข้องอะไรกันหรือเปล่านะ

ทันใดนั้นเอง

เฉิงหร่านส่ายหน้า ไม่คิดเรื่องพวกนี้ต่ออีก

หานอวี่เจ๋อจะใช่คุณชายของตระกูลหานหรือไม่เขาก็เป็นแค่เพื่อนธรรมดาๆ คนหนึ่งของเธอ แล้วก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเธอด้วย

เฉิงหร่านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็จูงถังเสวี่ยเดินเข้าร้านอัญมณีจินเซิงหยวนไป

เพิ่งเข้าไปได้ไม่ทันไรก็มีพนักงานผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอเอ่ยถามโดยใช้น้ำเสียงที่ฟังดูถูกกาลเทศะ ไม่ได้ประจบประแจงหรือทำวางมาดแต่อย่างใด “คุณผู้หญิงทั้งสองท่าน ไม่ทราบว่าต้องการซื้อสินค้าอะไรเหรอคะ”

พนักงานพูดพลางลอบประเมินเด็กผู้หญิงสองคนที่ดูอายุไม่มากเงียบๆ ด้วยสายตา พอเห็นหน้าเฉิงหร่านแล้วแววตาของเธอพลันวูบไหวเล็กน้อยอย่างตื่นตะลึงและมองข้ามชุดที่เฉิงหร่านสวมใส่อยู่ไปชั่วขณะ

เมื่อเธอเลื่อนสายตามามองถังเสวี่ยที่อยู่ข้างกัน เธอเผลอเลิกคิ้วโดยไม่รู้ตัว เสื้อผ้าของเด็กผู้หญิงคนนี้...

แม้สายตาของพนักงานหญิงจะปกปิดความรู้สึกไว้ได้แนบเนียนมาก แต่คนที่ความรู้สึกค่อนข้างไวมาตั้งแต่เกิดอย่างถังเสวี่ยและเฉิงหร่านต่างก็รู้สึกได้

ถังเสวี่ยเม้มปาก สีหน้าซีดลงไปบ้างเล็กน้อย ทว่าเธอเพียงแต่กระชับมือของเฉิงหร่านที่จูงมือเธอไว้ให้แน่นขึ้น ไม่ได้พูดอะไร

เมื่อรู้สึกได้ถึงความประหม่าของถังเสวี่ย เฉิงหร่านก็พลันหน้าเสียไป เธอพูดเสียงเย็น “ไม่เป็นไรค่ะ พวกเราอยากได้อะไรเดี๋ยวจะดูกันเองค่ะ”

พนักงานหญิงอึ้งไปอย่างเห็นได้ชัด เธอนึกไม่ถึงว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะอ่านความคิดของเธอออก แต่ทำไมเธอถึงกล้า

ที่นี่คือร้านจินเซิงหยวนเชียวนะ ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าที่นี่คือร้านอัญมณีที่สำคัญมากร้านหนึ่งในเครือของหานกรุ๊ป

แต่เด็กผู้หญิงคนนี้ดันกล้ามาทำแบบนี้...

เฉิงหร่านแค่นเสียงหัวเราะทีหนึ่งราวกับเห็นความตกใจจากในดวงตาของพนักงานขาย “หึ ร้านจินเซิงหยวนของพวกคุณนี่เขาปฏิบัติกับลูกค้าแบบนี้เหรอคะ คนที่พนักงานขายยังกล้ามาขวางหน้าประตูร้านไม่ให้เข้าไปได้ด้วยเหรอเนี่ย เก่งจังเลยนะคะ”

พนักงานหญิงได้ยินแล้วพลันได้สติกลับมา ไม่ทันได้คิดอะไรมากมาย ได้ยินคำพูดนี้ของเฉิงหร่านที่ฟังดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไรแล้วเธอก็รีบแก้ตัวทันที “ดิฉัน...ดิฉันเปล่านะคะ...” เธอพูดจบแล้วคราวนี้ถึงได้มารู้สึกตัวได้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็สายไปเสียแล้ว!

เธอกำลังถูกเด็กผู้หญิงคนนี้หักหน้าอย่างเปิดเผย!

สายตาแสบร้อนที่แผ่นหลังทำให้ใบหน้าของเธอแดงก่ำขึ้นมา เธอยื่นมือออกไปชี้หน้าเฉิงหร่านโดยที่นิ้วมือนั้นสั่นเทาน้อยๆ “เธอ...”

“หืม?” เฉิงหร่านยักคิ้วทีหนึ่งพร้อมส่งสายตายียวนไปให้ “ฉันทำไมเหรอคะ”

หน้าอกของพนักงานหญิงกระเพื่อมขึ้น นิ้วมือก็สั่นเทาไปเล็กน้อยเช่นกัน เธออ้าปากออก หากแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

จนกระทั่งตอนนี้เธอถึงได้เห็นเสื้อผ้าของเด็กผู้หญิงคนที่อยู่ตรงหน้าชัดๆ เครื่องแต่งกายทั้งชุดนั้นราคาไม่ใช่น้อยๆ แม้บนตัวจะไม่ได้สวมเครื่องประดับอะไรไว้สักชิ้น ทว่ากระเป๋าใบที่อยู่ในมือนั้นซื้อมาไม่ได้หรอกถ้ามีเงินไม่ถึงสามสี่หมื่นหยวน

ของพวกนี้ล้วนแต่บอกเป็นนัยกับเธอแล้วว่าจะทำให้คนตรงหน้าไม่พอใจไม่ได้!

เธอทำงานที่ร้านอัญมณีแห่งนี้มาได้สองเดือนแล้ว ขอเพียงทนทำต่อไปอีกหนึ่งเดือนเธอก็จะผ่านช่วงทดลองงาน ถึงตอนนั้นไม่เพียงแต่เงินเดือนจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สวัสดิการก็จะยิ่งดีขึ้นด้วย ถ้าเรื่องวันนี้ทำให้อีกฝ่ายเอาความไม่เลิกละก็ เธอต้องถูกไล่ออกแน่ เธอในตอนนี้ทำได้แค่ข่มอารมณ์เอาไว้เท่านั้น

“พี่คะ ช่างเถอะ หนูไม่เป็นไร” ถังเสวี่ยเม้มปาก เธอกระตุกมือเฉิงหร่านบอกเพื่อสื่อให้เฉิงหร่านรู้ว่าเธอไม่ได้ใส่ใจ

เมื่อเห็นว่าพนักงานขายคนนั้นไม่ได้เถียงกลับมาอีก ถังเสวี่ยเองก็ไม่อยากให้เฉิงหร่านมัวแต่ทะเลาะอยู่กับพนักงานคนนี้อีกเหมือนกัน

เธอรู้เช่นกันว่าในกลุ่มไฮโซเหล่านั้นจะมีการแข่งขันกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ประกอบกับที่ร้านอัญมณีร้านนี้เป็นกิจการของตระกูลระดับท็อป เธอไม่รู้ว่าครอบครัวเฉิงหร่านเป็นอย่างไร แต่เธอรู้อยู่อย่างหนึ่งว่าร้านอัญมณีร้านนี้จะเผลอไปทำให้เฉิงหร่านไม่พอใจเข้าไม่ได้เด็ดขาด

เหตุการณ์นี้ได้ทำให้ลูกค้าส่วนหนึ่งที่อยู่รอบๆ รู้สึกตกใจ เสียงของเฉิงหร่านในตอนนั้นไม่ได้พยายามลดระดับให้แผ่วเบาแต่อย่างใด ดังนั้นลูกค้าจำนวนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ จึงหันหน้ามามองกันหมด

พวกเธอแต่ละคนต่างก็แสดงสีหน้าที่ดูไม่ค่อยพอใจนัก

แต่เพราะมีมารยาทสังคมที่ดีงาม พวกเธอจึงไม่ได้แสดงอากัปกิริยาใดๆ ออกมาทันที เพียงแต่ขมวดคิ้วเล็กน้อยและมองมาเท่านั้น

ลูกค้าที่อยู่ในร้านล้วนแต่เป็นคนมีหน้ามีตาไม่มากก็น้อย ถ้าค่าตัวไม่ได้มากกว่าสิบล้านก็คงไม่กล้าเข้ามาเหยียบร้านอัญมณีร้านนี้หรอก!

ทว่าตอนนี้กลับมีสาวน้อยอายุประมาณสิบห้าถึงสิบหกปีสองคนมาทะเลาะอยู่กับพนักงานขายของร้านจินเซิงหยวน ทำให้พวกเธอรู้สึกสนใจขึ้นมาหน่อยๆ

ที่นี่เป็นถึงกิจการในเครือหานกรุ๊ปแต่ดันมีคนมาหาเรื่องจับผิดได้ ไม่รู้เหรอว่าการกระทำแบบนี้คือการตั้งตัวเป็นศัตรูกับตระกูลหานน่ะ

คุณนายหลายคนต่างพากันแอบมองเงียบๆ โดยที่ในใจเตรียมพร้อมกับเรื่องสนุกๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นเต็มที่

ในบรรดากลุ่มคนเหล่านั้น มีคุณนายไฮโซอายุราวสามสิบต้นๆ ที่สวมเสื้อผ้าหรูหราคนหนึ่งได้เหลือบตาขึ้นมา เธอตวัดตามองเฉิงหร่านและถังเสวี่ยที่อยู่ข้างกัน ตอนที่เลื่อนสายตาผ่านถังเสวี่ยนั้น เธอชะงักไปเล็กน้อย

เด็กคนนี้หน้าตาคุ้นๆ! เธอเคยเจอที่ไหนมาก่อนกันนะ

ทันใดนั้น คุณนายคนดังกล่าวก็ขบเม้มริมฝีปากเข้าหากันน้อยๆ

เป็นไปไม่ได้ ดูจากเสื้อผ้าธรรมดาๆ ของเด็กคนนั้น เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะธรรมดา

ในวงการที่เธออยู่ไม่มีปุถุชนจำพวกนี้อยู่หรอก

สำหรับเรื่องที่ว่าทำไมเธอถึงได้มาเดินใกล้ชิดสนิทสนมอยู่กับเด็กที่แต่งตัวเหมือนคุณหนูไฮโซแบบนี้ได้นั้น คุณนายคนดังกล่าวลอบยิ้มเงียบๆ แววตาฉายรอยเหยียดหยันขึ้นแว่บหนึ่ง

ชายคนที่เดินอยู่กับคุณนายคนนั้นที่คอยพูดแนะนำอัญมณีอยู่ตลอดก็สังเกตเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางนั้นแล้วเหมือนกัน เขาขมวดคิ้วมุ่น

ทันใดนั้นก็หันมาส่งยิ้มให้คุณนายไฮโซเป็นเชิงขอโทษ “ต้องขอโทษคุณนายโม่ด้วยนะครับที่ขัดอารมณ์สุนทรีย์ของคุณนายเข้า อย่าถือสาเธอเลยนะครับ เธอเป็นพนักงานใหม่ยังไม่รู้ความ เดี๋ยวผมเข้าไปจัดการตอนนี้เลย”

…………………………………………………

devc-f78f2e12-33002Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 017 ตอนที่ 17