Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 018 ตอนที่ 18

#18Chapter 018

ตอนที่ 18 สินค้าไม่ได้มีไว้จำหน่าย ไม่วางจำหน่ายครับ

คุณนายไฮโซหัวเราะเล็กน้อยพลางพูดอย่างไม่ถือสา “ไม่เป็นไรค่ะ เชิญผู้จัดการจางตามสบายเลย”

ผู้จัดการจางเป็นผู้จัดการที่คอยดูแลงานที่โถงใหญ่ส่วนหน้าของร้านอัญมณีแห่งนี้ พนักงานที่นี่ล้วนแต่อยู่ในความดูแลของเขาทั้งสิ้น

โดยปกติแล้วเขาไม่ได้มีหน้าที่คอยต้อนรับลูกค้า แต่เมื่อมีลูกค้าคนสำคัญมาที่ร้าน เขาก็จะต้องออกมาดูแลโดยไม่อาจเลี่ยงได้

“ขอตัวก่อนนะครับ” ผู้จัดการจางพูดด้วยท่าทางดูมีภูมิฐาน เสร็จแล้วก็เดินแยกไปหาเฉิงหร่านทันที

เฉิงหร่านอมยิ้มมุมปากน้อยๆ ฟังที่ถังเสวี่ยพูดแล้วเหลือบมองพนักงานสาวทีหนึ่ง เธอดูโตกว่าพวกเธอไม่เท่าไร คงน่าจะเป็นบัณฑิตใหม่เพิ่งเรียนจบได้ไม่นาน คิดแล้วอารมณ์ขุ่นมัวในใจก็พลันสลายไปมากพอสมควร!

สุดท้ายก็แค่นักศึกษาที่ยังอ่อนประสบการณ์ทางสังคม ยังไม่รู้หลักของงานบริการดีพอ!

คิดถึงตรงนี้ เฉิงหร่านก็ไม่ได้ถือสาหาความกับพนักงานคนนี้ต่ออีก ตอนที่กำลังคิดว่าจะพยักหน้าแล้วพูดว่าช่างมันเถอะนั้น เธอเหลือบเห็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบต้นๆ ในชุดสูทและรองเท้าหนังคนหนึ่งกำลังเดินมาทางพวกเธอ

เฉิงหร่านเก็บคำพูดลงคอไปแล้วอยู่เงียบๆ รอให้ชายคนนั้นมาถึง

แม้ตอนนี้เธอเป็นเพียงนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่คุณพ่อเฉิงได้เริ่มสอนงานบริหารที่บริษัทให้เธอแล้วว่าจะเป็นผู้นำต้องทำตัวอย่างไร

แม้ว่าเธอไม่เคยทำงานจริงมาก่อน แต่ท้ายที่สุดแล้วเพราะระดับการศึกษาแตกต่างกัน เธอพอจะมองออกอยู่บ้างว่าใครเป็นใคร ชายวัยกลางคนคนนั้นคือผู้จัดการของร้านอัญมณีแห่งนี้

ดังนั้นเฉิงหร่านจึงเงียบไป

เธออยากลองดูหน่อยว่าร้านอัญมณีร้านนี้จะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร!

“พี่...” ถังเสวี่ยเขย่าแขนเฉิงหร่าน เธอไม่ทันเห็นว่าชายคนนั้นกำลังเดินเข้ามา เพราะฉะนั้นเธอเลยเข้าใจว่าเฉิงหร่านไม่อยากยอมความให้พนักงานแนะนำสินค้าคนนี้

ถังเสวี่ยไม่อยากให้เฉิงหร่านทะเลาะกับคนอื่นเพราะเธอ

เฉิงหร่านเม้มปากเงียบๆ ก่อนจะระบายยิ้มบางแล้วพูดขึ้นเบาๆ “ไม่ต้องรีบร้อนไป มีคนที่จัดการได้มาแล้วล่ะ”

ได้ยินคำพูดนี้ของเฉิงหร่าน พนักงานและถังเสวี่ยต่างก็หันไปมองตามสายตาของเฉิงหร่าน ภาพที่เห็นคือชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังสาวเท้าเดินเข้ามาเงียบๆ อยู่ห่างจากพวกเธอออกไปไม่ไกล ดูเหมือนว่ากำลังจะมาถึงแล้ว

ถังเสวี่ยเม้มปากเข้าหากันและนิ่งไป

หากแต่พนักงานสาวกลับหน้าซีดเผือด

เธอไม่รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น! ยิ่งไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกไล่ออกเพราะเรื่องนี้หรือเปล่า!

เหงื่อเย็นผุดซึมที่ฝ่ามือของเธอทันที

เฉิงหร่านระบายยิ้มบางรอการมาถึงของชายวัยกลางคนคนนั้น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่ใส่ใจ ท่าทางแบบนั้นดูแล้วยิ่งเหมือนกับลูกหลานทายาทของตระกูลใหญ่ ดูมีออร่าแตกต่างจากคนทั่วไป ท่าทางดูมั่นใจและเป็นตัวของตัวเอง

มาดแบบนี้ทำให้เหล่าคุณนายไฮโซที่คอยเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่โดยรอบนึกชื่นชมเฉิงหร่านมากขึ้นเล็กน้อย แม้แต่แววตาของชายวัยกลางคนคนที่ก้าวเดินเข้ามาโดยไม่รีบร้อนยังวูบไหวไปหน่อยแว่บหนึ่ง

ตอนที่มาหยุดใกล้ๆ ตรงหน้า ผู้จัดการจางดูน่าเกรงขามมากสมกับเป็นคนคอยดูแลพนักงานมาก เขามองพนักงานสาวคนนั้นแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดัน “เธอทำงานประสาอะไรกัน”

จากนั้นเขาไม่ได้รอให้พนักงานสาวตอบคำถาม หากแต่ระบายยิ้มในระดับที่พอดีแล้วหันมามองพวกเฉิงหร่านพร้อมเอ่ยขึ้นช้าๆ “คุณผู้หญิงทั้งสองท่านได้โปรดอย่าถือสาเลยนะครับ พนักงานคนนี้เพิ่งมาใหม่ ยังไม่ค่อยรู้ความ เชิญทั้งสองท่านด้านในได้เลยครับ...”

พนักงานคนนั้นหน้าซีดเผือด ได้ฟังคำถามของผู้จัดการแล้วเธอไม่ได้ตอบ เธอรู้เหมือนกันว่าผู้จัดการไม่ได้ตั้งใจจะให้เธอตอบด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นเธอจึงเพียงแต่นิ่งเงียบด้วยใบหน้าขาวซีด

“อืม...” เฉิงหร่านเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วพยักหน้าตอบ ไม่ไปใส่ใจด้วยเหมือนกันว่าต่อจากนี้พนักงานคนนั้นจะเป็นอย่างไร

เธอคว้ามือถังเสวี่ยแล้วจูงมือให้ค่อยๆ เดินเข้าไปด้านใน ไม่คิดจะเอ่ยคำอธิบายทิ้งไว้แม้แต่ประโยคเดียวเช่นกัน

ผู้จัดการจางอึ้งไปเล็กน้อย

ดูเหมือนเขาเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าสาวน้อยสองคนตรงหน้าจะทำแบบนี้

ทว่าเขาเพียงแต่ชะงักไปเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นจึงกลับมาเป็นปกติดังเดิม

ผู้จัดการหลี่ลอบสังเกตเงียบๆ โดยไม่แสดงท่าทีมีพิรุธ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่านี่คือคุณหนูจากตระกูลผู้ทรงอิทธิพลตระกูลไหน สุดท้ายจึงได้แต่ปล่อยผ่านไปเฉยๆ

ถังเสวี่ยถูกเฉิงหร่านจับมือไว้แล้วเดินประกบอยู่ข้างๆ เธอเองก็สติกระเจิงไปบ้างเหมือนกัน

เธอไม่เคยเห็นเฉิงหร่านเป็นแบบนี้มาก่อน!

ท่าทีแบบนี้ของเธอดูสูงส่ง ให้ความรู้สึกว่าสูงจนไม่สามารถอาจเอื้อมได้

ถังเสวี่ยเม้มปาก กระชับมือเฉิงหร่านให้แน่นขึ้นเล็กน้อย เธอรู้ว่าเฉิงหร่านกำลังเอาเรื่องให้เธอ แต่เธอยังรู้สึกไม่ค่อยชินอยู่ดี

หรือนี่ก็คือคุณหนูจากตระกูลใหญ่อย่างนั้นเหรอ

ไม่ว่าโดยผิวเผินแล้วจะดูสนิทสนมแค่ไหน แต่ลึกๆ ในกระดูกแล้วก็ยังคงสูงเกินจะไขว่คว้า ไกลเกินจะอาจเอื้อมอยู่ดีใช่หรือเปล่า

เฉิงหร่านหันหน้ามามองถังเสวี่ยเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย สีหน้าท่าทางกลับมาเป็นปกติแล้ว

รอยเย็นเยียบที่มุมปากลดน้อยลงไปมาก กลายเป็นความอ่อนโยนที่เพิ่มเข้ามาแทน มือบางกระชับตอบถังเสวี่ยเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “เสวี่ยเอ๋อร์ ฉันหยิ่งใส่ใครก็ได้ แต่ฉันไม่มีทางทำใส่เธอเด็ดขาด ต่อไปเธออย่ามองฉันด้วยสายตาหวาดกลัวแบบนั้นได้มั้ย เธอเป็นแบบนั้นแล้วฉันเสียใจเหมือนกันนะ...”

ถังเสวี่ยหน้าเจื่อนไปนิดหน่อย ทั้งยังรู้สึกผิดด้วย สุดท้ายก็พยักหน้าตอบอยู่ดี “พี่ ต่อไปหนูไม่ทำแล้วล่ะ” ถังเสวี่ยพูดพลางระบายยิ้มอย่างโล่งใจ

ไม่ว่าอย่างไร อย่างน้อยเฉิงหร่านก็จริงใจกับเธอ แค่นี้ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ

ผู้จัดการจางเดินเว้นระยะห่างตามอยู่ด้านหลังเฉิงหร่านกับถังเสวี่ย แม้ว่าผู้จัดการจางจะไม่รู้ว่าสาวน้อยสองคนนี้คุยอะไรกันอยู่ และความจริงเขาไม่จำเป็นต้องคอยอยู่กับพวกเธอก็ได้ แต่เขาอยากรู้ว่าตกลงแล้วสองคนนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใครกันแน่!

ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเดินอยู่ด้วยข้างๆ ส่วนพนักงานขายที่ก่อเรื่องคนนั้นเขาได้เมินเฉยไปนานแล้ว

ไว้วันหลังมีเวลาว่างค่อยไปจัดการแล้วกัน ตอนนี้มีเวลาไปสนใจเธอที่ไหนเล่า

พนักงานสาวมองตามเฉิงหร่านกับถังเสวี่ยที่กำลังดูอัญมณีรูปแบบต่างๆ อย่างเหม่อลอย ทั้งยังผู้จัดการจางที่เดินอยู่ด้วยข้างๆ โดยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เธอยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่จะได้สติกลับมา

เรื่องนี้คงจะจบลงแบบนี้ใช่ไหม

คุณหนูคนนั้นไม่พูดอะไร อย่างนั้นคงจะหมายความว่าไม่ถือสาหาความกับเธอแล้วใช่หรือเปล่า

คิดถึงเรื่องพวกนี้แล้วพนักงานสาวก็กัดนิ้วตัวเองแล้วก้มหน้าเดินออกไปเงียบๆ

หากแต่แอบดูถูกอยู่ในใจ ‘เด็กที่ดูยากจนคนนั้นเป็นน้องสาวของเธอจริงๆ เหรอ เป็นไปได้ยังไง! สองคนนั้นแตกต่างกันเกินไปมั้ย!’

เฉิงหร่านปล่อยมือถังเสวี่ยแล้วพูดขึ้นเบาๆ โดยไม่ได้สนใจสายตาประหลาดที่มองมาจากรอบๆ “เสวี่ยเอ๋อร์เธอเองก็เลือกดูเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจพี่หรอก”

ถังเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้ปฏิเสธอะไรเช่นกัน เธอพยักหน้า “หนูเข้าใจแล้วค่ะพี่”

แม้จะตอบแบบนี้ แต่สุดท้ายถังเสวี่ยทำเพียงดูเฉยๆ ไม่ได้เอ่ยปากบอกว่าอยากซื้อ

เฉิงหร่านเองก็ไม่ได้บังคับ ทุกคนต่างมีหลักการของตัวเอง เธอไม่อยากสร้างความกดดันให้เพื่อนรักของตัวเองเหมือนกัน เพราะอย่างนั้นถึงไม่ได้บอกให้ถังเสวี่ยซื้ออะไร

เธอเดินวนเลือกดูอัญมณีชิ้นต่างๆ ในตู้ ดูเสร็จแล้วยังไม่เจอที่ชอบ ก็เลยจูงมือถังเสวี่ยให้เดินตามตัวเองไป แบบนี้จะได้ไม่ทิ้งถังเสวี่ยไว้ข้างหลังตัวเอง

ผู้จัดการจางเดินตามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอยู่ตลอด

เฉิงหร่านไม่ได้เอ่ยถามก่อน เขาก็ไม่ได้เข้าไปแนะนำอัญมณีก่อนเช่นกัน

ชายวัยกลางคนคอยลอบสังเกตอยู่เรื่อยๆ แต่เขารู้สึกแปลกใจอยู่หน่อยๆ สาวน้อยที่ดูเหมือนจะเป็นพี่น้องกันสองคนนี้ทำไมถึงทำให้เขาเกิดความรู้สึกประหลาดบางอย่างกันนะ

แต่ไม่ว่าผู้จัดการจางจะคิดอะไรอยู่ในใจ

เฉิงหร่านได้จูงมือถังเสวี่ยมาหยุดที่หน้าตู้โชว์เครื่องประดับอัญมณีที่ตั้งอยู่เดี่ยวๆ ตู้หนึ่งเรียบร้อยแล้ว

ดวงตาทั้งคู่ของเธอจับจ้องไปยังตู้โชว์แก้วคริสตัลที่ส่องแสงประกายทั่วทุกสารทิศ ที่ตรงนั้นมีจี้หยกรูปหยดน้ำอันหนึ่งวางนิ่งอยู่

จี้อันนั้นเจียระไนรูปโค้งได้ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ดูเงางามระยิบระยับ ที่สะดุดตามากที่สุดคือส่วนที่อยู่บนสุดของจี้คือเพชรสีเขียวหายากเม็ดหนึ่ง

ประกายเพชรสีเขียวตุ่นๆ ได้ครอบคลุมสีหยกที่เงางามเอาไว้จนมิด สีเขียวอย่างถึงที่สุดสองชนิดผสมรวมเข้าด้วยกันแล้วกลับไม่ฉูดฉาดแสบตา หากแต่ยิ่งเพิ่มความรู้สึกน่าดึงดูดอย่างหนึ่ง

เฉิงหร่านเห็นแล้วชอบทันที

เธอตบมือฉาดแล้วพลันหันไปมองผู้จัดการจางที่ยิ้มกว้างอยู่ด้านหลังพร้อมพูดขึ้นด้วยความดีใจ “อันนี้เอาออกมาให้ฉันดูหน่อยได้มั้ยคะ”

“เอ่อ...” ผู้จัดการจางเดินขึ้นมาสองก้าว มองดูสร้อยคอในตู้แล้วเขาค่อนข้างลำบากใจขึ้นมา “ชิ้นนี้...”

เฉิงหร่านหุบยิ้มทันที เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงเปลี่ยนมาเรียบนิ่งในชั่วพริบตา “ทำไมคะ ชิ้นนี้เป็นของที่ให้ลูกค้าดูไม่ได้เหรอคะ”

“เปล่าครับ...” ผู้จัดการจางลอบปาดเหงื่อบนหน้าผากพร้อมแอบพูดในใจ ‘ทำไมถึงได้มีคนถูกใจสินค้าที่ไม่วางจำหน่ายตัวนี้ทุกครั้งกันนะ เฮ้อ บางทีอาจเป็นเพราะไม่วางจำหน่าย เพราะงั้นถึงได้เป็นที่ต้องการของใครต่อใครใช่มั้ย’

“อ๋อ! เหรอคะ...งั้นก็รบกวนคุณช่วยหยิบออกมาให้ฉันดูหน่อยนะคะ...” เฉิงหร่านกลับมายิ้มกว้างทันที...

เธอยิ้มตาหยีมองผู้จัดการจาง บอกเป็นเชิงว่าให้เขาหยิบสร้อยมาให้ตัวเองดูได้แล้ว

ถังเสวี่ยกระตุกยิ้มมุมปาก เห็นท่าทางที่เหมือนกำลังบอกว่า ‘ฉันพูดง่ายมาก’ แบบนี้ของพี่สาวตัวเองแล้วเธอก็รู้สึกเหนื่อยใจอยู่หน่อยๆ

“เอาออกมาไม่ได้ครับ นี่เป็นของที่ไม่วางจำหน่าย แค่จัดแสดงเท่านั้นครับ ไม่จำหน่าย...”

“อะไรนะคะ” เฉิงหร่านขมวดคิ้วฉับ

รอยยิ้มพลันหายไปจากบนใบหน้าอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าตัวจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ไม่ขายแล้วยังจะเอาออกมาโชว์อีกเหรอ จัดแสดงอะไรกัน ดูได้แต่ใช้ไม่ได้ เอาไว้เล่นกับความรู้สึกของคนอื่นเขาเฉยๆ เหรอคะ”

คำพูดนี้ของเฉิงหร่านฟังดูเอาแต่ใจหน่อยๆ แล้ว

ร้านอัญมณีใหญ่ๆ หลายแห่งล้วนแต่นำสินค้าที่ไม่วางจำหน่ายมาจัดแสดงไว้เป็นสมบัติประจำร้าน แบบนี้จะไม่กระทบกับกิจการของทางร้าน กลับกันยิ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกอาลัยอาวรณ์และอยากเป็นเจ้าของสินค้าที่ไม่วางจำหน่ายชิ้นนั้น

อย่างเช่นเฉิงหร่านในเวลานี้ เธอชอบมาก อยากได้มาครอบครองมาก!

ผู้จัดการจางสงบสติอารมณ์และกลับเข้าสู่มาดหัวหน้าใหญ่ของร้านของเขาอีกครั้ง จากนั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมาะสม ไม่ถือตัวหรือถ่อมตัวจนเกินไป “นี่เป็นการตัดสินใจของศิลปินที่ออกแบบอัญมณีชิ้นนี้ครับ เขาแค่อยากให้นำมาจัดแสดงเท่านั้น ไม่ต้องการจำหน่าย!”

เฉิงหร่านหันหน้ากลับมามองอีกครั้ง คราวนี้ถึงได้เห็นว่าที่ด้านล่างของสร้อยเส้นนั้นยังมีคำแนะนำเขียนไว้ด้วย

ชื่อผลงาน : ‘น้ำตาของดวงดาว’

ความหมาย : ‘พระจันทร์ไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลงจากจันทร์เพ็ญเป็นจันทร์เสี้ยวเพียงเพราะการเหนี่ยวรั้งจากน้ำตาของดวงดาว เช่นเดียวกับกาลเวลาที่จะเดินหน้าไปเรื่อยๆ โดยไม่รั้งรอ เพราะฉะนั้นจงใช้เวลากับสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้คุ้มค่าที่สุด’

ศิลปิน : ‘Z’

เฉิงหร่านเลิกคิ้วพลางกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย

เป็นคนที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองมากจริงๆ!

“Z...Z...เหมือนฉันจะไม่เคยได้ยินว่านักออกแบบชื่อดังมีคนชื่อแบบนี้เลยนะคะ...”

สายตาของผู้จัดการจางฉายรอยเรียบนิ่ง หากแต่ในใจกลับรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก

แน่นอนอยู่แล้ว คุณชายของเขาคืออัจฉริยะที่ไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนามในโลกใบนี้!

สร้อยเส้นนี้เป็นผลงานที่เขาแค่ออกแบบเล่นๆ แต่ก็กลายมาเป็นผลงานชิ้นเอกประจำร้านแล้ว พรสวรรค์แบบนี้ใครจะเทียบเคียงได้บ้าง

“คุณมีช่องทางสำหรับติดต่อคุณ Z มั้ยคะ ของทำออกมาก็เพื่อขาย ฉันชอบสร้อยเส้นนี้แล้วก็อยากซื้อมากจริงๆ” เฉิงหร่านพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เธอชอบจริงๆ เลยอยากลองติดต่อเจ้าของผลงานดูว่าจะสามารถซื้อมาได้หรือเปล่า ไม่อย่างนั้นถ้ากลับไปบ้านทั้งอย่างนี้เธอจะรู้สึกค้างคามาก

ผู้จัดการจากเงียบไป คล้ายว่ากำลังลังเล

“ทำไมคะ เอาของมาให้ดูไม่ได้ก็ช่างเถอะ ซื้อไม่ได้ก็ช่างเหมือนกัน แต่ตอนนี้แม้แต่ช่องทางการติดต่อของเจ้าของผลงานคุณก็ไม่ยอมให้งั้นเหรอคะ”

“ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอกหรอกครับ เพียงแต่เจ้าของผลงานเคยบอกไว้ว่าต้องเก็บเป็นความลับ จะเปิดเผยข้อมูลใดๆ ของเขาก็ตามให้กับคนนอกไม่ได้ พวกเราเองก็ลำบากใจมาก...” ผู้จัดการจางไม่ได้โกหกเช่นกัน

สถานะของหานอวี่เจ๋อพิเศษจากคนอื่น ถ้าหากนำข้อมูลมาเปิดเผยให้กับลูกค้าแต่ละคนง่ายๆ แบบนั้นคุณชายของเขาไม่รำคาญแย่เลยเหรอ

ตั้งแต่สร้อยเส้นนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา ไม่รู้ว่ามีคุณหนูคุณนายผู้ร่ำรวยและทรงอิทธิพลตั้งเท่าไรที่เกิดมาต้องตาต้องใจเข้า ที่อยากซื้อไปก็มีจนนับไม่ถ้วน

แต่คุณชายของเขาไม่เคยใจอ่อน จนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่ามีคนมาสอบถามเกี่ยวกับสร้อยคอเส้นนี้เยอะแค่ไหนแล้ว!

เฉิงหร่านขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหันกลับไปมองสร้อยคอเส้นนั้นอีกครั้ง มันสวยมากจริงๆ

เธอไม่เคยอาลัยอาวรณ์กับของชิ้นไหนแบบนี้มาก่อน ดูก็รู้ว่าสร้อยคอเส้นนั้นต้องเลอค่ามากแน่ แต่เธอไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าของผลงานชิ้นนั้นจะทำออกมาแค่เพื่อวางโชว์ให้คนอื่นดูเท่านั้น

จะขายไม่ได้จริงๆ เหรอ

“ลองติดต่อศิลปินคนนั้นดูหน่อยได้มั้ยคะ ฉันอยากลองคุยกับเขา ถ้าเกิด...” เฉิงหร่านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอกัดริมฝีปากแล้วกลั้นใจพูดออกมา “ถ้าเกิดเขาไม่ยอมขายจริงๆ งั้นก็ช่างเถอะค่ะ”

เมื่อเหลือบมองหน้าเฉิงหร่านแล้วเห็นว่าฉายรอยยืนกรานหนักแน่นเต็มที่ไม่มีวี่แววว่าจะยอมแพ้แล้วนั้น

ผู้จัดการจางเงียบไปครู่หนึ่ง เขาหันหลังกลับไป เอื้อมมือไปล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา กดหาหมายเลขโทรศัพท์หมายเลขนั้นแล้วกดโทรศัพท์ออก

จากนั้นหันหน้ามาเหลือบมองเฉิงหร่านพร้อมพูดเสียงเรียบ “คุณผู้หญิงครับ ตอนนี้ผมกำลังติดต่อคุณผู้ชายท่านนั้น เขาไม่สะดวกจะคุยกับคุณ ผมจะลองถามเขาให้นะครับ ถ้าเขาไม่ตกลง อย่างนั้นผมก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน”

“ได้ค่ะ...” แม้ว่าเธอจะรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์ที่คุยกับเขาด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน

หลายครั้งมีเงินก็บังคับกันไม่ได้ ถ้าอีกฝ่ายไม่เต็มใจ ต่อให้เธอบีบให้เขาขายมาให้ เวลาใส่ก็ไม่มีความสุขเหมือนกัน

โทรศัพท์ต่อสายอยู่นานมาก ก่อนที่อีกฝ่ายจะกดรับ

ทันทีที่ต่อติดก็มีเพียงความเงียบงันจากปลายสาย

หน้าผากของผู้จัดการจางเริ่มมีเหงื่อเย็นไหลซึมลงมาบ้างแล้ว

ชั่วขณะหนึ่ง ประสาทสัมผัสที่หกบอกเขาว่าโทรศัพท์ไปตอนนี้ไม่ใช่ฤกษ์ดีอะไรแน่!

“คุณ Z ครับ...” ตัวตนของหานอวี่เจ๋อจะเปิดเผยต่อสาธารณะง่ายๆ ไม่ได้ ดังนั้นในสถานการณ์ที่จำเป็นมากๆ พวกเขาล้วนแต่จะเรียกว่าคุณ Z เพราะฉะนั้นจึงไม่เว้นแม้แต่กับผู้จัดการจางด้วย

“อืม...มีอะไร” น้ำเสียงเจือความแหบพร่าน้อยๆ ดังลอดออกมาอย่างเฉยชา ไม่รีบร้อนหรือยืดยาน ฟังดูให้ความรู้สึกเกียจคร้านอย่างบอกไม่ถูก

รู้สึกเหมือนว่าเสียงของคุณชายดูยังไม่เจือด้วยความไม่สบอารมณ์อะไรนะ

ผู้จัดการจางสงบสติอารมณ์ นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดขึ้น “มีลูกค้าอยากซื้อผลงานที่คุณนำมาจัดแสดงไว้ที่ร้านของเราครับ ทางเราไม่ค่อยสะดวกจัดการเท่าไร ไม่ทราบว่าคุณเห็นว่าควรทำอย่างไรครับ”

เฉิงหร่านคอยฟังอยู่ข้างๆ ได้ยินผู้จัดการสุนัขพูดแบบนี้แล้วก็กลอกตาใส่อย่างอดไม่ได้

เหลือเกินจริงๆ

เพราะคำพูดนี้ของคุณแหละ ฉันแทบไม่มีหวังว่าจะซื้อได้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะฉันยังต้องรักษามาดเอาไว้อยู่หน่อยจนถึงที่สุดละก็ ฉันจะต้องเล่นงานคุณให้ตายแน่นอน

หานอวี่เจ๋อได้ฟังแล้วพลันหยุดหมุนแก้วไวน์ในมือทันที

เขาเชยตาขึ้นมองท้องฟ้าสีดำอันไร้ขอบเขต มองดูดาวแต่ละดวงที่ส่องประกายรางๆ ในยามค่ำคืน แววตาพลันฉายรอยล้ำลึกไปเล็กน้อย

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแล้ว จะจัดการยังไงยังต้องถามผมอีกเหรอ”

“ครับ...ผมรู้แล้วครับว่าต้องจัดการยังไง!” ผู้จัดการจางลอบโอดครวญอยู่ในใจ

รู้ทั้งรู้ว่าคุณชายไม่ตกลงขายสร้อยเส้นนี้หรอก แต่ตัวเองก็ยังจะหาเรื่องไปทำให้เขาอารมณ์ไม่ดีอีก

คราวนี้แย่แน่

ฟังจากน้ำเสียงแบบนี้ของคุณชายแล้ว ถ้าเขาไม่ทันระวังมีหวังถูกไล่ออกได้ง่ายมาก!

“ต่อไปไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่ต้องโทรมาแจ้งผมนะครับ ของของผม...ไม่ขาย!”

“ครับ ผมเข้าใจแล้ว” ผู้จัดการจางไม่กล้าพูดอะไร ทำได้เพียงพยักหน้าตอบ

เมื่อได้ยินเสียงตู๊ดๆ ที่บ่งบอกว่าทางนั้นได้วางสายไปแล้ว เขาก็ลอบถอนหายใจโล่งอกออกมาเฮือกหนึ่ง

“คุณคนนั้นเขาไม่ตกลงใช่มั้ยคะ” เฉิงหร่านไม่มีสีหน้ายินดียินร้ายใดๆ เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยอย่างมาก

“ขออภัยจริงๆ ครับ...” ผู้จัดการจางไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมไปมากกว่านี้ เพียงแต่พูดคำพูดประโยคนี้ออกมาตามตรง

เขาไม่กลัวเหมือนกันว่าจะทำให้สาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าไม่พอใจเพราะเรื่องนี้

คุณชายของเขาไม่ยินยอมแล้วใครจะไปบังคับเขาได้ล่ะ

อย่างไรเสียเขาก็ทำเต็มที่แล้ว คุณชายไม่ตกลงก็ไม่เกี่ยวกับเขาแล้ว

เฉิงหร่านรู้สึกผิดหวังอยู่หน่อยๆ

ถึงแม้เธอจะไม่ได้ยินว่าคนในสายโทรศัพท์พูดอะไร

แต่ฟังจากน้ำเสียงนอบน้อมแบบนั้นของผู้จัดการจางเมื่อครู่แล้ว คนที่อยู่ในสายจะต้องเป็นคนที่ใหญ่โตมากแน่ๆ

ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอม เธอก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน

…………………………………………………

devc-a3b5dd88-33025Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 018 ตอนที่ 18