Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 019 ตอนที่ 19

#19Chapter 019

ตอนที่ 19 พบกับคุณนายโม่โดยบังเอิญ

พอเกิดเรื่องเมื่อครู่ขึ้น เฉิงหร่านดูหมดความสนใจลงไปอย่างเห็นได้ชัด

ผู้จัดการจางเห็นอย่างนั้นแล้วจึงเอ่ยปากแนะนำ “คุณผู้หญิงลองไปดูที่เคาน์เตอร์เครื่องหยกได้นะครับ บางทีตรงนั้นอาจจะมีเครื่องประดับที่คุณผู้หญิงชอบก็ได้”

“อืม...” เฉิงหร่านพยักหน้าแบบขอไปทีแล้วจูงมือถังเสวี่ยเดินไปด้วยกัน

เฉิงหร่านเห็นจี้หยกหลายอัน แต่เฉิงหร่านรู้สึกว่าไม่สวยเลยสักอัน เธอหยิบกำไลหยกแวววาวที่ดูละมุนวงหนึ่งขึ้นมาโดยไม่เจาะจง จากนั้นสวมเข้าที่ข้อมือของถังเสวี่ย

“อืม! อันนี้ใช้ได้” เฉิงหร่านพยักหน้าพลางพูดยิ้มๆ

ถังเสวี่ยยื่นมือออกไปจะถอดออกพร้อมกลอกตาใส่ “พี่ หนูยังไม่แก่ จะใส่กำไลแบบนี้ได้ยังไง!”

“ของสวยๆ งามๆ ไม่แบ่งอายุหรอก อย่าถอดสิ!” เฉิงหร่านขัดขวางท่าทางที่อยากถอดกำไลออกของถังเสวี่ยพลางมองถังเสวี่ยอย่างไม่พอใจ

ถังเสวี่ยจนใจ “พี่ อันนี้มันไม่เหมาะกับหนู”

“ไม่เป็นไร...” เฉิงหร่านเหลือบมองถังเสวี่ย เธอหัวเราะพลางหยิบกำไลที่ขนาดพอๆ กันขึ้นมาวงหนึ่งแล้วสวมเข้ากับข้อมือของตัวเอง เด็กหญิงยกมือขึ้นส่องกับแสงจากหลอดไฟ มองดูแล้วอดพยักหน้าไม่ได้ “จู่ๆ ก็รู้สึกขึ้นมาว่าที่จริงแล้วกำไลหยกสวยกว่ากำไลทองอีกนะเนี่ย”

พนักงานขายสองสามคนที่ประจำอยู่หน้าเคาน์เตอร์มองหน้ากันทันที ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรชั่วขณะ ได้แต่มองเฉิงหร่าน จากนั้นมองไปยังผู้จัดการจางที่คอยเดินอยู่กับเธอข้างๆ ด้วยสีหน้าหมดคำพูด

ถังเสวี่ยได้ยินแล้วก็ไม่ได้แย้งอะไร

กำไลหยกวงนี้สวยจริงๆ แต่ไม่เหมาะกับเธอหากจะสวมมัน ไม่ใช่เพราะเธอเรื่องมากไม่อยากได้หรอก แต่เป็นเพราะเธอยังต้องไปเรียน สวมของแบบนี้จะเผลอทำหล่นแตกได้ง่ายๆ ถ้าเป็นแบบนั้นคงได้ไม่คุ้มเสียหรอก

“พี่ เรายังต้องไปเรียนนะ ซื้อของแบบนี้ไม่ค่อยเหมาะหรอก”

เฉิงหร่านนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ถอดกำไลออกเช่นกัน เธอวางกำไลทั้งสองวงกลับเข้าที่เดิมในตู้

“งั้นเราซื้ออันนี้กันเถอะ” เฉิงหร่านหยิบนาฬิกาข้อมือสีขาวขึ้นมาเรือนหนึ่ง ด้านบนมีเพชรฝังอยู่หลายเม็ด ดูแล้วสวยมาก

ถังเสวี่ยเหลือบมองราคาทีหนึ่งแล้วพลันใจกระตุกวูบ แต่เพื่อไม่ให้คนอื่นดูออก เธอพยายามส่ายหน้าด้วยท่าทางนิ่งขรึมเต็มที่ “สวยมากแหละ แต่เราใส่แบบนี้จะถูกปล้นเอาได้ง่ายๆ นะ!”

เฉิงหร่านเลิกคิ้ว “ใครมันกล้า”

“พี่ อย่าเป็นแบบนี้สิคะ!”

เฉิงหร่านไม่สนใจที่ถังเสวี่ยปราม เธอจัดการเลือกนาฬิกาข้อมือที่รูปแบบคล้ายกันมาสองเรือนแล้วยื่นให้พนักงานขายพลางกล่าวเสียงเรียบ “ปรับเวลาให้ฉันด้วยนะคะ”

พนักงานขายคนหนึ่งมองเฉิงหร่านอย่างระมัดระวังแล้วยื่นมือออกไปรับ จากนั้นหมุนตัวเดินจากไปเพื่อนำนาฬิกาไปปรับเวลา

นาฬิกาสองเรือนนี้ราคาไม่ใช่น้อยๆ ที่ทำให้พนักงานขายตกใจมากที่สุดก็คือสาวน้อยคนนี้ดูเป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างเห็นได้ชัด ทว่านาฬิกาข้อมือทั้งสองเรือนที่เธอเลือกมาล้วนแต่เป็นนาฬิกาข้อมือรุ่นที่ทางร้านผลิตมาจำนวนจำกัดเพียงเรือนเดียวทั้งสิ้น สิ่งนี้บ่งบอกได้ถึงอะไรกัน

ทุกการกระทำล้วนแต่บ่งชี้ชัดเจนว่ารสนิยมของเธอดีเกินกว่าคนทั่วไป ทั้งยังมีอีกเหตุผลคือเครื่องประดับแต่ละชิ้นที่เธอเลือกใช้หรือเห็นผ่านตาเป็นประจำล้วนแต่เป็นของที่มีมูลค่าสูงทั้งสิ้น เพราะแบบนี้ถึงได้มองออกว่าของชิ้นไหนเป็นของดีเพียงในแว่บแรกที่เห็น!

จนเมื่อพนักงานขายปรับนาฬิกาให้เสร็จเรียบร้อย เฉิงหร่านจึงบอกให้สวมให้พวกเธอ พอสวมแล้วก็ให้พนักงานขายปรับขนาดสายนาฬิกาให้อีกหน่อย ถึงตอนนี้เป็นอันว่าเฉิงหร่านพอใจในที่สุด

ถังเสวี่ยก้มหน้ามองนาฬิกาบนข้อมือของตัวเองแล้วได้แต่รู้สึกจนใจ เธอติดหนี้เฉิงหร่านมากขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้เธออาจจะชดใช้ให้หมดในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ไหวหรอก

ที่ถังเสวี่ยบ่นอุบนั้น เฉิงหร่านไม่ได้ยิน เธอมองนาฬิกาข้อมือแล้วยิ้มร่าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะยื่นมือไปจะหยิบบัตรของตัวเองออกมา พอควานหาดูในกระเป๋าก็พบว่าเธอลืมพกแบล็กการ์ดของตัวเองมา ติดมาแค่บัตรธนาคารธรรมดาๆ เท่านั้น

ถ้าพกแบล็กการ์ดหรือบัตรธนาคารของเธอมาด้วยก็จะมีโปรโมชั่น เพราะนั่นเป็นบัตรสมาชิกวีไอพี ประหยัดเงินไปได้ไม่น้อยเลย

เฉิงหร่านถอนหายใจเฮือกหนึ่งอย่างจนใจ จากนั้นจึงหยิบบัตรธนาคารออกมาแล้วยื่นไปให้พลางยิ้มแหยๆ “ลองดูนะคะว่าใบนี้จ่ายได้มั้ย”

พนักงานขายยื่นมือมารับบัตรไปพลางมองเฉิงหร่านทีหนึ่งด้วยสายตาที่แปลกไป ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปรูดบัตร

สายตาเฉียบคมขนาดนั้นแต่กลับเป็นแค่ลูกค้าธรรมดาๆ อย่างนั้นเหรอ เธอคิดว่าเป็นลูกสาวเศรษฐีใหญ่ที่ไหนเสียอีก!

ที่แท้ก็แค่เด็กเมื่อวานซืนที่ทำตัวอวดร่ำอวดรวยเท่านั้น!

เฉิงหร่านเบะปากพร้อมกลอกตาอย่างเอือมระอา รอบตัวต้องมีพวกที่ชอบดูถูกคนอื่นอยู่เรื่อยเลยสินะ!

“คุณผู้หญิง ขอโทษด้วยนะคะ ยอดเงินในบัตรใบนี้ไม่เพียงพอสำหรับชำระค่านาฬิกาข้อมือสองเรือนค่ะ!” ไม่นานนักพนักงานขายหันหน้ากลับมามองเฉิงหร่านแล้วพูดด้วยท่าทางสุภาพ

เฉิงหร่านไม่ได้พลาดที่จะเห็นแววตาดูถูกที่ฉายขึ้นในดวงตาของเธอแว่บหนึ่ง เด็กสาวสบถเสียงเย็นในลำคอทีหนึ่งแล้วรับบัตรธนาคารมา

ในตอนที่พนักงานขายคิดว่าเฉิงหร่านจะถอดนาฬิกาข้อมือคืนมาแล้วพูดว่าไม่มีเงินซื้อและกลับหลังหันเดินจากไปอย่างหมดรูปนั้นเอง

กลับเห็นเพียงว่าเธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ต่อสายหาใครบางคน โดยที่เจ้าตัวหันหลังพิงเคาน์เตอร์แล้วรอปลายสายกดรับด้วยท่าทางผ่อนคลาย

ถังเสวี่ยเม้มปาก ไม่ได้พูดอะไร เธอคอยมองทุกอย่างนี้เงียบๆ ไม่แสดงสีหน้าลำบากใจแต่อย่างใด

เธอรู้ว่าเธอจะแสดงท่าทางขี้ขลาดอะไรออกมาไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมีแต่จะทำให้เฉิงหร่านเสียหน้า แม้ในใจจะรู้สึกหวาดหวั่นแค่ไหน แต่สีหน้าของเธอยังคงความสงบนิ่งไว้ตลอด

“เสียวหร่าน” จู่ๆ เสียงตะโกนเรียกด้วยความตกใจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

เฉิงหร่านรู้สึกค่อนข้างคุ้นอยู่บ้าง เธอเลยอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง แล้วก็เห็นเพียงผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังเดินลงมาจากชานบันไดชั้นสองด้วยท่าทางสง่างาม ในมือยังถือกล่องของขวัญไว้ด้วยกล่องหนึ่ง ตอนนี้กำลังเดินมาหาเธอ

“อ้าว พี่ ทำไมพี่มาอยู่ที่นี่ได้คะ” เฉิงหร่านถือโทรศัพท์มือถือไว้พลางเดินหน้าขึ้นไปสองก้าว เธอมองอันจื่อเฉินที่กำลังค่อยๆ เดินเข้ามาหาแล้วถามขึ้นอย่างตกใจ

อันจื่อเฉินชูกล่องของขวัญในมือขึ้นมาพลางพูดด้วยรอยยิ้มบาง “อีกสองวันก็จะวันเกิดแม่พี่แล้ว พี่เลยมาเลือกของขวัญน่ะ”

“ฮ่าๆ เอาเถอะค่ะ นึกไม่ถึงเลยว่าพี่อันสุดหล่อจะเป็นลูกกตัญญูด้วยนะเนี่ย!” เฉิงหร่านยิ้มล้อเลียน

อันจื่อเฉินยิ้ม ไม่ได้เถียงเธอ เพียงแต่พูดขึ้นเบาๆ “เธอมาซื้ออะไรเหรอ เลือกได้หรือยัง”

“เนี่ย!” เฉิงหร่านชูข้อมือขึ้นแล้วเขย่าไปมาพลางพูดอย่างตื่นเต้น “นาฬิกาข้อมือเรือนนี้ค่ะ ดูสิคะ เซนส์หนูเป็นยังไงบ้าง”

แววตาของอันจื่อเฉินมีรอยยิ้มเจือขึ้นมาทำให้เขาดูมีเสน่ห์ยิ่งกว่าเดิม ตาคมตวัดมองนาฬิกาข้อมือรุ่นนั้นทีหนึ่ง ความคิดบางอย่างเกิดขึ้นในใจของเขา ก่อนที่เขาจะระบายยิ้มออกมาบางๆ “ในเมื่อซื้อเสร็จแล้วงั้นก็ให้พี่ไปส่งพวกน้องแล้วกันนะ! ดึกมากแล้วเหมือนกัน พวกน้องกลับกันสองคนไม่ปลอดภัยหรอก”

เฉิงหร่านยิ้ม ยังไม่ทันได้ตอบอะไร

จู่ๆ พนักงานขายสาวที่อยู่ข้างๆ กันและถูกมองข้ามไปนานก็พูดขึ้น “คุณชายอันคะ คุณผู้หญิงท่านนี้ยังไม่ได้ชำระเงินเลยนะคะ!”

รอยยิ้มของเฉิงหร่านชะงักอยู่บนใบหน้าทันที สายโทรศัพท์ที่ต่อหาคุณพ่อเฉิงก็ยังไม่มีคนรับ เธอค่อนข้างที่จะตัวแข็งทื่อไปแล้ว

ไม่ใช่เพราะอายจนทำตัวไม่ถูกหรอก แต่เพราะโมโหต่างหาก

พนักงานขายคนนี้ชักจะไม่มีมารยาทเกินไปแล้วนะ กล้าพูดคำพูดประโยคนี้ออกมาต่อหน้าคนเยอะแยะแบบนี้ได้ นี่คือตั้งใจจะดูถูกเหยียดหยามเธอให้เห็นกันชัดๆ เลยใช่ไหม

สงสัยเธอคงยอมอ่อนข้อให้มากเกินไปหน่อยแล้วล่ะมั้ง คนพวกนี้ถึงได้ดูไม่ออกว่าเธอเป็นใครแล้วพาลมาพากันฉีกหน้าเธอตามอำเภอใจแบบนี้

เฉิงหร่านยื่นมือไปกดวางสายโทรศัพท์มือถือที่ไม่มีคนรับก่อนจะแสยะยิ้มเย็น “คุณพนักงานขายคะ ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครเหรอคะ”

เป็นใครกันถึงได้ทำให้คุณกล้ามาตั้งตัวเป็นศัตรูกับทายาทเศรษฐีใหญ่แบบนี้ เป็นใครกันถึงได้ทำให้คุณกล้าหาญชาญชัยขนาดนั้นจนมาเหยียดหยามทายาทเศรษฐีใหญ่!

ชัดเจนมากว่าพนักงานสาวเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของเฉิงหร่านอย่างดี เธอโกรธจนหน้าแดงก่ำอย่างไม่อาจควบคุมได้ ขณะเดียวกันก็เหลือบมองอันจื่อเฉินที่หล่อเหลาดูสง่าเกินใครแว่บหนึ่งแล้วกัดฟันกรอด “คุณผู้หญิงคะ ดิฉันไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่นเลยค่ะ ที่พูดแบบนี้เพียงแค่จะแจ้งให้ทราบเท่านั้น”

เฉิงหร่านพยักหน้ารับทำเหมือนเพิ่งจะทันได้เข้าใจแจ่มแจ้งอย่างไรอย่างนั้น ใบหน้าที่ยังบูดบึ้งอยู่เมื่อครู่พลันสดใสขึ้นมา เธอยิ้มกว้างพลางว่า “อ๋อ...อย่างนี้เองเหรอคะ งั้นฉันต้องขอบคุณคุณจริงๆ นะคะ...”

เฉิงหร่านยิ้มแล้วตอบกลับไป และเธอก็ไม่ได้รอให้พนักงานขายพูดอะไร เธอหันไปพูดกับผู้จัดการจางที่คอยเฝ้าดูความเป็นไปของสถานการณ์อยู่เงียบๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “การบริการที่ร้านนี้ครบครันดีจังเลยนะคะ ครั้งนี้ตบหน้าฉันมาฉาดใหญ่ดังเพี้ยะๆ เลยล่ะค่ะ แถมพนักงานยังทำลอยหน้าลอยตาไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกแน่ะ! จริงๆ เลย...”

พูดจนถึงประโยคสุดท้ายเฉิงหร่านก็หน้าเสียไป ดูอ่อนหวานจนยากจะเอื้อนเอ่ย เธอดูอ่อนโยนมากเหลือเกิน ร่างทั้งร่างคล้ายว่ากำลังแผ่รังสีที่บอกว่าฉันคุยด้วยง่ายมาก ทำให้คนอื่นดูไม่ออกสักนิดว่าในคำพูดของเธอแฝงไว้ซึ่งถ้อยคำเหน็บแนม

“ฮ่าๆ...” อันจื่อเฉินยกมือขึ้นปิดปากไอ เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ แววตาฉายรอยจนใจขึ้นแว่บหนึ่ง รวมถึงแววตาเอ็นดูที่เจือจางจนแทบมองไม่เห็น

ถังเสวี่ยทนมองตรงๆ ไม่ได้เลยต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

เธอเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าพี่สาวของเธอที่แกล้งทำเป็นอ่อนแอนั้น ที่จริงแล้วเป็นถือว่าเป็นมือโปรคนหนึ่งเลย ท่าไม้ตายที่งัดออกมาใช้ครั้งนี้ทำเอาอีกฝ่ายตอบโต้ไม่ได้เลยจริงๆ

ขณะที่อันจื่อเฉินกับถังเสวี่ยกำลังกลั้นหัวเราะกันจนใบหน้าเริ่มขึ้นสีเรื่อ

เฉิงหร่านกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับว่าเธอไม่ได้พูดอะไรที่รุนแรงเกินไปสักนิด

เธอใช้สีหน้าที่บ่งบอกว่า ‘ฉันบริสุทธิ์ใจมาก’ มองดูผู้จัดการจางกับพนักงานขายที่เดี๋ยวหน้าแดงที เดี๋ยวหน้าซีดที ท่าทางแบบนั้นคือกำลังรอให้ผู้จัดการจางให้คำอธิบายกับเธอ!

“โจวฉิง เธอออกไปก่อน ลูกค้าจะเป็นยังไงไม่ต้องรอให้เธอมาตัดสินหรอก” ในที่สุดผู้จัดการจางก็ก้าวออกมาจากเขตแดนที่เหมือนจะเป็นที่ของความรู้สึกวางตัวไม่ถูก จากนั้นจึงตำหนิพนักงานขายที่ตอนนี้หน้าเสียไปแล้ว

โจวฉิงขบกัดริมฝีปาก เหลือบมองอันจื่อเฉินที่ไม่เหลียวแลเธอสักนิด ครั้นเห็นว่าสายตาของอันจื่อเฉินจับจ้องอยู่ที่ร่างของเด็กสาวหน้าตาสดสวยคนนี้แล้วเธอก็กระทืบเท้าปึงปังและเดินออกไปด้วยสีหน้าขัดใจ

เดิมทีเธอตั้งใจแค่ว่าอยากเหยียบสาวน้อยที่ดูเหมือนทำตัวอวดร่ำอวดรวยคนนี้แล้วออกหน้ามาให้คุณชายของตระกูลอันได้เห็นหน้าค่าตาเท่านั้น

ขอเพียงคุณชายของตระกูลอันตกหลุมรักเธอเข้า มีหรือยังต้องอยู่ที่นี่ก้มหัวค้อมตัวให้คนอื่นและคอยพูดจาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอยู่อีก

เพียงแต่น่าแค้นใจนัก แผนการไม่เพียงแต่จะไม่สำเร็จ แต่ยังถูกหักหน้าเสียจนไม่มีชิ้นดี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าจะหาทางลัดไต่เต้าได้เลย ปัญหาตอนนี้คือจะยังรักษาตำแหน่งหน้าที่ของงานนี้ไว้ได้หรือเปล่าต่างหาก

คิดถึงตรงนี้แล้วในใจยิ่งลอบรู้สึกชิงชังเฉิงหร่านขึ้นมามากกว่าเดิม ‘หน้าตาอย่างกับนางจิ้งจอก เห็นผู้ชายแล้วต้องรีบอ่อย ไร้ยางอายจริงๆ!’

รอยยิ้มที่ไม่อาจตีความหมายออกมาได้อย่างชัดเจนปรากฏขึ้นที่มุมปากของเฉิงหร่าน เธอรับรู้ได้ถึงความเกลียดชังของพนักงานขายที่ชื่อโจวฉิงคนนั้น แต่แล้วทำไมล่ะ

ในเมื่อคิดจะเหยียบเธอใช้เธอเป็นไม้กระดานสำหรับกระโดด ก็ต้องเตรียมใจถูกคนอื่นเตะลงไปด้วยเหมือนกัน!

เฉิงหร่านเหลือบมองอันจื่อเฉินที่กำลังระบายยิ้มบาง ดูมีมาดที่แตกต่างจากคนทั่วไป จากนั้นจึงกลอกตาใส่อย่างเอือมระอาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้อารมณ์ดีเท่าไรนัก “พี่คะ ตอนนี้จะขอบคุณหนูยังไงล่ะ หนูยอมถูกเกลียดเพื่อชีวิตคู่อันแสนสุขของพี่เลยนะ!”

เฉิงหร่านพูดจบก็เหลือบมองเขา เธอจ้องอันจื่อเฉินด้วยสายตาที่คล้ายกำลังสื่อความหมายว่า ‘รีบคุกเข่าลงไปขอบคุณฉันเดี๋ยวนี้’

“ฮ่าๆ...พูดอะไรเนี่ย พนักงานขายเกี่ยวอะไรกับชีวิตคู่อันแสนสุขของพี่ด้วย” อันจื่อเฉินยิ้มสง่างาม จงใจพูดอย่างไม่เข้าใจ ขณะเดียวกันก็ยื่นมือไปหยิบบัตรธนาคารใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วส่งให้พนักงานขายคนหนึ่งที่ตอนนี้จิตใจไม่อยู่กับตัวไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังพูดเสียงเรียบโดยไม่แม้แต่จะเชยตาขึ้นมอง “เอาไปรูดให้เธอหน่อยครับ”

“เอ่อ...ค่ะ ได้ค่ะ” พนักงานขายตั้งสติกลับมาได้ ดวงตาทั้งสองข้างเจือด้วยประกายสีแดงเรื่อ รีบพยักหน้าแล้วรับไปทันทีแล้วก้าวฉับๆ เดินไปรูดบัตรอย่างรวดเร็ว

เฉิงหร่านเห็นอย่างนี้แล้วจึงเลิกคิ้วทีหนึ่ง ยังไม่ทันได้พูดอะไร

อันจื่อเฉินก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนเรียบๆ “นี่ไม่ได้รูดให้น้องฟรีๆ หรอก วันหลังน้องยังต้องคืนให้พี่แบบทบต้นทบดอกด้วย จ่ายให้น้องแล้วพี่จนตายแล้วเนี่ย”

มีคนเขาหยิบบัตรธนาคารออกมาจ่ายเงินให้คนอื่นแล้วเอาแต่บอกว่าตัวเองจนมากด้วยเหรอ

เฉิงหร่านแอบรู้สึกพอใจอยู่นิดๆ ในเมื่อยังต้องคืนให้ แน่นอนว่าเธอจะไม่ปฏิเสธ

เห็นรอยยิ้มบางๆ ของอันจื่อเฉินแล้วเธอก็อดพูดขึ้นอย่างยิ้มแย้มไม่ได้ “เงินแค่นี้ก็ต้องงกด้วยเหรอ ทำไมเป็นคนแบบนี้เนี่ย”

อันจื่อเฉินยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไร

ขณะที่ในใจแอบพูดว่า ‘ถ้าพี่ไม่พูดอย่างนี้น้องจะตกลงเหรอ’

ไม่นานพนักงานก็ถือบัตรธนาคารกลับมา

อันจื่อเฉินยื่นมือไปรับบัตร

เฉิงหร่านเองก็ยื่นมือไปรับใบเสร็จใบนั้นมา หลังจากอ่านดูรอบหนึ่งแล้วก็เก็บใส่ลงในกระเป๋าลวกๆ พลางพูดเสียงเรียบ “พี่คะ ไว้หนูร่ำรวยแล้วจะเอาเงินมาคืนให้พี่นะ!”

“อืม...ถึงตอนนั้นอย่าลืมพลิกแผ่นดินตามหาพี่ด้วยนะ พี่อาจจะกำลังคุกเข่าขอทานอยู่ที่มุมไหนสักแห่งอยู่ก็ได้!”

เฉิงหร่านยิ้มยียวน “ขนาดนั้นเลย!”

อันจื่อเฉินกำลังอยากจะพยักหน้า เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นทำให้เขาหยุดคำพูดเอาไว้และอดหันไปมองไม่ได้

“อ้าว เสี่ยวเฉิน เธอจริงๆ เหรอเนี่ย” คุณนายไฮโซหน้าตาค่อนข้างดีคนหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม

อันจื่อเฉินหยัดยืนตัวตรง เห็นคนที่กำลังเข้ามาแล้วเขาก็พยักหน้าให้พลางระบายยิ้มบาง “สวัสดีครับคุณป้า”

คุณนายไฮโซพยักหน้า เหลือบเห็นกล่องของขวัญในมืออันจื่อเฉินแล้วก็พูดออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เลือกของขวัญให้คุณแม่เหรอจ๊ะ”

อันจื่อเฉินยิ้ม “ใช่ครับ อีกสองวันผมอาจจะไม่มีเวลาว่างออกมาซื้อของขวัญ เลยได้แต่ออกมาวันนี้แหละครับ!”

คุณนายไฮโซยิ้ม เธอพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ดวงตาสวยตวัดมองทีหนึ่ง เห็นเด็กสาวรูปร่างผอมเพรียวอย่างเฉิงหร่านยืนอยู่ก็เอ่ยถามยิ้มๆ “คนนี้คือ...”

“รุ่นน้องที่เข้าเรียนมาใหม่ปีนี้ครับ” อันจื่อเฉินแนะนำคร่าวๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากนัก

คุณนายไฮโซแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอไม่ยอมถูกหยุดบทสนทนาเอาไว้เพียงเท่านี้ เธอยิ้มหวาน “เมื่อกี้เห็นพวกเธอคุยกันสนุกเชียว ป้านึกว่าเป็นแฟนเธอเสียอีกแน่ะ! เธอก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ”

สีหน้าของอันจื่อเฉินยังคงเหมือนอย่างเดิม ทว่าในใจกลับกระตุกวูบ เขาไม่ได้หันหน้ามองคุณนายไฮโซแล้วตอบคำถามของเธอ หากแต่หันไปมองเฉิงหร่านพร้อมกล่าวแนะนำ “เสียวหร่าน นี่คุณแม่ของโม่ลี่ ภรรยาของท่านประธานโม่”

เฉิงหร่านรับทราบและไม่ได้ถือสากับคำพูดเมื่อครู่ของคุณแม่ของโม่ลี่ เธอพยักหน้ารับ กำลังคิดว่าจะเอ่ยถามอะไรแต่โทรศัพท์มือถือก็ดันมาดังขึ้นเสียก่อน

เฉิงหร่านส่งยิ้มให้เป็นเชิงขอโทษ เธอเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือแว่บหนึ่งแล้วกดรับสาย

“ค่ะพ่อ”

“เมื่อกี้พ่อติดประชุมอยู่น่ะ หรานหร่านมีอะไรเหรอ”

เฉิงหร่านหัวเราะ “ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วค่ะ ดึกขนาดนี้พ่อรีบกลับบ้านพักผ่อนนะคะ ใช่ว่าไม่มีเงินให้ใช้เสียหน่อย จะทำงานหนักขนาดนั้นทำไม”

“ฮ่าๆ โอเค พ่อจะเลิกงานเดี๋ยวนี้แหละ คุณลูกสาวว่ายังไงพ่อก็ว่าอย่างนั้น”

“ค่ะ งั้นหนูวางสายแล้วนะคะ เดินทางปลอดภัยนะคะพ่อ”

เฉิงหร่านพูดจบก็กดวางสายโทรศัพท์ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าทุกคนกำลังมองเธออยู่ก็เผลอเม้มปากนิดๆ โดยไม่รู้ตัว “ขอโทษนะคะ เมื่อกี้หนูโทรไปแล้วพ่อไม่ได้รับสาย เมื่อกี้พ่อไม่สบายใจเลยโทรกลับมา”

“ไม่เป็นไรจ้ะ พ่อหนูคือ...” สายตาของคุณแม่โม่ฉายประกายวาบขึ้นน้อยๆ หากแต่เอื้อนเอ่ยคำพูดออกมาเบาๆ ชัดเจนทุกถ้อยคำ

“คุณเฉิงเหยียนจากตระกูลเฉิงค่ะ คนนั้นคือพ่อหนูเอง” เฉิงหร่านไม่ได้ปิดบัง อย่างไรเสียสมาชิกของตระกูลใหญ่ๆ ก็ต้องมีเรื่องให้ได้ติดต่อคบค้าสมาคมกันอยู่แล้วไม่มากก็น้อย

หากตอนนี้พูดโกหกไป คราวหลังดันได้เจอกันอีกแล้วสถานะที่แท้จริงถูกเปิดเผย แบบนี้คงไม่พ้นจะถูกมองว่าเธอถือตัว เหมือนว่าทำตัวดูถูกตระกูลอื่น

“อ๋อ ที่แท้ก็ลูกสาวสุดที่รักของประธานเฉิงนี่เอง ป้าไม่เคยเจอหนูมาก่อนเลย เคยได้ยินแค่ว่าประธานเฉิงมีลูกสาว แต่ไม่เคยพามาให้ใครรู้จัก วันนี้เจอหนูแล้วถึงได้รู้ว่าสวยขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยเหมือนกันว่าทำไมประธานเฉิงถึงไม่พามาเปิดตัวกับใคร หน้าตาแบบนี้ไม่รู้ว่าทำให้หนุ่มๆ หลงใหลได้ตั้งเท่าไร” แววตาของคุณนายโม่ดูเป็นมิตรมาก อีกทั้งน้ำเสียงยังเจือความรู้สึกสนิทสนมไว้ส่วนหนึ่งด้วยเช่นกัน

เฉิงหร่านแค่ยิ้มเท่านั้น ไม่ได้โต้แย้งอะไร และก็ไม่ได้แสดงออกว่าชอบใจอะไรด้วยเหมือนกัน เธอเพียงแต่พยักหน้านิ่งๆ เท่านั้น

คุณนายโม่เบนสายตาไปมองถังเสวี่ยแล้วพูดขึ้นด้วยท่าทางดูดี “คนนี้คือ...”

ถังเสวี่ยที่ยืนนิ่งไม่พูดอะไรมาตลอดเห็นว่าหัวข้อสนทนาเบนมาที่เธออย่างกะทันหันแบบนี้แล้วก็ไม่รู้จะตอบรับอย่างไรไปชั่วขณะ เธอเม้มปากแล้วตอบกลับไปนิ่งๆ “ถังเสวี่ยค่ะ หนูกับหรานหร่านเป็นเพื่อนกัน”

คุณนายโม่พยักหน้า แววตาเรียบเฉย “เป็นเด็กน่ารักเหมือนกันเลยนะ”

พอพูดจบแล้วเธอก็ไม่ได้มองถังเสวี่ยต่ออีก หากแต่เลื่อนสายตากลับมาที่อันจื่อเฉินแทน และไม่ลืมที่จะมองเฉิงหร่านบ้างเป็นครั้งคราว ทั้งสามคนพูดคุยกันไปเรื่องนั้นที เรื่องนี้ที

ถังเสวี่ยเห็นอย่างนี้แล้วก็ไม่ได้แปลกใจ ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไร

ในมุมมองของเธอ คนคนนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธอ คนคนนี้จะคิดอย่างไรสำหรับเธอแล้วไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ถึงแม้จะคิดอย่างนี้ คนที่เกิดมากับสัญชาตญาณนักสู้ผู้แข็งแกร่งอย่างเธอก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบใจอยู่ดี

เพียงแต่สิ่งนี้ยิ่งทำให้ถังเสวี่ยตั้งใจแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมด้วยเหมือนกันว่าจะตั้งใจเรียน และต้องทำให้คนที่ดูถูกเธอพวกนั้นเสียใจให้ได้

…………………………………………………

devc-a3b5dd88-33025Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 019 ตอนที่ 19