Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 020 ตอนที่ 20
ตอนที่ 20 ไม่มีพิธีรีตองมากมายขนาดนั้นหรอก
เฉิงหร่านเองก็ไม่ค่อยพอใจเหมือนกัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
คนในสังคมไฮโซล้วนแต่เป็นกันแบบนี้ คนที่มีสถานะไม่คู่ควรกับตัวเอง น้อยมากที่จะเห็นอยู่ในสายตาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ใหญ่ยิ่งเป็นกันแบบนี้ ที่ยกตนข่มท่านมีให้เห็นเยอะมาก
หลังจากที่พูดคุยกันมาสักพักหนึ่ง
เฉิงหร่านและคนอื่นๆ ก็ได้ออกมาจากร้านอัญมณีด้วยกัน
คุณนายโม่ขึ้นนั่งบนรถยนต์ส่วนตัวและจากไปแล้ว
ก่อนจะขึ้นรถ เธอได้เสนอว่าจะแวะไปส่งอันจื่อเฉิน เฉิงหร่านแล้วก็ถังเสวี่ย หากแต่เฉิงหร่านตอบปฏิเสธ
คุณนายโม่พูดอย่างไม่ยอมแพ้ว่าดึกแล้ว เด็กผู้หญิงกลับบ้านเองไม่ปลอดภัย เธอบอกเฉิงหร่านว่าไม่ต้องเกรงใจเธอ แต่เฉิงหร่านก็ยังคงปฏิเสธไปเช่นเดิม
อันจื่อเฉินเห็นอย่างนี้จึงยิ้มพลางตอบปฏิเสธไป เขาบอกว่าเขาจะไปส่งเฉิงหร่าน ให้คุณนายโม่ไม่ต้องเป็นห่วง
สุดท้ายคุณนายโม่เลยได้แต่พูดออกมาประโยคหนึ่งอย่างเสียไม่ได้ว่าเกรงใจกันเกินไปแล้ว จากนั้นก็ทำได้เพียงเดินทางกลับเพียงลำพัง
“ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าคุณแม่ของพี่โม่ลี่จะเป็นคนที่เข้าหาคนอื่นขนาดนั้น” เฉิงหร่านทอดถอนใจออกมาหลังจากเข้ามานั่งในรถของอันจื่อเฉิน
อันจื่อเฉินหลุดยิ้ม “หรานหร่านจะบอกว่าอาลี่เขาเย็นชาขนาดนั้น ทำไมคุณแม่ที่คลอดเขามากลับมีนิสัยต่างกันลิบลับขนาดนั้นได้ใช่มั้ย”
“ฮ่าๆ ปิดพี่ไม่ได้เลยสินะ หนูก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ว่าเธอคือคุณแม่ของพี่โม่ลี่”
“คุณป้าเองก็ชอบตัดพ้ออยู่บ่อยๆ เหมือนกันว่ายีนของอาลี่อาจจะกลายพันธุ์มาอีกที ไม่อย่างนั้นเธอคงให้กำเนิดลูกชายจอมหยิ่งอย่างนั้นได้หรอก”
เฉิงหร่านยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไร
อันจื่อเฉินพาเฉิงหร่านกับถังเสวี่ยมาส่งถึงบ้านพัก เขาจอดรถลงที่หน้าประตู
เขารอจนกระทั่งพวกเธอลงจากรถไปแล้วจึงเปิดหน้าต่างรถพลางมองทั้งคู่และพูดด้วยรอยยิ้มบาง “รีบนอนล่ะ พี่กลับแล้วนะ”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะพี่” เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยพยักหน้าและบอกลาพร้อมๆ กัน
เด็กสาวทั้งสองกรอกรหัสผ่านเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เข้าบ้านพักไป
ถังเสวี่ยจัดการปิดประตูแล้วเดินไปที่หน้าโซฟา เธอวางถุงไว้ในห้องรับแขก
ป้าหวังได้ยินเสียงเข้าก็เดินออกมา พอเห็นว่าเฉิงหร่านกลับมาแล้วจึงเอ่ยถามขึ้น “คุณหนู กลับมากันแล้วเหรอคะ!”
เฉิงหร่านมองป้าหวังที่เดินออกมาด้วยความตกใจพลางพูดขึ้นอย่างประหลาดใจ “ป้าหวัง ดึกขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่นอนอีกคะ”
ป้าหวังรู้สึกอึดอัดไปบ้างเล็กน้อย “คุณหนู ป้ากำลังรอพวกคุณหนูกลับมาอยู่น่ะค่ะ”
เฉิงหร่านมองป้าหวังแล้วไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี “ป้าหวังคะ ต่อไปถ้าเกินสี่ทุ่มไปแล้วป้าไม่ต้องรอพวกเรานะคะ เข้านอนไปได้เลยค่ะ!”
ป้าหวังยิ้มออกมา “ค่ะ คุณหนูคะ ป้าซักชุดเครื่องนอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็แห้งแล้วด้วย ป้าเห็นคุณหนูบอกว่าจำเป็นต้องรีบใช้ เลยเอามาตากลมผึ่งให้แห้งแล้ว ตอนนี้ใช้ได้แล้วค่ะ เสื้อผ้ามีหลายตัวที่จำเป็นต้องแยกซัก เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ถึงจะเก็บมาได้ค่ะ”
เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยอึ้งไปแล้ว
นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเธอสองคนแค่ออกไปเดินเล่นเฉยๆ ป้าหวังคนนี้ก็จัดการผ้าห่มอะไรต่างๆ นานาเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เฉิงหร่านไม่คิดว่าพี่เลี้ยงคนนี้จะขยันขันแข็งขนาดนั้น ไม่แอบอู้เลยแม้แต่นิดเดียว
เธอพยายามตั้งสติอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยถามขึ้น “ป้าหวังทานข้าวหรือยังคะ”
ทางที่ดีที่สุดช่วยอย่าบอกเธอเลยว่าหลังจากพวกเธอออกไปแล้วป้าหวังก็เอาแต่ทำงาน จากนั้นก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยมาจนถึงตอนนี้
ป้าหวังตอบตามจริง “ป้าทานแล้วค่ะคุณหนู”
เฉิงหร่านได้ยินแล้วจึงพยักหน้า “งั้นก็ดีแล้วค่ะ ป้าไปนอนเถอะค่ะ เดี๋ยวพวกหนูจะไปอาบน้ำแล้ว”
ป้าหวังชะงักไปหากแต่ยังคงพยักหน้ารับแล้วเดินขึ้นชั้นบนไป
เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยเองก็ถือถุงหิ้วใบแล้วใบเล่าขึ้นชั้นบนไปด้วยเหมือนกัน จากนั้นก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำ
เฉิงหร่านสวมชุดนอนผ้าไหมแบบชุดกระโปรง หลังจากเป่าผมจนแห้งแล้วก็เริ่มเปลี่ยนผ้าปูเตียงกับปลอกผ้าห่ม รวมถึงนำผ้าม่านออกมาแขวน
แขวนผ้าม่านคนเดียวเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากพอสมควร เพราะเฉิงหร่านซื้อผ้าม่านยาวกรอมพื้นแบบแขวนเตียงเจ้าหญิงสี่มุมมา ให้ยืนอยู่บนเตียงคนเดียวแล้ววิ่งไปวิ่งมาแบบนี้เหนื่อยจริงๆ
ในตอนนั้นเอง ที่บานประตูก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“พี่ นอนหรือยังคะ” เสียงของถังเสวี่ยดังเข้ามา
เฉิงหร่านรีบลงจากเตียงแล้ววิ่งจู๊ดไปเปิดดึงให้ถังเสวี่ยเข้ามา “เธอมาพอดีเลย ช่วยพี่แขวนม่านหน่อยสิ ของเธอเดี๋ยวพี่ไปช่วยแขวนนะ แบบนี้ค่อยง่ายขึ้นหน่อย”
ถังเสวี่ยอมยิ้มมุมปาก ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มลงมือ
เด็กสาวทั้งสองง่วนอยู่กับการแขวนมุ้งจนเสร็จเรียบร้อย ลำดับถัดมาก็นำผ้าม่านไปเปลี่ยน จนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย
เฉิงหร่านกวาดตามองรอบห้องโดยละเอียด เตียงหลังหนึ่งแขวนมุ้งสีทองอ่อนแบบยาวกรอมพื้นเอาไว้ ผ้าปูเตียงกับปลอกผ้าห่มสีแดงสดออกสีทึมๆ
เห็นแล้วให้ความรู้สึกว่าสีฉูดฉาดแต่ก็ไม่ได้สูญเสียความหรูหราไป ผ้าม่านแบบยาวกรอมพื้นสีน้ำตาลเข้มเป็นแบบที่เปิดแยกออกจากกันสองข้างได้ ท้องฟ้าด้านนอกกระจกตอนนี้กลายเป็นสีดำของท้องฟ้ายามค่ำคืนไปแล้ว
เฉิงหร่านพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เธอมองถังเสวี่ยแล้วพูดขึ้น “ไปกันคุณน้องสาว พี่ไปช่วยเธอแขวน!”
ถังเสวี่ยไม่ขัดแย้งอะไร
หลังจากเข้ามาในห้องของถังเสวี่ย
ทั้งคู่เริ่มปฏิบัติภารกิจเปลี่ยนผ้าปูที่นอน เปลี่ยนปลอกผ้าห่ม แขวนม่านแขวนมุ้งกันอีกครั้ง
เพราะของที่เฉิงหร่านซื้อมาเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด ตอนทั้งคู่เอาออกมาใช้เลยไม่ลำบาก ไม่นานห้องของถังเสวี่ยก็ถูกแปลงโฉมจนใหม่เอี่ยม
ผ้าปูเตียงสีน้ำเงินอ่อนกับปลอกผ้าห่มสีน้ำเงินอ่อน มุ้งแบบยาวกรอมพื้น ผ้าม่านสีเบจ บรรยากาศของทั้งห้องดูแล้วสดใสและอบอุ่นมาก
เฉิงหร่านพยักหน้า “เสวี่ยเอ๋อร์ สไตล์แบบนี้เหมากับเธอมากเลย!”
ถังเสวี่ยพยักหน้าเช่นกัน “หนูชอบมากค่ะ”
เฉิงหร่านเห็นว่าตอนนี้ถังเสวี่ยเปลี่ยนมาสวมชุดนอนสีขาวแบบชุดกระโปรงเรียบง่ายตัวหนึ่งแล้ว เด็กสาวก็อ้าปากหาวหวอดหนึ่ง “พวกเราเข้านอนกันเถอะ ง่วงจัง”
ถังเสวี่ยพยักหน้า เธอเองก็ง่วงมากเหมือนกัน
เฉิงหร่านออกจากห้องของถังเสวี่ยมาแล้วเข้าห้องตัวเองไป
เมื่อเฉิงหร่านกลับมาถึงห้อง เธอจัดการปิดประตู เดินไปที่ปลายเตียง จากนั้นแง้มมุ้งให้เปิดออกแล้วปีนเข้าไป ก่อนที่จะห่มผ้าห่มและผล็อยหลับไป
ตอนที่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นวันถัดไปเรียบร้อยแล้ว
เฉิงหร่านขยี้ตาด้วยความงัวเงีย
แว่บแรก ภาพที่ฉายขึ้นบนม่านตาก็คือผืนมุ้งสีทองอ่อน
ชั่วขณะหนึ่ง เฉิงหร่านงุนงงไปบ้างเล็กน้อย เธอไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
เด็กสาวพึมพำเบาๆ “กี่โมงแล้ว”
เธอยื่นมือออกไปนอกผ้ามุ้งโดยที่ยังไม่ได้สติ จากนั้นก็คลำหาโทรศัพท์มือถือที่โต๊ะบนหัวเตียง
มือเล็กกดลงที่ปุ่มโฮมของโทรศัพท์มือถือทีหนึ่ง ทำให้หน้าจอสว่างจ้าขึ้นมาทันที
เฉิงหร่านหรี่ตามองด้วยความที่ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ ‘10:13 นาฬิกา’ แล้ว
เธอสะบัดมือวูบ จากนั้นโทรศัพท์มือถือก็ถูกโยนไปไว้ที่บนหัวเตียง เด็กสาวปัดผ้าห่มออกจากตัวแล้วแง้มมุ้งให้เปิดออกด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนจะสวมรองเท้าแตะและลุกขึ้นยืน
เดินไปได้สองสามก้าวก็เปิดผ้าม่านที่หน้าต่างออก ทำให้แสงอาทิตย์สว่างจ้าสาดส่องเข้ามาทันที
เฉิงหร่านหรี่ตาลง วันนี้อากาศดีมากจริงๆ
เฉิงหร่านเปิดบานประตูกระจกแล้วก็เดินออกไป
ด้านนอกเป็นระเบียง เธอหย่อนกายนั่งลงบนเสื่อสานข้างๆ ระเบียง พิงอยู่อย่างเกียจคร้านพร้อมกับหลับตาลง
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์นะ อากาศดีขนาดนี้ควรทำอะไรดี
ตอนนี้สิบโมงกว่าแล้ว ไม่รู้ว่าพวกถังเสวี่ยจะกินข้าวกันแล้วหรือยัง
ยายเด็กคนนี้เมื่อคืนนอนดึกเสียขนาดนั้น คงไม่ใช่ว่าตอนนี้ยังหลับอยู่หรอกนะ!
มุมปากของเฉิงหร่านเม้มเข้าหากัน เธอลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าห้องไปหยิบชุดวอร์มสีขาวแขนกุดมาตัวหนึ่ง จากนั้นหยิบชุดชั้นในอีกชุดแล้วเดินเข้าห้องอาบน้ำไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง
เฉิงหร่านแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็เปิดประตูห้องออกแล้วเดินถือโทรศัพท์มือถือออกไป
เฉิงหร่านเหลือบขึ้นมองไปยังห้องของถังเสวี่ยที่อยู่ข้างๆ แล้วเอื้อมมือออกไปเคาะประตู “เสวี่ยเอ๋อร์ ตื่นหรือยัง”
ด้านในไม่มีเสียงอะไร
เฉิงหร่านนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอยังไม่ได้ผลักประตูเข้าไป อย่างไรทุกคนล้วนแต่ต้องการพื้นที่ส่วนตัว จะบุกเข้าไปในห้องคนอื่นตามอำเภอใจไม่ได้
เด็กสาวเดินลงชั้นล่างมาอย่างไม่รีบร้อน เพิ่งจะมาถึงชั้นหนึ่งก็เห็นถังเสวี่ยกำลังทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะในห้องรับแขก
วันนี้เธอสวมเสื้อแขนสั้นสีขาวกับกางเกงเอี๊ยมยีน เห็นแล้วดูเป็นเด็กสาวที่สดใสมากๆ
เฉิงหร่านเดินเข้าไปพลางพูดยิ้มๆ “เสวี่ยเอ๋อร์ กินข้าวเช้าหรือยัง”
ถังเสวี่ยเงยหน้าขึ้นมาเห็นเฉิงหร่านก็วางปากกาในมือลงทันที “พี่ หนูกินแล้ว พี่หิวมั้ย”
“หิวนิดหน่อย นอนมาตั้งนานขนาดนั้นจะไม่ให้หิวได้ยังไงล่ะ”
ป้าหวังได้ยินเข้าก็เดินออกมาจากห้องครัวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “คุณหนูคะ ป้าทำอาหารเช้าไว้ให้คุณหนูแล้ว เดี๋ยวป้ายกออกมาให้คุณหนูเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
เฉิงหร่านตอบกลับยิ้มๆ “ป้าหวังคนดีที่สุดเลย เร็วหน่อยค่ะๆ หนูหิวแล้ว”
ไม่นานนัก
ป้าหวังก็ยกแฮมกับไข่เจียวออกมาจากห้องครัว อีกทั้งยังมีนมสดอีกหนึ่งแก้วมาวางอยู่บนโต๊ะด้วยกันด้วย
เฉิงหร่านเดินไปนั่งลงแล้วค่อยๆ เริ่มลงมือกิน จนเมื่อกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย
เฉิงหร่านก็พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ป้าหวังคะ รสมือป้านี่เยี่ยมจริงๆ เลยค่ะ”
ป้าหวังยิ้มติดจะเขินไปนิดๆ เธอเก็บจานแล้วก็เดินเข้าห้องครัวไป
เฉิงหร่านสวมรองเท้าส้นเตี้ยคู่หนึ่งวิ่งเหยาะๆ ออกไป “เสวี่ยเอ๋อร์ อีกเดี๋ยวออกไปเที่ยวข้างนอกกันเถอะ! พรุ่งนี้เธอก็จะไปเรียนแล้ว จะไม่ได้เที่ยวไปอีกตั้งอาทิตย์นึงแน่ะ”
ถังเสวี่ยเงยหน้าขึ้น “อะไรเรียกว่าหนูต้องไปเรียนน่ะ พี่ก็ไปด้วยเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เมื่อกี้พูดเหมือนกับว่ามีแค่หนูไปโรงเรียนคนเดียวอย่างนั้นแหละ”
เฉิงหร่านหรี่ตาลงพลางหัวเราะเจ้าเล่ห์สองที “พรุ่งนี้เป็นวันแรกของการฝึกทหารน่ะ พี่ไม่ต้องไป”
“อะไรนะ พี่ไม่ไปเหรอ พี่ไม่ได้เป็นไข้ใช่มั้ย! ยังไม่เคยได้ยินว่ามีคนขอไม่ร่วมการฝึกทหารได้เลยนะ” ถังเสวี่ยมองหน้าเฉิงหร่านอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยคำพูดที่ว่า ‘ที่เธอเป็นหวัดไข้ขึ้นยังไม่หายดีใช่มั้ยเฉิงหร่าน’
“ฮ่าๆ ช่วยไม่ได้ พ่อกับแม่ฉันตกลงกับโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว ถ้าเกิดไม่ได้จริงๆ ถึงเวลาค่อยว่ากันแล้วกัน”
ถังเสวี่ยเบะปาก “พี่ทำกระดี๊กระด๊าให้มันน้อยๆ หน่อย”
“อิๆ อีกเดี๋ยวตอนบ่ายไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกันนะ! ไม่ได้ไปตั้งนานแล้ว เธอต้องไม่เคยไปแน่ๆ พี่จะพาเธอไปเที่ยวเอง” เฉิงหร่านเปิดประเด็นสนทนาโดยพูดเสนอพลางหัวเราะร้ายๆ
ถังเสวี่ยตาลุกวาวทันที
ฐานะของครอบครัวเธอไม่ดี ตั้งแต่เด็กเลยยังไม่เคยไปสวนสนุกมาก่อน
ตอนเด็กๆ เธออยากไปมาก แต่พ่อกับแม่ของเธอไม่เคยเอ่ยปากว่าจะพาไปเลย นานวันเข้าเธอเลยไม่อยากไปแล้วเหมือนกัน!
ตอนนี้จู่ๆ ก็บอกว่าจะพาเธอไปสวนสนุก เธอเลยคาดหวังขึ้นมาบ้างเหมือนกัน!
เฉิงหร่านเห็นสายตาคาดหวังน้อยๆ ของถังเสวี่ยแล้วก็อมยิ้มมุมปากไม่พูดอะไรให้มากความอีก
เห็นถังเสวี่ยทำการบ้านแล้วเฉิงหร่านก็หยิบสมุดจดของตัวเองออกมาเริ่มทำการบ้านสำหรับวันหยุดสัปดาห์ครั้งแรกนับแต่เปิดเทอมด้วยอีกคน
ทั้งสองคนนั่งพลิกหน้ากระดาษขีดๆ เขียนๆ และเปิดหนังสืออ่านอยู่ข้างกัน!
เวลาเลยผ่านไปทีละนิดทีละหน่อยด้วยประการฉะนี้
ไม่ทันได้รู้ตัวก็เที่ยงตรงแล้ว
ป้าหวังทำอาหารเที่ยงเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเธอได้ยินเสียงตะโกนของป้าหวังดังขึ้น
คราวนี้ทั้งสองคนถึงได้หันเหความสนใจออกมาจากการบ้านแล้วเงยหน้าขึ้น
เฉิงหร่านบิดขี้เกียจเล็กน้อยแล้วเดินไปที่โต๊ะอาหารด้วยกันกับถังเสวี่ย
พอมาถึงที่หน้าโต๊ะอาหาร เฉิงหร่านก็มองดูอาหารที่ป้าหวังทำในวันนี้
มีปลากะพงนึ่งหนึ่งตัว ดอกกะหล่ำหนึ่งจาน เนื้อหมูไม่ติดมันผัดพริกหยวกหนึ่งจาน ซุปกระดูกหมูหนึ่งชาม เข้าตำราอาหารสามอย่างน้ำแกงหนึ่งถ้วย ดูแล้วไม่เลวทีเดียว
ป้าหวังเห็นเฉิงหร่านเอาแต่ยืนจ้องอาหารที่เธอทำอย่างครุ่นคิด ครู่หนึ่งเธออดเริ่มหวั่นใจไม่ได้
เธอหลงคิดไปแล้วว่าเฉิงหร่านไม่พอใจและเตรียมจะบ่นเธอแล้ว
นี่เป็นเมนูอาหารที่เธอทำออกมาเอง ความจริงแล้วตอนนั้นเธออยากถามคุณหนูทั้งสองคนอยู่ว่าอยากกินอะไรกัน
แต่พอเห็นพวกเธอยุ่งอยู่กับการทำการบ้านก็ไม่กล้ารบกวน เลยได้แต่ลองคิดเมนูอาหารผัดแบบที่รสอ่อนๆ กับน้ำแกงมาหนึ่งอย่าง!
ตอนที่เฉิงหร่านดึงเก้าอี้ออกทำท่าจะนั่งลงกินข้าวนั้นเอง
ป้าหวังพูดขึ้นอย่างลังเล คล้ายว่าเสียงก้องสะท้อนอยู่ในห้องอาหาร “คุณหนูคะ พวกคุณไม่ชอบอาหารพวกนี้ใช่หรือเปล่าคะ”
หลังจากได้ยินที่ป้าหวังถาม
เฉิงหร่านดึงเก้าอี้ออกแล้วนั่งลง จากนั้นส่ายหน้าพร้อมพูดด้วยท่าทางค่อนข้างงุนงง “เปล่าค่ะ ป้าหวังทำได้ดีมากเลยค่ะ”
ถังเสวี่ยป้องปากหัวเราะ “พี่ เมื่อกี้พี่ยืนจ้องอยู่ตั้งนานสองนาน หนูก็นึกว่าพี่ไม่ชอบกินของพวกนี้เสียอีก!”
เฉิงหร่านหยิบตะเกียบขึ้นอย่างลำบากใจ เธอคีบปลาชิ้นหนึ่งเข้าปากเคี้ยว คราวนี้ถึงได้ยิ้มออกมาบางๆ พลางว่า “นั่นแค่ทำไปเองโดยไม่รู้ตัวนี่ แปลกตรงไหน ปลานี่อร่อยมากเลย เธอลองชิมดูสิเสวี่ยเอ๋อร์...”
ถังเสวี่ยพยักหน้าพลางคีบมากินด้วยชิ้นหนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าและพูดออกมาเหมือนกัน “อร่อยมากจริงๆ ป้าหวังทำอาหารเก่งจังเลยค่ะ”
ป้าหวังยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหารมองคุณหนูทั้งสองกินอาหารเที่ยงแล้วรอยยิ้มก็พลันปรากฏขึ้นในแววตา ในใจก็ไม่ได้กังวลมากถึงขนาดนั้นแล้ว
เธอตั้งใจสังเกตว่าคุณหนูสองคนนี้กินอาหารในจานไหนเยอะ จานไหนกินน้อย แบบนี้ครั้งต่อไปเวลาเธอทำอาหารมาจะได้รู้ว่าพวกเธอชอบกินรสชาติแบบไหน
เฉิงหร่านคีบปลาขึ้นมาอีกชิ้น คราวนี้เธอมองป้าหวังแล้วถาม “ป้าหวังทานอะไรหรือยังคะ”
ป้าหวังส่ายหน้าด้วยท่าทางลนลานเล็กน้อยพลางตอบกลับ “ป้ายังไม่ได้ทานค่ะคุณหนู”
เฉิงหร่านรู้สึกประหลาดใจไปเล็กน้อย ไม่ได้กินก็ไม่ได้กินสิ จะตกใจขนาดนั้นทำไม
เธอไม่ได้จะทำอะไรเสียหน่อย!
คิดถึงตรงนี้เฉิงหร่านก็มองป้าหวังด้วยท่าทางค่อนข้างไม่สบอารมณ์อีกครั้ง
ป้าหวังตกใจแทบตายแล้ว
เธอไม่ได้แอบไปกินข้าวคนเดียวจริงๆ เจ้านายยังไม่ได้กินเลย เธอจะกล้าแอบไปกินก่อนคนเดียวได้อย่างไร
ถังเสวี่ยเคาะนิ้วลงกับโต๊ะทีหนึ่ง
โต๊ะอาหารเป็นชุดโต๊ะกับเก้าอี้ไม้สีน้ำตาลเข้ม บนโต๊ะยังเชื่อมติดอยู่กับกระจกอีกแผ่นหนึ่งด้วย
ถังเสวี่ยเคาะแบบนี้เลยเกิดเป็นเสียงต๊อกๆๆ ดังออกมา
เฉิงหร่านหันหน้ากลับมาถามอย่างไม่เข้าใจ “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอเป็นอะไรไป”
ถังเสวี่ยมองค้อนใส่เฉิงหร่านทีหนึ่ง “พี่ มัวทำอะไรอยู่น่ะ เรายังไม่ได้กินข้าวกันเลย ป้าหวังแกไม่มีทางแอบไปกินคนเดียวก่อนได้อยู่แล้ว พี่จะทำให้ป้าแกตกใจตายเหรอ”
“พี่จะไปรู้ได้ยังไงเล่า อยู่ๆ ก็แค่อยากถามดูเฉยๆ ว่าป้าแกกินหรือยัง ถ้ายังไม่ได้กินจะได้มากินด้วยกันเลย ไม่งั้นให้ป้าแกยืนดูพวกเรากินแบบนี้มันกินไม่ค่อยลงเท่าไร พี่ไม่รู้เสียหน่อยว่าแกจะตกใจขนาดนั้น เห็นแล้วคิดว่าแกกลัวพี่มากพี่ก็เลยหงุดหงิดน่ะสิ!” เฉิงหร่านพูดพลางกัดตะเกียบ
ถังเสวี่ยยกมือขึ้นก่ายหน้าผากอย่างจนใจ แต่สุดท้ายเธอก็เดานิสัยเฉิงหร่านได้แล้ว
เฉิงหร่านเป็นคนซื่อๆ ตรงไปตรงมา คิดอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้น ไม่ได้ทำอ้อมค้อมอะไรมากมาย
มีอยู่หลายครั้งที่เธอไม่ได้เจตนาไม่ดีแท้ๆ แต่วิธีการพูดกลับทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังเหน็บแนมอยู่เสียอย่างนั้น
หรือนี่คือที่มาของคำพูดที่ว่า ‘ฉันไม่ได้คิดอะไรเลยนะ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอคิดมากเกินไปเท่านั้นเอง’ กันนะ
มีอยู่หลายครั้งที่คนอื่นอาจจะโมโหไปแล้ว และพี่สาวของเธอคนนี้ก็รู้สึกว่าคนคนนั้นอยู่ๆ ก็โมโหโดยไม่มีเหตุผลด้วยล่ะมั้ง!
คิดถึงตรงนี้ถังเสวี่ยก็หลุดยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
เฉิงหร่านกลอกตาใส่เธอทีหนึ่งแล้วไม่สนใจเธออีก
“ป้าหวังคะ ต่อไปเวลากินข้าวมานั่งกินด้วยกันเถอะค่ะ! หนูไม่ชอบให้มีคนมามองเวลาหนูกิน แล้วป้าก็อย่าเอะอะก็มองหนูด้วยท่าทางหวาดๆ แบบนั้นอีกนะคะ ป้าเป็นแบบนี้หนูเห็นแล้วหงุดหงิดมากเลย ต่อไปป้าทำตัวสบายๆ หน่อย อยู่บ้านหนูไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมายขนาดนั้นหรอกค่ะ” เฉิงหร่านพูดจบก็ยู่ปากใส่ป้าหวัง
“ค่ะ คุณหนู”
ป้าหวังคลายกังวลลงไปเปราะหนึ่ง ที่แท้แล้วคุณหนูคนนี้ไม่ได้ไม่ชอบที่เธอปรนนิบัติแบบนี้ ต่อไปเธอจะจำเอาไว้
เฉิงหร่านมองป้าหวังหยิบชามกับตะเกียบออกมาใหม่อีกชุดหนึ่งแล้วมายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ด้านข้าง ท่าทางดูเหมือนไม่รู้ว่าจะนั่งตรงไหนดี
เห็นแล้วก็ยื่นมือออกไปชี้ที่นั่งตำแหน่งด้านข้างถังเสวี่ยพลางว่า “นั่งเถอะค่ะ! ไม่ต้องเกร็งหรอกค่ะ หนูไม่ชอบคนแบบนี้”
ป้าหวังรีบพยักหน้าแล้วนั่งลงเริ่มกินข้าวทันที
เฉิงหร่านยักคิ้วสวยๆ ของเธอ
…………………………………………………