Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 021 ตอนที่ 21
ตอนที่ 21 โมโหจนปอดแทบจะระเบิดแล้ว
ป้าหวังคนนี้คุยกับเธออยู่ดีๆ ก็จะประหม่าจนตัวเกร็ง พูดออกมาตรงๆ เลยว่าให้แกทำอะไรแบบนี้สะดวกกว่า
แค่คำว่า ‘หนูไม่ชอบมากๆ’ ประโยคเดียวเธอก็เชื่อฟังเฉิงหร่านแต่โดยดีแล้ว
ถังเสวี่ยส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
พี่เลี้ยงที่ทำงานให้คนรวยมาตลอดแบบนี้เหมือนป้าหวังนี่ต้องเรียนรู้หลักเกณฑ์มาไม่น้อยแน่ๆ จะให้เธอคุ้นชินกับวิธีการทำงานแบบนี้เห็นทีคงต้องใช้เวลานานโขเธอถึงจะชินล่ะมั้ง!
เห็นป้าหวังนั่งลงแล้วเฉิงหร่านก็มองถังเสวี่ยพลางพูดขึ้น “เสวี่ยเอ๋อร์ ถ้าเธอไม่กลับบ้านวันเสาร์อาทิตย์พ่อแม่เธอจะโอเคหรือเปล่า”
ถังเสวี่ยเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบกลับเสียงเรียบ “ไม่หรอก แต่พวกเขาแค่จะโทรมาถามหนู เดี๋ยวอีกแป๊บนึงหนูจะโทรกลับไปหาที่บ้าน”
“ไม่งั้นคืนนี้เธอพาพี่กลับไปที่บ้านกับเธอมั้ย เดี๋ยวฉันอธิบายให้คุณลุงคุณป้าฟังเองว่าให้พวกเขาไม่ต้องเป็นห่วง ฉันจะไม่รังแกเธอ” เฉิงหร่านพูด
“ไม่ต้องหรอกค่ะพี่” ถังเสวี่ยปฏิเสธ “พ่อกับแม่หนูไม่ค่อยถูกจริตกับพวกลูกเศรษฐีเท่าไร ถ้าพี่ไปหนูกลัวว่าพวกเขาจะโมโห”
เฉิงหร่านมองถังเสวี่ยแล้วเม้มปาก “พวกเราก็ถือว่าเป็นพี่น้องบุญธรรมกันแล้วนะ จะไม่ไปเจอพ่อแม่ของกันและกันตลอดชีวิตน่ะเป็นไปไม่ได้หรอก ไว้ว่างๆ พี่ก็จะพาเธอไปแนะนำให้พ่อกับแม่พี่รู้จักเหมือนกัน เสวี่ยเอ๋อร์ เธอต้องเข้าใจว่ามีแต่ต้องให้พ่อกับแม่เห็นด้วยแล้วเท่านั้น พวกเราถึงจะถือว่าเป็นพี่น้องบุญธรรมกันจริงๆ ได้”
ถังเสวี่ยขมวดคิ้วนิดๆ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ยอมหรอก แต่พอนึกถึงแม่ของเธอขึ้นมา...
ถังเสวี่ยเองก็บอกไม่ค่อยถูก บางทีแม่อาจจะอาละวาด ด้วยเหตุนี้เธอเลยนึกลังเลไป
“เอ่อ...เอาอย่างนี้แล้วกัน เรื่องนี้ไว้เธอรู้สึกว่าจังหวะเวลามันเหมาะสมจะไปบอกให้คุณลุงคุณป้ารู้เมื่อไร เธอก็มาบอกพี่แล้วกัน ถึงตอนนั้นค่อยไปเจอกันอย่างเป็นทางการ” เฉิงหร่านยอมถอยให้ เห็นได้ชัดมากว่าเธอไม่อยากทำให้ถังเสวี่ยลำบากใจ
“อื้ม...รู้แล้วค่ะพี่” ถังเสวี่ยไม่ได้ปฏิเสธเหมือนกัน เธอตอบตกลงข้อเสนอนี้ไป
บางทีผ่านไปนานวันเข้า แม่รู้เรื่องนี้แล้วอาจจะไม่ได้ต่อต้านขนาดนั้นแล้วก็ได้
ป้าหวังคอยฟังอยู่เงียบๆ โดยตลอด เธอไม่ได้ออกความเห็นใดๆ
เธอจำได้ขึ้นใจว่าสถานะของตัวเองคือพี่เลี้ยง
ทั้งสามคนเริ่มพูดคุยเรื่อยเปื่อยพร้อมกับกินข้าวไปด้วย รู้ตัวอีกทีก็จัดการปลาทั้งตัวจนแทบหมดเกลี้ยงแล้ว
ระหว่างที่เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยคุยกันก็ไม่ลืมที่จะหันมาถามป้าหวังด้วยเป็นพักๆ เกี่ยวกับเรื่องครอบครัวของเธอว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง...
ตอนนั้นเอง ป้าหวังได้เผยยิ้มออกมา เธอตอบกลับมาประโยคแล้วประโยคเล่า
แล้วทั้งสามคนก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว...
หลังจากมื้ออาหารเที่ยงผ่านไป
เฉิงหร่านกับถังเสวี่ยนั่งทำการบ้านกันต่อในห้องนั่งเล่น ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงครึ่ง
ทั้งคู่นั่งทำการบ้านของตัวเองเงียบๆ อยู่ข้างๆ กัน
แสงแดดส่องผ่านช่องว่างเล็กๆ ที่ผ่านม่านเข้ามา ตกกระทบลงบนร่างของเด็กหญิงในวัยสาวสะพรั่ง ทั้งหมดนี้ดูแล้วช่างเป็นภาพที่งดงามและบริสุทธิ์เหลือเกิน
เวลาค่อยๆ ผ่านไปช้าๆ
แล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง
เฉิงหร่านขมวดคิ้วนิดๆ ก่อนจะวางปากกาลงแล้วลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เย็นดูของด้านใน
ในตู้เย็นไม่ได้มีของอยู่ประปรายแค่สองสามอย่างแล้ว ทั้งตู้เย็นอัดแน่นไปด้วยผลไม้และเครื่องดื่ม
เฉิงหร่านหยิบพุดดิ้งออกมาสองถ้วย จากนั้นหยิบช้อนพลาสติกขนาดเล็กมาสองคัน เสร็จแล้วจึงคว้าหมับปิดประตูตู้เย็นลง
“เสวี่ยเอ๋อร์ พักแป๊บนึงเถอะ! พี่ทำเสร็จแล้ว เธอไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามพี่นะ” เฉิงหร่านพูดพลางยื่นพุดดิ้งถ้วยหนึ่งไปให้
ถังเสวี่ยขยี้ตาก่อนจะยื่นมือมารับไปแกะกิน กินไปคำหนึ่งแล้วถึงได้พูดขึ้น “รู้แล้วค่ะพี่”
เฉิงหร่านกินพุดดิ้งเข้าไปคำหนึ่งแล้วจึงเดินไปที่ระเบียง เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า จากนั้นก็มองไปที่ตึกบ้านพักที่อยู่ในละแวกบ้าน
เขียนหนังสืออยู่นานแล้ว ต้องมองไปที่ที่อยู่ไกลๆ ให้สายตาได้ผ่อนคลายบ้างสักพัก
เฉิงหร่านยืนอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อกินพุดดิ้งหมดแล้วจึงเดินเข้ามา
ภาพที่เห็นคือถังเสวี่ยก้มหน้าก้มตาเริ่มทำการบ้านอีกแล้ว
เฉิงหร่านเดินเข้าไปดู เมื่อสำรวจโดยละเอียดแล้วเห็นว่ามีตรงไหนผิดก็บอกให้ถังเสวี่ยรู้ พร้อมกับแนะให้เธอรู้ว่าต้องแก้โจทย์อย่างไร
ถังเสวี่ยไม่ได้รู้สึกเกรงใจเพราะการกระทำแบบนี้แต่อย่างใด
เฉิงหร่านไม่ค่อยรู้จักวิธีการเข้าหาคนอื่นเท่าไร แต่นั่นเป็นเพราะสถานะของเธอที่ทำให้เธอถูกตามใจมาตั้งแต่เกิด แต่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าการเรียนของเธอนับว่าอยู่อันดับต้นๆ เลย
เธอเป็นแค่คนที่ได้คะแนนสอบเข้ามัธยมศึกษาตอนปลายเป็นอันดับที่เจ็ดเท่านั้น แต่เฉิงหร่านคืออันดับหนึ่งเชียวล่ะ
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะคิดว่าเฉิงหร่านอาศัยอิทธิพลของที่บ้านยัดใต้โต๊ะเข้ามา แต่เธอรู้ว่าเฉิงหร่านขยันมาก
เธอเคยแอบถามเฉิงหร่านว่า ‘ทำไมบ้านรวยแล้วยังต้องตั้งใจเรียนขนาดนั้นอีกเหรอ ต่อให้เธอไม่มีวิชาความรู้อะไรติดตัวเลยก็ยังมีความสุขทำอะไรตามใจอยากไปได้ตลอดชีวิตอยู่ดี ทำไมต้องลำบากขนาดนั้นด้วย!’
เธอจำท่าทางของเฉิงหร่านที่พูดตอนนั้นได้เสมอ
นั่นเป็นท่าทางมั่นใจ ทะนงตน แล้วก็ไม่ยอมแพ้
“เพราะว่าพ่อกับแม่ของฉันมีลูกสาวแค่คนเดียวคือฉันน่ะสิ ถ้าฉันทำตัวเหลาะแหละ ต่อให้ในอนาคตได้สืบทอดกิจการของพ่อ ธุรกิจก็จะต้องเจ๊งแน่ๆ ถึงจะไม่เจ๊งแต่ก็จะถูกคนอื่นโกงเป็นว่าเล่นเหมือนกัน พ่อของฉันพยายามมาทั้งชีวิตเพื่อที่จะสร้างธุรกิจนี้ขึ้น จะให้มาพังด้วยฝีมือฉันได้ยังไงล่ะ อีกอย่างถึงฉันจะมีเงินแต่ก็ต้องมีศักดิ์ศรีแล้วก็ต้องมีความรู้ด้วย ไม่อย่างนั้นต่อไปมาบริหารงานที่บริษัทก็จะไม่มีใครเชื่อฟังหรอก”
ตอนนั้นถังเสวี่ยงุนงงอยู่หน่อยๆ
เธอเข้าใจมาตลอดว่าลูกคนรวยต่อให้ไม่เรียนหนังสือพวกเขาก็รับช่วงต่อกิจการของตระกูลพวกเขาได้เหมือนกัน อย่างไรเสียเจ้าของก็คือพ่อแม่ของพวกเขาทั้งนั้น ไม่ให้ยกให้ลูกตัวเองแล้วจะเก็บไว้ให้ใครอีกล่ะ
แต่เธอกลับไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคนพวกนั้นมีความความสามารถพอที่จะมาบริหารงานหรือเปล่า มีความรู้จะมาพัฒนางานต่อหรือไม่
ความคิดความอ่านของถังเสวี่ยเปิดกว้างขึ้นมากในชั่วพริบตา และก็ยิ่งทำให้เธอมุ่งมั่นขึ้นกว่าเดิมว่าจะตั้งใจเรียน
มีแค่แบบนี้เท่านั้นเธอถึงจะมีตัวตนในสังคมได้ มีแค่แบบนี้เท่านั้นถึงจะทำให้คนในครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แล้วก็มีแค่แบบนี้เหมือนกันถึงจะตอบแทนเธอได้ ตอบแทนพี่สาวของเธอ...
เฉิงหร่านไม่รู้ว่าคำพูดของเธอได้ไปสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงให้กับถังเสวี่ยโดยที่เธอไม่ได้เจตนา
ถังเสวี่ยเม้มปากเล็กน้อย เธอยิ้มออกมาแล้วตั้งใจฟังที่เฉิงหร่านพูด
มีต้องแก้ไขบ้างเป็นครั้งคราว ตรงไหนไม่ค่อยเข้าใจก็ถาม เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งทำการบ้านเสร็จ
ทั้งสองคนพักผ่อนกันครู่หนึ่ง
เฉิงหร่านยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาข้อมือ บ่ายสองกว่าแล้ว
“เสวี่ยเอ๋อร์ เดี๋ยวออกไปเที่ยวกันได้แล้วแหละ เธอต้องไปเอาของอะไรมั้ย”
ถังเสวี่ยลุกขึ้นยืนแล้วพูดประโยคหนึ่ง ‘หนูไปใส่รองเท้าก่อนนะคะ’
พูดจบแล้วก็ขึ้นชั้นบนไป
เฉิงหร่านส่ายหน้า ยังดีที่เธอเตรียมของตัวเองไว้แล้ว เธอแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เช้าแล้ว
ตอนนี้เฉิงหร่านนั่งพิงเก้าอี้สบายใจเฉิบ เธอค่อยๆ หรี่ตาลงแล้วเอ่ยปากตะโกนออกมา “ป้าหวังคะ?”
ป้าหวังเดินออกมาจากห้องซักผ้า ตัวยังมาไม่ถึงเสียงก็มาถึงก่อนแล้ว “คุณหนู มีอะไรหรือเปล่าคะ”
เฉิงหร่านมองป้าหวังแล้วชะงักไปเล็กน้อย
เธอนึกว่าป้าหวังไม่อยู่
ตั้งแต่ตอนที่เธอเดินไปหยิบพุดดิ้งก็ไม่เห็นวี่แววของป้าหวังแล้ว เธอเข้าใจว่าป้าหวังออกไปทำธุระข้างนอกแล้วเสียอีก
อย่างไรเสียป้าหวังก็เป็นแค่คนใช้ที่มีหน้าที่ทำอาหารกับเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย เวลาอื่นๆ ที่เหลือพวกเธอจัดการธุระของตัวเองกันได้
เธอไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ ไม่ได้สนุกกับการหาเรื่องให้ลูกจ้างทำงานไม่หวาดไม่ไหวหรอก
ทุกคนต่างก็ต้องการอิสระกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่กับลูกจ้างด้วยเหมือนกัน
“ป้าหวังคะ ป้าอยู่ในห้องซักผ้าตลอดคงไม่ได้เอาแต่ซักผ้าจนถึงตอนนี้หรอกใช่มั้ยคะ” เฉิงหร่านพูดจบแม้แต่ตัวเองก็ยังรู้สึกละอายใจอยู่บ้างเหมือนกัน
ชั่วแว่บหนึ่งความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นเจ้านายจอมโหดช่างเผด็จการที่ชอบกดขี่ลูกน้องพลันก่อตัวขึ้นในใจของเธอโดยไม่มีเหตุผล ตกลงแล้วมันเรื่องอะไรกัน
ทว่าป้าหวังกลับไม่ได้คิดมากขนาดนั้น เธอตอบกลับมาทันทีด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ใช่แล้วค่ะ เสื้อผ้าของคุณหนูมีอยู่หลายตัวมากที่ต้องแยกซัก ป้าไม่มีอะไรทำพอดีก็เลยไปซักผ้าค่ะ”
เฉิงหร่านเงียบไปนิดหน่อย ก่อนที่จะค่อยๆ พูดขึ้น “คราวหลังนอกจากเวลาทำอาหารแล้วก็เวลาทำความสะอาดบ้าน เวลาอื่นๆ ป้าพักผ่อนได้นะคะ เข้าใจมั้ยคะ”
ป้าหวังชะงักไป เธอรู้สึกค่อนข้างประหลาดใจ
เธอไม่นึกว่าคุณหนูอายุน้อยคนนี้จะเอาใจใส่ลูกจ้างแบบพวกเธอขนาดนี้ ยังมีเวลาให้พักผ่อนได้อีกแน่ะ
แต่เธอก็ยังคงตอบกลับไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอยู่ดี “ค่ะคุณหนู ป้ารู้แล้วค่ะ แต่ว่าสองสามวันนี้มีงานให้ทำเยอะ ป้าเองก็อยู่ว่างๆ เลยหยิบมาทำพลางๆ น่ะค่ะ วันหลังป้าจะพักผ่อนนะคะ”
เฉิงหร่านไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแต่พยักหน้าเท่านั้น เธอยื่นมือออกไปส่งบัตรใบหนึ่งให้ป้าหวังพลางว่า “ในนี้มีอยู่สองสามหมื่นหยวนนะคะ ป้าเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก่อนแล้วกันค่ะ ป้าซื้อของตั้งเยอะแยะขนาดนั้น เงินพวกนั้นคงใช้ได้อีกไม่นานเท่าไรแล้ว ถ้าหนูไปเรียนแล้วคงไม่มีเวลาเอาให้ป้าแล้วล่ะค่ะ ไว้ตอนที่ไม่มีเงินเหลือในบัตรแล้วหนูจะได้รับข้อความแจ้งเตือน ถึงตอนนั้นหนูจะโอนเงินให้ป้า ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีเงินใช้นะคะ”
ป้าหวังเองก็ไม่ได้บ่ายเบี่ยงหรือตอบปฏิเสธเช่นกัน เธอพยักหน้าแล้วรับไป
อย่างไรเธอก็เคยเป็นพี่เลี้ยงให้เศรษฐีมาก่อน เงินพวกนี้เธอเคยเห็นมาก่อนแล้ว
นิสัยการกินของคุณหนูสองคนนี้ถือว่าไม่ใช่คนที่เลือกกินอะไรแล้ว
“ป้าไปทำงานต่อเถอะค่ะ! ตอนเย็นทำอะไรกินเองหน่อยแล้วกันนะคะ พวกหนูจะกินข้าวกันข้างนอกแล้วค่อยกลับมา”
ป้าหวังตอบรับแล้วเดินจากไป
เฉิงหร่านสั่งงานที่ต้องจัดการในบ้านเรียบร้อยแล้วก็ลุกขึ้นยืนพลางล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาโทรศัพท์หาอันจื่อเฉิน ไม่นานนักปลายสายก็กดรับ
“พี่ ว่างมั้ยคะ หนูกับถังเสวี่ยว่าจะไปเที่ยวสวนสนุกกัน พวกพี่มาด้วยกันมั้ยคะ”
คนในสายเงียบไปสักพัก ขณะที่ได้ยินเสียงคุยปรึกษากันเบาๆ ดังลอดออกมา
ครู่หนึ่งผ่านไป
น้ำเสียงที่เหมือนกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิโชยมากระทบหน้าของอันจื่อเฉินถึงได้ลอยเข้ามาในหูของเฉิงหร่าน “โอเค เดี๋ยวพวกเราไปหานะ”
เฉิงหร่านยิ้มพลางพยักหน้ารับ จากนั้นก็กดวางสาย
ถังเสวี่ยลงมาชั้นล่างแล้ว เธอเห็นเฉิงหร่านกำลังคุยโทรศัพท์อยู่จึงยังไม่พูดอะไร ตอนนี้เฉิงหร่านวางสายไปแล้วเลยเอ่ยถามขึ้น “พี่คะ พี่ชวนพวกเขาไปด้วยกันเหรอ”
เฉิงหร่านยักคิ้วเรียวสวยของเธอทีหนึ่งแล้วพูดอย่างยียวน “ใช่แล้ว คนเยอะๆ สิสนุก อีกอย่างมีหนุ่มหล่อไปด้วยยังไงก็ต้องปลอดภัยกว่าเด็กผู้หญิงที่แสนอ่อนแออย่างพวกเราไปกันเองสองคนอยู่แล้ว ทำไมเหรอ เสวี่ยเอ๋อร์ไม่อยากให้พวกเขาไปด้วยเหรอ หรือว่า...”
เฉิงหร่านพูดพลางโน้มหน้าเข้าไปใกล้ถังเสวี่ยอย่างร้ายกาจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความคิดที่ไม่ประสงค์ดี
เดิมทีถังเสวี่ยตั้งใจว่าแค่จะถามเฉยๆ เท่านั้น ไม่ได้คิดอะไรเลย
ตอนนี้จู่ๆ ได้เห็นรอยยิ้มที่ไม่ได้แฝงด้วยเจตนาดีของเฉิงหร่านแบบนี้แล้ว
ใบหน้าจองเธอพลันร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ
ทันใดนั้น ในหัวของเธอก็พาลนึกถึงภาพฉากที่เด็กหนุ่มหน้าตาดีคนเย็นชาในเสื้อผ้าสีดำทั้งตัวคนนั้นทักทายเธอ เธอเขินจนอดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่เฉิงหร่านทีหนึ่ง ตอนนี้พูดอะไรไม่ออกสักคำ
เฉิงหร่านชะงักไป
ตอนแรกเธอแค่อยากแกล้งน้องสาวคนนี้ที่วันทั้งวันเอาแต่พูดเรื่องจริงๆ จังๆ เล่นเท่านั้น ตอนนี้นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะมีปฏิกิริยาตอบรับแบบนี้
อย่าบอกนะว่าแอบชอบใครคนหนึ่งในกลุ่มหนุ่มหล่อสามสี่คนนั้นเข้าจริงๆ น่ะ
ก็ใช่แหละ
พวกเขาสี่คนเป็นหนุ่มหล่อตัวท็อปของโรงเรียนกันทั้งนั้น อีกอย่างส่วนสูงก็เกือบจะถึงร้อยแปดสิบเซนติเมตร แถมแต่ละคนก็ยังหน้าตาดีเกินบรรยายกันเสียขนาดนั้นด้วย
คนแบบนี้ใครหลายคนคงต้องชอบกันแหละ
เฉิงหร่านเงียบไปไม่ได้เอ่ยปากถามอะไร ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงอยากเห็นจังว่าคนที่เสวี่ยเอ๋อร์ชอบตกลงแล้วคือใครกันแน่!
คราวนี้ถังเสวี่ยถึงได้ดูเหมือนว่าตั้งสติกลับมาได้ ท่าทางที่เธอแสดงออกไปเมื่อครู่ดูค่อนข้างตกใจ เธอค่อยๆ หันหน้ากลับไปมองเฉิงหร่านแล้วลองเรียกดู “พี่คะ?”
เฉิงหร่านเข้าใจได้อย่างรวดเร็วมาก เธอพูดออกมาโดยแสร้งทำสีหน้าว่าไม่ได้ใส่ใจอะไร “ไม่รู้ว่าอีกเดี๋ยวพวกเขาจะขับรถมากันหรือเปล่า”
ถังเสวี่ยถอนหายใจเฮือกหนึ่งอย่างโล่งอก เธอพยักหน้าพลางพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “น่าจะขับมานะคะ! รถของพวกเราจุคนเยอะขนาดนั้นไม่ได้เหมือนกันนี่เนอะ”
“ก็จริงนะ รถเรานั่งได้แค่เราสองคนเท่านั้นแหละ”
ถังเสวี่ยอมยิ้มหัวเราะ
ระหว่างที่กำลังเบื่อๆ กันอยู่นั้น ทั้งสองคนก็มานั่งเล่นโทรศัพท์มือถือกันอยู่ที่ห้องรับแขก
ถังเสวี่ยเพิ่งซื้อโทรศัพท์มือถือมา เธอยังใช้ไม่ค่อยเป็นเท่าไร
เฉิงหร่านเริ่มสอนเธอก่อนว่าจะส่งข้อความต้องทำอย่างไร จะโทรศัพท์ต้องทำอย่างไร จะลงทะเบียนวีแชตต้องทำอย่างไร หลังจากนั้นก็เปิดบัญชีเวยป๋อให้เธอ เสร็จแล้วทั้งสองคนก็ฟอลโลว์กัน สุดท้ายก็สอนเรื่องทั่วไปบางส่วนให้อย่างเรื่อยเปื่อยแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรมากมายอีก เธอปล่อยให้ถังเสวี่ยเล่นเอาเอง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร
เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้นระลอกหนึ่ง
ตอนนี้ป้าหวังไม่อยู่ เพราะอย่างนั้นจึงไม่มีคนไปเปิดประตู
ถังเสวี่ยได้ยินแล้วก็เงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตกใจแล้วหันหน้าไปมองที่หน้าประตู เธอชะงักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตั้งสติกลับมาได้ คราวนี้จึงรีบวางโทรศัพท์มือถือลงให้เรียบร้อยแล้วลุกขึ้นไปเปิดประตู
เฉิงหร่านมองตามหลังถังเสวี่ยแล้วรู้สึกตลกขึ้นมาหน่อยๆ อะไรน่ะ
นี่มันที่เขาเรียกกันว่าเห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อนเลยนะเนี่ย
ไม่นานนัก
อันจื่อเฉิน หานอวี่เจ๋อ และโม่ลี่ก็มาปรากฏตัวที่โถงรับรองหน้าบ้านและกำลังจะเปลี่ยนรองเท้า
เฉิงหร่านเห็นแล้วจึงรีบหยิบกระเป๋าแล้วลุกขึ้นยืน “ไม่ต้องเปลี่ยนหรอกค่ะ เราไปกันเถอะ! บ่ายสองครึ่งแล้ว ต้องรีบไปเร็วๆ หน่อยเนอะ”
หานอวี่เจ๋อกับเพื่อนไม่ได้พูดอะไรมากเช่นกัน พวกเขาพยักหน้ารับแล้วเดินออกจากบ้านไปด้วยกัน
เฉิงหร่านมองพวกเขาสามคนแล้วอดถามขึ้นอย่างสงสัยไม่ได้ “พี่จี้เซียวล่ะคะ”
ทีแรกเฉิงหร่านแค่ถามออกไปเฉยๆ เท่านั้น ไม่ได้คิดอะไร เพราะทุกครั้งจะเห็นพวกเขามากันสี่คนเสมอ
ตอนนี้จู่ๆ หายไปหนึ่งคน เธอเลยเผลอหลุดปากถามออกมา
เดิมทีคำถามนี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเหมือนกัน แต่ใครเล่าจะรู้ว่าอีตาหานอวี่เจ๋อคนนั้นจะดันหันหน้ากลับมาแล้วยิ้มกรุ้มกริ่มแบบนั้น “น้องคิดถึงเขาเหรอ พี่แนะนำว่าน้องอย่าเพ้อมากเลย เขามีแฟนเยอะมากๆ”
เขาพูดแล้วอยู่ๆ ก็ชะงักไป สายตาเปลี่ยนมาฉายรอยค่อนข้างซับซ้อน หากแต่พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ติดจะค่อนขอดอยู่หน่อยๆ “แต่ก็มีอยู่หลายคนที่ยอมเป็นหนึ่งในดอกไม้สดสวยจำนวนนับไม่ถ้วนในคลังของเขาเหมือนกันนะ”
อันจื่อเฉินกระตุกแขนหานอวี่เจ๋อพร้อมกับมองเขาด้วยสายตาไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร “อวี่เจ๋อ ทุกคนก็เพื่อนกันหมดแหละ จะสนใจหน่อยก็ไม่แปลก”
อันจื่อเฉินพูดจบก็ส่งสายตาขอโทษไปให้เฉิงหร่าน
หานอวี่เจ๋อเม้มเรียวปากเรียวเข้าหากัน ไม่ได้ตอบกลับ
เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพอได้ยินว่าอยู่ๆ เฉิงหร่านถามถึงผู้ชายคนอื่นเหมือนว่าใส่ใจแล้วอยากพูดเหน็บโดยที่เขาก็ควบคุมตัวเองไม่ได้
แล้วเมื่อก่อนเขาก็ไม่ใช่คนที่เอะอะก็จะพูดเหน็บคนอื่น อีกอย่างเธอก็เป็นแค่เด็กผู้หญิง!
แต่คนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีมาตั้งแต่เกิดอย่างเขามีหรือจะพูดว่าขอโทษออกมาได้
เฉิงหร่านโมโหจนปอดแทบจะระเบิดอยู่แล้ว
อีตาหานอวี่เจ๋อนี่เป็นอะไรของเขาน่ะ
สติไม่สมประกอบเหรอ หรือว่าโรงพยาบาลจิตเวชที่ไหนไม่ได้ปิดประตูรั้วเอาไว้ให้ดีแล้วปล่อยให้คนบ้าคนนี้หลุดออกมากัน
ดวงตาใสเหลือบไปเห็นสายตาขอโทษของโพยของอันจื่อเฉิน
เฉิงหร่านเลยได้แต่ฝืนกลืนคำพูดลงคอไป สุดท้ายก็ไม่ได้พูดสวนกลับไป ถือว่าอันจื่อเฉินติดหนี้บุญคุณเธอครั้งหนึ่งที่ยอมรักษามารยาทให้แล้วกัน
คิดเพียงเท่านี้แล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาก
อย่างไรเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงเอาแต่ใจ เธอไม่ได้อยากจะเอาชนะ
เฉิงหร่านทำเมินหานอวี่เจ๋อไปทันที
เธอเบนสายตาไปมองรถที่พวกเขาขับมาแล้วเลิกคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้
รถสปอร์ตหมดเลยเหรอเนี่ย
เฉิงหร่านหันกลับไปมองถังเสวี่ยทีหนึ่ง
แววตาของถังเสวี่ยในตอนนี้ดูเหม่อลอยอยู่หน่อยๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ทันได้สังเกตเห็นคลื่นลมและเมฆหมอกที่ก่อตัวขึ้นเมื่อครู่
เฉิงหร่านเลื่อนสายตาไปมองเด็กหนุ่มสามคนอีกครั้ง คราวนี้ถึงได้พบว่าสายตาเรียบเฉยของนายคนนั้นที่ชื่อโม่ลี่คอยจดจ้องอยู่ที่ร่างของถังเสวี่ยอยู่ตลอด
เมื่อรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังมองเขาอยู่ โม่ลี่ก็ละสายตากลับมานิ่งๆ ก่อนจะเริ่มมองไปรอบๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เฉิงหร่านขมวดคิ้วน้อยๆ ในใจกระตุกวูบไปทีหนึ่ง
อย่าบอกนะว่าถังเสวี่ยรักเขาข้างเดียวน่ะ
คิดถึงตรงนี้แล้วเฉิงหร่านก็ลอบสังเกตโม่ลี่โดยละเอียดอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง จู่ๆ คนที่เอาแต่ทำหน้าเย็นชาแถมยังทำมาดขรึมอยู่ตลอดเวลาอย่างโม่ลี่กลับติ่งหูแดงขึ้นมาน้อยๆ
พอเลื่อนสายตากลับไปมองหน้าเขาอีกครั้งก็ยังเห็นว่าสีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยอยู่เช่นเดิม ไม่มีอะไรผิดปกติ
เฉิงหร่านแอบตบมือฉาดอยู่ในใจหากแต่ไม่ได้หลุดยิ้มออกมา เธอพยายามแสร้งทำเหมือนว่าไม่ได้ใส่ใจอะไร
หากแต่ในใจกลับพูดออกมาว่า ‘โอ้โห ซึนจริงๆ เลยผู้ชายคนนี้! แต่จะว่าไปก็...เหมาะกับเสวี่ยเอ๋อร์ของฉันมากอยู่นะเนี่ย’
ทีแรกหานอวี่เจ๋อยังรู้สึกผิดอยู่หน่อยแต่ให้ตายเขาก็จะไม่ยอมขอโทษเหมือนกัน เลยได้แต่เบือนหน้าหนีแล้วทอดสายตามองออกไปไกลๆ พอไม่ได้ยินเสียงเฉิงหร่านเถียงกลับมาเขาก็โล่งใจลงไปบ้าง จากนั้นจึงแอบเหลือบมองเฉิงหร่านเงียบๆ ด้วยหางตา
ไม่มองก็ไม่เป็นไรหรอก แต่นี่พอมองแล้วก็เกือบจะหลุดปากพูดเหน็บแนมออกมาอีกแล้วน่ะสิ!
…………………………………………………