Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 022 ตอนที่ 22
ตอนที่ 22 รถไฟเหาะ
ใครบอกเขาได้บ้างว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ต้องเอาแต่จ้องโม่ลี่ด้วย
คงไม่ใช่ว่าชอบเขาหรอกใช่ไหม
คิดเพียงเท่านี้หานอวี่เจ๋อก็ขมวดคิ้วมุ่นโดยไม่มีสาเหตุ
ความรู้สึกอึดอัดผุดขึ้นในใจแว่บหนึ่ง ครู่ถัดมาเขาก็ตั้งสติได้
เธอจะชอบใครแล้วเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย
หานอวี่เจ๋อสบถเสียงเย็นในลำคอเบาๆ ทีหนึ่งพลางพูดขึ้นอย่างค่อนข้างไม่สบอารมณ์ “ไปได้แล้ว ยืนอยู่นานแล้ว”
พูดจบเขาก็ขึ้นรถไปทันทีและขับรถออกไปก่อนเป็นคนแรก
เฉิงหร่านเบะปาก
ผู้ชายอะไรเนี่ย
ไม่ใช่แค่ชอบพูดเหน็บคนอื่น แต่ยังไม่มีมารยาทขนาดนั้นอีก
เฉิงหร่านเองก็สบถเสียงเย็นในลำคอออกมาเหมือนกัน เธอเงยหน้าขึ้นมองอันจื่อเฉินที่หน้าเจื่อนไปหน่อยๆ พลางว่า “หนูไม่ขับรถไปแล้วกัน นั่งรถพี่ไปนะคะ”
เฉิงหร่านพูดจบก็หันไปหาถังเสวี่ยแล้วพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอไปกับพี่โม่ลี่แล้วกัน มีอะไรไม่เข้าใจถามเอานะ”
ถังเสวี่ยยังไม่ทันได้ปฏิเสธ
เฉิงหร่านก็ขึ้นรถไปแล้ว
ไม่นานนัก
รถยนต์ก็สตาร์ตเครื่องแล้วเคลื่อนตัวออกไป
ถังเสวี่ยยืนเก้ๆ กังๆ อยู่อย่างนั้น
จะให้เดินหนีไปก็ไม่ใช่ ให้ขึ้นรถก็ทำไม่ได้เหมือนกัน เลยได้แต่ยืนงงๆ อยู่ที่เดิม
ทีแรกโม่ลี่ยังรู้สึกอึดอัดอยู่หน่อยๆ แต่พอเห็นท่าทางแบบนี้ของถังเสวี่ยตอนนี้แล้วก็พลันรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที เขาตรงไปเปิดประตูรถบอกเป็นเชิงว่าให้ถังเสวี่ยขึ้นรถ
ถังเสวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ขึ้นไปนั่งบนรถอยู่ดี
ประตูรถปิดลง
แล้วโม่ลี่ก็เข้ามานั่งประจำที่นั่งฝั่งคนขับ
ไม่นานนัก
รถยนต์ได้ตามรถยนต์สองคันข้างหน้าไปติดๆ
ถังเสวี่ยนั่งอยู่ในท่าทางที่แทบจะเกร็งไปทั้งตัว ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นของผู้ชายคนนี้ที่อยู่ข้างๆ
กลิ่นสบู่อาบน้ำอ่อนๆ นั่นคือกลิ่นของเขา
จู่ๆ ถังเสวี่ยก็รู้สึกหายใจไม่ค่อยออก ใบหน้าร้อนผ่าว
ในตอนที่เธอกำลังว่าจะเปิดหน้าต่างรถออกให้อากาศถ่ายเทนั้นเอง รถได้เปิดประทุนออกโดยไม่ทันให้ได้ตั้งตัว
สายลมพัดเสียดสีผ่านข้างแก้มไปจนถึงใบหูอย่างแรง
ถังเสวี่ยหันหน้าไปมองผู้ชายคนนี้
น้ำเสียงเรียบเฉยของโม่ลี่สั่นเครือไปอย่างเห็นได้ชัดท่ามกลางกระแสลม “แบบนี้จะได้ไม่เมารถง่าย...”
ถังเสวี่ยอมยิ้มโดยไม่รู้ตัว
เธอไม่ได้เมารถ เธอ...
ถังเสวี่ยเพียงแต่พยักหน้าตอบยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไร
โม่ลี่เหลือบเห็นรอยยิ้มของถังเสวี่ยที่หางตาแล้วชั่วขณะนั้นรู้สึกเพียงว่าเหมือนในใจถูกเติมจนเต็มอย่างไรอย่างนั้น
แววตาเฉยชาปรากฏรอยอ่อนโยนเจือขึ้นมามากอย่างไม่อาจห้ามได้ ริมฝีปากเรียวที่เม้มแน่นยกยิ้มนิดๆ อย่างที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้
ในตอนนี้เอง
ในช่วงบ่ายที่แสงแดดสว่างจ้า เด็กสาวและเด็กหนุ่มทั้งคู่เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นร่วมกันแบบที่ไม่มีอะไรมาตัดขาดได้
ไม่ว่าหนทางในวันข้างหน้าจะยาวไกลเพียงใด จะมีอุปสรรคเกิดขึ้นมากมายแค่ไหน
ตอนที่ได้มาเจอกัน
พวกเขาทั้งคู่ก็ยังคงจำเวลานี้ ภาพฉากนี้ รวมถึงวินาทีนี้ที่หัวใจเต้นได้เหมือนเคย!
บรรยากาศทางฝั่งของเฉิงหร่านนั้นเข้ากันได้ดีทีเดียว
ภาพฉากในรถอีกสองคันไม่ได้สวยงามแบบนั้นหรอก
หานอวี่เจ๋อขับรถเร็วมากๆ
แม้ว่าไม่ถึงกับตั้งใจสลัดรถคันที่ขับตามมาข้างหลัง แต่ก็เห็นแค่ไฟท้ายรถเท่านั้น
เฉิงหร่านสบถเสียงเย็นในลำคอออกมาโดยไม่แม้แต่จะรักษามารยาทสักนิด
อีตาผู้ชายไร้เหตุผล
อันจื่อเฉินคิดอะไรบางอย่างอยู่เงียบๆ มาโดยตลอดตั้งแต่ตอนที่เริ่มออกรถ
เวลานี้ได้ยินเสียงสบถในลำคอของเฉิงหร่านแล้วจึงอดถามขึ้นมาไม่ได้ “น้องทิ้งให้สองคนนั้นอยู่ด้วยกันทำไมเหรอ”
“พี่ไม่รู้เหรอคะ มีอยู่หลายเรื่องไม่จำเป็นต้องพูดออกมาหรอกค่ะ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติก็พอแล้ว”
อันจื่อเฉินมองเฉิงหร่านทีหนึ่งด้วยสายตาประหลาดก่อนจะถามกลับ “เหรอ”
เฉิงหร่านพูดขึ้นอย่างค่อนข้างแปลก “หรือว่าพี่โม่ลี่มีแฟนแล้วเหรอคะ”
พูดอย่างนี้แล้วเฉิงหร่านก็ตบมือฉาดหนึ่ง “แย่แล้ว งั้นเสวี่ยเอ๋อร์ของหนูก็โชคร้ายสิคะ”
อันจื่อเฉินลอบถอนใจเฮือกหนึ่ง
เรื่องของคนอื่นเธอมองขาดมาก ทำไมพอเปลี่ยนเป็นเรื่องของตัวเองแล้วถึงได้ความรู้สึกช้าขนาดนั้นเนี่ย
แถมยังมีอวี่เจ๋อด้วยอีกคน...
อันจื่อเฉินไม่ค่อยกล้าคิดต่อแล้ว
เขากับหานอวี่เจ๋อโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวของทั้งสองคนสานสัมพันธ์กันมาจากรุ่นสู่รุ่น
ถ้าหากเป็นไปได้ เขาแย่งผู้หญิงกับเพื่อนสนิทของตัวเองไม่ได้จริงๆ
แต่ถ้ายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลงแข่งไปแบบนี้ เขาเองก็รู้สึกค้างคาเหมือนกัน
อวี่เจ๋อนิสัยอย่างไร ไม่มีใครรู้ดียิ่งกว่าตัวเขาเองแล้ว สิ่งที่อวี่เจ๋อปฏิบัติกับเฉิงหร่านแบบนี้มันพิเศษไปจากที่ปฏิบัติกับคนอื่น
บางทีเขาอาจจะหวั่นไหวแล้วเหมือนกัน แค่เอาแต่หนีอยู่เท่านั้น
อวี่เจ๋อ ถ้านายไม่ยอมเผชิญหน้าไปเรื่อยๆ แบบนั้นพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องตั้งตัวเป็นศัตรูซึ่งกันและกันตลอดไปใช่เลยหรือเปล่า
อันจื่อเฉินลอบส่ายหน้ากับตัวเองเงียบๆ
ช่างเถอะ
ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติแบบที่เฉิงหร่านบอกนั่นแหละ
อย่างไรเสียพวกเขาก็ยังเด็กกันอยู่ บางทีสุดท้ายเหตุการณ์อาจพลิกผันไปอีกแบบก็ยังไม่แน่
หลังจากที่อันจื่อเฉินหาข้อสรุปให้เรื่องนี้ได้แล้ว เขาก็รู้สึกเพียงว่าสบายใจขึ้น จากนั้นจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยน “หรานหร่าน น้องคิดมากเกินไปแล้ว โม่ลี่ไม่มีแฟน”
ความรู้สึกกังวลที่ติดอยู่ในใจเฉิงหร่านพลันสลายไป เธออดจะกลอกตาใส่อันจื่อเฉินไม่ได้ “แล้วไม่รีบบอกตั้งแต่แรกล่ะคะ เสวี่ยเอ๋อร์ของหนูไม่ใช่คนที่ใครจะมาจีบก็ได้หรอกนะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าพี่โม่ลี่เพื่อนของพวกพี่ถือว่าพอจะเป็นคนดีอยู่บ้าง พยายามให้ตายเขาก็ไม่มีทางได้เห็นแม้แต่ชายเสื้อเสวี่ยเอ๋อร์ของหนูหรอก”
จู่ๆ อันจื่อเฉินก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนมานุ่มทุ้มมีเสน่ห์ “พี่ก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน พยายามให้ตายก็ไม่ได้เห็นแม้แต่ชายเสื้อจริงๆ แหละ!”
อันจื่อเฉินพูดจบแล้วก็มองเฉิงหร่านด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นด้วยรอยยิ้ม
ในตอนนี้เอง
แสงแดดส่องผ่านเข้ามาทางช่องว่างเล็กๆ ของหน้าต่างรถที่เปิดเอาไว้ ก่อนจะสาดลงบนใบหน้าหล่อเหลาไม่เหมือนใครของอันจื่อเฉินที่ตอนนี้กำลังระบายยิ้มอยู่
เฉิงหร่านชะงักไปเล็กน้อย เธอใจลอยไปพักหนึ่ง
ทันใดนั้น
เฉิงหร่านรู้สึกได้ว่าแววตาของอันจื่อเฉินดูแปลกไป เธอรีบเบือนหน้าหนีและเผลอเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว มือขาวๆ ข้างหนึ่งยกขึ้นลูบที่ใต้จมูกแล้วเอาขึ้นมาดู ที่นิ้วมือไม่ได้มีของเหลวสีแดงอะไรเทือกนั้น คราวนี้ถึงได้รู้สึกโล่งใจไป
เด็กสาวลอบพูดกับตัวเองในใจ ‘โชคดีที่ไม่มีเลือดกำเดาไหล บ้าจริง กล้าใช้ไม้ตายมารยาหนุ่มหล่อมาเล่นงานฉันงั้นเหรอ ดีนะที่ฉันภูมิต้านทานแข็งแรงเลยไม่ได้ทำอะไรเปิ่นๆ ออกไป’
แววตาของอันจื่อเฉินเปลี่ยนจากฉายรอยประหลาดมาเป็นยิ้มกว้างด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย
ชั่วขณะหนึ่ง มือเรียวก็ไม่ทันได้บังคับทิศทางของพวงมาลัยให้ดีด้วยเหมือนกัน ทำให้รถยนต์เริ่มเบี่ยงตัวออกจากถนนบ้างแล้ว
เฉิงหร่านรีบตะโกนร้องเตือนทันที
เห็นอันจื่อเฉินหัวเราะร่าไม่เป็นเดือดเป็นร้อนแล้วเด็กสาวพลันร้องโวยวายออกมาในใจ ‘พี่อยากตายแต่หนูไม่อยากหรอกนะ’
จนเมื่อรถกลับมาเคลื่อนตัวอย่างเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง
เฉิงหร่านตีหน้านิ่งไม่สนใจคนบางคนที่หัวเราะลั่นอย่างไม่มีเหตุผล
เธอลืมไปเสียสนิทว่าเมื่อครู่ตัวเองเพิ่งจะยกมือขึ้นเช็ดจมูก
เธอรู้สึกว่าสำหรับคนที่ควบคุมสติอารมณ์เวลาเห็นคนหน้าตาดีได้แบบเธอแล้ว ถ้าไม่ได้น้ำลายไหลหรือเลือดกำเดาไหล แบบนี้ถือว่ามีภูมิต้านทานที่แข็งแรงแล้ว
ส่วนเรื่องที่ว่าคนอื่นจะมองหรือว่าอย่างไรนั้น
อ้อ~ ขอโทษนะ
ตอนนี้คุณหนูใหญ่ของตระกูลเฉิงยังไม่รู้สึกอายกับเรื่องแบบนั้นหรอก
รถสปอร์ตสามคันวิ่งเรียงกันไปบนถนนด้วยความเร็วสูง
มุ่งหน้าไปยังสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้
หานอวี่เจ๋อนั่งอยู่คนเดียวเพียงลำพังในรถพร้อมกับขับรถด้วยความเร็วราวกับโบยบิน
ริมฝีปากเรียวบางเม้มเข้าหากันน้อยๆ ดวงตาคู่นั้นมีไฟโทสะลุกวาบขึ้นมาแว่บหนึ่ง
เขารู้ว่าด้วยความเร็วที่เขาใช้ คนที่อยู่ด้านหลังสามารถตามมาได้ทัน ดังนั้นจึงไม่ได้หันกลับไปมองเลย
ตอนนี้ขับมาได้กว่าครึ่งทางแล้ว เขาอดใจไม่ไหว เลยเหลือบมองกระจกมองหลังทีหนึ่ง
ภาพที่เห็นคือห่างออกไปไกลลิบๆ ที่ด้านหลังมีรถสปอร์ตสีเงินอมเทาคันนั้นของอันจื่อเฉิน รวมถึงรถสปอร์ตสีดำที่ดูเรียบง่ายหากแต่หรูหราของโม่ลี่
เด็กหนุ่มกำลังคิดว่าจะละสายตาจากภาพในกระจก แต่แล้วจู่ๆ ก็ดันเห็นเหมือนว่ามีใครอีกคนอยู่บนรถสีดำของโม่ลี่ด้วย
เพราะโม่ลี่เปิดประทุนรถออก ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด
หานอวี่เจ๋อหรี่ตาลงโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็เพ่งมองกระจกมองหลัง จนเมื่อพอจะเห็นเค้าลางของคนคนนั้นได้ชัดเจนแล้วก็เผลอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
คนคนนั้นดูเหมือนจะเป็นน้องสาวของยายนั่น
เรือนผมสั้นปลิวขึ้นมาตามกระแสลม
แม้ว่าจะทิ้งระยะห่างกันค่อนข้างไกลพอสมควร แต่เขาก็ยังดูออก เพราะผมซอยสั้นที่ปลิวขึ้นมาตามกระแสลม
อย่าบอกนะว่ายายเด็กนั่นขับรถเองคนเดียวน่ะ
ไม่รู้ว่าทำไม
เขาเผลอมองข้ามรถของอันจื่อเฉินไปโดยไม่รู้ตัว
ความเร็วรถค่อยๆ ลดลง ก่อนจะหยุดลงรอสัญญาณไฟจราจร...
มือเรียวยาวข้างหนึ่งของหานอวี่เจ๋อวางพักไว้บนพวงมาลัย ขณะที่มืออีกข้างกดนวดที่หน้าผาก
เธอจะนั่งอยู่ในรถเขาหรือเปล่าก็ไม่ใช่เรื่องของนาย!
เธอจะขับรถคนเดียวหรือเปล่าก็ไม่ใช่เรื่องของนาย!
เธอจะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับนายทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของนาย!!
ด้านหลังมีเสียงแตรรถดังขึ้น
หานอวี่เจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ออกตัวรถไป
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง
ในที่สุดทั้งห้าคนก็ขับรถมาจอดไว้ที่ลาดจอดรถของสวนสนุกเทียนเยวี่ย
หานอวี่เจ๋อเปิดประตูรถออกแล้วเดินลงมา มือเรียวเอื้อมไปล็อกรถ เสร็จแล้วก็สอดมือสองข้างลงไปในกระเป๋าพลางเชยตาขึ้นมองอักษรตัวโตหลายตัวที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สวนสนุกเทียนเยวี่ย’
เมื่อได้ยินเสียงดับเครื่องยนต์รถดังมาจากด้านหลัง
หานอวี่เจ๋อค่อยๆ หันหน้ากลับไปมองคนที่อยู่ในรถสองคันนั้นค่อยๆ ลงมากันทีละคน
เขากระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆ ทั้งยังเผลอหัวเราะออกมาเบาๆ โดยไม่รู้ตัว
อันจื่อเฉินกับโม่ลี่มองรอยยิ้มประหลาดของหานอวี่เจ๋อแล้วต่างก็รู้สึกใจหายวาบอยู่หน่อยๆ
พวกเขารู้จักหานอวี่เจ๋อมานานขนาดนั้นแล้ว ย่อมเข้าใจว่ารอยยิ้มนั้นหมายความว่าอย่างไร
นี่คือรอยยิ้มของหานอวี่เจ๋อเวลาที่เขาโมโหและกระวนกระวายมากๆ
โตมาขนาดนี้แล้ว เพิ่งจะเห็นเขายิ้มแบบนี้แค่เพียงสองครั้งเท่านั้น
ครั้งนี้คือครั้งที่สาม!!
ดวงตาเฉยชาของโม่ลี่หรี่ลง
เป็นอะไรของเขาน่ะ
อันจื่อเฉินเงียบ ไม่พูดอะไร รอยยิ้มอบอุ่นแบบที่ผ่านมาได้หายไปนานแล้ว
เขาคือคนที่รู้ดีที่สุดในบรรดาทุกคน แต่ก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเหมือนกัน
เขาไปแย่งไม่ได้ แล้วก็ไม่อยากยอมแพ้ไปแบบนี้ด้วยเหมือนกัน
ในจำนวนห้าคนนี้ มีถังเสวี่ยกับเฉิงหร่านเท่านั้นที่ไม่รู้สึกอะไรเลย
เพราะเพิ่งลงจากรถ ตอนนี้ถังเสวี่ยเลยยังทำตัวไม่ค่อยถูก เธอไม่ได้ไปสังเกตสีหน้าท่าทางของเด็กหนุ่มทั้งสามคนเลยด้วยซ้ำ
ส่วนเฉิงหร่านยิ่งจะไม่สนใจใหญ่เลยว่าหานอวี่เจ๋อจะมีสีหน้าท่าทางอย่างไร
ที่ผ่านมาเขาไม่เคยมองเธอด้วยสีหน้าเป็นมิตรอยู่แล้ว เธอไม่ใช่พวกชอบถูกทรมาน ไม่มีความจำเป็นต้องไปหาเรื่องให้ตัวเองถูกเขาหักหน้าหรอก
เฉิงหร่านที่มาถึงยังที่หมายแล้วได้ทิ้งชายหนุ่มทั้งสามคนไปทันที เธอจูงมือถังเสวี่ยเดินออกไปพร้อมกับค่อยๆ พูดแนะนำให้ถังเสวี่ยฟังโดยละเอียดด้วยเสียงแผ่วเบา
ขณะพูดก็คอยชี้บอกเธอด้วยว่าเครื่องเล่นเครื่องไหนสนุก ตรงไหนตื่นเต้นหน่อย ตรงไหนไม่ค่อยหวาดเสียวเท่าไร...
เด็กหนุ่มสามคนเดินตามไปช้าๆ โดยไม่เอ่ยปากพูดอะไรตลอดทาง
เฉิงหร่านไตร่ตรองมาแล้วเห็นว่าถังเสวี่ยมาเที่ยวสวนสนุกครั้งแรก ไม่ควรเล่นพวกเครื่องเล่นหวาดเสียว เมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงทำบัตรสมาชิกมาใบหนึ่ง
จากนั้นก็จูงมือถังเสวี่ยให้วิ่งไปซื้อบัตรขึ้นเรือไวกิ้งมาห้าใบ
ดูจากสีหน้าของหานอวี่เจ๋อกับเพื่อนๆ แล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นแต่อย่างใด
เฉิงหร่านไม่สนใจพวกเขาหรอก เธอคว้ามือถังเสวี่ยแล้วลากให้ขึ้นเรือไปทันที
เด็กหนุ่มสามคนไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงเดินตามไป
เฉิงหร่านนั่งอยู่กับถังเสวี่ย
เฉิงหร่านเป็นคนประเภทที่กลัวเครื่องเล่นหรือเกมที่หวาดเสียวมากๆ แต่ก็ยังอยากลองเล่น
ความจริงแล้วที่สวนสนุกแห่งนี้ยังมีอีกหลายที่มากที่เฉิงหร่านยังไม่เคยไปเหมือนกัน
คุณพ่อเฉิงกับคุณแม่เฉิงคอยเป็นห่วงเธอตั้งแต่เธอยังเด็ก เล่นเครื่องเล่นพวกนี้ถือว่าเสี่ยงอันตราย ปกติแล้วพวกเขาจะไม่อนุญาตให้เธอเล่น
เฉิงหร่านแค่คอยดูคนอื่นเล่นอยู่บ่อยๆ ถึงได้รู้ว่าต้องไปตรงไหน ต้องเล่นอย่างไร แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เคยได้ลองเล่นเองเลย
ความจริงแล้วสิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้นอกจากจะทำเพราะถังเสวี่ยอยากเล่นแล้วก็ยังทำเพราะเธออยากเล่นเองด้วย
เพราะฉะนั้นจึงเกิดภาพเหตุการณ์สุดแสนประหลาดฉากหนึ่งขึ้นบนเรือไวกิ้ง
หนุ่มหล่อสามคนนั่งอยู่ด้วยกัน พวกเขานั่งหน้านิ่งอยู่อย่างนั้นไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา
ขณะที่เด็กสาวหน้าตาสดสวยสองคนในกลุ่มนั้นกำลังแผดเสียงร้องลั่นโดยไม่รู้ว่าเพราะสนุกหรือเพราะกลัวกันแน่
จู่ๆ พวกอันจื่อเฉินก็รู้สึกขึ้นมาว่าการเดินขึ้นเรือลำนี้มาถือเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่ง
หานอวี่เจ๋อถูกเสียงกรี๊ดของเฉิงหร่านกับถังเสวี่ยล้างสมองจนลืมความหงุดหงิดก่อนหน้านี้ไปแล้ว
ตอนนี้เขาคิดแค่ว่าอยากให้เกมรอบนี้จบลงเร็วๆ เสร็จแล้วจะได้ลงจากเรือ หลังจากนั้นเขาจะรักษาระยะห่างกับพวกเธออย่างแน่นอน
ถังเสวี่ยค่อนข้างเกรงใจอยู่บ้าง แต่ว่าเธอมีความสุขจริงๆ
อีกอย่างเฉิงหร่านเองก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน เธอรู้ว่าคนอื่นมองพวกเธอสองคนด้วยสายตาแปลกๆ แต่พวกเธอกลับรู้สึกว่าร้องตะโกนออกมาแบบนี้แล้วสนุกกว่าพยายามห้ามตัวเองเอาไว้
เพราะฉะนั้นคุณน้องสาวที่นิ่งขรึมมาตลอดอย่างถังเสวี่ยเลยเลือกที่จะเดินบนเส้นทางสายนี้ด้วยกันกับพี่สาวผู้ไร้เหตุผลคนนั้นของเธอโดยไม่ลังเล อีกทั้งหลังจากออกเดินทางไปแล้วก็ไม่คิดจะหันกลับไปมองอีกตลอดกาล
ท่ามกลางเสียงพูดที่เปี่ยมด้วยความสงสัยของคนที่มุงดูอยู่รอบๆ กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาของแต่ละคน
ในที่สุดเวลาที่อันจื่อเฉินกับเพื่อนๆ รอคอยก็มาถึง เรือไวกิ้งค่อยๆ จอดลงช้าๆ
ทันทีที่เรือจอดสนิท
เด็กหนุ่มสามคนนี้ไม่มัวสนใจเรื่องภาพพจน์อะไรอีกแล้ว พวกเขาแทบจะรีบวิ่งลงจากเครื่องเล่นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชั่วพริบตาเดียวก็หายตัวเข้าไปในกลุ่มคนที่รายล้อมอยู่
แต่เดิมพวกเขาสี่ห้าคนก็หน้าตาดีเกินกว่าใครอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว
เมื่อครู่นี้ที่เด็กหนุ่มสามคนนั่งหน้านิ่งอยู่บนเครื่องเล่นก็มีสาวๆ ที่ดันหลงเสน่ห์เข้ามาเฝ้ามองอยู่รอบๆ ก่อนแล้ว
ส่วนเฉิงหร่านกับถังเสวี่ยแม้จะเอาแต่ร้องกรี๊ดกันไม่หยุด แต่ก็ห้ามไม่ให้หนุ่มๆ มาชอบไม่ได้อยู่ดีนี่เนอะ!
พวกเขาต่างก็คิดว่าท่าทางแบบนั้นไร้เดียงสาแล้วก็น่ารักเกินห้ามใจ
ดังนั้นรอบๆ เรือไวกิ้งลำนี้จึงรายล้อมไปด้วยฝูงชน
เฉิงหร่านปาดหยดน้ำตาที่เล็ดออกมาตอนหัวเราะออกจากหางตาพลางพูดยิ้มๆ “เสวี่ยเอ๋อร์ สนุกมั้ย”
ถังเสวี่ยหน้าแดงก่ำ เห็นได้ชัดมากว่าเธอติดลมมาก ได้ยินที่เฉิงหร่านถามแล้วก็รีบพยักหน้าทันที “พี่ เราไปเล่นอะไรกันต่อเหรอ”
เฉิงหร่านเชยตาขึ้นมองรอบๆ เธออยากดูว่าผู้ชายสามคนนั้นเผ่นแน่บไปแล้วใช่หรือเปล่า
พอมองไปรอบๆ แล้วก็เห็นพวกเขายืนอยู่บนเนินที่อยู่ไกลออกไป ท่าทางแบบนั้นทำให้พวกเขากลายเป็นจุดเด่นมากจริงๆ
เฉิงหร่านจูงมือถังเสวี่ยที่หน้าแดงก่ำให้เดินทะลุผ่านฝูงชนไปด้วยกัน
“ขอทางหน่อยจ้าๆๆ เธอๆ ขอทางหน่อยได้มั้ย ขอบคุณนะๆ...” เฉิงหร่านเข้าสู่โหมดยิ้มสวยอย่างคนมารยาทดี จากนั้นคนอื่นๆ ก็เริ่มเปิดทางให้
หลังจากที่เดินผ่านฝูงชนมาแล้ว เฉิงหร่านก็จับมือถังเสวี่ยวิ่งไปต่อ ไม่ได้เข้าตรงที่พวกอันจื่อเฉินอยู่กันในทันที แต่วิ่งตรงไปที่รถไฟเหาะแล้วซื้อตั๋วมาห้าใบ
คราวนี้ทั้งสองคนถึงได้วิ่งหน้าระรื่นกลับมาตรงหน้าเด็กหนุ่มทั้งสามคน
เฉิงหร่านโบกตั๋วในมือ ยิ้มแยกเขี้ยวสองซี่ที่มุมปากพลางพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น “พี่สามคนจะไปด้วยกันมั้ยคะ”
อันจื่อเฉินกำลังอยากจะปฏิเสธ แต่พอเห็นสายตาเว้าวอนแบบนั้นของเฉิงหร่านแล้ว
เขาก็ลอบถอนใจกับตัวเองอย่างจนใจ
ช่างเถอะ
อย่างไรเสียหูของเขาก็ถูกทะลุทะลวงด้วยฤทธิ์เสียงแปดหลอดมาครั้งหนึ่งแล้ว ฟังๆ ไปเดี๋ยวก็ชินแหละ
ใช่ ฟังๆ ไปเดี๋ยวก็ชินเองแหละ
ด้วยเหตุนี้
ใบหน้าที่เมื่อครู่ยังฉายรอยแน่วแน่ว่าให้ตายก็จะไม่เล่นเครื่องเล่นกับใครอีก ตอนนี้กลับพยักหน้าตอบไปเงียบๆ
หานอวี่เจ๋อปรายตามองอันจื่อเฉินทีหนึ่งแล้วสบถเสียงเย็นในลำคอออกมาเบาๆ
สีหน้านั้นเรียกได้ว่าทั้งเย็นชาทั้งเย่อหยิ่ง ท่าทางอย่างนั้นตีความหมายออกมาได้อย่างเดียวว่า ‘ฉันไม่ไปด้วยหรอกนะ’
เฉิงหร่านระบายยิ้มบาง เป็นรอยยิ้มที่ดูไร้เดียงสาไม่มีพิษภัย
หานอวี่เจ๋อชะงักไป
ในตอนที่เขาเผลอเหม่อลอยไปเล็กน้อยนั้นเอง...
จู่ๆ เฉิงหร่านก็ยื่นมือข้างหนึ่งมาคว้ามือหานอวี่เจ๋อไปแล้วลากเขาให้วิ่งไปที่ประตูทางเข้ารถไฟเหาะด้วยกัน
เฉิงหร่านไม่ได้คิดอะไรมาก
เธอแค่รู้สึกว่าเล่นเครื่องเล่นต้องเล่นกันหลายๆ คนถึงจะสนุก จะเป็นใครก็ช่าง แค่เล่นแล้วสนุกก็โอเคแล้ว
ถังเสวี่ยอึ้งไปเล็กน้อย เธอกำลังคิดอยู่ว่าไม่รู้ว่าควรจะชวนโม่ลี่ไปเล่นด้วยกันอย่างไรดี
และตอนนี้...
ถังเสวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่งแล้วยื่นแขนออกไปคว้าตัวโม่ลี่อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ลากเขาวิ่งไปที่ประตูทางเข้าทั้งแบบนี้โดยที่ไม่กล้าหันกลับไปมองด้วยเหมือนกัน
โม่ลี่ที่มีท่าทีนิ่งขรึมมาโดยตลอดเผลอหลุดแสดงอาการตกใจออกมาแว่บหนึ่ง
แต่แล้วเขาก็ตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายกุมมือขาวเนียนไว้แทน
เขาไม่สนใจด้วยเหมือนกันว่าอีกสักพักจะถูกมองด้วยสายตาประหลาดต่างๆ นานาอีกหรือเปล่า เขาในเวลานี้คิดเพียงว่าอยากจับมือเธอเอาไว้ ให้มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ
อันจื่อเฉินยกยิ้มขมขื่นที่มุมปาก
คนที่หรานหร่านชอบก็คือเขาเหมือนกันเหรอ
อยู่ๆ ถึงได้จูงมือเขาออกไปอย่างนั้น...
อันจื่อเฉินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ผืนฟ้าสีฟ้าอ่อนๆ เงียบสงบช่างวิเศษนัก หากแต่ใจของเขากลับเจ็บปวดเกินจะทนไหว
อันจื่อเฉินสอดมือทั้งสองข้างเข้าไปในกระเป๋ากางเกง เขายังคงก้าวเดินอย่างไม่รีบร้อนด้วยท่วงท่าสง่างามเหมือนอย่างเคย ดูไม่ออกสักนิดว่าเมื่อครู่จิตใจของเขาวูบไหวไปชั่วขณะหนึ่ง
ดวงตาคมจ้องมองคนสี่คนที่ยังคงจับมือกันไว้ พร้อมกับที่แววตาของเขาฉายรอยหม่นหมองขึ้นมาแว่บหนึ่ง
ไม่ว่าเฉิงหร่านจะรู้สึกแบบไหน พวกเราก็จะยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม พี่เคารพการตัดสินใจของเธอ
…………………………………………………