Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 023 ตอนที่ 23
ตอนที่ 23 เนื้อแดดเดียวชิ้นเดียวจัดการคุณชายหานได้เสียอยู่หมัด
เฉิงหร่านไม่รู้เลยว่าอันจื่อเฉินคิดมากขนาดนั้น
มองมือของเธอที่จูงมือหานอวี่เจ๋อไว้ไม่ปล่อยจากการเกาะกุมเพราะเธอกลัวว่าทันทีที่ปล่อยออก คุณชายคนนี้ก็จะสะบัดมือออก เพราะอย่างนั้นเธอถึงได้จับเอาไว้แน่น
เฉิงหร่านรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างเหมือนกันที่หานอวี่เจ๋อไม่ได้สะบัดมือเธอออก เด็กสาวลอบสบถเสียงเย็นในลำคอทีหนึ่ง ‘ถือว่านายยังพอเป็นสุภาพบุรุษกับเขาบ้างล่ะนะ’
หานอวี่เจ๋อเอาแต่เงียบมาโดยตลอด อีกทั้งสีหน้าก็ยังเรียบเฉยไร้อารมณ์เช่นกัน
ไม่มีใครรู้ทั้งนั้น มีเพียงตัวเขาเองที่รู้ดี
วินาทีที่เด็กผู้หญิงคนนั้นเข้ามาคว้ามือเขาไป หัวใจดวงนั้นที่หงุดหงิดมาตลอดก็พลันสงบนิ่งลงโดยไม่มีสาเหตุ
ไม่นานนัก
ที่ตรงนั้นก็เริ่มเต้นรัวจนส่งเสียงดังตึกตัก ทำให้เขาสับสนไปชั่วขณะเหมือนกัน
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงเอาแต่จ้องมองฝ่ามือของทั้งสองคนที่กุมกันไว้แน่น ในสายตานั้นเปี่ยมด้วยแววตาที่ยากเกินกว่าจะจับต้องได้
หานอวี่เจ๋อจงใจขยับมือแกล้งทำเป็นว่าอยากสลัดจากการเกาะกุม แล้วก็เป็นดังคาด มือหนารู้สึกได้ทันทีว่ามือเรียวบางของเฉิงหร่านกระชับแน่นขึ้น
นอกจากนี้สายตาของเธอก็ตวัดมองมาด้วยเช่นกัน ภายในนั้นแฝงไว้ซึ่งการข่มขู่
หานอวี่เจ๋อแสร้งเบือนหน้าหนีไปทางอื่นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นพร้อมกับแกล้งทำเป็นยอมทำตามแต่โดยดี
เฉิงหร่านยิ้มบาง เป็นอันว่าพึงพอใจในที่สุด
หานอวี่เจ๋ออมยิ้มบางที่มุมปากแบบที่ไม่อาจสังเกตเห็นได้
ไม่รู้ว่าทำไม
เวลานี้ในใจมีความรู้สึกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง ความรู้สึกนั้นไม่ใช่รังเกียจ หากแต่เป็นความรู้สึกที่ชวนให้ตื่นเต้นระคนมีความสุข
จนเมื่อมากันครบทุกคนแล้ว
เฉิงหร่านตั้งท่าจะจูงมือหานอวี่เจ๋อเดินขึ้นเครื่องเล่นไป
ทว่าอันจื่อเฉินกลับพูดขึ้นมาเสียก่อน “พี่ไม่เล่นแล้วกัน เดี๋ยวอยู่ถือของให้พวกเธอดีกว่า ไม่งั้นถ้าเล่นเครื่องนี้ของที่พกอยู่จะหล่นหายเอาได้ง่ายๆ”
“ก็ได้ค่ะ งั้นรบกวนพี่ด้วยนะคะ เดี๋ยวตาต่อไปค่อยผลัดกันแล้วกัน” เฉิงหร่านตอบตกลงทันทีโดยไม่ได้คิดอะไรมาก
อันจื่อเฉินไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยื่นมือออกไปรับข้าวของของคนอื่นมา
เฉิงหร่านเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรเหมือนกัน แค่เล่นเครื่องเล่นเฉยๆ ใครจะเล่นก่อนเล่นหลังก็เหมือนกันหมด
ดวงตาใสทอดมองรถไฟเหาะที่ค่อยๆ จอดลงช้าๆ
จนกระทั่งกลุ่มคนที่นั่งอยู่บนรถสลายตัวไปกันอย่างรวดเร็ว
เฉิงหร่านต่อแถวแล้วก็ดึงให้หานอวี่เจ๋อเดินเข้าไป ทั้งสองคนนั่งอยู่คู่กัน ส่วนคนที่นั่งอยู่ด้านหลังคือถังเสวี่ยกับโม่ลี่
พวกเธอจัดการสวมอุปกรณ์นิรภัย จนกระทั่งพนักงานตรวจสอบเสร็จเรียบร้อย
รถไฟเหาะก็ค่อยๆ เริ่มออกตัวช้าๆ
เริ่มแรกสุดเป็นโค้งเล็กๆ ต่อมาเริ่มขึ้นเนิน ค่อยๆ ขึ้นไปทีละนิด พอขึ้นไปจนสุดเนินนี้ก็พุ่งดิ่งลงมาแล้วเข้าโค้งไปอย่างรวดเร็ว
เฉิงหร่านกลืนน้ำลายไปอึกเล็กๆ อึกหนึ่ง
เธอตื่นเต้นอยู่หน่อยๆ เธอไม่เคยเล่นรถไฟเหาะเลยรู้สึกค่อนข้างตื่นเต้นแล้วก็ค่อนข้างกลัวเหมือนกัน มือเล็กสั่นเทาไปเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ต้องกลัว” ทันใดนั้น น้ำเสียงเรียบนิ่งของหานอวี่เจ๋อดังเข้ามาในหูของเฉิงหร่าน
เฉิงหร่านพยักหน้าพร้อมกับค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ เฮือกหนึ่ง
ตอนนี้เอง
และแล้วก็มาถึงจุดสูงสุดของเนินทางขึ้น รถไฟเหาะพุ่งทะยานลงมาเข้าโค้งไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
เฉิงหร่านรู้สึกเพียงว่าเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นอย่างไรอย่างนั้น
นี่คือความรู้สึกที่ทำให้อดไม่ได้ที่จะอยากกรีดร้องออกมา ความหวาดกลัวภายในใจก่อตัวขึ้นจนถึงจุดสูงสุดแล้วเหมือนกัน ทว่าความรู้สึกตื่นเต้นกลับทำให้คุณสูญเสียลมหายใจไป
เฉิงหร่านไม่ได้สนใจใครหรือเรื่องอะไรอีกแล้ว เธอไม่รู้ว่าหานอวี่เจ๋อร้องตะโกนออกมาหรือเปล่า
กลัวเหมือนเธอหรือเปล่า อย่างไรเสียเธอในตอนนี้ก็ไม่สามารถคิดวิเคราะห์อะไรได้อีกแล้ว
ไม่ว่าเฉิงหร่านจะกลัวแค่ไหน กรีดร้องแค่ไหน
รถไฟเหาะก็ยังคงเคลื่อนตัวไปบนรางเช่นเดิม เหวี่ยงสูงๆ กลางอากาศ พุ่งทะยานลงเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนความตื่นเต้นและเร้าใจในแบบของรถไฟเหาะโดยเฉพาะต่อไป
หลังจากหักเลี้ยวอย่างฉับพลันในวินาทีที่พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงสุด รถไฟเหาะก็เริ่มลดระดับความเร็วลง สุดท้ายมาถึงจุดหมายและเข้าจอดเทียบที่ประตูทางเข้า
คนส่วนใหญ่บนรถเริ่มทยอยแกะอุปกรณ์นิรภัยบนตัวออก
ตอนนี้เอง เฉิงหร่านถึงได้เพิ่งรู้สึกว่าลมหายใจได้ถูกส่งผ่านโพรงจมูกกลับเข้าสู่ปอดอีกครั้ง
เธอยกมือที่ติดจะสั่นเทาขึ้นมาแล้วเริ่มตั้งท่าจะแกะอุปกรณ์นิรภัยออก ทันใดนั้น เธอเพิ่งทันได้สังเกตเห็นว่าหานอวี่เจ๋อที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังจ้องมองเธอด้วยสีหน้าเป็นห่วง
ฝ่ามือแข็งแรงข้างหนึ่งของเขากำลังบีบมือเธอไว้แน่น
หานอวี่เจ๋อไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
เขารู้ว่าเฉิงหร่านในเวลานี้ไม่ได้กำลังรู้สึกตื่นเต้น หากแต่เป็นหวาดกลัว
เขารู้สึกได้ว่านิ้วมือของเธอกำลังสั่นเทาไม่หยุด รวมถึงมือที่กุมไว้แน่นข้างนั้นเย็นเฉียบมาโดยตลอด
หานอวี่เจ๋อปลดพันธนาการของตัวเองออก จากนั้นเอื้อมมือไปช่วยเฉิงหร่าน มือข้างหนึ่งดึงให้เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
เฉิงหร่านจับมือหานอวี่เจ๋อเอาไว้เพื่อช่วยทรงตัว พร้อมกับค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
เธอเผลอเดินตามเขาไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนี้เอง
จู่ๆ ความรู้สึกใจเต้นจนเกือบหายใจไม่ออกที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อครู่ก็กลับเข้ามาในประสาทรับความรู้สึกของเธออีกครั้ง
เธอรู้สึกเพียงว่าหัวใจเต้นรัวแรง แข้งขาอ่อนแรงจนแทบทรุด
หานอวี่เจ๋อคอยสังเกตความเคลื่อนไหวของเฉิงหร่านอยู่ทุกฝีก้าว
ทันทีที่เห็นว่าเธอดูผิดปกติไปก็รีบช้อนตัวเธอขึ้นในท่าอุ้มเจ้าหญิงแล้วลงจากทางออกไปอย่างรวดเร็ว “น้องไม่เป็นไรใช่มั้ย”
เฉิงหร่านส่ายหน้าน้อยๆ
เธอรู้สึกหายใจลำบากอยู่หน่อยๆ แต่เธอไม่ได้สนใจ เข้าใจว่าอาการแบบนี้เป็นเพราะสุขภาพของเธอไม่แข็งแรงเลยรับไม่ไหวกับกิจกรรมโลดโผน
หานอวี่เจ๋ออุ้มเธออยู่อย่างนั้นแล้ววิ่งไปหาอันจื่อเฉิน
อันจื่อเฉินเองก็เห็นเหมือนกันว่าเฉิงหร่านดูผิดปกติ เขารีบวิ่งเข้ามา “อวี่เจ๋อ หรานหร่านเป็นอะไรไป บาดเจ็บหรือเปล่า”
“ไม่รู้”
เฉิงหร่านค่อยๆ ผ่อนลมหายใจเฮือกหนึ่งแล้วยื่นมือออกไปเขย่าแขนหานอวี่เจ๋อพลางว่า “หนูไม่เป็นไรค่ะ แค่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว อาจจะเพราะทนรับเครื่องเล่นหวาดเสียวแบบนี้ไม่ไหวมั้งคะ ตอนนี้หนูรู้สึกแต่ว่าแน่นหน้าอกอยู่หน่อยๆ อยากกินน้ำจังเลย”
อันจื่อเฉินได้ยินก็ส่งน้ำแร่ขวดหนึ่งไปให้เฉิงหร่านทันที
หานอวี่เจ๋อรีบวางเฉิงหร่านลงอย่างเบามือ เขาพยุงเธอให้ไปนั่งที่เก้าอี้ จากนั้นก็ยื่นมือมาหยิบน้ำแร่ไปแล้วป้อนให้เฉิงหร่านด้วยความระมัดระวัง
สายตาของอันจื่อเฉินวูบไหวเล็กน้อยหากแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเช่นกัน เขาเพียงแต่เงยหน้าขึ้นมองถังเสวี่ยที่กำลังวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน รวมถึงโม่ลี่ที่สาวเท้าเดินเข้ามาด้วยความเร็วที่ค่อนข้างรวดเร็วพอสมควร
เฉิงหร่านดื่มน้ำเข้าไปสองสามอึก คราวนี้ถึงได้รู้สึกว่าที่บริเวณหน้าอกไม่ได้คับแน่นขนาดนั้นแล้ว เธอยื่นมือออกไปรับน้ำแร่มาจากหานอวี่เจ๋อแล้วกรอกปากดื่มเองอึกใหญ่ๆ อีกหลายอึก
น้ำเย็นผ่านลำคอไหลเข้าสู่ร่างกายของเธอไป ทำให้จิตใจที่ปั่นป่วนของเธอสงบลงมาก
เฉิงหร่านขมวดคิ้วเล็กน้อย
ร่างกายของเธออ่อนแอขนาดนั้นจริงๆ เหรอ
ทำไมกับแค่รถไฟเหาะก็ยังเล่นไม่ไหว ความรู้สึกแบบนั้นทรมานเหมือนกับจะหายใจไม่ออกอย่างไรอย่างนั้น
หรือที่พ่อกับแม่ไม่อนุญาตให้เธอเล่นเครื่องเล่นที่สวนสนุกพวกนี้ก็เพราะรู้ดีว่าความจริงแล้วเธอเล่นไม่ได้เหรอ
ไม่รู้ทำไม
จู่ๆ เฉิงหร่านก็รู้สึกไม่ค่อยกล้าคิดไปมากกว่านี้ เธอรู้สึกเหมือนว่ามีเรื่องไม่ดีมากๆ หลายอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
“พี่ เป็นยังไงบ้างคะ ไม่สบายหรือเปล่า” ตอนที่เธอกำลังงุนงงอยู่หน่อยๆ นั้นเอง ใบหน้ารูปไข่ที่ขึ้นสีแดงเรื่อเพราะวิ่งมาเร็วของถังเสวี่ยก็มาปรากฏสู่สายตาของเฉิงหร่าน
เฉิงหร่านมองเด็กผู้หญิงคนนี้ที่ขอบตาขึ้นสีแดงน้อยๆ เรือนผมกระพืออยู่กลางอากาศจนยุ่งเหยิง มายืนหอบหายใจจนตัวโยนอยู่ตรงหน้าเธอ
เฉิงหร่านลุกขึ้นยืน ยื่นมือออกไปกอดถังเสวี่ยพลางหลับตาลงน้อยๆ และพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “พี่ไม่เป็นไร ทำให้เธอเป็นห่วงเลยเนอะ”
เสียงสะอื้นที่ถังเสวี่ยฝืนกลั้นเอาไว้ เวลานี้เธอไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว จู่ๆ เธอก็ร้องไห้ออกมา “พี่ หนูผิดเอง หนูรู้ว่าสุขภาพของพี่ไม่แข็งแรงแต่ก็ยังไปเล่นเครื่องเล่นนี้กับพี่ พี่รู้มั้ยว่าสภาพของพี่เมื่อกี้นี้ทำเอาหนูตกใจแทบตาย...หนูคิดว่า...หนูคิดว่าพี่เป็นอะไรไปแล้ว...”
ถังเสวี่ยพูดแล้วก็พูดต่อไม่ออก เพียงแค่กอดเฉิงหร่านเอาไว้แน่นๆ เท่านั้น
ท่าทางแบบนั้นเหมือนกับเด็กที่ถูกทอดทิ้งไม่มีผิด เธอร้องไห้โฮออกมาโดยไม่สนใจภาพพจน์แม้แต่น้อย
เฉิงหร่านเองก็รู้สึกผิดมากเหมือนกัน
ทีแรกเธอคิดแค่ว่าอยากให้ถังเสวี่ยได้เล่นสนุก เลยอยากเล่นเครื่องเล่นทุกๆ เครื่องเป็นเพื่อนเธอ
ทว่าไม่ทันได้คิดว่าตัวเองจะกลายมามีสภาพแบบนี้ เห็นทีต่อไปถังเสวี่ยคงไม่เล่นเครื่องเล่นพวกนี้แล้วล่ะมั้ง
เฉิงหร่านไม่ได้สนใจสายตาประหลาดพวกนั้นของคนที่เดินผ่านไปผ่านมา เธอปล่อยให้ถังเสวี่ยกอดเธอไว้ หากแต่เอื้อมมือข้างหนึ่งออกมาตบหลังถังเสวี่ยเบาๆ เพื่อปลอบเธอ
จนกระทั่งถังเสวี่ยสงบสติอารมณ์ลง
เฉิงหร่านจึงหยิบกระดาษทิชชู่ออกมาจากในกระเป๋าแล้วเช็ดหน้าให้เธอ พร้อมกันก็เอื้อมมือไปลูบผมสั้นนุ่มสลวยสีดำขลับของเธอ
ทันใดนั้นเอง อยู่ๆ ถังเสวี่ยก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้พวกเธอกำลังอยู่กันที่สวนสนุกที่มีคนเดินผ่านไปมาพลุกพล่าน แถมยังมีคนอื่นอยู่ด้วยข้างๆ กันอีก เมื่อกี้ตัวเองร้องไห้โฮออกมาแบบนี้ ตอนนี้มานึกดูแล้วรู้สึกขายหน้ามากจริงๆ!
ชั่วพริบตาเดียวเธอพลันรู้สึกเพียงว่าเก้อเขินเสียยิ่งกว่าอะไรจนตัวแทบจะแข็งทื่อไปทั้งร่างกาย
เฉิงหร่านตีหน้าผากถังเสวี่ยเบาๆ พลางพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ไม่ต้องสนใจสายตาคนอื่นหรอก ไม่ใช่คนสำคัญทั้งนั้นเลย ไม่จำเป็นต้องไปสนใจ”
ถังเสวี่ยพยักหน้า แต่ก็ยังมีท่าทีไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไรอยู่ดี
เฉิงหร่านมองเด็กหนุ่มสามคนที่ปิดปากเงียบมาตลอดแล้วพูดขึ้นอย่างขอโทษหน่อยๆ “ขอโทษนะคะ หมดสนุกกันเพราะหนูคนเดียวเลย”
อันจื่อเฉินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่มีความรู้สึกโมโหเจือไว้แม้แต่นิดเดียว “ยังไงพวกพี่ก็แค่มาเที่ยวเป็นเพื่อนพวกน้อง ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
เฉิงหร่านพยักหน้าแล้วเลื่อนสายตามามองหานอวี่เจ๋อที่ขมวดคิ้วนิดๆ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่พลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ “พี่หานอวี่เจ๋อ ขอบคุณสำหรับเรื่องเมื่อกี้นะคะ”
หานอวี่เจ๋อได้สติกลับมา เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่พยักหน้าเหมือนไม่ใส่ใจ ท่าทางแบบนี้ถือว่าเขาตอบรับคำขอบคุณแล้ว
มุมปากของเฉิงหร่านกระตุกน้อยๆ
เธออดกลั้นความรู้สึกที่อยากจะตบเขาให้ตายเอาไว้โดยทำใจให้เบือนหน้าไปมองโม่ลี่แทน
ทันทีที่มองไปก็ดันเห็นว่าโม่ลี่เอาแต่จ้องถังเสวี่ยที่ขอบตาแดงเรื่ออยู่
เอาเถอะ!
เธอแพ้แล้วโอเคไหม
เฉิงหร่านหันหน้ากลับมาเงียบๆ เธอเหลือบมองนาฬิกาข้อมือทีหนึ่งพลางว่า “พวกเราไปปีนเขากันเถอะค่ะ”
ชายหนุ่มสามคนไม่ขัดแย้งอะไร
เฉิงหร่านเห็นอย่างนี้เลยจูงมือถังเสวี่ยออกเดินนำไปก่อนแล้ว
สวนสนุกแห่งนี้ยังมีเส้นทางสำหรับปีนเขาชมทิวทัศน์ด้วย การเดินขึ้นเขาก็เป็นความสนุกอย่างหนึ่งเหมือนกัน
พวกเขาและเธอซื้อของกินเล่นเตรียมไว้ก่อนเยอะมาก รวมถึงน้ำเปล่าด้วย
เพราะระหว่างเดินขึ้นเขาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมงจะไม่มีร้านค้าอยู่เลยสักร้าน
มีแค่บนยอดเขาเท่านั้นถึงจะมีของกินและเครื่องดื่มวางขาย ผู้ชายสามคนเลยกลายเป็นคนถือของไป
พวกเขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรมากมายเหมือนกัน เพราะอย่างไรเป็นผู้ชายก็คงปล่อยให้ผู้หญิงถือของส่วนตัวเองก็กินไปเรื่อยไม่ได้อยู่แล้วใช่ไหมล่ะ!
ต่อให้เป็นถึงคุณชายจากตระกูลที่ใหญ่โตแค่ไหน แต่ก็ทำตัวแย่ขนาดนั้นไม่ได้หรอก
ครั้งนี้เฉิงหร่านไม่ได้ดึงถังเสวี่ยให้เดินไปด้วยกัน แต่ทั้งคู่เดินเคียงกันอยู่ด้านหน้า คุยเล่นกันเรื่อยเปื่อยไปพลาง พูดถึงทิวทัศน์ของที่นี่ไปพลาง
ทั้งสองคนก้าวเดินไปอย่างอารมณ์ดีทีเดียว
เฉิงหร่านมีหันกลับไปมองผู้ชายสามคนที่เดินทิ้งห่างอยู่ด้านหลังประมาณสองสามก้าวบ้างเป็นครั้งคราว
ในใจอดจะพร่ำเพ้อออกมาไม่ได้ ‘เจริญหูเจริญตาจริงๆ นะเนี่ย แต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเองเลยแหละ ดูสิ ดูสิว่าสาวๆ ที่อยู่รอบๆ เคลิ้มกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว’
บังเอิญตอนนี้เอง
หานอวี่เจ๋อเงยหน้าขึ้นน้อยๆ และมองมาทางเฉิงหร่าน ปอยผมละเอียดที่บริเวณหน้าผากของเขาพอจะบังแสงแดดเอาไว้ได้บ้าง ดวงตาสีดำดูล้ำลึกคู่นั้นหรี่ลงน้อยๆ ขณะที่มุมปากกระตุกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เฉิงหร่านรีบหันหน้ากลับมา เธอแสร้งทำขรึมและยกข้อมือขึ้นมองนาฬิกา ตอนนี้บ่ายสามครึ่งแล้ว
“เสวี่ยเอ๋อร์ เธอหิวมั้ย”
ถังเสวี่ยมองสามคนที่อยู่ด้านหลังแล้วนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดอย่างขัดเขิน “พี่ พี่ได้ยินเสียงหนูท้องร้องใช่มั้ย”
เฉิงหร่านมองเธออย่างตกใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง “อะไรอะ เธอท้องร้องเหรอ พี่ไม่เห็นได้ยินเลยนะ”
ถังเสวี่ยแทบอยากร้องไห้ “พี่ งั้นพี่ถามหนูทำไม แบบนี้มันเขินมากเลยนะ”
เฉิงหร่านเอื้อมมือไปหยิกแก้มอูมๆ เหมือนเด็กทารกของถังเสวี่ยพลางว่ายิ้มๆ “เพราะฉันหิวน่ะสิ ก็เลยอยากถามเธอดูว่าเธอหิวมั้ย”
ถังเสวี่ยเบะปากพลางเบือนหน้าหนี
เธอตัดสินใจแล้วว่าจะไม่สนใจพี่สาวขี้แกล้งของตัวเองคนนี้เป็นเวลาสามวินาที
เฉิงหร่านหันหน้ากลับไปพร้อมกับวิ่งไปควานหาเนื้อแดดเดียวกับของกินแบบซองอื่นๆ ออกมาจากถุงใบที่หานอวี่เจ๋อถืออยู่ ของพวกนี้ล้วนแต่เป็นของที่เธอชอบทั้งนั้น
ถังเสวี่ยเองก็เข้ามาหยิบของไปส่วนหนึ่งเช่นกัน
เฉิงหร่านมองทั้งสามคนแล้วถามขึ้น “พวกพี่หิวมั้ยคะ พวกหนูหิวแล้ว จะกินแล้ว”
หานอวี่เจ๋อชี้ไปที่ของในมือ
ความหมายคือเขาถือของอยู่ กินไม่สะดวกเลยสักนิด
เฉิงหร่านเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะหันหน้ากลับมาทั้งอย่างนั้น จากนั้นก็แกะถุงในมืออย่างว่องไวแล้วเริ่มหยิบเนื้อแดดเดียวมากิน
ถังเสวี่ยชะงักไป
ไม่นานนัก เธอก็หันหน้ากลับมาแล้วเริ่มกินของในมือด้วยเหมือนกัน
ทั้งสองคนเดินกินไปเรื่อยๆ ตลอดทาง
จนกระทั่งเฉิงหร่านกินเนื้อแดดเดียวหมดแล้วหนึ่งถุง เธอก็แกะห่อใหม่ ครั้งนี้ถึงได้ถือของกินห่อนั้นวิ่งไปหยุดยืนข้างๆ หานอวี่เจ๋อ
ต่อหน้าทุกๆ คน เธอล้วงมือลงไปในถุงขนมแล้วหยิบเนื้อแดดเดียวออกมายัดเข้าไปในเรียวปากบางของหานอวี่เจ๋อโดยไม่คิดมากแต่อย่างใด
หานอวี่เจ๋อตกใจจนอึ้งไปแล้ว!
ผู้หญิงคนนี้กำลังทำอะไรของเขาเนี่ย
เธอกำลังเอามือที่เธอใช้หยิบของกินเข้าปากไปแล้วมาป้อนของกินให้เขา!!
หานอวี่เจ๋อเม้มปากแน่น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมอ้าปาก
ไม่ใช่ว่าไม่โกรธ ไม่ใช่ว่าไม่อยากห้าม แต่เขากลัวว่าถ้าอ้าปากต่อว่าเฉิงหร่านเมื่อไร เจ้าสิ่งที่เรียกว่าเนื้อแดดเดียวนั่นก็จะเข้ามาอยู่ในปากของตัวเอง
เพราะอย่างนั้นหานอวี่เจ๋อจึงทำเพียงถลึงตาใส่เฉิงหร่าน ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ยอมกิน
เฉิงหร่านมองหานอวี่เจ๋อด้วยความรู้สึกค่อนข้างประหลาดใจ เธอไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเขาไม่กิน ดังนั้นจึงอดจะถามไม่ได้ “พี่หิวไม่ใช่เหรอ พี่กินไม่ได้หนูก็เลยป้อนพี่ไง ถ้าไม่กินอะไรเดี๋ยวจะหิวมากนะคะ”
หานอวี่เจ๋อถลึงตากว้าง นัยน์ตาสีดำคู่นั้นมองดูใบหน้าไม่เข้าใจของเฉิงหร่าน สายตานั้นแสดงออกชัดเจนมากว่าเธอยังไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร!
ยังไม่หมดเท่านี้ ลำดับต่อไปเขามองท่าทางของเธอที่พูดด้วยใบหน้างุนงง ท่าทางแบบนั้นดูไร้เดียงสาไม่มีพิษภัยจริงๆ
ความไร้เดียงสาไม่มีพิษภัยทำให้หานอวี่เจ๋อโมโหมาก สิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่าบ้าเอ๊ยกว่าแสนตัวกำลังวิ่งกันวุ่นอยู่ในใจเขา
เขายังรู้สึกด้วยว่าเหมือนจะรู้สึกได้ถึงเสียงหัวเราะเยาะของไอ้บ้าเอ๊ยพวกนั้น พวกมันหัวเราะเยาะเขาที่ตอนนี้อ่อนหัดทำอะไรไม่ได้
ในที่สุดหานอวี่เจ๋อก็เปิดปากเรียวบางนั้นออกอย่างทนไม่ไหว ตอนที่กำลังตั้งท่าจะพูดนั้นเอง ของชิ้นหนึ่งก็เข้ามาอยู่ในปากเขาทั้งอย่างนั้น
เขาแทบจะบ้า
คนรอบตัวที่แอบมองมาตรงนี้มีอยู่เยอะขนาดนั้น จะให้เขาคายออกต่อหน้าทุกคนก็คงไม่ได้ แบบนั้นดูเหมือนว่าเขาไม่รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำเลยสักนิด
เพราะแบบนี้
เขาเลยได้แต่หลับตาลง ขยับอวัยวะในปากเคี้ยวสองสามครั้ง จากนั้นก็รีบกินเนื้อแดดเดียวในปากให้หมดไปเร็วๆ
ขณะที่หานอวี่เจ๋อกำลังกินเนื้อแดดเดียวนั้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเนื้อแดดเดียวที่อยู่ในห่อนี้รสชาติไม่เลวทีเดียว
หอมนิดๆ เผ็ดหน่อยๆ พอกินเข้าไปชิ้นหนึ่งตอนนี้เลยรู้สึกหิวแล้วจริงๆ ทั้งที่เมื่อครู่ยังไม่มีความรู้สึกแบบนี้สักนิด
คิดถึงตรงนี้ อารมณ์ขุ่นเคืองก่อนหน้านี้ก็ดีขึ้นมากโข เขามองใบหน้ายิ้มแย้มของเฉิงหร่านแล้วตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้นแล้วเหมือนกัน
…………………………………………………