Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 024 ตอนที่ 24
ตอนที่ 24 ใจไม่ได้กว้างธรรมดาๆ
แน่นอนว่าเฉิงหร่านย่อมไม่เข้าใจว่าหานอวี่เจ๋อคิดอะไรอยู่ เห็นเขากินเธอก็ดีใจมาก แล้วก็ล้วงมือไปหยิบเนื้อแดดเดียวมาอีก
ครั้งนี้หานอวี่เจ๋ออ้าปากให้แต่โดยดี เฉิงหร่านเลยเดินคู่กันกับเขาไปช้าๆ
เธอหยิบเนื้อแดดเดียวออกมาป้อนให้เขาชิ้นหนึ่ง ขณะเดียวกันก็หยิบออกมากินเองชิ้นหนึ่งด้วยเหมือนกัน จู่ๆ ก็กลายเป็นภาพแห่งความสามัคคีหาใดเปรียบขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เฉิงหร่านและคนอื่นๆ หยอกล้อกันเสียงดังมาตลอดทาง ตอนที่เดินตามฝูงชนมาได้เกือบสองชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงยังยอดเขา
บันไดไม้ระหว่างทางถือว่าเป็นส่วนที่ทำให้เหนื่อยแทบตายที่สุดแล้ว
กำลังกายของเฉิงหร่านไม่ไหวจริงๆ เดินขึ้นบันไดไม้ไปได้สิบกว่านาทีก็หอบแล้ว อาการแบบนั้นทำให้ต้องหยุดพักครู่หนึ่งถึงจะไปต่อได้
ตลอดทางที่เดินมาจนถึงยอดเขาล้วนแต่ต้องเดินขึ้นบันไดไม้มาทั้งสิ้น
เฉิงหร่านเห็นว่ามีแต่ตัวเองที่ต้องขอพักก่อนเป็นคนแรกอยู่เรื่อย จู่ๆ ก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมามากๆ
ตอนนี้พักเสร็จกันอีกครั้งแล้ว ทุกคนเริ่มเดินขึ้นบันไดไม้กันต่อ
คราวนี้เฉิงหร่านพยายามรักษาจังหวะการเดินที่ไม่เร็วไม่ช้าเอาไว้โดยหวังว่าทำแบบนี้จะเดินได้นานหน่อย
แต่เฉิงหร่านก็ยังคงต้องผิดหวังอยู่ดี ตอนที่เธอเดินไปได้เกือบยี่สิบนาทีนั้น ลมหายใจก็เริ่มติดขัด
ครั้งนี้เฉิงหร่านไม่ได้สนใจ เธอมุ่งหน้าเดินขึ้นไปเรื่อยๆ
ฉับพลันก็รู้สึกว่ามีมือข้างหนึ่งมาจับมือเธอเอาไว้ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็ได้พบกับสายตาห่วงใยของถังเสวี่ย
เฉิงหร่านเม้มปากอมยิ้มบาง ปล่อยให้ถังเสวี่ยเดินจูงมือเธอเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละก้าว
รอบนี้พวกเธอเดินกันมาได้เกือบสี่สิบนาทีโดยที่เฉิงหร่านไม่ได้ขอหยุดพักแต่อย่างใด
เธอรู้สึกได้ว่ามีเสียงหัวใจเต้นระส่ำดังมาจากบริเวณหน้าอก ที่ตรงนั้นคือตำแหน่งของหัวใจ
หน้าผากของเฉิงหร่านเริ่มมีเหงื่อเย็นไหลซึม ทว่าเธอยังคงก้มหน้าน้อยๆ อยู่เช่นเดิม เรือนผมยาวนั้นบังสายตาของคนอื่นเอาไว้
คนอื่นดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าถังเสวี่ยที่คอยจับมือเธอไว้ตลอดกลับรู้สึกได้ว่ามือที่กุมเอาไว้ค่อนข้างเย็น ทั้งยังมีเหงื่อซึมอีกด้วย
ทีแรกเธอคิดว่าอุ้งมือของเฉิงหร่านร้อนเลยเหงื่อตก ตอนนั้นเธอเลยไม่ได้สนใจอะไร
พอเดินไปอีกสักพักเธอถึงได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ มือที่เธอจับไว้สั่นเทาหน่อยๆ
เธอใจหายวาบ รีบหันกลับไปมองเฉิงหร่านทันที
ถังเสวี่ยเห็นแค่ว่าเฉิงหร่านกำลังก้มหน้า ยังคงเดินขึ้นบันไดไม้ไปเรื่อยๆ ขึ้นไปได้สองช่วงพักเธอก็รู้สึกเหมือนว่าคนด้านหน้าหยุดเดิน เธอเลยชะงักฝีเท้าลงด้วยเหมือนกัน หากแต่ยังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้น
“พวกเราพักกันก่อนเถอะ หนูเหนื่อยมากเลย” ถังเสวี่ยไม่ได้พูดอะไรนอกจากเอ่ยปากบอกว่าอยากหยุดสักครู่ เธอต้องการพัก
ด้วยเหตุนี้ คนอื่นๆ เลยหยุดเดิน
เฉิงหร่านปล่อยมือจากถังเสวี่ย เธอทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดไปพิงกับราวบันไดไม้
ถังเสวี่ยหยิบน้ำมาบิดฝาขวดให้เปิดออกแล้วตั้งใจว่าจะป้อนให้เฉิงหร่านดื่ม
เฉิงหร่านเงยหน้าขึ้นพลางส่ายหน้า เธอยื่นมือมารับไปแล้วค่อยๆ ดื่มเองสองสามอึก
พอดื่มน้ำเสร็จเธอก็เงยหน้าขึ้นนิดๆ มองดูบันไดไม้ ด้วยระยะทางแบบนี้เดินขึ้นไปอย่างน้อยยังต้องใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมงแหละ
แต่ตอนนี้เกือบจะห้าโมงแล้ว
“ฉันไม่ไปต่อแล้ว พวกเธอไปเถอะ เดี๋ยวฉันรอพวกเธออยู่ตรงนี้”
เธอรู้ว่าเธอเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ อีกอย่างเธอรู้สึกด้วยว่าหัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ ให้ความรู้สึกเหมือนว่ามีอะไรไม่ปกติ
เห็นทีมีเวลาว่างเมื่อไรเธอต้องแวะไปตรวจที่โรงพยาบาลให้รู้เรื่องหน่อยแล้ว
ถังเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น “พี่คะ หนูก็ไม่ไปแล้ว หนูไม่สบายใจถ้าพี่อยู่คนเดียว”
หานอวี่เจ๋อมองเฉิงหร่านที่ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นไหลซึมหน้าผาก หากแต่ยังคงแสร้งทำว่าไม่ได้เป็นอะไร
ไม่รู้ทำไม
หัวใจของเขาเจ็บแปลบไปเล็กน้อย รวมถึงรู้สึกโมโหขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุด้วย
หานอวี่เจ๋อยื่นถุงของกินในมือให้อันจื่อเฉินทันที
เขาเดินขึ้นมาคว้ามือที่ติดจะเย็นเยียบของเฉิงหร่านไปโดยไม่ทันรอให้เธอได้ตั้งตัว จากนั้นก็แบกเฉิงหร่านขึ้นหลังแล้วเดินขึ้นด้านบนต่อไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมาอีก
“เดินไม่ไหวก็บอกสิ จำเป็นต้องฝืนด้วยหรือไง” น้ำเสียงของเขาเจือด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองอยู่หน่อยๆ
เฉิงหร่านหลับตาลงน้อยๆ
ได้ยินคำพูดของเขาแล้วในใจมันรู้สึกเจ็บปวดอยู่หน่อยๆ เธอพยายามสุดความสามารถแล้วที่จะไม่เป็นตัวถ่วงของคนอื่น
เธอที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่แบบที่ตัวเธออยากเป็นสักนิด การที่ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กมันเป็นความผิดของเธอเหรอ
เธออยากจะเป็นยายขี้โรคไปตลอดหรือไง
เขารู้หรือเปล่าว่าการที่เธอแค่เผลอไปตากลมนิดหน่อยแล้วเป็นหวัด ต้องกินยาแล้วก็ฉีดยา เรื่องนั้นคือฝันร้ายของเธอเลยนะ
มีอยู่หลายครั้งที่กินยาจนอ้วกออกมาแต่ก็ยังต้องไปขอยามาใหม่เพียงเพราะไม่อยากให้ตัวเองคอยทำให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วงอีกแล้ว
ทุกครั้งที่เธอเห็นสายตาเป็นห่วงของคุณพ่อเฉิงและคุณแม่เฉิง ไหนจะคำพูดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกวิตกกังวลพวกนั้นอีก ความรู้สึกแบบนั้นเป็นเหมือนกับมีดคมกริบที่กรีดลงที่ใจเธอ
ไม่มีใครรู้ว่าเธอเจ็บปวดมากแค่ไหนที่ต้องกินยาและฉีดยาแต่กลับยังต้องมีชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
เพราะเธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
เธอทนเห็นสีหน้าปวดใจแบบนั้นของพ่อกับแม่ไม่ได้
เพราะฉะนั้นทุกครั้งเธอจะคอยแกล้งกินยาแล้วหลับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งหมดเพียงเพื่อให้พ่อกับแม่คลายความกังวลลงไปเท่านั้น
หานอวี่เจ๋อไม่ได้ยินคำตอบ เขาชะงักฝีเท้าลงแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เด็กหนุ่มแบกเฉิงหร่านขึ้นหลังแล้วเดินต่อไปโดยไม่พูดไม่จา
พอมีหานอวี่เจ๋อคอยให้เฉิงหร่านขี่หลังแล้ว
คนอื่นๆ ก็เดินเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาเดินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงยอดเขาโดยที่ใช้เวลาไปเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
หานอวี่เจ๋อวางเฉิงหร่านลงอย่างระมัดระวังพร้อมกับพยุงเธอไว้ให้เธอไปนั่งที่เก้าอี้หิน เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงหยิบน้ำมาให้เธอค่อยๆ ดื่มเข้าไป
เฉิงหร่านดื่มน้ำไปสองสามอึกแล้วก็ไม่ได้ดื่มอีก เธอเปลี่ยนมาหยิบเนื้อแดดเดียวออกมากินแทน
หานอวี่เจ๋อเห็นว่าเฉิงหร่านดูไม่มีท่าทีไม่สบายแล้ว คราวนี้ถึงได้คลายกังวลลง
เขาหยิบน้ำมาดื่มเองสองสามอึกใหญ่ๆ
เขารู้สึกเหนื่อยหน่อยๆ แบกคนขึ้นหลังเดินขึ้นมาทั้งคน ถ้าบอกไม่เหนื่อยก็คงไม่ใช่ความจริงแล้ว
เฉิงหร่านเห็นถังเสวี่ยเหลียวมองไปรอบๆ ด้วยใบหน้าตื่นตาตื่นใจแบบนั้นแล้วก็พูดขึ้นพลางอมยิ้มบางๆ “เสวี่ยเอ๋อร์ พวกเธอไปเดินดูรอบๆ เถอะ กว่าจะปีนขึ้นมาได้ ถ้าไม่ออกไปดูคงน่าเสียดายแย่”
“พี่ แล้วพี่ล่ะ”
“ฉันไม่ไปหรอก ฉันอยากกิน”
หานอวี่เจ๋อเหลือบมองเฉิงหร่านทีหนึ่งแล้วพูดออกมาเหมือนกัน “พวกนายไปเถอะ! ฉันจะคอยเฝ้าอยู่ตรงนี้ ไม่เป็นไรหรอก”
อันจื่อเฉินรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าใดนัก แต่พอเห็นเฉิงหร่านหน้าตาซีดเซียวดูหมดแรงแบบนั้นก็ได้แต่หันไปพูดเรียบๆ “โม่ลี่ พวกเราพาน้องเขาไปเดินดูรอบๆ กันเถอะ ตรงนี้มีอวี่เจ๋ออยู่ด้วย ไม่เป็นไรหรอก”
เฉิงหร่านมองตามหลังสามคนที่เดินห่างออกไปแล้ว คราวนี้ถึงได้มองคนที่อยู่ข้างๆ แล้วพูดขึ้น “พี่ไม่ไปเดินดูรอบๆ หน่อยเหรอคะ ปีนขึ้นมาตั้งนานขนาดนั้นแต่กลับไม่ไปเดินเล่นดู ไม่เสียดายเหรอ”
หานอวี่เจ๋อหรี่ตาลงเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นจ้องมองท้องฟ้าสีแดงยามเย็นกับพระอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้า พร้อมกันนั้นเจ้าตัวพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ไม่มีอะไรน่าเสียดายนี่ แค่วิวเฉยๆ แค่ที่ที่เดียว ถ้าพี่อยากดูจะมาเมื่อไรก็ได้”
เฉิงหร่านมองดูเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่อยู่ใต้แสงสะท้อนของพระอาทิตย์ตก
ดวงตาและคิ้วของเขาคมชัด เรียวปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อยเผยให้เห็นเส้นโค้งเส้นหนึ่งที่ดูดีมากๆ
เธอเองก็ไม่พูดอะไรอีกเหมือนกัน หากแต่หยิบเนื้อแดดเดียวออกมาจ่อข้างปากหานอวี่เจ๋อ
หานอวี่เจ๋อเองก็อ้าปากกินโดยไม่ถือสาเช่นกัน
ทั้งคู่นั่งมองดวงอาทิตย์ที่อยู่ไกลลิบลับขอบฟ้าด้วยกันเงียบๆ ขณะที่ปากก็เคี้ยวไปด้วย
สายลมแผ่วเบาพัดโชยมา เรือนผมยาวของเฉิงหร่านปลิวเบาๆ ตามสายลมไปสะกิดที่ข้างแก้มของหานอวี่เจ๋อ
หานอวี่เจ๋อเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่แสนดูดีของเฉิงหร่านด้วยหางตา
โครงหน้าของเธอเป็นรูปไข่ ทว่ากลับดูค่อนข้างผอมซูบอย่างเห็นได้ชัดด้วยเหตุที่ว่าร่างกายอ่อนแอ ทำให้ปลายคางดูค่อนข้างแหลม
ดวงตาดอกท้อทอดมองออกไปไกลด้วยแววตาที่ค่อนข้างเหม่อลอย จมูกเล็กจิ้มลิ้ม ริมฝีปากสีชมพูอ่อนขยับขึ้นลง แสดงให้เห็นว่าเธอกำลังกินอะไรอยู่
หานอวี่เจ๋อลอบถอนหายใจเฮือกหนึ่ง คนคนหนึ่งพอหน้าตาดีแล้ว แม้แต่ตอนที่กำลังเหม่อลอยกินอะไรอยู่ก็ยังดูน่ามองได้ถึงขนาดนั้นเชียว
เขาอ้าปากรับเนื้อแดดเดียวที่เด็กผู้หญิงบางคนยื่นมาให้โดยเบี่ยงตัวหลบจากสายตาของคนอื่นที่มองมาได้อย่างแนบเนียน
ชั่วขณะนั้น หานอวี่เจ๋อรู้สึกว่าความปรารถนาทุกอย่างได้ถูกเติมเต็มแล้ว
ครึ่งชั่วโมงให้หลัง
ถังเสวี่ยกับเด็กหนุ่มอีกสองคนที่แยกตัวออกไปกลับมาแล้ว
ทั้งห้าคนตกลงกันอยู่สักพัก จากนั้นก็เริ่มลงเขากัน
เพื่อให้เดินทางได้เร็วขึ้น หานอวี่เจ๋อจึงให้เฉิงหร่านขี่หลังเขาลงเขาเหมือนเดิม
เฉิงหร่านไม่ได้ปฏิเสธ เพราะอย่างไรตอนนี้ก็ปาเข้าไปหกโมงกว่าแล้ว
เธอไม่อยากถ่วงเวลาให้คนอื่นต้องใช้เวลาเดินลงเขาอีกกว่าชั่วโมงสองชั่วโมงหรอก เพราะอย่างนั้นถึงได้เกาะอยู่บนหลังหานอวี่เจ๋ออย่างว่าง่าย
เส้นทางระหว่างลงเขายังคงเป็นบันไดไม้เช่นเดิม
‘ขึ้นยากลงง่าย’ จริงๆ ด้วย
ตอนลงเร็วกว่ามากๆ อย่างเห็นได้ชัด
เพราะว่าจำนวนคนที่มาที่นี่ในเวลากลางคืนมีเยอะมากเช่นกัน ระหว่างทางเลยมีไฟส่องทางติดอยู่ตลอด ไม่ต้องกลัวว่าท้องฟ้ามืดแล้วจะลงเขาไม่ได้
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ทั้งห้าคนเดินออกจากสวนสนุกเทียนเยวี่ยมาหยุดปรึกษากันเรื่องไปกินข้าวที่หน้ารถสปอร์ต
ถังเสวี่ยนั่งรถของโม่ลี่เหมือนเดิม
แน่นอนว่าเฉิงหร่านไปกับหานอวี่เจ๋อ
รถยนต์สามคันมุ่งหน้าไปยังภัตตาคารหรูใจกลางเมืองด้วยความเร็วดั่งโบยบิน
ด้วยความที่สวนสนุกเทียนเยวี่ยตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริเวณที่มีผู้คนกระจุกตัวอยู่พลุกพล่าน
เพราะฉะนั้นเส้นทางไปยังภัตตาคารจึงไม่ไกลด้วยเช่นกัน ผ่านไปสิบกว่านาทีก็ถึงแล้ว
ทุกคนลงจากรถแล้วก็เดินเข้าไป
ทั้งห้าคนเปิดห้องส่วนตัวมาห้องหนึ่งแล้วก็เริ่มสั่งอาหาร
เฉิงหร่านให้ถังเสวี่ยนั่งข้างๆ ตัวเอง
เด็กหนุ่มสามคนทำตัวเป็นสุภาพบุรุษมาก พวกเขาให้สุภาพสตรีทั้งสองคนสั่งก่อน
เฉิงหร่านไม่ได้เกรงใจเช่นกัน เธอเองก็หิวมากแล้วนี่นา
เรื่องความเกรงใจและอื่นๆ ต่างๆ นานาไว้ฉันกินเสร็จแล้วค่อยมาบอกกันอีกทีได้ไหมคะ
เฉิงหร่านรับเมนูอาหารจากมือพนักงานมาดูก่อนจะชี้ไปที่รายการอาหารต่างๆ ‘กุ้งมังกรยักษ์ ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว แกงจืดฟักเขียวหนึ่งชุด’
หลังจากสั่งของที่ตัวเองอยากกินเสร็จ
เฉิงหร่านก็มองถังเสวี่ยแล้วเอ่ยถาม “เสวี่ยเอ๋อร์ เธอชอบกินอะไร”
ถังเสวี่ยรับเมนูอาหารไปดูด้วยความรู้สึกค่อนข้างลำบากใจ
เห็นราคาแล้วก็อยากส่ายหน้าบอกว่าไม่เอา
“ชอบก็กินเลย เดี๋ยวพี่จ่ายเอง ไม่ต้องคิดมากเรื่องคนอื่นจะจ่ายค่าข้าวให้หรอก”
ถังเสวี่ยได้ฟังแล้วก็ยังเกรงใจอยู่ดี แต่เห็นเฉิงหร่านพูดอย่างหนักแน่นมาก เธอเลยสั่งอาหารธรรมดาๆ ไปสองสามอย่าง
เฉิงหร่านหรี่ตาลงก่อนจะจิ้มเมนูแล้วสั่งอาหารเพิ่มไปอีกสองสามอย่าง จากนั้นจึงยอมวางมือ
หานอวี่เจ๋อกับเพื่อนท่าทางดูเหมือนเป็นลูกค้าประจำอย่างไรอย่างนั้น พวกเขาไม่ได้สั่งอาหาร เพียงแต่บอกว่าให้จัดอาหารมาแบบเดิมก็พอ
พนักงานได้ยินดังนั้นก็ยิ้มตอบแล้วกลับหลังหันเดินออกไป
เฉิงหร่านหยิบมือถือออกมาต่อสายไปที่บ้านพัก
ไม่นานนัก
เสียงของป้าหวังก็ดังออกมาจากปลายสาย “ฮัลโหล...สวัสดีค่ะ”
“หนูเองค่ะ ป้าหวังทานข้าวหรือยังคะ”
“อ๋อ! คุณหนูเองเหรอคะ! ป้าทานแล้วค่ะ คุณหนูจะกลับมาทานเหรอคะ”
“เปล่าค่ะ แค่อยากถามดูเฉยๆ ว่าป้าทานแล้วหรือยัง ตอนนี้หนูเพิ่งกำลังเตรียมจะทานเองค่ะ ป้ารีบเข้านอนนะคะ ไม่ต้องรอพวกหนู” เธอได้ยินเสียงตอบรับของป้าหวัง
เฉิงหร่านวางสายแล้วมองหนุ่มหล่อสามคนที่อยู่ตรงข้ามอย่างค่อนข้างเบื่อ
หนุ่มหล่อพออยู่ใต้แสงไฟแล้วยิ่งดูดีขึ้นกว่าเดิมอีก
ใบหน้าเย็นชาของโม่ลี่เจือด้วยรอยอบอุ่นอยู่ แน่นอนว่าสีหน้าแบบนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะเธอแน่นอน เฉิงหร่านจึงทำเมินไปโดยอัตโนมัติ
อันจื่อเฉินท่าทางนิ่งๆ มือสองข้างวางประสานกันไว้ที่หัวเข่า นั่งอยู่ด้วยท่าทางสง่างาม
หานอวี่เจ๋อเอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ท่อนขาเรียวยาวทับกันอยู่ในท่านั่งไขว่ห้าง ท่าทางดูเกียจคร้าน และกำลังเพ่งมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์
เดี๋ยวนะ...
มองเธออยู่งั้นเหรอ
เฉิงหร่านสำลักน้อยๆ เธอรีบเบือนหน้าหนี ใบหน้าพลันร้อนผ่าวขึ้นมาหน่อยๆ
ผ่านไปได้อีกสักพัก
อาหารจานแล้วจานเล่าค่อยๆ ถูกยกเข้ามา
พอเห็นว่าอาหารที่ตัวเองชอบถูกยกมาเสิร์ฟแล้ว
เฉิงหร่านก็พลันลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองกำลังอายอยู่ เธอหยิบกุ้งขึ้นมาตัวหนึ่งแล้วเริ่มแกะเปลือกทันที
แกะอยู่นานโข ในที่สุดก็ได้เนื้อกุ้งที่หน้าตาดูพอจะไปวัดไปวาได้มาชิ้นหนึ่ง
เฉิงหร่านรู้สึกทำตัวไม่ค่อยถูก ตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะแกะให้ถังเสวี่ยกินตัวหนึ่ง ปรากฏว่าดันหน้าตาดูไม่น่ามองแบบนี้ อย่างนี้มีหรือจะกล้าเสนอไปแกะให้คนอื่นเขาน่ะ
เธอวางกุ้งที่หน้าตาดูไม่น่ามองตัวนี้ลงในจานใบหนึ่งที่ว่างเปล่าเงียบๆ แม้แต่ตัวเธอเองยังไม่อยากจะกินเลย อย่าไปวางยาเสวี่ยเอ๋อร์เลยดีกว่า
แต่แล้วจู่ๆ จานตรงหน้าก็ถูกยกขึ้น
พอเงยหน้าขึ้นมองก็ดันเห็นว่าเป็นหานอวี่เจ๋อ ไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ข้างเธอตั้งแต่เมื่อไร
เธอเห็นเพียงว่าหานอวี่เจ๋อใช้ตะเกียบคีบกุ้งที่อยู่ในจานตัวนั้นขึ้นมาแล้วก็อ้าปากกินกุ้งที่หน้าตาดูไม่น่ามองแม้แต่น้อยตัวนั้นเข้าไปโดยไม่แม้แต่จะคิดใส่ใจสักนิด
เฉิงหร่านค่อนข้างตกใจ
“ซื่อบื้อจริงๆ เลย แค่กุ้งก็ยังแกะไม่เป็น พี่กินกุ้งที่น้องแกะไปแล้ว เดี๋ยวจะยอมฝืนใจบริการน้องหน่อยแล้วกัน” หานอวี่เจ๋อพูดพลางนั่งลงข้างๆ แล้วเริ่มตั้งหน้าตั้งตาแกะกุ้ง
เฉิงหร่านได้ยินที่เขาพูดแล้วตอนแรกในใจพลันรู้สึกโมโหสุดๆ
เธอไม่ค่อยได้แกะกุ้งเองอยู่แล้ว ครั้งนี้จะแกะออกมาได้ไม่ค่อยดีก็เป็นเรื่องปกติมากเลยเถอะ
ทว่าตอนนี้เห็นหานอวี่เจ๋อไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร พูดจบก็นั่งลงแกะกุ้งด้วยท่าทางจริงจัง
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถ้อยคำต่อว่าที่ตั้งใจจะระบายออกมาก็ดันพูดไม่ออกแล้ว
ปอยผมนุ่มสลวยสีดำขลับของเขาที่อยู่ใต้แสงไฟพลิ้วไหวน้อยๆ นัยน์ตาสีดำคู่นั้นฉายรอยจริงจังลุ่มลึก
มือคู่หนึ่งที่นิ้วมือแบ่งเป็นข้อชัดเจนกำลังแกะกุ้งด้วยความรวดเร็ว
เห็นเขาเป็นแบบนี้แล้ว
จู่ๆ เฉิงหร่านก็รู้สึกเหมือนเลือดสูบฉีดขึ้นมา หัวใจเต้นรัวโดยไม่อาจควบคุมได้
นี่คือที่เขาเรียกกันว่าชอบใช่หรือเปล่า
ฉันชอบหานอวี่เจ๋อเหรอ
เขาในมาดจริงจังแบบนี้เห็นแล้วยากจะห้ามใจจริงๆ
หานอวี่เจ๋อแกะกุ้งเสร็จแล้วตัวหนึ่งก็เชยตาขึ้นมองเฉิงหร่านพลางจัดการยัดกุ้งเข้าปากเธอ
เฉิงหร่านเผลออ้าปากกินโดยไม่รู้ตัว
หลังจากกินเสร็จแล้ว
เฉิงหร่านถึงได้เพิ่งจะมารู้สึกว่าทำแบบนี้แล้วพวกเธอดูเหมือนจะสนิทสนมกันมากเกินไป
แต่ดูเหมือนว่าหานอวี่เจ๋อจะไม่ได้คิดแบบนี้
เขาแกะกุ้งต่อไปและยื่นมาจ่อที่ปากเธอเรื่อยๆ ถ้าเฉิงหร่านไม่ยอมอ้าปากเขาก็จะไม่ยอมวางมันลง
สุดท้ายเฉิงหร่านเลยเลิกคิดแล้วอ้าปากกินต่อ
อย่างไรฉันก็เคยป้อนเขาไปแล้ว ตอนนี้ผลัดมาเป็นเขาป้อนฉันหน่อย แบบนี้คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
แบบนี้ก็ปกติจะตายไป ถือว่าเขาป้อนฉันคืน
แน่นอนว่าอีกสามคนที่เหลือไม่สามารถทำเมินท่าทางแบบนี้ของเฉิงหร่านกับหานอวี่เจ๋อไปได้
โม่ลี่เหลือบมองหานอวี่เจ๋อที่คอยป้อนกุ้งให้เฉิงหร่านทีหนึ่ง แล้วสบตากับอันจื่อเฉินด้วยสายตาที่เป็นอันว่ารู้กันโดยไม่ต้องอธิบายอะไร
อันจื่อเฉินแสยะยิ้มนิดๆ ใบหน้าฉายรอยไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าใดนัก
มีเพียงเขาที่รู้ดีว่าในใจรู้สึกอย่างไร
ถังเสวี่ยมองดูปฏิกิริยาของโม่ลี่กับอันจื่อเฉินแล้วหันไปมองเฉิงหร่านที่กำลังกินกุ้งอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ
เห็นอย่างนั้นเธอก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบปลากินด้วยคน เธอเองก็ชอบกินปลามากเหมือนกัน
แล้วมื้ออาหารก็จบลงไปด้วยบรรยากาศที่ติดจะประหลาดอยู่หน่อยๆ แบบนี้
สุดท้ายเฉิงหร่านยืนกรานว่าจะจ่ายเอง เธอขู่ว่าไม่อย่างนั้นคราวหลังเธอจะไม่มากินข้าวด้วยกันกับพวกเขาอีก เด็กหนุ่มทั้งสามถึงได้ยอมไม่จ่ายเงินค่าอาหารแต่โดยดี
เฉิงหร่านรูดบัตรเสร็จเรียบร้อย
ทั้งห้าคนก็เดินออกมาจากภัตตาคารแล้วขับรถตรงกลับคอนโดมิเนียมหลิวซิงไปทันที
เพราะเป็นทางเดียวกัน เฉิงหร่านเลยนั่งรถหานอวี่เจ๋อเหมือนเดิม
เที่ยวเล่นมาทั้งวันแล้ว พอตอนนี้ได้กินข้าวดื่มน้ำจนอิ่มแปล้
เฉิงหร่านเลยเริ่มง่วงและปรือตาลง
หานอวี่เจ๋อหันหน้ามามองแล้วพูดขึ้นนิ่งๆ “ง่วงก็นอนพักเถอะ ถึงแล้วเดี๋ยวพี่ปลุกน้อง”
เฉิงหร่านไม่ได้ลืมตาขึ้นมาเช่นกัน เพียงแต่ส่งเสียงตอบรับในลำคอแล้วก็เอียงคอนอนหลับไปทั้งอย่างนั้น
หานอวี่เจ๋อเลิกคิ้วสูง
ยายเด็กนี่นอนหลับไปทั้งอย่างนี้เลยเหรอ
เป็นคนไม่คิดมากเท่าไรเลยนะเนี่ย
ระหว่างที่เฉิงหร่านกำลังหลับอยู่
หานอวี่เจ๋อขับรถนุ่มขึ้นกว่าเดิมมาก
ไม่นานนัก รถของโม่ลี่กับอันจื่อเฉินก็ขับแซงไปอยู่ข้างหน้าเขาแล้ว
เขายักคิ้วทีหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ
ในตอนที่เข้าโค้งนั้นเอง
จู่ๆ หัวของเฉิงหร่านที่อยู่ด้านข้างก็เอียงมาซบเข้าที่ไหล่ของหานอวี่เจ๋อ เมื่อหลุบตาลงมองเด็กผู้หญิงคนนี้ที่ยังคงหลับสนิทอยู่นั้น
นัยน์ตาสีดำของหานอวี่เจ๋อพลันฉายรอยอ่อนโยนขึ้นแว่บหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
…………………………………………………