Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ
ตอนก่อนหน้า
1 / 295

Testimony Crime บันทึกลับคำให้การ: Chapter 001 ตอนที่ 1

#1Chapter 001

Closer, together ใกล้อีกนิด...สะกิดรัก

腹黑校草强势爱

ตอนที่ 1 รุ่นพี่สุดหล่อ

เปิดฉากเนื้อหาอย่างเป็นทางการ ณ บัดนี้...

“หรานหร่านลูก รีบลงมากินข้าวเช้าได้แล้ว วันนี้เป็นวันเปิดเทอมแล้วก็วันรายงานตัววันแรกของหนูนะ อย่าไปสายเชียว! ได้ยินมั้ย” น้ำเสียงนุ่มนวลที่แสนคุ้นเคยของผู้หญิงคนหนึ่งดังลอดประตูห้องเข้ามา ก่อนที่จะผ่านเข้าไปด้านในใบหูของเฉิงหร่าน

เด็กหญิงที่อยู่บนเตียงส่งเสียงงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์อยู่ในลำคอ ดวงตาสะลึมสะลือปรือขึ้นครึ่งหนึ่ง ปากก็พึมพำออกมาเบาๆ “อยากนอนจังเลย...”

เธอพึมพำเสร็จแล้วพลันกะพริบตาขึ้นอย่างงัวเงีย รู้สึกเหมือนว่าเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ภาพตรงหน้าก็ยิ่งมืดลงด้วยเหมือนกัน ไม่นานนักเธอก็ค่อยๆ ผล็อยหลับไปอีกครั้ง

แต่ยังไม่ทันได้หลับสนิทดี น้ำเสียงนุ่มนวลเสียงนั้นก็ดังลอดผ่านประตูห้องเข้ามาอีกครั้ง ลอยละล่องเข้าไปในโสตประสาทของเธอ

“หรานหร่านจ๊ะ เป็นเด็กดีนะลูก อย่านอนแล้ว รีบตื่นเถอะ...”

ครั้งนี้ไม่ได้รู้สึกตัวตื่นเพราะหนวกหู สิ่งนี้ทำให้เธอเผลอขมวดคิ้วฉับโดยไม่รู้ตัว เธอเป็นคนอัธยาศัยดีมาตลอด เรื่องที่เป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่สุดก็คือเธอจะโมโหเวลาที่เพิ่งตื่นนอน หลังจากที่ถูกรบกวนครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อให้คนคนนั้นเป็นแม่ของตัวเองก็ตาม เธอก็ยังรู้สึกโมโหอยู่บ้างเหมือนกัน!

ในตอนนั้นเอง เธอปรือตาขึ้นมา ยกหัวขึ้นน้อยๆ หันหน้ามองไปทางประตูที่ปิดไว้สนิทแล้วตะโกนดังลั่น “เลิกเรียกหนูได้แล้วน่า แม่นี่น่ารำคาญที่สุดเลย!”

เมื่อเธอตะโกนเสร็จ หัวที่มึนตื้อมาตลอดถึงได้รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาบ้าง คราวนี้เสียงของคุณแม่เฉิงลอยเข้ามาในหูของเธออีกครั้ง น้ำเสียงฟังดูอารมณ์ดีเช่นเดิม ไม่ได้โมโหเพราะถูกเธอตะคอกใส่แต่อย่างใด!

นึกดูแล้ว คุณแม่เฉิงคงรู้ดีว่าอารมณ์ของลูกสาวตัวเองเป็นอย่างไร เพราะอย่างนั้นถึงได้ตอบมาอย่างอารมณ์ดี “โอเคๆ แม่ไม่ตะโกนแล้ว หรานหร่านรีบๆ ตื่นหน่อยนะรู้มั้ย”

เฉิงหร่านรู้สึกตัวตื่นขึ้นแล้วไม่น้อย ได้ยินคุณแม่เฉิงพูดแบบนี้ เธอจึงขานรับไปครั้งหนึ่งแทนการบอกว่าได้ยินแล้ว

เธอไม่ได้ลุกขึ้นจากเตียงในทันที แต่กลับพลิกตัววูบ กลิ้งไปมาอยู่ในผ้าห่มสองสามที จากนั้นถึงได้ยอมลุกลงจากเตียงแล้วสวมรองเท้าแตะเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก

คราวนี้เธอได้ยินน้ำเสียงทุ้มต่ำของพ่อดังลอดเข้ามา

“ให้ลูกนอนต่ออีกหน่อยก็ไม่เป็นอะไรหรอก เดี๋ยวผมจะพาลูกไปส่งที่โรงเรียน วันนี้เพิ่งเปิดเทอมวันแรก สายหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร!”

“คุณน่ะตามใจลูกจนเสียนิสัยแล้ว!” เสียงต่อว่าของคุณแม่เฉิงดังตามเข้ามาติดๆ ด้วยเหมือนกัน

เฉิงหร่านได้ยินแล้วมุมปากพลันกระตุกวูบ เธอเป็นเด็กน่ารักว่านอนสอนง่ายขนาดนี้ แม่ของเธอยังบอกอีกเหรอว่าเธอถูกตามใจจนเสียนิสัย

เธอต้องไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของแม่แน่ๆ!

เสียงของคุณพ่อเฉิงที่ยืดอกพูดตอบอย่างภาคภูมิใจดังตามมา “ลูกสาวของผมทั้งคน ไม่ตามใจเขาแล้วผมจะไปตามใจใครล่ะ”

“เอาเถอะๆ คุณตามใจไปเลย ฉันไม่เถียงกับคุณแล้วโอเคมั้ย เดี๋ยวฉันแวะไปดูด้วยคนแล้วกัน...” เสียงพูดดังถึงตรงนี้แล้วก็ไม่ได้ยินอะไรอีก

ในตอนนี้เฉิงหร่านเองก็เดินเข้ามาในห้องน้ำแล้วเหมือนกัน

เธอล้างหน้า แปรงฟัน และเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว สิบห้านาทีผ่านไปเธอก็เดินออกมาจากห้องด้วยสภาพที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง

เด็กหญิงสวมชุดพละแบบสั้นสีขาวล้วนทั้งตัวที่มีรูปแบบเรียบง่ายกับรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่หนึ่ง ผมมัดรวบขึ้นง่ายๆ เป็นทรงผมหางม้า สีหน้าดูมีชีวิตชีวาไม่น้อย

เธอค่อยๆ เดินตามขั้นบันไดลงไป หลังจากบันไดตัดให้เลี้ยวมาอีกมุมหนึ่ง เฉิงหร่านพลันเหลือบไปเห็นพ่อของตัวเองนั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก บนสันจมูกโด่งมีแว่นตากรอบดำขาทองวางอยู่ ในมือถือหนังสือพิมพ์ไว้หนึ่งฉบับ เขาก้มหน้าอ่านอย่างตั้งใจ

“พ่อคะ เดี๋ยวพ่อจะไปส่งหนูที่โรงเรียนหรอ”

คุณพ่อเฉิงเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวที่เดินมาจนใกล้จะถึงชานบันไดแล้วพลางกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ทำไมล่ะ หรานหร่านไม่อยากให้พ่อไปส่งเหรอ”

“เปล่าเสียหน่อย! หนูอยากให้แม่กับพ่อไปด้วยจะตาย!” หรานหร่านพูดพลางอมยิ้มมุมปาก “แบบนี้หนูจะได้ยิ่งมั่นใจกว่าเดิม ดูซิว่าต่อไปยังจะมีใครกล้ารังแกหนูอีก! ฮ่าๆๆๆ...”

คุณพ่อเฉิงพาลหัวเราะตามด้วยคน เขามองลูกสาวที่ถลาเข้ามานั่งข้างๆ แล้วยกมือขึ้นลูบหัวของเธออย่างจนใจ จากนั้นจึงกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “เด็กคนนี้นี่นะ อย่าไปก่อเรื่องเชียว ไม่อย่างนั้นถึงตอนนั้นพ่อจะไม่สนใจหรอกนะ ลูกเป็นคนก่อเรื่องเองนี่เนอะ ก็ต้องรับผิดชอบเอาเอง พ่อแม่อย่างพวกเราจะไม่ช่วยเก็บกวาดให้ลูกหรอกนะ!”

เฉิงหร่านเงยหน้าขึ้นอย่างไม่พอใจ เธอยู่ปากพลางยื่นมือไปกระตุกแขนเสื้อของคุณพ่อเฉิง “พ่อไม่มีทางไม่สนใจหนูหรอก คนที่พ่อรักมากที่สุดก็คือหรานหร่านเนี่ยแหละ!”

คุณพ่อเฉิงส่ายหน้าอย่างจนใจ

ในตอนนั้นเอง คุณแม่เฉิงเดินถืออาหารเช้าออกมาจากห้องครัว ได้ยินบนสนทนาของสองพ่อลูกก็พลันกล่าวยิ้มๆ “สองคนนี้รีบกินข้าวเช้าเถอะ...”

เฉิงหร่านหันหน้ากลับมา เห็นคุณแม่เฉิงเดินถืออาหารเช้าเข้ามา เธอจึงหรี่ตามองพลางยิ้มเผล่และเอ่ยถามขึ้น “อือ...หอมจังเลย แม่ทำของอร่อยอะไรเหรอคะ หนูหิวจะแย่แล้ว!”

เฉิงหร่านพูดอย่างเดียวไม่พอ ยังสูดลมหายใจเข้าทำจมูกฟุดฟิดไปอีกหลายครั้ง ทั้งยังยื่นมือออกมาลูบท้อง บอกเป็นเชิงว่าเธอหิวมากแล้ว

คุณแม่เฉิงเหลือบมองลูกสาวของตัวเองแว่บหนึ่ง “ตอนนี้หิวเป็นกับเขาแล้วสิท่า หิวแล้วยังมัวทำอ้อยอิ่งอยู่บนเตียงอีก ปล่อยให้ลูกหิวสักหน่อยดีกว่า จะได้รู้จักจำเสียบ้าง!”

เฉิงหร่านยื่นมือไปลูบจมูกก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเคอะเขิน “ก็หนูง่วงมากเหมือนกันนี่นา...”

“ง่วงก็จะทำนิสัยขี้เซาแบบนี้ไม่ได้ เด็กผู้หญิงน่ะ ควรจะเข้านอนแต่หัวค่ำแล้วก็ตื่นแต่เช้า! ลูกดูอย่างลูกชายบ้านคุณไป๋เขาสิ ตื่นแต่เช้ามาวิ่งออกกำลังกายทุกวัน ทุกครั้งนะ เขาวิ่งกลับมาแล้วจะผ่านหน้าประตูใหญ่ของบ้านเราแล้วทักทายแม่อยู่ไกลๆ ด้วยแหละ ช่างเป็นเด็กมารยาทดีอะไรขนาดนี้ก็ไม่รู้! ถ้าตอนนี้ไม่ได้ไปเรียนปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยหวาซย่าแล้วละก็ ตอนนี้ก็ยังได้เจอกันอยู่เลย!” คุณแม่เฉิงพูดอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทั้งยังยกตัวอย่างให้เฉิงหร่านมาด้วยหนึ่งตัวอย่าง!

บอกเป็นนัยว่าต่อจากนี้ไปให้เอาลูกชายบ้านคุณไป๋เป็นเยี่ยงอย่าง!

เฉิงหร่านทำเมิน เธอเบะปากแล้วเอ่ยขึ้น “แม่คะ เฮ่าหรานเป็นเด็กผู้ชายโอเคมั้ย ชอบวิ่งอะไรนั่นก็เป็นเรื่องธรรมดามากๆ หนูไม่ได้ชอบ หนูอยากนอนอืดต่อมากกว่า...”

คุณแม่เฉิงชักสีหน้าขัดใจทันทีเมื่อสอนแล้วลูกสาวฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา “โชคดีเหมือนกันที่ลูกเกิดในบ้านเรา ถ้าไปเกิดในบ้านคุณไป๋ละก็ เห็นทีคุณปู่ไป๋แกคงได้เอาไม้เท้าฟาดลูกแน่! ดูลูกชายบ้านคุณไป๋ลูกก็รู้แล้ว เขาถูกคุณปู่คนนั้นไล่เอาไม้เท้าฟาดแล้ววิ่งมาหลบที่บ้านเราตั้งกี่ครั้งแล้ว”

คุณพ่อเฉิงส่งเสียงกระแอมออกมาทีหนึ่ง “พูดเรื่องพวกนี้กับลูกสาวทำไมกัน”

“ใช่มั้ยคะๆ พ่อพูดถูก พูดเรื่องพวกนี้ทำไมกัน! อีกอย่างนะคะแม่ เฮ่าหรานถูกปู่ของเขาดุแค่ตอนเด็กๆ เท่านั้นแหละ แม่ดูตอนนี้สิ คุณปู่ไป๋ไม่ถือไม้เท้ามาฟาดใส่เฮ่าหรานแล้ว! เรื่องเก่าๆ เอามาพูดแบบนี้ไม่ดีเลยนะคะ ต่อไปเฮ่าหรานมาบ้านเราต้องอายมากแน่ ถ้าให้เขารู้ว่าพวกเราพูดถึงเขาแบบนี้ละก็ ต่อไปเขาคงไม่กล้ามาบ้านเราหรอก!”

คุณแม่เฉิงหลุดหัวเราะออกมาทีหนึ่งพลางส่ายหน้า “ลูกนี่นะ ไม่รู้จะว่าลูกยังไงดีเลย...”

“ไม่รู้จะว่ายังไงก็ไม่ต้องว่าสิคะ! ทุกคนก็ต้องมีวิถีชีวิตของตัวเองกันทั้งนั้นแหละค่ะแม่ แค่ตัวเองมีความสุขก็พอแล้วล่ะ!”

คุณแม่เฉิงชะงักไป เธอมองรอยยิ้มบนใบหน้าจิ้มลิ้มของลูกสาวแล้วพลันรู้สึกสบายใจขึ้นมาก!

จริงด้วย แค่ลูกสาวของเธอมีความสุขก็พอแล้ว เธอยังจะคาดหวังอะไรอีกกัน

หลังจากที่ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยก็ออกจากบ้านไปพร้อมกัน

คุณพ่อเฉิงขับรถเก๋งคันเล็กสีดำ สองแม่ลูกนั่งอยู่ด้วยกันที่เบาะหลัง พูดคุยเรื่อยเปื่อยกันมาตลอดทาง รถยนต์มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายชิงเฉิงอย่างไม่รีบร้อนหากแต่ก็ไม่เชื่องช้าจนเกินไป

อาจเป็นเพราะวันนี้เพิ่งจะเปิดเทอม รถราบนท้องถนนแน่นขนัดมากจริงๆ ขับๆ หยุดๆ ไปสักพักก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว สุดท้ายเลยมาสายไปตามระเบียบ!

โชคดีเหมือนกันที่วันนี้เป็นวันรายงานตัวสำหรับวันเปิดเทอมเท่านั้น ไม่ต้องเข้าเรียน มาสายจึงไม่เสียหายอะไรมากเมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียนก็เห็นว่าที่ตรงนี้มีรถยนต์หลายรูปแบบจอดกันอยู่ละลานตาหน้าประตูโรงเรียน!

เฉิงหร่านกวาดตามองรอบหนึ่งก็เห็นว่ามีผู้ปกครองมากมายกำลังสั่งความลูกชายและลูกสาวของตัวเองอยู่ที่ข้างรถ ที่หน้าประตูโรงเรียนมีแต่เสียงพูดเซ็งแซ่ ดังระงมเกินบรรยาย ไม่ต่างอะไรจากตลาดสดเลยสักนิด!

เธอส่ายหน้าอย่างเอือมระอาก่อนจะยื่นมือไปเปิดประตูรถ เฉิงหร่านลงจากรถไปแล้ว

ทันใดนั้น เธอหันกลับมาแล้วมุดเข้าไปในกระจกรถที่เปิดแง้มไว้ เธอยื่นหัวเข้าไปครึ่งหนึ่ง พูดกับคุณพ่อเฉิงที่นั่งอยู่บนที่นั่งคนขับ “พ่อคะ พ่อช่วยหยิบกระเป๋าเดินทางออกมาให้หนูหน่อยได้มั้ยคะ หนูไปรายงานตัวคนเดียวก็พอ! พ่อกับแม่กลับไปทำงานต่อเถอะค่ะ!”

คุณแม่เฉิงเห็นคนออกันแน่นขนัดอยู่หน้าประตูโรงเรียนก็ทำสีหน้าเหนื่อยใจเหมือนกัน แล้วลูกสาวก็ยังบอกว่าไปเองคนเดียวได้อีกด้วย!

มาคิดดูดีๆ ลูกสาวของเธอก็อายุสิบหกปีแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ควรต้องพึ่งพาตัวเองให้มากหน่อย!

คิดแบบนี้แล้ว เธอก็พยักหน้าพลางเอ่ยขึ้น “หรานหร่านจ๊ะ อยู่คนเดียวต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ มีอะไรก็โทรกลับมาบ้านนะลูก อย่าเก็บเอาไว้ไม่สบายใจคนเดียว เข้าใจมั้ย”

เฉิงหร่านรับกระเป๋าเดินทางที่คุณพ่อเฉิงหยิบออกมาจากท้ายรถ

ได้ยินที่คุณแม่เฉิงสั่งความแล้วเธอจึงหันมายิ้มเผล่ตอบ “รู้แล้วค่ะแม่ พ่อกับแม่ก็ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ พ่อขับรถช้าๆ หน่อยนะ ปลอดภัยไว้ก่อน!”

คุณแม่เฉิงพยักหน้าพลางส่งเสียงตอบรับในลำคอทีหนึ่ง มองดูรอยยิ้มสดใสราวดอกไม้ของลูกสาวแล้วพาลใจหายยิ่งกว่าเดิม “อย่าลืมโทรกลับมาทุกวันล่ะ อย่าให้แม่เป็นห่วง มีเรื่องอะไรต้องบอกกันนะ!”

เฉิงหร่านยิ้มร่า คว้าข้อมือขาวๆ ของคุณแม่เฉิงที่ยื่นออกมานอกหน้าต่างรถยนต์ก่อนจะกุมไว้ในฝ่ามือ

เธอกล่าวขึ้นอย่างขี้เล่น “รู้แล้วค่ะแม่ หนูจะโทรกลับบ้านวันละสามครั้งเลย โอเคมั้ยคะ”

คุณแม่เฉิงยู่ปาก “ถ้าลูกโทรกลับมาวันละสามรอบละก็ แม่ต้องดีใจอยู่แล้ว กลัวแต่ว่าลูกสาวจะโตแล้ว ลืมที่บ้านแล้ว แล้วก็ลืมแม่ด้วย...”

“จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไงล่ะคะ ต่อให้ลืมแม่ก็ไม่มีทางลืมอาหารจานเด็ดฝีมือแม่หรอกค่ะ! อีกอย่าง ยังไงก็ต้องโทรกลับบ้านไปสอบถามสารทุกข์สุกดิบกันอยู่แล้ว แม่วางใจเถอะค่ะ! มีเสน่ห์ปลายจวักของแม่คล้องกระเพาะของหนูเอาไว้ ลูกสาวของแม่คนนี้หนีไม่พ้นจากกำมือของแม่หรอกค่ะ!”

คุณแม่เฉิงได้ยินแล้วหว่างคิ้วผูกปมเข้าหากันยุ่ง เธอเหลือบมองลูกสาวของตัวเองทีหนึ่งอย่างคาดโทษ

เธอยื่นมือออกมา จากนั้นตบลงบนหลังของลูกสาวเบาๆ “แสบจริงๆ!”

เฉิงหร่านเพียงแต่ยิ้มเผล่มองคุณแม่เฉิง หากแต่ไม่ได้เถียงอะไร!

เห็นสองแม่ลูกคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว คราวนี้คุณพ่อเฉิงที่อยู่เงียบๆ ข้างๆ มานานถึงได้เอ่ยปากพูด “หรานหร่านลูก พ่อคุยกับทางโรงเรียนแล้วนะ ลูกไม่ต้องเข้าร่วมการฝึกทหารที่จะจัดขึ้นหลังจากเปิดเทอมแล้ว ลูกสุขภาพไม่ค่อยดีมาตั้งแต่เด็ก อย่าฝืนเลยดีกว่า!”

เฉิงหร่านได้ยินแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเปลี่ยนมาขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยท่าทางค่อนข้างลังเล “พ่อคะ แบบนี้ไม่ค่อยดีมั้ง ถ้าเกิดเพื่อนๆ ไปเข้าร่วมการฝึกทหารกันหมด มีหนูแค่คนเดียวที่ได้รับการยกเว้น แบบนี้จะ...”

คุณพ่อเฉิงยักไหล่ไม่สนใจ สีหน้าดูจริงจังเป็นพิเศษอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงยิ่งแตกต่างไปจากปกติโดยสิ้นเชิง ในความอ่อนโยนนั้นเจือไว้ซึ่งความดุดัน “เรื่องนี้ลูกไม่ต้องกังวลหรอก พ่อบอกว่าลูกไม่ต้องไปฝึกทหารก็คือไม่ต้องไปก็ได้! เทียบกับคำวิจารณ์ของคนอื่นแล้ว สุขภาพของลูกสำคัญที่สุด เรื่องอื่นเป็นรองลงไปทั้งนั้น!”

“ใช่แล้วหรานหร่าน พ่อของลูกพูดถูก ต่อให้พ่อของลูกไม่ได้มาคุยกับทางโรงเรียนไว้ ถ้าลูกไม่อยากไปฝึกทหาร ใครยังจะบังคับให้ลูกไปได้อยู่อีก เชื่อพ่อเขาเถอะลูก สุขภาพที่แข็งแรงของลูกสำคัญที่สุด!” คุณแม่เฉิงเองก็พูดโน้มน้าวด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ว่าน้ำเสียงติดจะดุดันเช่นเดียวกันกับคุณพ่อเฉิง!

กับเรื่องนี้ เธอเห็นด้วยกับที่สามีของตัวเองพูดมาก!

เด็กผู้หญิงร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะไปทนกับการฝึกทหารอะไรนั่นได้อย่างไร

น่าขำจริงๆ ต่อให้ลูกสาวของเธอไม่ไปเข้าร่วมการฝึกทหาร แล้วใครจะกล้าขัดบ้าง

อย่างมากก็แค่เอามานินทาให้สนุกปากเล่นๆ เท่านั้นแหละ!

เฉิงหร่านเห็นว่าจู่ๆ พ่อกับแม่ของตัวเองก็ขึงขังขึ้นมาแบบนี้แล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี แต่เธอก็เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพวกเขาถึงกล้าใช้คำพูดรุนแรงเช่นนี้!

แต่เธอก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี เธออดไม่ได้ที่จะมองคุณพ่อเฉิงแล้วถามขึ้น “พ่อคะ หนูแค่ร่างกายอ่อนแอจริงๆ เหรอคะ หรือว่า...”

“อย่าคิดมากเลย!” เฉิงหร่านยังพูดไม่ทันจบก็ถูกคุณพ่อเฉิงพูดขัด!

เธอหุบปากฉับ ทว่าสายตายังคงจ้องคุณพ่อเฉิงนิ่ง เธออยากรู้คำตอบ ไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่สามารถไม่เข้าร่วมการฝึกทหารอย่างสบายใจได้!

ในเมื่อพ่อกับแม่ไม่เห็นด้วย ทั้งยังไม่สนใจว่าคนอื่นจะวิจารณ์ครอบครัวของพวกเขาว่าอย่างไร แต่เฉิงหร่านไม่อนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอขนาดนั้น เธอยังมีหลักการของเธออยู่!

คุณพ่อเฉิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง สายตาที่มองลูกสาวเปลี่ยนไป เขารู้ว่าในใจของลูกสาวกำลังคิดอะไรอยู่!

เขาเองก็รู้ดี เรื่องนี้น่ากลัวว่าจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ ไม่ได้ เขาจึงพูดออกมาตรงๆ “พ่อยังไม่รู้เหมือนกันว่าตกลงแล้วร่างกายของลูกผิดปกติยังไงกันแน่ ทุกครั้งที่ลูกล้มป่วยแล้วต้องเข้าโรงพยาบาล หมอก็ตรวจไม่เจออะไรเหมือนกัน บอกแต่ว่าร่างกายของลูกอ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำมาก! และเพราะสาเหตุแบบนี้แหละ แค่อากาศเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยหรือลูกไม่ดูแลสุขภาพตัวเองนิดเดียว เท่านี้ก็ไข้ขึ้นเป็นหวัดได้แล้ว! ผ่านมาหลายปีแล้ว มียาอะไรก็ซื้อมาหมดแล้ว แต่สุขภาพของลูกก็ยังไม่ดีขึ้นมาเลย!”

คุณพ่อเฉิงพูดถึงเท่านี้แล้วก็หยุดไป เขาเหลือบมองลูกสาวทีหนึ่งด้วยแววตาเอ็นดูระคนสงสารก่อนจะพูดต่อ “แล้วก็เพราะอย่างนี้แหละ ตอนที่ลูกยังเด็กพ่อถึงให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนน้อยมาก แล้วก็ไม่ให้ลูกไปเที่ยวที่สวนสนุกกับเด็กๆ คนอื่น หรานหร่านลูก หนูเข้าใจหรือเปล่า เพราะว่าลูกสุขภาพไม่ดีเอามากๆ แล้วที่ผ่านมาก็ไม่เคยหาสาเหตุของอาการป่วยเจอ พ่อถึงได้ไม่เคยสบายใจได้เลยจริงๆ! ตอนเด็กๆ หนูจะร้องไห้งอแงยังไงพ่อก็ไม่ได้ตอบตกลงข้อเรียกร้องพวกนั้นน่ะไม่ใช่เพราะว่าพ่อใจร้ายหรอกนะ แต่ลูกต้องรู้ว่าพ่อกับแม่เป็นห่วงสุขภาพของลูกมากแค่ไหน!”

คุณแม่เฉิงนั่งอยู่ในรถ สองแขนเท้าอยู่กับหน้าต่าง เงยหน้าขึ้นมองเฉิงหร่านน้อยๆ!

ถึงแม้เธอจะไม่ได้พูดอะไร ทว่าความห่วงหาในสายตานั้นกลับปิดบังเอาไว้ไม่มิด!

เฉิงหร่านสูดลมหายใจเข้านิดๆ เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้านั้นงดงามไร้ที่ติหากแต่ซีดเผือดกว่าคนปกติทั่วไป มองปราดเดียวแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็นความขาวซีดที่เกิดจากอาการป่วย!

วินาทีนี้ ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าทำไมตอนเด็กๆ พ่อถึงเอาแต่คอยห้ามไม่ให้เธอไปเล่นกับเพื่อนๆ...

และในที่สุดก็ได้รู้ว่าทำไมคนอื่นถึงเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่โรงเรียนจัดขึ้นกันได้ตามใจชอบ ในขณะที่เธอเข้าร่วมไม่ได้!

ตอนนั้น ตอนที่ยังเด็กอยู่ เธอไม่เข้าใจว่าที่พ่อกับแม่ทำแบบนี้ตกลงแล้วมันเพราะอะไรกันแน่!

แล้วเธอก็เคยตัดพ้อเช่นกัน เคยแอบไปร้องไห้เงียบๆ คนเดียวหลายครั้ง แต่ตอนนั้นท่าทางของพ่อกับแม่ดูเข้มงวดกันจนดูผิดปกติ พออายุค่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เธอก็ไม่ได้ต่อต้านสิ่งต่างๆ ที่พ่อกับแม่จัดสรรมาให้ ที่โรงเรียนมีกิจกรรมอะไรเธอก็ไม่ได้ไปบอกพ่อกับแม่อีก แต่ว่าเป็นคนปฏิเสธไปเองเลยว่าจะไม่เข้าร่วม!

จนกระทั่งคุณครูประจำชั้นที่สอนห้องเธอโทรศัพท์ไปสอบถามที่บ้าน พ่อกับแม่ถึงได้รู้ว่าเธอตัดสินใจทำแบบนี้ แต่ตอนนั้นพ่อกับแม่ก็ตอบปฏิเสธคุณครูประจำชั้นเรื่องการเข้าร่วมกิจกรรมไปเหมือนกัน!

นับแต่นั้นเป็นต้นมา เฉิงหร่านก็เข้าใจว่าเธอไม่เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ และเพราะเธอแปลกแยกแบบนี้เลยทำให้แทบไม่มีเพื่อนเลยตั้งแต่เล็กจนโต!

ที่โรงเรียนมีกิจกรรมอะไรเธอก็จะไม่เข้าร่วม มีชมรมอะไรก็ไม่เข้าร่วมด้วยเหมือนกัน สิทธิพิเศษต่างๆ ของเธอประกอบกับสภาพร่างกายของเธอนั้นล้วนแต่ทำให้เธอถูกเพื่อนๆ ต่อต้าน หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ไม่มีคนเล่นกับเธอ

นอกจากไป๋เฮ่าหรานที่ชอบมาบ้านของพวกเธอเป็นประจำตั้งแต่ยังเล็ก เธอก็แทบไม่มีเพื่อนเลย

พ่อของไป๋เฮ่าหรานเป็นเพื่อนที่เล่นด้วยกันกับคุณพ่อเฉิงตั้งแต่เด็กจนโต และเพราะอย่างนี้ เธอถึงได้มีเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างกันมาตั้งแต่เด็กจนโตอย่างฝืนๆ

ย้อนนึกถึงเรื่องเมื่อก่อนแล้วเฉิงหร่านพลันหลุดยิ้ม พยายามดึงจิตใจที่ฟุ้งซ่านไปไกลของตัวเองให้กลับมา

เธอเงยหน้ามองคุณพ่อเฉิง จากนั้นค่อยๆ พยักหน้าและพูดตอบ “หนูเข้าใจแล้วค่ะพ่อ หนูเชื่อที่พ่อกับแม่บอกก็พอแล้วเนอะ!”

คุณพ่อเฉิงยื่นมือออกมาลูบกระหม่อมของลูกสาว “ไปเถอะ ถึงเปิดเทอมวันแรกจะไม่กลัวว่ามาสาย แต่จะสายเกินไปก็ไม่ได้ วันศุกร์ลูกเลิกเรียนแล้วพ่อจะมารับลูกกลับบ้านนะ!”

“ค่ะ!” หรานหร่านพยักหน้ารับ

ตอนนี้เธอขึ้นมัธยมศึกษาปีที่สี่แล้ว ต้องพักที่โรงเรียนแล้ว แม้ว่าที่นี่จะอยู่ห่างจากบ้านในระยะที่นั่งรถเพียงครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็ตาม

แต่ถ้าเกิดดันเจอรถติดหรืออะไรเข้าระหว่างทาง หนึ่งชั่วโมงก็กลับมาโรงเรียนไม่ทัน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่วุ่นวายมากเหลือเกิน ดังนั้นเธอเลยพักที่โรงเรียนเสียเลย

“ถ้าไม่ติดอะไรก็โทรมาบ่อยๆ นะ...” คุณแม่เฉิงยังคงอดห่วงไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี เลยได้แต่พูดประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา หวังว่าลูกสาวจะจำได้

“ได้ค่ะแม่ หนูจำได้ขึ้นใจแล้วล่ะ!” เฉิงหร่านพูดแล้วโบกมือหย็อยๆ กลับหลังหันเดินลากกระเป๋าเดินทางสีดำเข้าประตูโรงเรียนไปแล้วไม่เหลียวหลังกลับมาอีกเลย!

ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยาก แต่เพราะหันกลับไปไม่ได้ต่างหาก!

เธอไม่อยากเห็นสายตาที่พ่อแม่จ้องมองมาตอนเธอจากไป เธอกลัวว่าเธอจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ววิ่งออกไป

เธอทำไม่ได้ เธอต้องเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวให้ได้ ต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ จะคอยพึ่งพ่อแม่ไปตลอดโดยทำตัวไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรไม่ได้อีกแล้ว!

ทุกอย่าง ความเศร้าโศกทุกอย่าง ในวินาทีที่เฉิงหร่านเดินเข้าโรงเรียนมานั้น มันได้กลายเป็นเมฆหมอกและปลิวละลิ่วสลายหายไปกับสายลมทั้งหมดแล้ว!

เฉิงหร่านสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง จ้องมองไปยังลานกว้างของโรงเรียนที่มีคนเดินกันขวักไขว่

ที่นี่เสียงดังจอแจมาก แต่ก็ครึกครื้นมากเหมือนกัน มีนักเรียนใหม่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่หลายคนทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ลากกระเป๋าเดินทางมาเหมือนเธอ หรือไม่ก็หอบกระเป๋าใบใหญ่ใบเล็กมาเต็มไม้เต็มมือทั้งสองข้าง

เทียบกันแล้วเธอดูผ่อนคลายกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด ทั้งตัวมีแค่กระเป๋าเดินทางใบเดียวที่ลากมาอยู่ด้านหลัง

ไม่รู้ว่าเพราะเป็นภาคการศึกษาใหม่และได้มายังสถานที่ใหม่ๆ หรือเปล่า จู่ๆ เฉิงหร่านก็รู้สึกตั้งตารอคอยและคาดหวัง!

ตลอดสามปีข้างหน้า เธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรบ้าง

ขณะที่เฉิงหร่านกำลังค่อนข้างเหม่อลอยอยู่นั้น น้ำเสียงนุ่มทุ้มเจือด้วยความอบอุ่นนิดๆ เสียงหนึ่งได้ดังลอดผ่านเข้ามาในหูของเฉิงหร่าน

“น้องคือเด็กใหม่ม.สี่ใช่มั้ย”

…………………………………………………

devc-1b3c75c7-32954