ตำนานเทพกำราบมาร [Tales of the ancient land]: บทที่ 1 : ปฐมบท ตอนที่ 2
กาลครั้งหนึ่ง ณ ดินแดนกึ่งกลางระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์ ขานนามว่า แดนบรรพกาล เป็นที่อยู่ของเหล่าผู้บำเพ็ญทางเซียน อายุยืนยาว ครองครองพลังเหนือธรรมชาติ รอวันบรรลุสู่การเป็นเทพสวรรค์ กำเนิดขึ้นจากการรวมตัวกันของสำนักเซียน 5 สำนักใหญ่ ตงซาน เป่ยซาน ซีซาน หนานซาน และเทียนซาน
เดิมสำนักทั้งหมด มีจุดหมายเพียงเพื่อลดความแออัดของเหล่าศิษย์เซียนในแต่ละที่ แต่นานวันเข้า ต่างฝ่ายต่างมีอิทธิพลในแดนบรรพกาลมากขึ้น จึงเริ่มแย่งชิงความเป็นใหญ่ เกิดศึกในดินแดนกินเวลายาวนานนับร้อยปี ในที่สุด เซียนจื่อเสียน ก็พาสำนักเทียนซานเป็นฝ่ายมีชัย
เซียนจื่อเสียนนั้น เด็ดขาด เยือกเย็น แต่อ่อนโยน ปรับกฎเกณฑ์ในดินแดนใหม่ ให้ 4 สำนักเซียนอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักเทียนซาน แต่ไม่ได้ลดอำนาจลงทั้งหมด อย่างไรเสีย 4 สำนักยังคงเป็นใหญ่ในเขตแดนของตนเอง แดนบรรพกาลจึงสงบสุขนับแต่นั้นเป็นเวลาหลายแสนปี กระทั่ง เหยียนอี เซียนจวินผู้สง่างาม ท่วงท่าสุขุม วาจาแยบยล บำเพ็ญตบะเซียนจนบรรลุเสินคุน ขั้น 5 ในเวลาไม่กี่ร้อยปี โดดเด่นมากกว่าเซียนทั้งแดนบรรพกาล จึงถูกรับเลือกให้เป็นเจ้าสำนักเทียนซาน รุ่นที่ 100
เหยียนอีนั้น ภายนอกสุขุมเยือกเย็น คล้ายเซียนจื่อเสียน อดีตเจ้าสำนักผู้ซึ่งบรรลุเป็นเทพสวรรค์ไปแล้ว หากแต่ภายในจิตใจตรงกันข้ามสิ้นเชิง เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าสำนักเทียนซาน เหยียนอีเปลี่ยนแปลงกฎใหม่ทั้งหมด โดยกำหนดให้ 4 สำนักเซียน ส่งศิษย์ที่บำเพ็ญตบะบรรลุถึงฮว๋าเสินเข้าเป็นศิษย์สำนักเทียนซานทั้งสิ้น และ 4 สำนักห้ามมิให้มีเซียนบรรลุเกินกว่าขั้นหยวนอิงดำรงอยู่ เว้นเพียงเจ้าสำนักที่ต้องบรรลุตบะขั้นเสินคุนเท่านั้น
ยังไม่พอ ในทุกๆ 100 ปี 4 สำนักใหญ่ต้องส่งศิษย์เซียนขั้นฮว๋าเสิน เข้ารับการคัดฝีมือ เพื่อเป็นศิษย์เทียนซาน โดยจะต้องผ่านด่านทดสอบทั้งหมด 9 ด่าน หากศิษย์เซียนผู้ใดไม่ผ่าน จะถูกริบตบะบำเพ็ญคืนให้เหลือเพียงขั้นเริ่มต้น เพื่อกลับไปบำเพ็ญใหม่ ทั้งหมดนี้ เพื่อสร้างกองทัพเซียนไว้ป้องกันแดนบรรพกาล และสู้ศึกกับปีศาจที่เริ่มฮึกเหิม รุกรานมนุษย์มากขึ้นทุกที
หากแต่ 4 สำนักใหญ่เห็นพ้องกันว่า เหยียนอีนั้นทะเยอทะยานในอำนาจ ลดบทบาท 4 สำนัก อ้างตนเป็นใหญ่ ผิดวิถีผู้บำเพ็ญพรต จึงร่วมมือกันต่อต้าน เกิดศึกใหญ่ที่แม้แต่สวรรค์ยังไม่อาจห้ามปรามได้ ทว่า เหยียนอีกลับเป็นฝ่ายมีชัย ด้วยความลับที่ไม่มีผู้ใดเคยล่วงรู้มาก่อน เขาได้ครอบครองเทวะศาสตราวุธของเทพบรรพกาล ทั้ง 4 ชิ้น ซ้ำยังใช้เวลานานกว่าหลายร้อยปี หลอมดาบวิเศษที่แม้อาวุธเทพบรรพกาลยังต้องพ่าย 4 สำนักใหญ่จึงเป็นฝ่ายปราชัย เจ้าสำนักเซียนถูกริบตบะบำเพ็ญหมดสิ้น และเนรเทศไปอยู่แดนมนุษย์ เจ้าสำนักคนใหม่ ถูกคัดเลือกโดยเหยียนอี
จากนั้นเป็นต้นมา วิถีของเหล่าเซียนในแดนบรรพกาลจึงอยู่ภายใต้การควบคุมของเหยียนอีโดยสมบูรณ์ เมื่อล่วงรู้ถึงสวรรค์ ทวยเทพครึ่งหนึ่ง ร้อนใจว่าเหยียนอีจะแยกแดนเซียนเป็นใหญ่ เทียบเคียงสวรรค์ ทวยเทพอีกครึ่งกลับสนับสนุน ใช้กำลังของเหยียนอีกำราบปีศาจ อสูร ที่แฝงตัวกระจายไปทั่วพิภพ เกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะในกลุ่มของเทพ 12 นักษัตร เทพอาวุโสแห่งสรวงสวรรค์ จนเกือบจะเกิดศึกย่อมกลางโถงสวรรค์
เทพจื่อเสียน เห็นเป็นภาระความรับผิดชอบของตนเอง จึงอาสาลงไปห้ามปรามเหยียนอี แต่มิได้กลับสวรรค์มาอีกเลย สร้างความร้อนใจให้เทพประมุขจิวเทียนจนนั่งไม่ติดบัลลังก์ ด้วยเกรงว่าเหยียนอีอาจมีแผนการร้ายซ่อนไว้ อีกทั้งแดนบรรพกาลยังเป็นแดนในภพจักรวาลของมนุษย์ ยังมิได้ทำผิดมหันต์ ซ้ำยังกำราบปีศาจ ขจัดมารทั่วหล้า สวรรค์จึงไม่อาจยุ่งเกี่ยวได้
ด้วยเหตุนี้ เทพประมุขสวรรค์จึงเดินทางไปขอคำแนะนำจากมหาเทพ 3 ภาค ผู้ซึ่งเป็นทวิเทพ คุ้มครองจักรวาล อยู่คู่สวรรค์ตั้งแต่จักรวาลถือกำเนิด ได้แก่ มหาเทพซือจิ้ง มหาเทพซือฉือ และมหาเทพซือเซิน ทั้ง 3 มหาเทพเพียงทำนายว่า ผู้เริ่มต้น คือผู้ยุติ ให้เทพประมุขมองฟากฟ้าทิศใต้ ในฤดูร้อน วันอาทิตย์ทรงกลด เมื่อทารกเพศชายถือกำเนิด ให้มอบศิลาชิ้นหนึ่งแก่เขา
จากนั้น 500 ปี ต่อมา ณ หมู่บ้านเซิน ในหุบเขากันดาร ทารกเพศชาย ร่างกายแข็งแรง ร้องไห้เสียงดัง มีปานแดงใหญ่อยู่กลางหน้าผาก จึงถือกำเนิดจากสองสามีภรรยาผู้มีจิตใจซื่อสัตย์บริสุทธิ์ ทั้งสองไร้แซ่ มีชื่อตัวอักษรเดียว ตั้งชื่อบุตรว่าเซี่ย เมื่อเทพประมุขทราบความ จึงปลอมเป็นบัณฑิตตกยาก เดินทางไปหา ใช้อุบายแกล้งตกเขาบาดเจ็บ เมื่อสองสามีภรรยาพบ จึงรีบพาไปรักษาที่กระท่อม เทพประมุขใช้ข้ออ้างความมีพระคุณนี้ มอบศิลาให้แก่บุตรของพวกเขา และตั้งชื่อว่า เซี่ยหยาง หมายถึง ตะวันฉายในฤดูร้อน
-------------------------------
15 ปีต่อมา ณ หมู่บ้านเซิน
"เจ้าเซี่ย!!! หยุดเดี๋ยวนี้นะ ข้าบอกให้หยุด!!"
เด็กหนุ่มตัวท้วม อ้วนกลม วิ่งสุดฝีเท้าไล่ตามเด็กชายรุ่นเดียวกัน รูปร่างสูงชะลูด ผอมเกือบหนังหุ้มกระดูก ดูไร้เรี่ยวแรง กลับวิ่งเร็วยิ่งกว่าหนูวิ่งหนีแมว ซ้ำยังดูสนุกสานที่แหย่เจ้าอ้วนให้ไล่ตามได้
"ไม่หยุด เจ้าพ่าง ข้าจะวิ่งไปถึงเขาลูกโน้นเลย แน่จริงก็ตามให้ทัน"
เซี่ยหยาง หันไปเยาะเย้ยพ่าง เพื่อนรักที่เติบโตมาด้วยกันโดยไม่หยุดฝีเท้า เลยชนเข้ากับใครคนหนึ่งเต็มน้ำหนักตัว เซี่ยหยางถึงกับกระเด็นหงายหลังลงพื้นทันที พ่างรีบเข้ามาประคองเพื่อน
"เจ้าเซี่ย!"
"นึกว่าตัวอะไร ที่แท้ก็เจ้าหมูกับเจ้าหนอนอัปลักษณ์นี่เอง"
เด็กรุ่นหนุ่มราวยี่สิบต้นๆ เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ เทียมภูเขา ทักทายเสียงเหยียดหยัน ก่อนหันไปพยักพเยิดให้เด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันด้านหลัง 2 คน ส่งเสียงโห่ร้องเสริม พ่างใช้มือเพียงข้างเดียว ดึงคอเสื้อเซี่ยหยางลุกขึ้นยืนจนเท้าลอยจากพื้น แล้วจึงเท้าเอว เงยจ้องหน้าคนพูดอย่างเอาเรื่อง
"เจ้าเรียกใครหมู ใครหนอน หา! เจ้ากระทิงป่า"
"เฮ้! เจ้าพ่าง ข้าเป็นฝ่ายวิ่งไปชนเจ้ากระทิงตัวนี้ อย่าไปหาเรื่องเขาเลย เจ้าก็รู้ว่ากระทิงป่า อันธพาลแค่ไหน"
เซี่ยหยางได้ทีช่วยพ่างเย้ยกลับ ทำเด็กหนุ่มตัวโต มีชื่อว่า ปิน เดือดจนหน้าแดงก่ำ
"หน็อย! ไอ้เด็กแสบ ปากดีอย่างนี้ อย่าอยู่เลย!"
ขาดคำ ปินกับพวกก็พากันรุมตีเซี่ยหยางกับพ่าง แต่เซี่ยหยางอาศัยความผอมบางหลบหลีกได้รวดเร็ว เคลื่อนไหวหลอกล่อให้ปินกับพวกต่อยตีโดนกันเอง ไม่นานนักพวกปินก็ตีกันเองจริงๆ เด็กชายทั้งสองยืนหัวเราะสะใจ ชี้พนันกันว่า 3 คนตรงหน้า ใครจะแพ้ก่อนกัน เท่านั้นไม่พอ ยังเรียกเด็กคนอื่นๆมารวมตัว ช่วยกันหัวเราะเยาะอีกต่างหาก แต่แล้ว เสียงหนึ่งก็ดังลั่นขึ้น หยุดทุกการกระทำสิ้นเชิง
"เซี่ยหยาง!!!"
เสียงฟ้าผ่าทำเจ้าของชื่อสะดุ้งโหยง กลับหลังหันมองหน้าตาตื่น
"พ่อ..."
------------------------
'ฟวับ'
เสียงไม้ไผ่ด้ามยาวฟาดผ่านอากาศ กระทบกลางหลังเด็กชายตัวผอม ผู้ถูกมัดแขนกับเสาหน้าบ้าน ดังต่อเนื่อง รุนแรงชนิดที่คนยืนมองอย่างพ่าง ยังอดสะดุ้งตามไม่ได้ แต่คนถูกตีกลับก้มหน้านิ่ง น้ำตานอง กอดเสาแน่นไว้ปลอบความเจ็บให้ตัวเอง
"ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าอย่าเป็นอันธพาล อย่าไปหาเรื่องใคร ทำไมยิ่งโตยิ่งดื้อด้านนัก!"
'ฟวับ!!'
ทุกครั้งที่ต่อว่า นายชาง บิดาของเซี่ยหยางก็หวดหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนเลือดซึมกลางหลังเด็กหนุ่มเป็นรอยฟาด นางเฟิง แม้สงสารลูก ก็ไม่กล้าก้าวก่ายสามี ในที่สุด เจ้าพ่างก็ทนไม่ไหว เข้าไปกอดขานายชางห้ามไว้
"ลุงชาง พอเถิด ข้าเป็นคนท้าทายเจ้ากระทิงนั่นเอง เจ้าเซี่ยไม่เกี่ยว อีกอย่าง พวกนั้นเรียกข้าว่าหมู เรียกเจ้าเซี่ยว่าหนอนอัปลักษณ์ พวกเราเป็นฝ่ายถูกแกล้งต่างหาก"
"เจ้าก็อีกคน ปกป้องกันเข้าไป เจ้าอ้วนเช่นนี้ ถึงถูกเรียกว่าหมู ส่วนเจ้าก็มีปานแดงอัปลักษณ์กลางหน้าผากจริง ยังกล้าบอกว่าถูกรังแกหรือ"
เซี่ยหยางได้ฟังวาจาบิดาก็กำหมัด กัดปากแน่น น้อยใจจนหลุดสะอื้นออกมา นายชางเห็นแบบนั้นจึงยอมหยุดมือ ทิ้งไม้เรียว เดินออกนอกกระท่อมไป นางเฟิงรีบรุดเข้าไปแก้มัด แล้วพาลูกชายเพียงคนเดียวกลับเข้าไปทำแผลที่บ้าน
"น้าเฟิง ข้าขอเข้าไปด้วย"
"เจ้ากลับไปก่อนเถอะ เจ้าพ่าง"
นางเฟิงบอก พ่างจึงยอมเดินกลับบ้านไปแต่โดยดี นางเฟิงพาเซี่ยหยางลงนั่งบนตั่ง ปิดประตูให้มิดชิด แล้วรีบเปิดแผล แรกเริ่มใจหายแทบน้ำตารื้น เมื่อพบแผลเหวอะกลางแผ่นหลังน่าหวาดกลัว แต่เพียงครู่ แผลเหล่านั้นกลับค่อยๆจางหายไป ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อแสงสีส้มในสาปเสื้อของเซี่ยหยางสว่าง เด็กหนุ่มหยิบสร้อยแขวนจี้ศิลารูปร่างไม่ชัดเจน คล้ายกับเสี้ยวหินที่แตกออกจากกันมาพิจดู พลางหันมาหามารดา
"แผลกายไม่เท่าไหร่ แผลในใจเจ็บยิ่งกว่า พ่อไม่เคยเห็นข้าเป็นลูกจริงๆ เขาเกลียดข้า"
"เหลวไหล พ่อเจ้ารักเจ้ายิ่งกว่าสิ่งใดบนโลกนี้ ที่ดุด่าว่ากล่าว เพราะกลัวเจ้าทำตัวไม่ดี ยิ่งเจ้าเหลิงเพราะหินวิเศษชิ้นนี้ เขายิ่งกังวลว่าสักวัน เจ้าจะเป็นคนเลว"
"แต่แม่ ข้าถูกพวกนั้นดูถูก เจ้ากระทิงปินนั่น เรียกข้าว่าเจ้าหนอนอัปลักษณ์ เหยียดหยามข้า"
"เจ้าก็เรียกเขาว่ากระทิงป่าไม่ใช่หรือ"
"พวกมันเรียกข้าก่อน"
"เอาเถอะ เถียงกับเจ้าไป คงไม่จบสิ้น แม่จะไปทำข้าวเย็น ถ้าเจ้าหายดีแล้ว ไปช่วยพ่อเขาเก็บฟืนให้แม่ที"
"แม่...ข้าไม่..."
"ฟ้าใกล้มืด พ่อเจ้าอายุมาก สายตาไม่ดี เจ้าจะทิ้งให้เขาเข้าป่าไปเก็บฟืนผู้เดียวหรือ"
ได้ฟังนางเฟิง เซี่ยหยางก็นั่งนิ่ง ดื้อดึงเพียงแค่ครู่ จึงรีบวิ่งออกนอกกระท่อมไป นางเฟิงส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขบขัน
-----------------
เด็กชายเซี่ยหยางมองฟ้ายามพลบค่ำอย่างกังวลใจ สลับกับมองฝ่ากระแสลมแรงและเย็นยะเยือก อันเป็นปกติในเขาที่ตั้งของหมู่บ้านเซิน แรกเริ่ม เขาพบเพียงความมืดและความซับซ้อนของป่าไม้ จึงเพ่งมองให้ชัดเจน ตั้งใจหาบิดา พลันจี้ศิลาในคอเสื้อก็สว่างวาบ สายตาที่มองเห็นเพียงไม่ไกล กลับทะลุผ่านความซับซ้อนเหล่านั้น จนพบบิดากำลังตัดฟืนอยู่ริมผา เด็กหนุ่มยิ้มได้ใจกับพลังวิเศษ รีบวิ่งเข้าไปหาบิดาทันที
"พ่อ ข้าช่วย"
เขาบอกเสียงใส หวังลบความขุ่นใจ นายชางหยุดชะงักมือ ถอนหายใจยาว
"รู้อย่างนี้ เฆี่ยนให้หนักกว่าเดิมเสียก็ดี"
"พ่อ...ข้าไม่ผิด ข้าก็แค่..."
"เย็นแล้ว แม่เจ้ารอฟืนอยู่ มาช่วยข้าเร็วเข้า"
นายชางเอ่ยตัดบทวาจา เซี่ยหยางแม้ขุ่นเคืองน้อยใจ แต่พอเห็นบิดาไม่ปิดกั้น ก็รีบกุลีกุจอเข้าช่วยเก็บฟืน นายชางลอบมองความสดใส กระตือรือร้น ก็แอบลอบยิ้ม พลางเงื้อมีดด้ามยาวในมือตัดฟืนต่อ
"ปีนี้เจ้าโตขึ้นมาก สูงกว่าพ่อเสียอีก กลับผอมแห้ง เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เย็นนี้กินข้าวเยอะๆหน่อยเถอะ"
ได้ฟังวาจาเรียบง่ายของบิดา ใจที่ขุ่นเคืองก็หายไปโดยพลัน เซี่ยหยางยิ้มกว้าง พยักหน้ารับ ความดีใจของเขา พาความอบอุ่นแผ่โดยรอบป่า ทำลายความหนาวเย็นหมดสิ้น นายชางจึงหยุดมืออีกครั้ง มองสร้อยที่บุตรชายห้อยไว้อย่างกังวลใจ
"เซี่ยหยาง สร้อยของเจ้า ให้พ่อดูที"
บิดากล่าวจบ บุตรก็ถอดสร้อยที่คอออก ยื่นส่งให้ นายชางรับมาถือ เฝ้ามองอยู่ครู่ พบว่าความอบอุ่นยังคงรายล้อมอยู่รอบๆ ไม่จางหายไป
"นึกถึงยามเจ้าเกิด วันนั้นเป็นยามอู่ ฤดูร้อน วันอาทิตย์ทรงกลด ครอบครัวยากจนของเรา ไร้แซ่ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลผู้คน ได้พบกับบัณฑิตตกยากผู้หนึ่งที่ริมผาแห่งนี้ เขาได้มอบหินวิเศษแก่เจ้า ให้แซ่เจ้าว่าเซี่ย ให้ชื่อว่าหยาง เจ้าจึงเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่มีแซ่ นึกไม่ถึงว่าของกำนัลชิ้นนี้ จะมีโทษมหันต์ต่อเจ้านัก"
"พ่อ ของชิ้นนี้ช่วยชีวิตข้า"
"แต่เจ้าจะเป็นตัวประหลาดในสายตาของผู้อื่น"
นายชางยื่นส่งคืนให้บุตรชายพลางถอนหายใจ
"เซี่ยหยาง คนในหมู่บ้านเซิน ไร้ความรู้ อาศัยกำลังกายทำมาหากิน มีชีวิตธรรมดาเรียบง่ายมาหลายชั่วอายุคน มีแค่ผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นที่อ่านออกเขียนได้ ยามบาดเจ็บ ก็ทายา กินยารักษา แต่ดูเจ้าสิ ไม่ว่าพ่อจะตีเจ้าเช่นใด หินชิ้นนี้ก็ปกป้อง รักษาบาดแผลให้ ทั้งยังมีพลังวิเศษ ช่วยให้เจ้ามีตาทิพย์ มองทะลุในความมืด สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ธรรมดาในหมู่บ้านเซินทั้งสิ้น เจ้าคิดว่า หากความลับนี้ถูกเปิดเผย เจ้าจะเป็นเช่นใด"
"ข้ารู้...ข้าจะเก็บความลับนี้ไว้มิดชิด"
"เจ้าพ่างปากสว่างเช่นนั้น สักวันหากล่วงรู้ คงเก็บความลับไม่อยู่"
"พ่อ...ท่านจะให้ข้าทิ้งสิ่งนี้หรือ"
เด็กชายถามตามตรง นึกใจหาย หากว่าของวิเศษที่ติดตัวมาแต่เกิดจะต้องห่างกาย นายชางนิ่งคิดอยู่ครู่ จึงจับบ่าบุตรชายหันมาหากัน
"เจ้าต้องตัดสินใจเอง หากเจ้าอยากเป็นคนธรรมดา ใช้ชีวิตธรรมดาในหมู่บ้านเซิน เจ้าเก็บของสิ่งนี้ไว้ไม่ได้ ศิลาชิ้นนี้ ผู้มีความรู้ให้ไว้ต่อผู้มีวาสนา ผู้ครอบครองย่อมเป็นคนไม่ธรรมดา และคนไม่ธรรมดา อยู่หมู่บ้านเซินไม่ได้เช่นกัน"
"พ่อ ข้าไม่เข้าใจ ท่านพูดจาซับซ้อนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"
"ข้ารู้ว่าเจ้าเข้าใจ พรุ่งนี้ พ่อจะลงเขา นำของไปขายที่เมืองฝู หากเจ้าคิดดีแล้ว ยามอิ๋น ให้ไปรอข้าที่หน้าหมู่บ้าน หากครึ่งชั่วยาม ข้าไม่เห็นเจ้า หินชิ้นนี้จะต้องไม่อยู่กับเจ้าเช่นกัน"
นายชางก้มลงหอบฟืนเดินจากไป ปล่อยให้บุตรชายนิ่งเงียบกับที่ มือกำสร้อยศิลาเอาไว้แน่น ตั้งแต่เกิดมา 15 ปี ครั้งนี้เซี่ยหยางสับสนที่สุดในชีวิต เขารู้ว่าบิดาหมายถึงอะไร ขณะเดียวกันก็ไม่เข้าใจว่าบิดาคิดสิ่งใดอยู่
"หรือแท้จริงแล้ว พ่อเกลียดข้าเพราะเจ้าหรือ เจ้าหิน"
เซี่ยหยางมองจี้หินบนสร้อยเชือกเส้นโต ชั่งใจอยู่ครู่ จึงเดินไปยังริมผาเพียงลำพัง
--------------------
เช้ามืด ยามอิ๋น
นายชางเดินฝีเท้าเบามายังหน้าหมู่บ้านเพียงลำพัง โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น เพราะยังเป็นเวลานอน เขากวาดสายตามองฝ่าความมืด พบเพียงความว่างเปล่า จึงหาที่หลบซ่อนตัวในความมืด ยืนรออยู่ครึ่งชั่วยาม ไม่พบผู้ใดมาตามนัดหมาย จึงถอนหายใจยาวเหยียด กลับหลังหันเตรียมออกเดิน
"พ่อ"
เสียงเบาเรียกอยู่ด้านหลัง หยุดฝีเท้าไว้ นายชางรีบหันมอง พบบุตรชายสะพายย่ามผ้าและห่อใบไม้ในมือ ยืนหน้าเจื่อนอยู่ด้านหลัง
"ข้ามาช้า ท่านแม่....."
นายชางรีบยกมือห้ามไม่ให้บุตรชายส่งเสียง เซี่ยหยางขมวดคิ้วแปลกใจ แต่ก็ยอมเดินเงียบๆมาหาบิดาตนเอง
"ตามข้ามา"
นายชางบอกแล้วรีบเดินนำ โดยเลี่ยงเลาะไปในความมืด ไม่ให้ร่างกายกระทบแสงคบเพลิงในหมู่บ้าน เซี่ยหยางเห็นความไม่ปกติ แต่ก็เชื่อฟัง ยอมเดินตามไปเงียบๆ เก็บความสงสัยไว้ในใจ