ตำนานเทพกำราบมาร [Tales of the ancient land]

ตำนานเทพกำราบมาร [Tales of the ancient land]: บทที่ 2 : อดทน ตอนที่ 3

#3บทที่ 2 : อดทน

ท่ามกลางความมืด โอบล้อมด้วยไอหนาวยะเยือกจนเผลอห่อไหล่เข้าหากัน เซี่ยหยางทอดมองแผ่นหลังกว้างของผู้เป็นบิดา ซึ่งมุ่งมั่นเดินไปข้างหน้าโดยไม่หันมองหลัง ใจของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่บิดาเป็นคนเข้มงวด ถ้ากล่าวถาม เกรงจะโดนดุมากกว่าได้คำตอบ จึงใช้ความเงียบกลบเกลื่อนความรู้สึก

ทว่า ความสงสัยกลับเพิ่มเป็นทวีคูณเมื่อทิศทางที่บิดาพามา ไม่ใช่เส้นทางลงเขาอย่างที่เคยพาเขาเข้าไปขายไม้ฟืนในเมืองฝู ทั้งยังลดเลี้ยว ลาดชัน ไม่ใช่ทางที่เขาเคยผ่านมาก่อน ไม่นานนัก ความสงสัยของเขาก็คลี่คลายส่วนหนึ่ง เพียงแค่เห็นถ้ำใหญ่โตเบื้องหน้าตนเอง

"พ่อ ท่านจะให้ข้าอยู่ที่นี่หรือ"

ในที่สุด เด็กชายก็เอ่ยถาม บิดาจึงหันจ้องเขาเขม็ง

"เจ้าเป็นลิงค่างหรือ ถึงอยู่ถ้ำ"

"เช่นนั้น ท่านพาข้ามาที่นี่ทำไม"

"แวะมาเอาของให้เจ้า ตามข้ามา"

นายชางบอกเสียงดุ อย่างที่เด็กชายคิด เขาจึงไม่เอ่ยถาม รีบเดินตามหลังไปติดๆ ด้วยเกรงความมืดชนิดที่มองแม้แต่ห่อข้าวของมารดาแทบไม่เห็น ครู่หนึ่ง บิดาจึงจุดคบไฟ ส่องสว่าง เปิดเผยรถเข็นคันใหญ่เบื้องหน้าของเขา บนนั้นบรรจุแร่เหล็กมากมาย กองเป็นภูเขา เด็กหนุ่มเบิกตาโต หยิบแร่เหล็กชั้นดีขึ้นมาดู

"แร่เหล็กพวกนี้อยู่บนเขาอีกฟากของหมู่บ้าน ทั้งสูงชัน รกทึบ พ่อ ท่านนำของพวกนี้มาได้อย่างไร"

"เจ้ารู้ด้วยหรือว่าของสิ่งนี้อยู่ที่ไหน"

บิดาถามน้ำเสียงคล้ายจะเอ็นดูมากกว่าขุ่นใจ เซี่ยหยางพยักหน้าตอบ

"ข้าวิ่งหนีเจ้าพ่างไปเขาลูกนั้นบ่อยๆ ที่รกร้างแห่งนั้นไม่มีผู้คนอาศัย ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง ข้านึกว่าไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปนอกจากข้าเสียอีก"

"เจ้าเป็นลูกชายของผู้กล้า ไม่รู้หรอกหรือ อีกอย่างหนึ่ง ค่าเล่าเรียนของเจ้า ลำพังขายเพียงถ่านฟืนคงพอให้เจ้านั่งอยู่นอกรั้วโรงหนังสือเท่านั้นกระมัง"

"ค่าเล่าเรียน?!"

"เจ้าลูกโง่ เจ้าคิดว่าพ่อใจร้ายอย่างข้าจะพาเจ้ากับหินวิเศษมาปล่อยถ้ำจริงๆหรือ แม่เจ้าก็อีกคน บอกแล้วแท้ๆว่าจะพาเข้าเมือง ให้เจ้าพกข้าวมาห่อใหญ่เช่นนั้น เจ้าถึงคิดเลยเถิดไปไหนต่อไหน"

บิดาเอ็ดยกใหญ่ ขณะเดียวกัน ก็รีบนำผ้าที่พกมา คลุมรถเข็นไว้ เซี่ยหยางจึงรู้ว่า ท่าทีลับๆล่อๆของบิดา เป็นเพราะค่าเล่าเรียนของเขานี่เอง

"พ่อ ท่านขโมยแร่เหล็กพวกนี้มาเก็บไว้เพื่อข้า ท่านเตรียมการมานานแล้วหรือ"

"เดี๋ยวเถิด ว่าพ่อเจ้าเป็นขโมย ข้าเปล่าขโมย แร่เหล็กพวกนี้ สวรรค์เป็นเจ้าของ เพียงแต่ ของสิ่งนี้จะนำมูลค่ามหาศาลมาสู่ผู้พบเห็น หากคนในหมู่บ้านล่วงรู้ ความสงบสุขของพวกเขาจะหายไปโดยสิ้นเชิงเพราะอำนาจเงินตรา"

นายชางหยุดเงียบครู่หนึ่ง เขาหันมาหาบุตรชายที่ยังคงสีหน้าไม่เข้าใจ

"นับตั้งแต่วันที่บัณฑิตปรากฏ พ่อกับแม่ก็ล่วงรู้ว่าชะตาของเจ้า ไม่อาจอยู่เป็นชาวบ้านธรรมดาในหมู่บ้านเซินอย่างที่ข้ากับแม่เจ้าเคยตั้งใจไว้ สิ่งที่ทำได้ ก็มีเพียงเก็บสะสมของมีค่าต่างๆไว้ให้เจ้าพกติดตัวเข้าเมืองใหญ่ เซี่ยหยาง ปีนี้เจ้าอายุ 15 เติบโตพอจะดูแลตัวเองได้แล้ว พ่อกับแม่คงให้เจ้าได้เพียงเท่านี้ ที่เหลือ เจ้าต้องเสาะหาเอง"

นายชางจับบ่าบุตรชายหันมาหากัน เห็นบุตรสีหน้าไม่ดี ใกล้ร้องไห้เต็มทน ก็จ้องดุใส่ เด็กชายจึงรีบกลั้นน้ำตาไว้

"หมู่บ้านเซินมีวิถีสงบสุข ไร้เล่ห์เหลี่ยมพิษภัย อย่างดีก็มีแค่อันธพาลอย่างเจ้ากระทิงปิน แต่เมืองใหญ่นั้นต่างออกไป ผู้คนมากเล่ห์ หน้าตาว่าดีกลับใจคอแห้งแล้ง เซี่ยหยาง สิ่งที่ติดตัวเจ้ามา สร้างประโยชน์มหาศาลแก่เจ้า ในตรงข้าม ก็นำภัยใหญ่หลวงมาสู่เจ้าเช่นกัน จงอย่าไว้ใจผู้ใดให้ล่วงรู้ความลับของเจ้า และจงอย่าใช้ศิลานี้แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง วันหนึ่ง หากเจ้าสมบูรณ์พร้อมด้วยกำลังกายและสติปัญญา จงอย่างผยองในสิ่งที่เจ้ามี ลาภยศทั้งหลายอยู่ไม่ยั่งยืน เมื่อเจ้ายิ่งใหญ่ ผู้คนจอมปลอมเหล่านั้นเพียงแค่ส่งเสียงเยินยอ ใช้ประโยชน์จากเจ้า สิ่งที่ควรรักษาไว้ คือน้ำใจของผู้ที่มีไมตรีต่อเจ้าโดยแท้จริง หาใช่เกียรติยศใด เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่"

"พ่อ...ที่ท่านตีข้าแรง เพราะข้าใช้พลังของหินวิเศษแกล้งเจ้าปินสินะ พ่อ...ข้าสัญญา ต่อไปนี้ข้าจะไม่ใช้พลังของศิลาพร่ำเพื่ออีก ข้าจะใช้เพื่อช่วยเหลือผู้คนเท่านั้น ข้าจะไม่เป็นคนเลว ข้าสัญญา"

"เจ้าลูกโง่ ขี้แย ช่วยคนก็ต้องดู ไม่ใช่เอะอะก็เข้าช่วย ข้าส่งเจ้าไปเรียน ปูทางให้เป็นคนใหญ่โต ไม่กักขังเจ้าไว้ในหมู่บ้านป่า ก็เพื่อตัวเจ้าเอง จะทำสิ่งใดให้ไตรตรองถ้วนถี่ ผู้ใดควรช่วย จงช่วย ผู้ใดควรทิ้ง จงหันหลังให้ น้ำใจของเจ้าไม่ควรพร่ำเพื่อ ที่ข้าพูดมาทั้งหมด เจ้าจำได้ทั้งสิ้นหรือไม่"

ฟังคำถามบิดา เซี่ยหยางก็พยักหน้ารับ นายชางเขย่าศีรษะบุตรชายอย่างเอ็นดู

"รีบไปกันเถิด ส่วนค่าเล่าเรียนที่ข้าเก็บให้เจ้าตลอด 15 ปี เจ้าเข็นเองแล้วกัน"

"ท่านล้อข้าเล่นแน่ๆ ใหญ่ยิ่งกว่าเจ้าพ่างรวมกัน 3 คนเช่นนี้ ข้าจะเข็นได้ยังไง"

เด็กชายเซี่ยหยางตาโตมองรถเข็นไม้ ทั้งยังบรรจุแร่เหล็กจนล้นเป็นภูเขา เกรงว่าเขาจะถูกรถเข็นทับก่อนได้เรียนกระมัง

"เจ้าเคลื่อนไหวเร็วกว่าสายลมได้ เจ้าก็แบกของหนักเท่าเขาทั้งลูกได้ อย่าใจเสาะไปหน่อยเลย"

บิดาไม่ยี่หระ เดินหนีออกนอกถ้ำพร้อมคบเพลิงเสียอีก เซี่ยหยางจึงต้องรีบคว้ารถเข็นลาก ด้วยเหตุนั้น เขาจึงรู้ว่ารถเข็นขนาดมหึมา กลับเบาหวิวยังกว่าตัวเจ้าพ่างเสียอีก เด็กหนุ่มล่วงรู้ว่าเป็นพลังของศิลาวิเศษ จึงยิ้มร่า รีบตามบิดาไปติดๆ ระหว่างนั้น นายชางปรายตามอง เห็นเด็กหนุ่มร่างผอมกะหร่อง กลับลากรถขนแร่ได้เร็วกว่าม้า 2 ตัว รวมกัน ก็หัวเราะในคอเบาๆ

"พ่อ รอข้าด้วย ข้ากลัวความมืด!"

--------------------------------------

ณ เมืองฝู

ผู้คนมากมายจากทุกสารทิศ สัญจรวุ่นวายอยู่ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ในเมืองยิ่งใหญ่ มั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ เป็นภาพคุ้นเคยของเซี่ยหยาง หลายครั้งที่บิดาลงเขามาขายฟืน มักจะพาเขามาเปิดหูเปิดตาด้วยเสมอ แต่หนนี้เขากลับใจหายนัก เมื่อรู้ว่าตนเองจะไม่ได้ตามบิดากลับหมู่บ้านเซินไปอีกพักใหญ่

"เฮ้! เจ้าชาง พาใครมาลงเขามาขายฟืนหรือ"

ระหว่างนั้น ชายเจ้าของร้านขายเกี๊ยวน้ำโบกมือทักทาย นายชางจึงพาบุตรชายแวะเข้าหา เซี่ยหยางรีบดึงผมปิดหน้าผาก เดินตามหลังพ่อ ก้มหน้าก้มตา ด้วยเกรงว่าใครจะเห็นปานแดงของตัวเอง กระนั้น เขาก็จำได้ว่า ชายตรงหน้าคือลุงผอมที่มักจะเลี้ยงเกี๊ยวน้ำเขาบ่อยๆ ตอนเป็นเด็ก

"พี่หลิน ท่านจำเจ้าเด็กแสบไม่ได้หรือ"

นายชางเอ่ยทักทายเสียงใส นายหลินจึงเดินเข้ามาดูเซี่ยหยางใกล้ ก่อนจะยิ้มร่าทันที

"ปานแดงกลางหน้าผาก เจ้าเซี่ยหรอกหรือ! แล้วกัน ตอนนั้นที่เจ้ากินเกี๊ยวน้ำหมดไป 20 ชาม ตัวยังสูงไม่ถึงเอวข้าเลย ตอนนี้หัวเกือบชนหลังคาร้านข้าแล้ว โตเร็วดีจริง ถ้าไม่เห็นปานแดงของเจ้า ข้าคงนึกว่าเป็นคนต่างถิ่นแน่"

นายหลินที่เซี่ยหยางเรียกว่าลุงผอม เอ่ยเสียงดีใจ แต่เด็กหนุ่มกลับยิ้มเจื่อน ก้มหน้างุด ด้วยพักหลังเขาไม่ค่อยตามบิดาลงเขามา เพราะกลัวโดนล้อเรื่องปานแดง นายหลินเห็นท่าทางก็รีบพูดแก้ต่าง

"เด็กที่มีปานเทวะเช่นเจ้า โบราณว่า ต่อไปจะได้เป็นใหญ่เป็นโต ใครจะจำไม่ได้ นี่...เจ้าเซี่ย หากวันใดเจ้าได้เป็นขุนนาง อย่าลืมมาอุดหนุนเกี๊ยวน้ำข้าเล่า คราวนี้เจ้าต้องจ่ายเงินแล้วนะ"

"ท่านลุงผอม ท่านกล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ ไม่ต้องรอถึงตอนเป็นขุนนาง วันนี้ข้าก็อุดหนุนท่านได้"

"พูดจาน่าฟังเหมือนพ่อเจ้าไม่มีผิด ดี! วันนี้ลุงผอมจะเลี้ยงเกี๊ยวน้ำเจ้าสองพ่อลูกเอง นั่งก่อนเถิด"

"พี่หลิน ช้าก่อนเถิด วันนี้ข้าจะพาเซี่ยหยางไปจวนใต้เท้าฝู ต้องรีบแล้ว ไว้วันหน้าข้าจะพาฟูเหรินมาอุดหนุนท่าน นั่งตั้งแต่ร้านเปิดจนร้านปิดเชียว"

นายชางรีบบอก นายหลินถึงหยุดชะงัก มองเซี่ยหยางให้ชัดสายตาอีกครั้ง

"อ่อ...ถึงเวลาแล้วหรือ ไม่เป็นไร ข้าไม่กวนพวกเจ้าแล้ว เจ้าเซี่ย เจ้าต้องตั้งใจเรียนให้สมกับที่พ่อแม่ของเจ้าอดทนขายฟืนไว้เป็นทุนให้เจ้า อย่าดื้อรั้น อย่าไปคบกับพวกเด็กเกเรชอบรีดไถ ลุงผอมขายเกี๊ยวน้ำตรงนี้มาครึ่งชีวิต เจ้าเดือดร้อนอะไร วิ่งมาหาข้าได้เสมอ"

"ขอรับ ท่านลุงผอม"

เซี่ยหยางยิ้มรับ รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา อย่างน้อยในเมืองใหญ่นี้ เขายังรู้จักลุงผอม คงอยู่ได้แน่ๆ ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็คิดถึงสหายอย่างเจ้าพ่าง หากมีเจ้าพ่างอยู่ด้วย เขาคงเรียนได้สนุกกว่านี้แน่ เซี่ยหยางถอนหายใจยาว ลากรถตามหลังบิดา โดยไม่รู้ว่านายชางลอบสังเกตกริยาอยู่ลำพัง

--------------------------

ตัวอักษรสีทองบนแผ่นไม้ใหญ่ สลักว่า "ฝู" เป็นอย่างเดียวกับชื่อเมือง สร้างความสนใจให้เซี่ยหยางไม่น้อย เมื่อก่อนเขาไม่เคยใส่ใจว่าเมืองนี้ใครดูแล รู้แค่ว่าถ้าลงเขามา จะได้ซื้อของสวยๆกลับไปฝากมารดา กับขนมอร่อยๆไปแบ่งเจ้าพ่าง มาวันนี้จึงรู้ว่า คนในจวนใหญ่โตโออ่าแห่งนี้เป็นผู้ดูแลเมือง เหมือนกับผู้ใหญ่บ้านเซินที่ดูแลหมู่บ้าน บิดาพาเขามาฝากกับผู้ดูแลเมืองได้เช่นนี้ คงลำบากหาหนทางไม่น้อย ยิ่งคิด ยิ่งโมโหตัวเองที่ว่าบิดาเกลียดเขาเสียจริง

เซี่ยหยางเห็นบิดาเคาะประตูอยู่ถึง 3 หน รออยู่เกือบครึ่งก้านธูป ประตูจวนถึงยอมเปิดออก ปรากฏชายวัยชรา หน้าตาขึงขัง ไม่เป็นมิตร เดินหน้าถมึงทึงออกมา

"ใครมาเอะอะหน้าจวน ไม่รู้หรือ วันนี้ใต้เท้าไม่ต้อนรับผู้ใด"

ชายชราพูดเสียงดุใส่ ทำเซี่ยหยางสะดุ้งน้อยๆ รู้สึกไม่ชอบขึ้นมา แต่บิดาของเขากลับยืนนิ่งไม่หวั่นไหว เขาจึงรีบเก็บอาการให้นิ่งเหมือนพ่อ

"ท่านพ่อบ้าน รบกวนท่านแล้ว"

นายชางกล่าวพลางยื่นป้ายหินบางอย่างให้ชายชราดู อีกฝ่ายถึงกับหน้าถอดสี รีบเปิดประตูจวนให้โดยเร็ว

"คุณชายทั้งสอง เชิญด้านใน"

ท่าทีเปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้เซี่ยหยางสงสัยว่าบิดายื่นของสิ่งใดให้ดู แต่ก็เก็บคำถามไว้ในใจ ลากรถขนแร่เหล็กตามเข้าจวน เขาเห็นพ่อบ้านวัยชราก้มหน้าก้มตาเหมือนกลัวนักหนา ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าต้องเรียกคนมาช่วยเข็นรถ

"คุณชาย ข้าจัดการเองขอรับ"

พ่อบ้านกล่าวกับเขา เซี่ยหยางจึงปล่อยรถเข็นออก เขายืนมองคนของพ่อบ้านพยายามลากรถต่อ แต่รถเข็นแทบไม่ขยับ จนต้องเพิ่มแรงคนมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้าย เซี่ยหยางนับได้ราวสิบคน จึงสามารถเข็นรถขนแร่เหล็กต่อจากเขาได้ พ่อบ้านเองก็มองเขาด้วยความทึ่งเช่นกัน

"เด็กๆนี่แข็งแรงดีจริงๆ"

----------------------

เซี่ยหยางเดินตามบิดาเข้ามาในจวนรับรอง เงยมองรอบตัวตื่นตาตื่นใจ ห้องโถงนี้ทั้งกว้างทั้งโอ่อ่า ประดับสิ่งของมีค่ามากมาย ซ้ำยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ในแจกันอบอวนไปทั่ว สวยงามสะกดความรู้สึก หากแต่เทียบกับธรรมชาติบนหมู่บ้านเซินแล้ว กลับดูแห้งแล้งนัก ตอนนี้คงเป็นยามซื่อ ถ้าไม่ลงเขามา เขากับเจ้าพ่างคงกำลังแข่งกินซาลาเปาของแม่อยู่แน่ เซี่ยหยางรีบสลัดความคิด รีบลงนั่งเก้าอี้ข้างบิดา ด้วยกลัวว่าจะทำหน้าตาแปลกๆออกไป

"คุณชายทั้งสอง รอสักครู่ขอรับ ข้าจะไปเรียนนายท่าน"

พ่อบ้านกล่าวนอบน้อมต่อบิดาของเขา ก่อนจะหันมามองปานแดงบนหน้าผากของเขาอย่างสนใจ เซี่ยหยางรีบดึงผมปิดไว้ ก้มหน้าหนี พ่อบ้านจึงรีบเดินจากไป

"เท้าเจ้ามีอะไรนักหนา ก้มหน้าก้มตามองอยู่ได้ เงยขึ้นเดี๋ยวนี้"

คล้อยหลังแล้ว บิดาจึงเอ็ดเสียงเบาใส่ เซี่ยหยางส่ายหน้า

"เหลวไหล เจ้าลูกขี้แย อยู่กับข้า ใครกล้าล้อเจ้า ข้าจะเลาะฟันมันออกมาเชียว เงยขึ้นมา"

ฟังวาจาขึงขังแฝงความอบอุ่น เซี่ยหยางก็ยิ้มออก รีบเงยหน้า บิดาจึงจ้องเขม็ง

"ทำตัวเป็นเด็กผู้หญิง"

"ท่านดุข้าเกินไปกระมัง ใครเป็นเด็กผู้หญิง"

"เจ้าไง ต้องรอให้ข้าปกป้อง เป็นลูกผู้ชายเสียเปล่า"

"ข้า!...ก็ได้ คอยดูเถิด ท่านพ่อ ต่อให้ไม่มีท่าน ใครกล้าล้อปานแดงข้า ข้าจะเลาะฟันมันออกมาเอง!"

เซี่ยหยางเริ่มโมโหกับคำดุของบิดา ก็ชักสีหน้าบึ้งตึงใส่ เชิดหน้า กระนั้นเขาก็เห็นบิดาลอบยิ้มขบขัน ถึงจะหงุดหงิดกับวาจา เขาก็รู้ว่าพ่อฝึกให้เขาพึ่งพาตนเอง เข้มแข็ง มาคิดดูแล้ว บิดาของเขา ภายนอกดูเป็นชาวบ้านปกติ ใช้ชีวิตธรรมดา กลับให้ความรู้สึกต่างจากคนในหมู่บ้านเซินมากเกินไป เขายังเคยคิดว่าบิดาเป็นยักษ์แปลงกายมาด้วยซ้ำ

ขณะที่กำลังจมในความคิดของตัวเอง กลิ่นหอมอ่อน แตกต่างจากกลิ่นดอกไม้ก็โชยเข้าจมูก เรียกสายตาให้หันหา เซี่ยหยางตกอยู่ในภวังค์เมื่อพบกับสตรีผู้หนึ่ง สวมอาภรณ์แพรสีชมพูอ่อน พลิ้วไหวล้อไปกับสายลม รูปโฉมของนางสดใส หมดจด งดงามราวกับเทพสวรรค์ เพียงแค่ยิ้มอ่อน ก็เหมือนมีแสงสว่างเปล่งประกายทั่วทั้งร่าง นางกำลังก้าวเดินเข้ามาพร้อมกับชายหญิงวัยไม่ไกลจากบิดาของเขา เด็กหนุ่มเผลอจ้องมองจนคนถูกจ้องยกมือปิดบังรอยยิ้มขบขันไว้

"อะแฮ่ม"

นายชางกระแอมพลางใช้ศอกกระทุ้งแขนบุตรชายให้ลุกขึ้นยืนรับเจ้าของจวนพร้อมกัน

"คารวะใต้เท้าฝู"

"แม่ทัพเซี่ย โปรดอย่างเกรงใจ เชิญนั่งเถิด"

แม่ทัพ? ได้ยินวาจา เซี่ยหยางก็ตาโต หันจ้องบิดา ก่อนจะถูกบิดาดึงให้นั่งลง

"ใต้เท้าฝู ยามนี้ข้าเป็นเพียงชาวเขา หาได้มียศศักดิ์ใด ท่านไม่จำเป็นต้องเรียกข้าเช่นนั้นอีก"

นายชางกล่าวอย่างนอบน้อมกับฝูไห่ เจ้าบ้านตระกูลฝู ผู้เป็นเจ้าของจวน อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าตอบ ท่าทีอ่อนน้อมไม่ต่างกัน เซี่ยหยางได้เพียงจับสังเกตเงียบๆ โชคดีที่มารดาเคยสอนหนังสือให้เขาบ้าง จึงรู้ว่าแม่ทัพคือคนที่ออกรบ ปกป้องดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลนี้ เพียงแต่ ไม่คิดว่าบิดาของเขาที่ดูเหมือนเก่งเพียงเก็บฟืน กลับเป็นคนยิ่งใหญ่นัก

"หากไม่เพราะฝ่าบาททรงหวาดระแวงในตัวท่าน ราชสำนักคงไม่เสียคนดีไปแน่ ยามนี้ขุนนางฉ้อฉล แย่งชิงความดีเด่นเป็นใหญ่ แผ่นดินแทบไม่เหลือคนดี น่าเสียดาย"

"ท่านฝู เรื่องในอดีตผ่านมาแล้ว ข้าไม่อยากเอ่ยถึงอีก ยามนี้ข้ามีความสุขดีกับเยี่ยนเฟิง ไม่นึกเสียดายโชคชะตาแต่อย่างใด ซ้ำยังได้ลูกชายแข็งแรงมาพึ่งพา นับเป็นพรจากสวรรค์นัก"

นายชางตบบ่าเซี่ยหยาง ฝู่ไห่จึงยิ้มรับ พิจมองเด็กหนุ่มให้ถนัดสายตาจนหยุดอยู่ที่ปานแดงกลางหน้าผาก เด็กหนุ่มหน้าร้อนผ่าว นึกอาย รีบยกมือปัดผมปิดหน้าผากไว้

"คุณชายน้อยท่านนี้ คงเป็นเซี่ยหยาง"

"ใต้เท้าฝู ข้าน้อยเซี่ยหยางขอรับ"

เซี่ยหยางรีบโค้งคารวะ พลางเหลือบตามองสตรีงดงามที่จ้องหน้าผากเขาอย่างสนใจเช่นกัน เขาจึงรีบดึงผมปิดไว้จนบิดาจ้องดุใส่

"หลันเอ๋อร์ อย่าเสียมารยาท"

ฝูไห่ส่งเสียงเอ็ดบุตรี นางรีบประสานมือโค้งคารวะตอบทันที

"ท่านพ่อ ลูกขออภัย คุณชายเซี่ย ข้าฝูกุ้ยหลัน เสียมารยาทนัก โปรดอภัยด้วย"

นางกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล สดใส สะท้อนเข้าไปถึงหัวใจ เซี่ยหยางเผลอยิ้มตาลอยมองตอบ ลืมว่าต้องกล่าวรับวาจา ทำให้นางและผู้ใหญ่รอบข้างหัวเราะขบขัน นายชางจ้องดุใส่บุตรชาย เขารีบก้มหน้าทันที

"ท่านฝู ลูกชายข้า แม้มารดาจะอบรมมารยาทบ้าง แต่ก็ใช้ชีวิตบนเขาเสียส่วนใหญ่ ไม่รู้ธรรมเนียมคนเมืองมากนัก เมื่อฝากกับท่านแล้ว ต้องรบกวนเป็นธุระให้ท่านสอนสั่งอบรมได้ตามความเหมาะสม ไม่ต้องเกรงใจข้า"

"ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ ท่านอุตส่าห์ไว้ใจให้ข้าดูแลบุตรหัวแก้วหัวแหวน ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน ภายหน้าหากคุณชายน้อยได้รับราชการ ข้าเองก็ได้หน้าตามไปด้วย"

"ใต้เท้าฝู โปรดเรียกข้าว่าเซี่ยหยางเถอะ อย่าเรียกข้าว่าคุณชายน้อยเลยขอรับ ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่คุ้นคำเรียกสูงส่งนัก"

เซี่ยหยางได้จังหวะกล่าวบอก เมื่อคำเรียกทำเขารู้สึกแปลกบอกไม่ถูก ฝูไห่ก็ยิ้มรับ

"ดูท่านกับบุตรสิ เหมือนกันไม่มีผิด ดี! ต่อไปนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่า เสี่ยวหยาง เจ้าก็เรียกข้าว่าลุงไห่ เรียกภรรยาข้าว่าน้ามิ่ง เรียกบุตรีข้าว่าพี่หลัน ตกลงตามนี้"

"ข้ามิกล้า ท่านลุงฝู"

"ดูเถิด ท่านแม่ทัพ ท่านดูแคลนฟูเหรินนัก นางสั่งสอนบุตรได้อ่อนน้อม มีสัมมาคารวะเช่นนี้ ท่านยังกังวลสิ่งใดอีก จริงสิ นี่ก็ใกล้มื้อกลางวันแล้ว เชิญท่านแม่ทัพอยู่ทานข้าวกับครอบครัวข้าสักมื้อเถิด"

"เช่นนั้น ข้าไม่เกรงใจ"

นายชางรับคำฝูไห่พลางมองบุตรชาย ถึงก้มหน้าก้มตาก็เห็นชัดเจนว่าลอบมองฝูกุ้ยหลันอยู่ เขาหัวเราะขบขันในใจ

-----------------------------------------

"ต่อไป เจ้าต้องตั้งใจเรียน ท่องตำรา เก็บความรู้ให้ได้มากที่สุด ส่วนเส้นทางของเจ้า จะเลือกเป็นผู้ใดนั้น ข้าไม่อาจชี้นำได้ เซี่ยหยาง เจ้าจำคำพูดของพ่อในถ้ำบนเขาได้หรือไม่"

หลังจากทานมื้อกลางวันเสร็จ นายชางก็เดินมาส่งบุตรชายที่ห้องพัก มีโอกาสได้พูดคุยกันอีกครั้ง จึงเอ่ยถาม เซี่ยหยางพยักหน้ารับ

"ข้าสัญญา ข้าจะไม่เป็นคนเลว จะไม่เอาประโยชน์เข้าตัวเอง และจะระวังผู้คนที่เข้ามาหา"

"ดี เจ้าเป็นลูกของข้ากับแม่เจ้า ข้ารู้ว่าเจ้าจะรักษาคำพูด"

"พ่อ...ข้าขอถามอะไรท่านหน่อยเถิด ท่าน...เคยเป็นแม่ทัพหรือ"

ในที่สุด บุตรก็เอ่ยปากถาม นายชางพยักหน้ารับ

"ทำไม ข้าดูเหมือนยักษ์มากกว่าหรือ"

"ท่านก็กล่าวเกินไป..." เด็กชายยิ้มเจื่อนตอบเมื่อถูกรู้ทัน

"พ่อเจ้า เคยเป็นแม่ทัพ ออกรบกำราบศัตรูมากมาย ใน 12 แคว้นนี้ ข้าไปเยือนไปแล้วทั้งสิ้น แม่เจ้าเป็นเชื้อพระวงศ์ หนีงานแต่งงานกับองค์ชายต่างเมืองมาอยู่กับข้าในบ้านป่า อีกร้อยปี เจ้าก็เทียบข้าไม่ได้ เจ้าลูกขี้แย"

"ท่านขี้อวดเกินไปกระมัง"

เซี่ยหยางกล่าวขบขัน บิดาก็หัวเราะยกใหญ่ ก่อนความเงียบจะเข้าครอบคลุมพื้นที่ ต่างฝ่ายต่างนึกหาคำพูดมาต่อกันไม่ออกเป็นครั้งแรก ในที่สุด นายชางก็เอ่ยก่อน

"จากนี้ไป ดูแลตัวเองให้ดี ห่างข้ากับแม่เจ้าแล้ว ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไว้ข้าจะพาแม่เจ้าลงเขามาเยี่ยมบ่อยๆ"

"พ่อ..."

เซี่ยหยางโผเข้ากอดบิดาแน่น ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ปล่อยออก ต่อให้บิดาเอ่ยกระทบกระเทียบเช่นใดก็ตาม แต่ทว่า นายชางกลับโอบบุตรชายตอบ เด็กหนุ่มจึงกลั้นสะอื้นไม่อยู่

"ดูเจ้าสิ ขี้แยเป็นเด็กผู้หญิง"

"พ่อ...ถึงท่านจะใจร้าย ใจดำ ดุด่าข้าตลอด ข้าก็รักท่านนะ"

"เจ้าลูกโง่ ขืนเจ้าไม่รักข้า ข้าจะตีเจ้าจนแม่เจ้าร้องไห้เลยคอยดู"

สองพ่อลูกกอดลากันอยู่พักใหญ่ ในที่สุด นายชางก็เป็นฝ่ายผละออก นึกบางอย่างอยู่ครู่

"เซี่ยหยาง ลูกผู้ชาย ต้องเข้มแข็ง ปานแดงของเจ้าหาใช่เรื่องน่าอาย หากแต่เป็นพรของเทพสวรรค์ เจ้าอย่าหวั่นไหวกับสายตาของผู้คน จำคำของพ่อไว้"

"ผู้ที่คิดเช่นนั้น มีเพียงท่านกระมัง...เอาเถิด ข้ารับปากท่าน"

"ดี..."

นายชางพยักหน้ารับ แล้วตัดใจเดินจากบุตรไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เซี่ยหยางมองตามหลังใจหาย ถึงอย่างนั้น เด็กหนุ่มก็ไม่หวั่นไหว บิดาของเขา อดีตเป็นแม่ทัพยิ่งใหญ่ เขาจะไม่ทำให้บิดาผิดหวัง เซี่ยหยางหันหลัง ตั้งท่าจะเข้าห้อง กลับหยุดชะงักเมื่อเห็นพ่อบ้านแอบยืนฟังอยู่ไม่ไกล พอเห็นว่าเขามอง พ่อบ้านก็รีบวิ่งหนีไปทันที เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น

"พิลึกจริง..."

------------------------

1 เดือนต่อมา ณ โรงหนังสือ เมืองฝู

"เจ้าปานใหญ่มาโน่นแล้ว"

เสียงของกลุ่มเด็กหนุ่ม 4-5 คน ผู้นั่งอยู่หน้าซุ้มประตูทางเข้า เอ่ยล้อเลียนเซี่ยหยาง ทั้งยังหัวเราะดังลั่น เรียกสายตาผู้คนโดยรอบหันมองเขาเป็นตาเดียว แม้จะโมโหแค่ไหน เซี่ยหยางก็เมินใส่ เดินหนีไปหาโต๊ะหนังสือ ที่นั่งเรียนประจำของตัวเอง หยิบตำราขึ้นมาอ่านดับอารมณ์ แต่คนพวกนั้นก็เดินตามมาหาเรื่องเขาอยู่ดี

"เฮ้ พวกเรา เจ้าดูสิ เหมือนว่าปานอัปลักษณ์นั่นจะใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก งานนี้แดงเต็มหน้าเจ้าบื้อแน่ น่าสงสารชะมัด"

เวยหนิงเฉิง บุตรชายคนรองของตระกูลเวย เศรษฐีเมืองข้างเคียงเมืองฝู เอ่ยล้อเลียน ซ้ำยังพยักพเยิดให้พรรคพวกโห่ร้อง เซี่ยหยางกลับนิ่งเฉย อ่านตำรา นับแต่ก้าวย่างเข้ามาเรียนหนังสือที่นี่ เขาก็ถูกล้อไม่เว้นแต่ละวัน จากกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเมือง แม้แต่อาจารย์ผู้สอนยังต้องเกรงใจ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีเด็กคนไหนกล้าคบหาเขา เพราะกลัวว่าจะโดนล้อตามไปด้วย

"โถๆๆๆ นอกจากอัปลักษณ์แล้ว ยังเป็นใบ้อีกด้วย น่าเวทนาอะไรเช่นนี้ เฮ้! เจ้าใบ้ เจ้าเรียนรู้เรื่องจริงหรือ สมองแบบเจ้า ไม่จำเป็นต้องเรียนก็ได้กระมัง ยังไงซะ ปานแดงของเจ้าไม่ทำให้เจ้าก้าวหน้าไปกว่านี้หรอก"

ฟังวาจาเวยหนิงเฉิง เซี่ยหยางก็กำหมัดแน่น ตัดสินใจปิดตำรา ย้ายไปนั่งโต๊ะอื่น พวกนั้นก็ตามมารังควาน แย่งตำราของเขาไปเสียอีก

"เจ้า!"

"เจ้าพูดได้หรือ? แล้วกัน ข้านี่แย่จริง นึกว่าพูดกับเจ้าใบ้ ซ้ำยังมีปานแดงใหญ่อัปลักษณ์ หน้าตาเช่นนี้ เรียนไปก็ไม่มีใครกล้าให้สอบเข้ารับราชการกระมัง กลัวติดปานแดงจากเจ้า ฮ่าๆๆๆ"

เวยหนิงเฉิงกับพวก รุมล้อมรอบหัวเราะใส่เซี่ยหยาง เด็กหนุ่มกำหมัดแน่น พยายามสะกดอารมณ์อย่างยากลำบาก 1 เดือนมานี้ เขาอดทนต่อคำล้อเลียนต่างๆนานา ทุกครั้งที่อยากเลิกเรียน ในหัวก็มีแต่ภาพบิดามารดาเก็บหอมรอมริบทุนค่าเล่าเรียนไว้ให้ เมื่อนึกเช่นนั้น อารมณ์โกรธก็เบาบางลง

"เช่นนั้นเจ้าไม่กลัวหรือ พวกเจ้าด้วย หากเข้าใกล้ข้ามากๆ พวกเจ้าได้ติดปานแดงจากข้าแน่"

เซี่ยหยางพูดเสียงราบเรียบใส่เวยหนิงเฉิง พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ย่างสามขุมเข้าหา เวยหนิงเฉิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก้าวถอยหลัง

"เจ้าติดปานแดงจากข้าแน่ หน้าเจ้าได้อัปลักษณ์แน่ๆ แบบหน้าของข้า แบบนี้ไง"

เซี่ยหยางแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ เวยหนิงเฉิงก็ร้องลั่น พาพวกวิ่งหนีกระเจิงไป เซี่ยหยางถอนหายใจ หยิบตำรากลับมานั่งเปิดอ่าน แต่ทว่า น้ำตาของเขามันกลับไหลออกมาไม่ขาดสาย ภาพในหัวมีแต่เจ้าพ่างกับเด็กคนอื่นๆในหมู่บ้านเซิน วิ่งเล่น ต่อยตีสนุกสนาน แม้แต่เจ้าปิน ก็ไม่หยาบคายเช่นนี้

บิดาพูดถูก ในเมืองใหญ่ ผู้คนแต่งตัวดี หน้าตาสะอาดหมดจด กลับแล้งน้ำใจ ไยชีวิตของเขายามนี้ถึงโดดเดี่ยวนัก เซี่ยหยางนึกโทษสิ่งที่เขาห้อยคออยู่ หากไม่เพราะเลือกของสิ่งนี้ เขาคงมีความสุขบนหมู่บ้านเซินไปแล้ว คิดบางอย่างได้ เด็กหนุ่มก็คว้ากระเป๋าวิ่งออกนอกห้องเรียนไป ท่ามกลางสายตาสนใจระคนสงสารของเพื่อนร่วมชั้นมากมาย

-------------------

'จ๋อม'

เซี่ยหยางโยนศิลาวิเศษลงในบึงใหญ่หลังโรงหนังสือ แล้วกลับหลังหัน ตั้งใจจะไปหมู่บ้านเซิน ต่อให้พ่อดุด่าเขาแค่ไหน ตีเขายังไง เขาจะไม่กลับมาที่นี่อีก เดินห่างบึงไปได้เพียง 5 ก้าว เด็กหนุ่มก็ใจหาย รีบกลับหลังหัน กระโดดลงน้ำ งมหาศิลาวิเศษ พบแสงสีส้มเพลิงสว่างไสวอยู่ในบึงอันเย็นเยียบ มืดมิด ก็รีบแหวกว่ายเข้าไปหา

แต่ทว่า หินวิเศษกลับอยู่ห่างกว่าที่เขาคิด เอื้อมหยิบเท่าไหร่ก็ไม่ถึง เซี่ยหยางอดทนกลั้นหายใจ ฝ่าความเย็นยะเยือกของน้ำ ว่ายเข้าหาของสำคัญติดตัว ในที่สุด มือของเขาก็คว้าจับไว้ได้ พร้อมกับสติที่หลุดลอยออกไป สิ่งสุดท้ายที่รู้สึก คืออ้อมแขนของใครคนหนึ่ง โอบกอดตนเองไว้

---------------------

"หยาง....เสี่ยวหยาง....เสี่ยวหยาง...."

น้ำเสียงนุ่มนวลคุ้นหูเรียกเขาไม่ขาดจังหวะ เซี่ยหยางฝืนลืมตามองเจ้าของเสียง พบใบหน้างดงามของคุณหนูจวนตระกูลฝู ที่ยามนี้เขาเรียกนางว่า พี่หลัน กำลังเรียกเขาอย่างร้อนใจ ยิ่งไปกว่านั้น...

"!!"

เด็กหนุ่มลุกขึ้นนั่งพรวดพราด คลำช่วงคอของตัวเองหน้าตาตื่น พบว่าว่างเปล่าก็ใจหาย

"พี่หลัน สร้อยของข้าอยู่ไหน สร้อยของข้า!"

"อยู่นี่"

ฝูกุ้ยหลันรีบหยิบสร้อยส่งคืนให้ เซี่ยหยางก็ลนลานคว้ามาสวมไว้ ถอนหายใจโล่งอก กริยาของเด็กหนุ่มพาให้นางมองสงสัย

"ของสิ่งนี้สำคัญต่อเจ้ามากหรือ ถึงได้งมหาจนจมน้ำ"

เขาพยักหน้าตอบคำถาม

"ของสิ่งนี้ ติดตัวข้ามาตั้งแต่เกิด มีความหมายต่อข้ามาก...พี่หลัน ท่านช่วยข้าไว้หรือ"

"อืม ข้าพาเจ้ากลับมาที่จวน พักรักษาตัวสัก 2-3 วัน หายไข้แล้ว เจ้าค่อยกลับไปเรียนตามเดิม"

ฟังคำตอบ เซี่ยหยางก็นึกถึงอ้อมแขนอบอุ่นที่โอบกอด เหนี่ยวรั้งเขาขึ้นจากน้ำ แขนคู่นั้นเรียวยาวบอบบาง ดูไร้พละกำลังแท้ๆ กลับพยายามสุดความสามารถเพื่อช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เด็กหนุ่มมองหญิงสาวเบื้องหน้าอย่างซาบซึ้งใจ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาอยู่ในจวน ฝูกุ้ยหลันก็ดูแลเขาเหมือนเป็นพี่สาวคนหนึ่ง นางอ่อนโยน ใจดี พูดเพราะ หนนี้ยังเสี่ยงอันตรายช่วยเขาเอาไว้อีก เซี่ยหยางเฝ้ามองสตรีผู้งดงามดั่งเทพธิดา ทั้งชื่นชมและหลงใหล หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้งจนต้องกุมอกไว้ ฝูกุ้ยหลันเห็น ก็ระบายยิ้มเอ็นดู

"พี่หลัน...ท่านดีต่อข้ามาก ข้าต้องตอบแทนท่านแน่นอน"

"ไม่ต้องเกรงใจ เจ้าเหมือนน้องชายของข้าคนหนึ่ง พักผ่อนเถิด ข้าไม่กวนเจ้าแล้ว"

ฝูกุ้ยหลันลูบศีรษะเซี่ยหยางแผ่วเบา หากแต่สายตาเหลือบมองศิลาในมือของเขา เด็กหนุ่มขมวดคิ้วสงสัย รีบสวมสร้อยเก็บไว้ในเสื้อตามเดิม ฝูกุ้ยหลันจึงละความสนใจ เดินออกจากห้องไป

"พี่หลัน...ครั้งนี้ท่านช่วยข้า สักวันหนึ่ง ข้าจะเข้มแข็ง และเป็นฝ่ายปกป้องพี่บ้าง ก่อนถึงวันนั้น โปรดรอข้าด้วย"

เซี่ยหยางยิ้มหวาน เอนตัวลงนอน นึกถึงแต่ใบหน้าและรอยยิ้มของฝูกุ้ยหลัน เขาลูบผมตัวเอง ยังจำสัมผัสอุ่นของนางได้ ไม่นานนัก ความอ่อนล้าจากพิษไข้ก็ค่อยๆพรากสติของเขาไป เมื่อลมหายใจเด็กหนุ่มสม่ำเสมอ ฝูกุ้ยหลันก็ก้าวเข้ามาในห้อง รินน้ำชาในกาเททิ้งหมดสิ้น ไม่เหลือแม้เพียงหยด ก่อนจะเดินออกนอกห้องไปอย่างเงียบเชียบ

devc-40ad6192-32979ตำนานเทพกำราบมาร [Tales of the ancient land]: บทที่ 2 : อดทน ตอนที่ 3