ตำนานเทพกำราบมาร [Tales of the ancient land]

ตำนานเทพกำราบมาร [Tales of the ancient land]: บทที่ 6 : เปิดเผย ตอนที่ 7

#7บทที่ 6 : เปิดเผย

"นั่นหมู่บ้านเซิน บนเขาลูกนั้น"

หลังจากถูกหิ้วกลางเวหา เหาะผ่านเมฆขาวมานานกว่าครึ่งชั่วยาม เซี่ยหยางก็เริ่มชิน จากหลับตาแน่น ก็เริ่มกวาดสายตามองเบื้องล่าง สังเกตทิศทาง จึงรู้ว่าเวยหนิงหลงพาเขาเข้าป่าไปไกลจากเมืองฝูมาก ไม่สิ...เขาต่างหากพาเวยหนิงหลงควบม้าทะยานเข้าป่าไป เมื่อครุ่นคิด เขาก็เศร้าหมองลงอีกครั้ง แต่ทว่า ตงจิ้นทงไม่ได้พาเขาลงเขาเซิน กลับพาเลยไปยังเมืองฝู

"ผู้อาวุโส ท่านจะพาข้าไปเมืองฝูทำไม"

เด็กหนุ่มถาม ชายวัยกลางคนทำเพียงหาว แล้วจึงพากันร่อนลงพื้นโดยนุ่มนวล ฉับพลัน เชือกที่มัดมือเท้าของเด็กหนุ่มก็เลือนหายไป เซี่ยหยางได้ทีตั้งหน้าวิ่งหนีผู้อาวุโส ใจของเขามุ่งไปยังร้านเกี๊ยวน้ำ หวังให้ลุงผอมช่วยเขา กลับต้องหยุดฝีเท้าหน้าประตูเมือง เมื่อพบเพียงความเงียบสงัด ราวกับเมืองร้าง ทั้งยังประดับผ้าสีขาวไปทั่วทุกกำแพงราวกับงานไว้อาลัย

"เวยหนิงหลงมีตำแหน่งถึงรองแม่ทัพ เป็นหน้าตาให้แก่เมืองเล็กๆแถบชายแดนแห่งนี้ ผู้คนต่างโศกเศร้าเสียใจทั้งสิ้น น่าเสียดาย"

ตงจิ้นทงหยุดยืนข้างๆ กล่าววาจาให้เซี่ยหยางยิ่งรู้สึกย่ำแย่ เขาหันหลังกลับ ผู้อาวุโสก็จับบ่าไว้

"เจ้าจะไปไหน"

"ผู้อาวุโส ข้ามีคดีติดตัว ไม่อาจเข้าเมืองได้"

"ข้าลืมบอกเจ้าไป บิดาเจ้ามอบตัวให้ทางการ ยอมรับผิดแทนเจ้าทั้งหมด ยามนี้อยู่ในลานประหาร"

"ท่านว่าอะไรนะ!!"

ฟังคำพูดเซียนจวิน เซี่ยหยางก็วิ่งหน้าตั้งเข้าเมืองไม่คิดชีวิต มองซ้ายขวาหาจวนผู้ว่าของเมือง สายตาก็เหลือบเห็นชาวบ้านวิ่งกรูไปรวมกันอยู่ลานกว้างกลางตลาด เด็กหนุ่มรีบวิ่งตาม โดยไม่ลืมคว้าผ้าที่ชาวบ้านตากไว้มาพันปกปิดรูปโฉมตัวเอง เขาอาศัยความผอมและสูงชะลูด แทรกกลุ่มคนเข้าไปยืนด้านหน้าสุด ถึงกับเจ็บเสียดในหัวใจ เมื่อพบบิดามารดาถูกผูกติดกับเสา โดยมีเพชฌฆาตเฝ้ารอการประหัตประหาร ท่านทั้งสองสวมชุดนักโทษ เนื้อตัวมอมแมม ซูบผอม สีหน้าสงบ ไม่หวั่นไหว ยอมรับในชะตากรรมโดยไม่มีข้อแม้

"พ่อ แม่"

เซี่ยหยางจะพุ่งตัวเข้าไป แต่ถูกตงจิ้นทงคว้าบ่าไว้

"ช้าก่อน"

"แต่....."

ใจของเขาร้อนรน หากแต่ชายผู้ยืนด้านข้างเป็นเซียน ย่อมไม่ปล่อยให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นแน่ เขาพยายามยั้งใจ มองหาหนทางช่วยเหลือ แต่แล้ว สตรีผู้หนึ่ง สวมชุดดำสนิทตลอดร่าง เดินขึ้นมาบนลานประหาร เปลี่ยนสีหน้าของเขาซีดเผือดก่อนจะแดงฉานด้วยโทสะ แผ่ไอร้อนครอบคลุมลานกว้าง พาตะวันแรงกล้าเจิดจ้าจนชาวบ้านพากันยกมือบังหน้าไว้ ไม่เว้นแม้แต่เจ้าเมืองฝู ที่ยามนี้ตกเป็นของเวยหนิง บิดาของเวยหนิงหลง

นางเหลือแขนเพียงข้างเดียว เดินน้ำตานองหน้า คุกเข่าเบื้องหน้าเจ้าเมืองฝู โค้งคำนับ ดูน่าเวทนาเหลือล้นในสายตาผู้คนทั่วไป เว้นเพียงบิดามารดาของเขาที่มองนางอย่างเกลียดชัง

"ท่าทางไป๋อวิ๋นจะทำพลาด ปล่อยนางกลับมาแว้งกัดเจ้าได้"

ตงจิ้นทงกล่าว ขณะดูสถานการณ์ ไม่คิดห้ามปรามอารมณ์เด็กหนุ่มที่ยืนกำหมัดแน่น ขณะเดียวกัน ฝูกุ้ยหลันหลั่งน้ำตาไม่ขาดสาย มองนายชางกับนางเฟิงสลับไปมา

"ใต้เท้าเวย บัดนี้ท่านคืนความยุติธรรมให้ครอบครัวของข้าแล้ว แม้เสียแขนไปหนึ่งข้าง ก็นับว่าคุ้มค่านัก"

ฝูกุ้ยหลันโค้งคำนับอีกครั้ง แล้วจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันหาชาวบ้าน

"ทุกท่าน บิดาข้า มีน้ำใจประเสริฐนัก คบหาเมตตา โอบอ้อมอารี แม้แต่กับกบฏหลบหนีอย่างตระกูลเซี่ย ข้าและมารดาไม่ทราบมาก่อน จึงปล่อยให้บิดารับทายาทคนชั่วช้าเข้ามาอยู่ร่วมชายคา ทั้งยังส่งเสียให้ร่ำเรียนอักษรในนามของตระกูลฝู บ้านที่อบอุ่นของข้า จึงวอดวายทั้งหลัง ชีวิตบิดา มารดา บ่าวไพร่ในเรือนกว่าห้าสิบคน ไม่มีเหลือ แม้แต่แขนซ้ายของข้าก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ ที่เสียใจที่สุด คือไม่อาจรักษาชีวิตคุณชายเวย ผู้ซึ่งทุ่มเทปกป้องข้า แต่สวรรค์ก็ไม่ทอดทิ้ง อย่างน้อยก็ตามจับโจรกบฏส่งทางการ ล้างแค้นให้ท่านพ่อท่านแม่ได้ครึ่งหนึ่ง เพียงเท่านี้ ข้าก็พอใจแล้ว"

นางกล่าวพลางสะอึกสะอื้นน่าสงสาร หากไม่ทราบเรื่องราวมาก่อน เซี่ยหยางคงสะเทือนใจจนเจ็บแค้นแทนนางแน่ และเป็นดังคาด ชาวบ้านคนอื่นๆส่งเสียงวิจารณ์อื้ออึงทั่วลานประหาร

"เจ้าคนตระกูลเซี่ย! ขุนนางฉ้อฉล จิตใจทรยศ เลี้ยงบุตรกลายเป็นคนชั่ว เนรคุณ โหดเหี้ยมอำมหิต แม้แต่สตรีก็ไม่ละเว้น ไม่สมควรมีชีวิตอยู่!!"

ชาวบ้านผู้หนึ่งร้องตะโกน เรียกโทสะของเซี่ยหยางทวีเป็นเท่าตัวจนแสงแดดแผดเผามากกว่าเดิม ไอร้อนนั้นสะกิดใจนายชางและนางเฟิงให้มองหน้ากัน คิดอยู่ครู่ นายชางจึงกล่าว

"ใต้เท้าเวย ไหนๆจะตายแล้ว ท่านให้ข้าพูดบ้างได้หรือไม่"

นายชางเอ่ยถาม เวยหนิงก็รีบพยักหน้าโดยไม่คิด กริยานั้นสะกิดใจเซี่ยหยาง หากพิจารณาดีๆ เวยหนิงไม่ได้ยินดีกับการนั่งเป็นผู้ควบคุมลานประหาร ซ้ำยังกังวล มองซ้ายขวาไม่หยุด หรือว่า นางปีศาจข่มขู่ตระกูลเวยให้ทำเช่นนี้ เซี่ยหยางกำหมัดแน่น ก่อนจะรีบสลัดความคิด หันมองบิดากล่าว

"ทุกท่าน ข้าเซี่ยชาง ภรรยาข้า เหวินเยี่ยนเฟิง เคยต้องคดีกบฏเมื่อสิบห้าปีก่อนจริง หากแต่นั่นคือความเข้าใจผิด ข้ารับผิดชอบความด่างพร้อยต่อราชสำนักด้วยการลาออก ทั้งฝ่าบาทยังทรงออกราชโองการ ลบล้างมลทินแก่ข้า คืนชีวิตสามัญชน มอบความสงบสุขที่แท้จริงให้เราสองผัวเมีย ดังนั้น ครอบครัวของข้า หาใช่ผู้ต้องโทษกบฏอย่างที่คุณหนูฝูกล่าวไม่ แต่ในวันนี้ ที่ข้ากับเมีย ยอมมอบตัวให้ทางการ...เพราะฝูกุ้ยหลินจับตัวเซี่ยหยาง ลูกชายของข้าไป ทั้งยังสังหารรองแม่ทัพเวยอย่างเลือดเย็น"

วาจาของนายชางพาให้เสียงอื้ออึงเกิดขึ้นอีกครั้ง เซี่ยหยางเบิกตาตระหนก มองเหตุการณ์หน้าตื่น

"ข้าต้องการฉีกโฉมหน้านางมาร ใจคออำมหิต ฆ่าล้างตระกูลตัวเอง ป้ายความผิดให้ลูกชายวัย 15 ปีของข้า ทั้งยังข่มขู่ตระกูลเวย จับบุตรชายคนเล็ก เวยหนิงเฉิงไว้ เพื่อสร้างละครฉากนี้ขึ้นมาเอาชีวิตข้ากับเมีย พวกท่านดูเอาเถิด แท้จริงแล้ว ผู้ใดสมควรถูกลงโทษกันแน่"

"ท่านลุงเซี่ย...ขั้นนี้แล้ว ท่านยังจะโกหกอีกหรือ"

ฝูกุ้ยหลันแม้มีโทสะ ก็ควบคุมอารมณ์ไว้ ยิ่งบีบน้ำตาสะอื้นไห้ มองสองสามีภรรยาอย่างเจ็บปวด แล้วจึงหันมองเวยหนิงที่สะดุ้งสุดตัวทันที

"หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็จับข้าเถิด"

นางยืนแขนเพียงข้างเดียวให้มือปราบ เป็นภาพสะเทือนใจต่อผู้พบเห็น เว้นเพียงนายชางและนางเฟิงที่ทึ่งกับการแสดงของนางจนพูดไม่ออก ชาวบ้านจึงโห่ร้อง ปาผักสด ข้าวของมากมายใส่สองสามีภรรยา เซี่ยหยางไม่อาจทนได้อีกต่อไป เขาปีนขึ้นบนลาน เปิดเผยโฉมหน้าของตนเอง ฝูกุ้ยหลันหันมายิ้มพึงใจ ตรงข้ามกับนางชางและนางเฟิงที่หน้าถอดสี

"ห้ามทำร้ายพ่อแม่ข้านะ"

"เซี่ยหยาง!"

นางเฟิงร้องห้ามให้หลบไป ฉับพลัน ฝูกุ้ยหลันก็ตะปบลำคอเด็กชายด้วยมือเพียงข้างเดียวบีบไว้ทันที

"จับนางมาร!"

เวยหนิงได้จังหวะออกคำสั่ง เหล่ามือปราบก็ตวัดดาบหมายกระโจนเข้าใส่ พร้อมกับแก้มัดนายชางและนางเฟิงฝูกุ้ยหลันก็จับเซี่ยหยางบังหน้าตัวเองเอาไว้

"ใต้เท้าเวย ดูเหมือนท่านไม่อยากพบหน้าลูกสุดที่รักอีกแล้วกระมัง"

"นางมาร บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าลูกข้าอยู่ที่ไหน!"

เวยหนิงร้องลั่น ชาวบ้านเริ่มสับสน มองหน้ากันเลิกลั่ก ฉับพลัน ไอเย็นยะเยือกก็โอบล้อมรอบสถานที่ ปรากฏร่างผีดิบตระกูลฝู ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาขาวโพลน เข้ามายืนโอบล้อมกลุ่มชาวบ้านไว้ เสียงประตูเมืองปิดทบเข้าหากันสนั่นหวั่นไหว ท้องฟ้ากลับมืดมัว

"เจ้ากล้าหักหลังข้า อย่าหวังว่าจะได้เห็นลูกเจ้าอีกเลย พวกเจ้าก็เหมือนกัน! อย่าหวังว่าจะมีผู้ใดรอดออกไปแม้แต่ผู้เดียว"

สิ้นวาจา ฝูกุ้ยหลันก็บีบลำคอเซี่ยหยางแน่น ยกร่างเด็กชายผอมบางขึ้นสูงจนเท้าลอยจากพื้น กรงเล็บทั้ง 5 ของนาง จิกเนื้อบนลำคอของเขาจนโลหิตไหลเป็นทาง พร้อมกันนั้น ผีดิบก็พากันกระโจนใส่กลุ่มชาวบ้าน เกิดอลหม่าน เสียงกรีดร้องไปทั่ว นายชางนางเฟิงตั้งใจจะเข้าช่วยบุตร ก็ถูกกลุ่มผีดิบพุ่งเข้าใส่ดักหน้าไว้

"เซี่ยหยาง! อดทนไว้ พ่อจะช่วยเจ้าเดี๋ยวนี้!"

นายชางร้องบอก ขณะจับดาบช่วยนางเฟิงต่อสู้กับผีดิบตระกูลฝู แต่ก็สลัดออกยากนัก เซี่ยหยางแม้อึดอัดทรมานกับกรงเล็บของนาง ใจครึ่งหนึ่งก็โล่งอกที่พ่อแม่ของเขาไม่ถูกปรักปรำไปด้วย

"หึ...เจ้าตัวประหลาดอัปลักษณ์ ห่วงตัวเจ้าเองก่อนกระมัง คราวนี้อย่าหวังว่าใครจะช่วยเจ้าได้ ข้าจะให้เจ้าตายอย่างทรมานที่สุด ต่อหน้าพ่อแม่ของเจ้า!!!"

"อึก!!"

นางปีศาจเพิ่มแรงบีบคอ ทั้งเล็บคมยังยาวออกทีละนิด ทิ่มแทงจมผิวเนื้อลึกขึ้นเรื่อยๆ เซี่ยหยางเจ็บปวดทรมานแทบสิ้นสติ พลันหางตาเหลือบเห็นตงจิ้นทงนั่งสบายใจเฉิบอยู่ไม่ไกล ใช้มือผลักผีดิบออกไปอย่างไม่ยี่หระ ทั้งยังห้อยศิลาวิเศษของเขาเอาไว้ ใจก็เกิดขุ่นมัวขึ้นมา

"เซียนใจดำ...ไม่คิดจะช่วยข้าเลยหรือ!!"

เซี่ยหยางรวบรวมแรงตะโกนออกไป ทำฝูกุ้ยหลันหยุดชะงัก รวมทั้งบิดามารดาของเขาด้วย

"เจ้าทึ่ม มีแรงพูด กลับกล่าววาจาสิ้นเปลือง"

ตงจิ้นทงตอบกลับ เซี่ยหยางจึงนึกได้ว่าต้องขอความช่วยเหลือ เขาเริ่มไม่ชอบใจวิถีเซียนเสียแล้ว แต่ก็รวบรวมแรงที่มี ร้องตะโกนสุดเสียงออกไป

"ผู้อาวุโสตง ช่วยพวกข้าด้วย!!!"

"...ตงจิ้นทง...!"

เพียงแค่เด็กหนุ่มกล่าว ฝูกุ้ยหลันก็เบิกตากว้าง โยนร่างเซี่ยหยางใส่ฐานเก็บอาวุธบนลาน ซึ่งมีทวนด้ามยาวคมกริบวางตั้งไว้อยู่พอดี หมายให้คมนั้นปลิดชีวิตเด็กชาย ก่อนกระโจนหนีไป

"เซี่ยหยาง!!!"

บิดาร้องลั่น กระโจนเข้าหา เมื่อร่างเด็กชายลอยละลิ่วพุ่งสู่คมทวน ตงจิ้นทงกลับคว้านายชางห้ามไว้ แล้วเอ่ยเสียงลั่น

"เก็บแขนขา หมุนกายตั้งตรง ฝ่าเท้ามุ่งหน้า!"

ฟังวาจา เซี่ยหยางก็รีบทำตาม จังหวะนั้น ฝ่าเท้าของเขาสัมผัสกับด้ามคมทวนพอดี จึงถีบสุดแรง

"อึก!!"

เด็กหนุ่มล้มลงกระแทกพื้นจนจุกตัวงอ พร้อมกับทวนด้ามยาวหงายหลังล้มลง นายชางถอนหายใจโล่งอกพร้อมตงจิ้นทง

"วู้! ท่าไม่ค่อยสวย แต่ก็ใช้ได้"

ตงจิ้นทงบอกพลางตบบ่านายชาง แล้วจึงคว้าจับตัวเซี่ยหยางเหาะทะยานตามฝูกุ้ยหลันไปอย่างรวดเร็ว มารดาเห็นก็รีบวิ่งตามอย่างร้อนใจ

"ลูกหยาง!!"

"ช้าก่อนฟูเหริน ท่านนั้นคือเซียนจวิน"

ฟังคำสามี นางก็เบิกตากว้าง ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือตกใจก่อนกัน

"รีบหาเวยหนิงเฉิงก่อนเถิด"

นายชางบอก นางเฟิงพยักหน้ารับ แล้วคว้าจับอาวุธคนละอย่างไปสมทบกับพวกมือปราบอย่างรวดเร็ว

-----------------------------------------

ตงจิ้นทงพาเซี่ยหยางเหาะทะยานมาถึงจวนตระกูลฝู ปล่อยเด็กหนุ่มล้มกลิ้งลงบนพื้นหญ้า รอยแผลบนลำคอของเขาเริ่มกลายเป็นสีดำ ส่งกลิ่นสาปรุนแรง ทั้งเจ็บปวดรวดร้าวถึงกระดูก เซี่ยหยางดิ้นทุรนทุรายไปมา จะขาดใจอยู่รอมร่อ สายตาก็เหลือบเห็นสร้อยตัวเองบนคอผู้อาวุโส

"สร้อย....อึก...หินของข้า...."

"ไร้ร่างกาย ใจว่างเปล่า กำเนิดหรือดับสูญ ล้วนว่างเปล่า"

น้ำเสียงราบเรียบ สงบ ปลอบประโลมความทรมานทั้งปวงให้ทุเลาลง เซี่ยหยางปิดดวงตา ตั้งสมาธิ หากแต่ความเจ็บปวดยังคงรบกวนไม่คลาย เซี่ยหยางกระอักโลหิตสีดำเต็มพื้น ลมหายใจรวยรินลงทุกขณะ หวนคิดถึงเวยหนิงหลง คงรู้สึกไม่ต่างกัน ทรมานเหลือเกิน

"สรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า"

น้ำเสียงผู้อาวุโสยังกล่าวอยู่ใกล้ เซี่ยหยางจึงฉุกใจ ไม่ใช่ให้เขาทำสมาธิ แต่ให้ปล่อยความรู้สึก ไม่ยึดถือ ไม่ควบคุม ไม่จดจำ หวนคืนสู่ความว่างเปล่า เด็กหนุ่มปิดดวงตาลง ปลดปล่อยทุกภาระในจิตใจ พลันกระแสอุ่นซ่านก็ไหลเวียนตลอดเส้นสายชีพจร ฟื้นคืนพละกำลัง ทำลายความเจ็บปวดจางหายไป

"...!!..."

เซี่ยหยางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จับลำคอตัวเองไม่พบบาดแผล เขายิ้มร่า หันมองตงจิ้นทงแววตาประกายสดใส หากแต่สายตาอีกฝ่ายกลับจ้องเขาอย่างแชเชือน

"เจ้าเป็นผีแล้ว" ผู้อาวุโสบอก เด็กหนุ่มก็หน้าตาตื่น อึ้งค้าง ผู้อาวุโสจึงกำหมัดเขกกลางศีรษะเบาๆ

"โอ๊ย!"

"บ้องตื้น พาข้าไปห้องนอนของนางปีศาจ เร็วเข้า"

เซียนจวินวัยกลางคนบอก ท่าทีร้อนใจ เซี่ยหยางจึงรีบวิ่งนำไปโดยไม่เอ่ยถาม เขาเปิดประตูห้องนางออก พบว่าฝูกุ้ยหลันหมอบฟุบเหนือร่างของสตรีผู้หนึ่ง ร่างกายซูบซีด หายใจรวยริน ซ้ำยังรูปโฉมเช่นเดียวกับนาง เด็กหนุ่มอึ้งค้าง เกือบลืมหายใจ ตงจิ้นทงเข้ามาเห็น จึงเอ่ยปากเล่า

"หลันหลิงแย่งชิงกายหยาบของมนุษย์ เมื่อตบะถดถอย ต้องกลับมาสูบไอชีวิตเจ้าของกายหยาบ เพื่อรักษารูปลักษณ์ไว้ ไม่เช่นนั้น นางจะกลายเป็นหมีดำ สตรีผู้นั้นคือบุตรีของฝูมิ่งกับฝูไห่ ฝูมิ่งหมดแรงระหว่างคลอดบุตร ใกล้จะเสียชีวิตทั้งแม่ลูก พวกนางจึงหลอกใช้ความทุกข์ใจของฝูไห่ ผูกสัญญามาร ให้ยืมร่างสองแม่ลูกเพื่อรักษาชีวิตไว้ โดยไม่รู้เลยว่า ภรรยาและลูกที่แท้จริงของตัวเอง ต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็น ถูกควบคุมโดยปีศาจหมีดำมาตลอดยี่สิบปี"

"หุบปาก!! พวกเซียนเช่นเจ้า สนใจแค่เรื่องในแดนบรรพกาลก็พอกระมัง ได้ข่าวว่าตงอี้ซวินกำลังจะปลดเจ้าจากตำแหน่ง 5 ผู้อาวุโสตงซาน เพราะไร้ศิษย์สืบทอดมิใช่หรือ"

หลันหลิงที่อ่อนแรง ประคองตัวเองลุกขึ้นนั่งทำหน้าเย้ยหยันตงจิ้นทง ก่อนจะมองจ้องเซี่ยหยางอย่างโกรธแค้น

"เพราะเจ้า! เจ้าอัปลักษณ์...เจ้ามันตัวประหลาด เลือดของเจ้า ทำลายพลังวิญญาณของข้าเสียหาย เจ้ามันตัวอะไรกันแน่ อสูรก็ไม่ใช่ ไร้ไอเซียน กระดูกเซียน...เจ้าเป็นตัวอะไร..."

นางจ้องเซี่ยหยางนิ่ง สายตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด น่าเวทนา เซี่ยหยางกำหมัดแน่น ในใจร้อนรุ่มด้วยไฟแค้นสุมอก แต่พอนึกถึงคำเล่าของตงจิ้นทง เขาก็ถอนหายใจยาว

"ท่านพรากชีวิตผู้อื่นเพื่อสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์อีกครั้ง นั่นไม่ใช่ครอบครัวที่แท้จริง พี่หลัน"

"หึ...เด็กอัปลักษณ์ จิตใจอ่อนโยนเช่นเจ้า จะเข้าใจอะไร...ครอบครัวของข้า...ไม่เหลืออีกแล้ว...ไม่เหลือผู้ใดแล้ว..."

หลันหลิงร่ำไห้น้ำตาหลั่งเป็นโลหิต ชวนให้เวทนา แรกเริ่ม ตงจิ้นทงตั้งใจฉวยโอกาสทำลายนาง แต่เมื่อเห็นเด็กหนุ่มด้านข้างมองนางอย่างสงสารจับใจ เขาก็ก้าวถอยหลัง

"ผีดิบพวกนั้น เกิดจากอาคมของนาง สังหารนาง พวกนั้นจะสลายตามไป นางเป็นของเจ้า เจ้าตัดสินใจเองเถิด"

เขาบอกพลางส่งกระบี่ด้ามยาว โลหะขาวแวววับให้เซี่ยหยาง ซึ่งรับมาถือไว้ ดวงตาสีเปลือกไม้ จ้องมองสตรีงดงามเบื้องหน้า ผู้ที่เคยมีแววตาสดใส รอยยิ้มอ่อนโยน ติดตราตรึงใจเสมอมา ในทางกลับกัน ความโหดเหี้ยมอำมหิตของนางที่สังหารเวยหนิงหลง ก็ติดแน่นในความทรงจำของเขา...เซี่ยหยางกำด้ามกระบี่แน่นจนสั่น มองนางเขม็ง

devc-75d0bbbd-32992ตำนานเทพกำราบมาร [Tales of the ancient land]: บทที่ 6 : เปิดเผย ตอนที่ 7