ตำนานเทพกำราบมาร [Tales of the ancient land]: บทที่ 7 : สะสาง ตอนที่ 8
"หึ...กลิ่นอายของความแค้น....ช่างหอมหวน สะใจนัก...เจ้าโกรธที่ข้าสังหารเวยหนิงหลง ผู้ยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่มีเงื่อนไข...หรือโกรธที่ข้าทำลายน้ำใจเจ้า...เห็นปานแดงใหญ่น่าเกลียดนั่นเป็นสิ่งอัปลักษณ์ แกล้งดีต่อเจ้าเพื่อรอเวลาสังเวยชีวิต...เสี่ยวหยาง...เจ้าแค้นข้าเรื่องไหนกันแน่หรือ"
เมื่อสัมผัสกลิ่นอายความมืดจากหัวใจเด็กชายผู้ซื่อตรง ปีศาจหลันหลิงก็เอ่ยถามราวกับเข้าไปนั่งในใจ เซี่ยหยางกำดาบแน่น จ้องนางอย่างเจ็บปวด
"สำคัญตรงไหน เจตนาของท่านแต่แรก เพื่อสังเวยชีวิตข้าในท่านน้าฝู ไม่สิ...เพื่อปีศาจหมี มารดาของท่าน ข้าโมโหเพราะอะไร ไม่สำคัญอีกแล้ว"
"เช่นนั้นก็สังหารข้าเสีย! ...หาไม่แล้ว เซียนผู้อื่นอาจตัดหน้าเจ้า สูบไอวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เลื่อนตบะบำเพ็ญเซียน ถึงยามนั้น จะนึกเสียดายภายหลังไม่ได้กระมัง"
หลันหลิงกล่าวพลางมองตงจิ้นทง สร้างความตระหนกสับสนให้เซี่ยหยาง เด็กหนุ่มหันมองตงจิ้นทงเป็นคำถาม ผู้อาวุโสกลับไม่กล่าวตอบ ทำเพียงลูบเครายาวเท่านั้น หลันหลิงหัวเราะเย้ยหยันใส่
"ตงจิ้นทง เจ้าไม่ได้บอกเสี่ยวหยางหรือ ว่าเซียนเช่นพวกเจ้า หาได้ไล่ล่าปีศาจเพียงเพื่อผดุงคุณธรรม หากแต่เพราะไอหยินของมารปีศาจ สร้างสมดุลต่อหยาง เลื่อนตบะบำเพ็ญเซียนได้เร็วกว่าวิถีปกติ ที่เซียนพวกนั้นไล่ตามข้า เพราะข้าบำเพ็ญตบะมานานถึงหนึ่งพันปี ชีวิตข้า เป็นดั่งขุมทองคำของเหล่าผู้ทรงศีลจอมปลอมพวกนั้น!"
ฟังวาจาของปีศาจหลันหลิง เซี่ยหยางก็เกิดลังเลใจ ยิ่งผู้อาวุโสไม่กล่าวสิ่งใด เขายิ่งสับสน มิน่าเล่า สตรีที่ชื่อไป๋อวิ๋นถึงติดตามหลันหลิงมา กริยาของเด็กหนุ่ม เรียกรอยยิ้มมีชัยให้นางปีศาจ เพียงแค่เผลอกระพริบตา นางกระโจนเข้าหา คว้าจับเซี่ยหยาง ทะยานกายออกนอกห้องไปหยุดยืนบนหลังคาจวน
"!! เจ้าหลอกข้า!!"
เซี่ยหยางรู้ว่าตนพลาดท่าก็เจ็บใจ หันมองตงจิ้นทง เห็นว่ายืนกอดอกมองอยู่ด้านล่าง ไม่ยี่หระ ใจก็ยิ่งเดือดดาลเป็นทวี แต่แล้ว หลันหลิงกลับผลักเขาหงายหลังล้มลง แล้วร่ายอาคมมาร เปิดเผยร่างของใครคนหนึ่ง ซึ่งถูกมัดปาก มัดมือเท้า น้ำตานองหน้า นั่งอยู่เบื้องหน้าของเซี่ยหยาง
"เวยหนิงเฉิง"
"ข้าได้ยินมาว่า คุณชายเวยทั้งล้อเลียน ฉีกหน้าเจ้าสารพัด ไม่มีผู้ใดออกหน้าช่วยเจ้า ที่เจ้าต้องโดดเดี่ยว เจ็บปวด มีแต่สายตาเย้ยหยันจ้องมองรอบตัว เพราะมันผู้เดียว! เสี่ยวหยาง พี่หลันเฝ้ามองเจ้ามาตลอด แต่ไม่อาจช่วยเหลือ ด้วยเวยหนิงหลงเป็นถึงรองแม่ทัพ มีคุณความชอบใหญ่หลวงต่อแผ่นดิน คนในตระกูลเวยยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า คิดทำสิ่งใดกับใครก็ได้ เช่นนี้แล้ว เจ้าเข้าใจพี่หลันหรือยัง"
"อื้อ!! อื้อ...!!!"
เวยหนิงเฉิงได้ยินวาจาก็ส่ายหน้า ร้องไห้น้ำตาไหลเป็นทาง เฝ้ามองเขาอย่างอ้อนวอน เซี่ยหยางกลับนึกถึงสายตาเหยียดหยาม วาจาน่ารังเกียจ คอยเยาะเย้ยถากถางปานแดงของเขา มือที่กำกระบี่อยู่ ยิ่งกำแน่นจนสั่น ไอร้อนแผ่ขยายจากกายเขา แปรเปลี่ยนท้องฟ้ามืดมัวให้แดงฉานแรงกล้ายิ่งกว่าแดดในทะเลทราย หลันหลิงยิ้มร้ายกับกริยานั้น
"คุณชายเวย ข้ารู้ว่าเจ้าสมองทึบ เกียจคร้าน อิจฉาข้าเพราะเข้าใจตำราได้มากกว่า...เจ้าไล่ถากถางข้า กลั่นแกล้งข้า เพราะกลัวข้าเด่นกว่าเจ้า!"
เซี่ยหยางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือกระชับกระบี่มั่นคง ย่างสามขุมเข้าหาเวยหนิงเฉิง เด็กชายผู้ซึ่งตัวสั่นงันงก พยายามถอยหลังหนี ส่ายหน้า โค้งคำนับร้องขอชีวิตอย่างน่าเวทนา ไม่เหลือคราบคุณชายตระกูลใหญ่ กระนั้น เซี่ยหยางก็ไม่มีท่าทีปรานี เขาก้าวถึงตัวเวยหนิงเฉิง เงื้อกระบี่ขึ้นทันใด
"อื้อ!!!!!!"
เวยหนิงเฉิงกรีดร้องสุดเสียง ปิดตารอรับความเจ็บปวด แต่ทว่า...เชือกที่มัดตัวเขา ถูกทำลายจนหมด ไม่ทันได้ตั้งสติ เวยหนิงเฉิงก็ถูกเซี่ยหยางจับโยนลงจากหลังคา ล้มกลิ้งลงบนพื้นหญ้า นอนจุกตัวงอแทบเท้าตงจิ้นทง เซี่ยหยางเบิกตาโต จ้องตำหนิใส่ผู้อาวุโส
"ตาแก่ใจดำ รับให้ข้าหน่อยก็ไม่ได้"
"ขาข้า! ขาของข้า!!"
เวยหนิงเฉิงร้องโอดโอย ตงจิ้นทงก็ยังเพิกเฉย มองเซี่ยหยางอย่างไม่ยี่หระ เด็กหนุ่มจ้องคาดโทษเขาเอาไว้ ขณะนั้น หลันหลิงจ้องเขาอย่างมีโทสะเช่นกัน
"เจ้าโง่!! ใจเสาะ เดิมที ถ้าเจ้ากล้าฆ่ามัน ข้าคิดจะพาเจ้าไปอยู่แดนปีศาจด้วยกันแท้ๆ เจ้ากลับขี้ขลาดกว่าที่คิด"
"เจ้านั่นเป็นแค่คนไร้ค่าผู้หนึ่ง สังหารไปก็ไม่เกิดสิ่งใด"
"หึ...อ่อนแอ มิน่าเล่า ไป๋อวิ๋นถึงตามประกบเจ้าไม่ห่าง อุตส่าห์ดำลงน้ำ งมเจ้าโง่ที่เอาแต่กำหินไว้แน่นเช่นเจ้า ขึ้นมาจากบึง ทีแรก ข้าคิดว่านางติดตามข้าด้วยซ้ำ เจ้าเป็นอะไรกับนาง"
"เป็นนางเองหรือ..."
คำกล่าวของปีศาจหลันหลิง ทำเซี่ยหยางตกใจ ลืมระวังตัว หลันหลิงจึงได้ทีกระโจนเข้าหา ปัดกระบี่หลุดออกจากมือเด็กหนุ่ม มุ่งตรงสู่ร่างของเวยหนิงเฉิงทันใด
"!!"
ไวกว่าความคิด เซี่ยหยางกระโดดลงจากหลังคา หมายคว้าจับกระบี่ยั้งไว้ ด้วยล่วงรู้ว่า ตงจิ้นทงไม่มีทางยื่นมือเข้าช่วยเวยหนิงเฉิงแน่ แต่แล้ว สายลมวูบหนึ่งก็ปะทะใบหน้า ผลักร่างเขาล้มลงกลิ้งบนพื้นหญ้าพร้อมกับกระบี่ พลันปรากฏสตรีชุดขาว ร่อนกายลงมาจากฟากฟ้า ขวางหน้าเขาไว้อีกครั้ง แม้เห็นเพียงแผ่นหลัง เซี่ยหยางก็จำได้ดี
"แม่นางไป๋อวิ๋น"
"เจ้าปล่อยให้นางปลุกปั่นเจ้านานเกินไปกระมัง"
น้ำเสียงดังกระดิ่งลมเอ่ยดุใส่โดยไม่หันมอง เซี่ยหยางอ้าปากจะโต้เถียง นางกลับร่ายอาคม เปิดเผยบางอย่าง ดูคล้ายดนตรีเครื่องสาย รูปจันทร์เสี้ยว ปลายนิ้วเรียวยาว พลิ้วไหวราวรับระลอกคลื่นน้ำ บรรจงดีดเส้นสายเหล่านั้น บรรเลงบทเพลงพิสดาร ชวนให้ปั่นป่วน มึนงง เสียดแทงถึงหัวใจ ราวกับภายในอกจะระเบิดออกมา
"สำรวมจิตใจ รอบกายว่างเปล่า"
ระหว่างนั้น ตงจิ้นทงวิ่งเข้ามาหา ในมือหิ้วร่างเวยหนิงเฉิงติดมาด้วย เขาเห็นผู้อาวุโสรีบนั่งขัดสมาธิ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ก็รีบทำตาม ครู่หนึ่งจึงทุเลาลง เขามองเห็นคลื่นพลังบางอย่างถ่ายทอดผ่านเครื่องดนตรี มุ่งตรงสู่ปีศาจหลันหลิง ทำให้ปีศาจร้องโหยหวน จากเสียงสตรี แปรเปลี่ยนเป็นเสียงของหมีดำ ในที่สุด ร่างบนหลังคาก็ทรุดลงคุกเข่า กลับกลายเป็นอสูรตัวใหญ่มหึมา ล้มกลิ้งลงบนพื้นหญ้าเบื้องหน้าของไป๋อวิ๋น
เสียงดนตรีของนาง บาดลึกถึงจุดชีพจร ขนาดเขานั่งเบื้องหลังของนาง ยังเจ็บปวดภายในร่างกายเหมือนเข็มนับแสนเล่มทิ่มแทงไม่หยุด หลันหลิงคงทรมานยิ่งกว่า หากแต่เวยหนิงเฉิงกลับนิ่งเฉย งุนงง ราวกับไม่ได้ยินอะไร
"พิณคงโหวของสำนักเป่ยซาน มีผลกับพลังวิญญาณ มนุษย์ธรรมดาไม่มีตบะบำเพ็ญ ย่อมไม่รู้สึก"
ดูเหมือนตงจิ้นทงเดาใจเขาได้ จึงเอ่ยตอบ ไม่นานนัก อสูรหมีดำก็แน่นิ่งไป ไป๋อวิ๋นจึงหยุดบรรเลง ร่ายอาคมพาพิณรูปจันทร์เสี้ยวหายไปกลางอากาศ ใจของเซี่ยหยางกลับเป็นกังวลขึ้นมา ทำท่าจะวิ่งเข้าไปดูหลันหลิง ไป๋อวิ๋นก็เอ่ยตัดหน้าไว้ก่อน
"นางเพียงแค่สลบไป วางใจเถิด ความผิดของนางต้องรับการพิพากษาจากเจ้าสำนักเป่ยซาน นางยังตายไม่ได้"
ไป๋อวิ๋นหันมาหา เปิดเผยรูปโฉมงดงามยิ่งกว่าเทพธิดาใดในภพนี้ที่เขาเคยพบเจอ ตลอดทั้งร่างดูราวมีประกายผุดผ่องคล้ายแสงจันทร์ หากแต่ดวงตากลมโตดำขลับกลับมีแววดุดัน และจ้องมองเขาอย่างตำหนิ เซี่ยหยางจึงสลดสีหน้าลง
"ข้าติดตามหลันหลิง ช่วยเจ้าเพราะความบังเอิญ อย่าได้ถูกผู้ใดใช้วาจาปลุกปั่นความรู้สึก หาไม่แล้ว อย่าว่าแต่ชีวิตของเวยหนิงเฉิง ชีวิตของเจ้าก็อาจสูญสิ้นเช่นกัน"
ไป๋อวิ๋นแม้ท่วงท่าสุขุมนุ่มนวล วาจากลับเด็ดขาด เย็นชา เซี่ยหยางจึงไม่โต้ตอบ หรุบสายตาหนีนางเท่านั้น
"หึ..."
"??"
ได้ยินเสียงคล้ายหัวเราะ เด็กหนุ่มก็มองนางเป็นคำถาม ไป๋อวิ๋นกลับเมินเฉย หันคารวะตงจิ้นทงแทน
"ผู้อาวุโสตง วันนี้ข้าไม่ว่างเล่นด้วย ที่เหลือคงต้องขอฝากท่านจัดการ ผู้น้อยขอลา"
กล่าวจบ สตรีชุดขาวสว่างก็จับร่างอสูรหมีดำ เหาะทะยานขึ้นเหนือเมฆ หายไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงไอเย็นฉ่ำสดชื่น ปะทะความรู้สึกของเซี่ยหยางซึ่งมองตามนางไปจนสุดสายตา ก่อนจะหันมาเห็นสายตาแปลกประหลาดคล้ายล้อเลียนของตงจิ้นทง
"ผู้อาวุโส มองข้าเช่นนั้นทำไม"
"เจ้าห่วงพี่สาวขนฟูของเจ้า หรือหัวใจบินตามพี่สาวชุดขาวไปแล้ว"
"ตาแก่เลอะเลือน วาจาไม่เข้าหู"
เซี่ยหยางเมื่อถูกจี้ใจ เลยต่อว่ากลบเกลื่อนความรู้สึก ตงจิ้นทงจึงกำหมัดเขกศีรษะเข้าให้
"โอ๊ย!"
"เห็นหรือไม่ ฝีมือนางร้ายกาจเพียงไหน นางปล่อยหลันหลิงกลับมาเพื่อล้างมลทินให้เจ้า รู้อย่างนี้ ข้าไม่ส่งจดหมายมาบอกตระกูลเวย ปล่อยให้ครอบครัวเจ้าโดนป้ายสีเสียก็ดี นางจะได้ทำพลาดของจริง"
"ท่านเป็นเซียนได้ยังไงกัน ใจดำขนาดนี้"
"ข้าเป็นได้แล้วกัน เจ้าเสียอีก นางตำหนินั้นถูกต้องแล้ว ดีที่หลันหลิงมีใจเวทนาเจ้า นางถึงไม่ทำอะไรทันที หากเป็นปีศาจตนอื่น เจ้าแหงแก๋ไปตั้งนานแล้ว ช่างไม่คู่ควรกับกระบี่เซียนเสียเลย"
ฟังตงจิ้นทงตำหนิ เซี่ยหยางก็โต้ตอบไม่ออก พลันนึกบางอย่างได้ทันที
"พ่อ! แม่! พวกชาวบ้านด้วย ผู้อาวุโส พี่หลันยังไม่ตาย ผีดิบพวกนั้นเล่า"
ตงจิ้นทงยักไหล่ ส่ายหน้า เซี่ยหยางก็จ้องเขาอย่างขุ่นใจ
"ตาแก่เซียน ท่านมันใจดำจริงๆ"
ว่าแล้ว เซี่ยหยางก็รีบคว้ากระบี่บนพื้น วิ่งตะลุยออกนอกจวนไป ใจจดจ่อแค่เพียงช่วยเหลือผู้คนอื่นๆเท่านั้น เขาไม่รู้ว่าตงจิ้นทงระบายยิ้มพึงพอใจตามหลัง ก่อนจะหันมาจ้องดุใส่เวยหนิงเฉิง
"ถ้าเป็นข้า เจ้าไม่รอดแล้ว บอกเลย"
ผู้อาวุโสทำเด็กชายก้มหน้างุด อับอายขายหน้า กำหมัดแน่นเพียงลำพัง
-------------------------------------
"พ่อ! แม่!"
เซี่ยหยางวิ่งสุดฝีเท้าออกมากลางลานกว้าง ปากร้องเรียกบิดามารดา สายตาสอดส่องมองหา หากแต่ภาพเบื้องหน้าที่ควรจะวุ่นวายอลหม่าน กลับต่างจากที่คิดไว้ ผีดิบตระกูลฝูนอนล้มแน่นิ่งเกลื่อนกลาด ด้วยฝีมือของคนกลุ่มผู้ครองอาภรณ์ขาวล้วน งดงามดูราวกับเมฆกระจายอยู่โดยรอบ ท่วงท่าขึงขังดุดัน ในมือถือกระบี่คมแวววับ ต้องแสงอาทิตย์ นับได้ราวสิบกว่าคน เขาหยุดยืนมองทุกคนในสายตาแปลกใจระคนโล่งอก กระทั่งเห็นเบื้องหลังสตรีผู้หนึ่ง ดูคุ้นสายตา ก็เดาว่าไป๋อวิ๋นคงเป็นผู้สะสางความวุ่นวายนี้
"แม่นางไป๋ บุญคุณของท่านใหญ่หลวงนัก ท่านช่วยชีวิตพวกเราไว้ ข้าจะไม่ลืมพระคุณ ต้องหาโอกาสตอบแทนท่านแน่นอน"
เด็กหนุ่มกล่าวเสียงดังฟังชัด เรียกทุกคนหันมอง รวมทั้งสตรีชุดขาว แต่ทว่า แม่นางผู้นั้น แม้มีใบหน้าสวยงาม อ่อนโยน สะกดความรู้สึกให้ตกตะลึงตั้งแต่แรกเห็น รูปโฉมกลับไม่คล้ายไป๋อวิ๋น ทั้งยังดูโอบอ้อมอารีมากกว่า นางมองเขาอย่างสนใจ สลับกับกระบี่ในมือ
"สหายน้อย เจ้าเรียกข้าว่าแม่นางไป๋ เจ้าหมายถึงไป๋อวิ๋นหรือ"
น้ำเสียงของนางไพเราะน่าฟัง เขาพยักหน้าตอบ นึกชื่นชมความสง่างาม องอาจ ราวกับเทพสวรรค์ของนาง ไม่ดุขรึมเย็นชาจนบดบังความน่าคบหา เฉกเช่นไป๋อวิ๋น นางจึงคลี่ยิ้มอ่อนหวาน เอ็นดู สะกดสายตาของเด็กหนุ่มจับจ้องไม่กระพริบ
"อะแฮ่ม"
ได้ยินเสียงบุรุษผู้ยืนเคียงข้างนาง แกล้งกระแอมเสียงดัง เซี่ยหยางก็สะดุ้งสุดตัว หันมองพบบุรุษวัยใกล้เคียงกับแม่นางผู้งดงาม ใบหน้า เนื้อตัว สะอาด สว่าง โดดเด่นด้วยคิ้วหนาคล้ายปีกเหยี่ยว จ้องเขาเขม็ง
"สหายน้อย แม่นางผู้นี้คือศิษย์สืบทอดเจ้าสำนักเป่ยซาน เป่ยเจียวจู หาใช่ไป๋อวิ๋น ศิษย์ผู้อาวุโสทั่วไป สถานะของนางสูงส่งกว่าไป๋อวิ๋น ขั้นบำเพ็ญเซียนก็เหนือกว่ามาก เจ้าอย่าจำผิดอีกเล่า"
"ศิษย์พี่เป่ยคงอัน วาจาท่านเสียมารยาทต่อน้องชายผู้นี้นัก และเสียมารยาทต่อน้องอวิ๋นด้วย น้องชายผู้นี้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูดกระมัง"
"ศิษย์น้องเจียวจู เช่นนั้น สหายน้อยถือกระบี่จิงเสินของผู้อาวุโสสาม ตงจิ้นทง ได้อย่างไร หากเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา"
ได้ฟังชายผู้มีชื่อว่าเป่ยคงอัน เซี่ยหยางก็ตาโต ก้มมองกระบี่ในมือ ไม่ทันได้กล่าวตอบ เจ้าของกระบี่ก็หยุดยืนด้านข้างกะทันหัน ทำเด็กชายสะดุ้งสุดตัว
"ข้าให้ยืม เจ้ามีปัญหาหรือ"
ตงจิ้นทงกล่าว พลางวางมือบนบ่าเซี่ยหยาง กลุ่มศิษย์เป่ยซานจึงพากันมองเซี่ยหยางเป็นตาเดียว สลับกับมองอาภรณ์ของตงจิ้นทงในสายตาคล้ายกลั้นหัวเราะ เป่ยเจียวจูเห็นดังนั้น จึงรีบแก้สถานการณ์
"เช่นนั้น สหายน้อยคงเป็นศิษย์ของท่าน ผู้อาวุโสสาม เป่ยเจียวจูขออภัยที่ล่วงเกิน"
"เจ้าล่วงเกินที่ไหน ศิษย์พี่เจ้าต่างหาก วาจาน่าตบปาก"
"ท่าน!...."
เป่ยคงอันกำกระบี่ในมือแน่น แต่เป่ยเจียวจูรีบก้าวขวางหน้าไว้ โค้งคารวะอีกครั้ง ระหว่างการโต้เถียง เซี่ยหยางกวาดตามองหาบิดามารดา พบว่ายืนมองเขาอยู่ไม่ไกลนัก จึงถอนหายใจโล่งอก ฟังการสนทนาของเหล่าเซียนต่อ เขาไม่รู้ว่าสายตาของนายชางและนางเฟิง มองเห็นชะตาที่แท้จริงของบุตรเพียงคนเดียวโดยถ่องแท้
"ผู้อาวุโสสาม ศิษย์พี่ของข้า วาจาโผงผาง ไม่คิดหน้าหลัง เพียงแค่อยากไขความกระจ่างให้สหายน้อยผู้นี้เท่านั้น ผู้อาวุโสสามโปรดให้อภัย สหายน้อย ข้าขอถามเจ้าสักหน่อย เจ้าพบไป๋อวิ๋นได้อย่างไร"
เป่ยเจียวจูหันมาเขา ทอดเสียงถามอย่างใจเย็น แม้อ่อนโยน ท่วงท่าก็องอาจ น่าเชื่อถือ ดูงดงามเปล่งประกายยิ่งนัก เด็กหนุ่มผู้เติบโตในป่าเขา ไม่เคยพบสตรีสง่างามเช่นนี้มาก่อน เลยเผลอมองจนลืมตอบคำถาม ทำคนโดยรอบส่งเสียงหัวเราะในคอ แม้แต่เป่ยเจียวจูยังก้มหน้าขำ เด็กชายถึงได้สติ เกาคอแก้เขิน
"เอ่อ...แม่นางไป๋อวิ๋นช่วยข้าไว้ นางจับอสูรหมีดำเหาะขึ้นฟ้าไปแล้วขอรับ"
"นางตามหลันหลิงอยู่จริงๆ มิน่าเล่า ถึงส่งข่าวให้พวกเรารีบตามมาที่นี่ สหายน้อย ขอบใจเจ้ามาก ไป๋อวิ๋นไปไหนมาไหนไม่เป็นที่ ร้อยปีมานี้ กลับเข้าสำนักนับครั้งได้ หน้าตานางเป็นเช่นใด พวกเราพี่น้องเกือบจะลืมเลือนเสียแล้ว จึงหวังพบกับนางในที่แห่งนี้ สุดท้าย กลับพบเพียงอาคมปีศาจ...แล้วเจ้าเล่า เจ้าชื่ออะไร"
"ข้าน้อยเซี่ยหยางขอรับ"
"เซี่ยหยาง เป็นชื่อที่ไพเราะมาก ฟังดูแข็งแกร่งเหมือนแสงอาทิตย์ หน้าตาเจ้าก็หล่อเหลาเอาการเชียว"
เป่ยเจียวจูกล่าวชมด้วยรอยยิ้มสดใส ทำเซี่ยหยางหน้าร้อนฉ่าถึงใบหู เขินจนเกาคอไม่หยุด หากแต่คำพูดของเป่ยคงอัน ทำเขาหน้าเจื่อนทันที
"หึ...ปานแดงใหญ่กลางหน้าเช่นนั้น ยังแกล้งชม"
"เจ้าเป่ยลิงกัง เจ้าก็มีปานดำใหญ่เป็นดวงตรงก้น สมัยพ่อแม่เจ้าพามาฝากให้ข้ารับเป็นศิษย์ จับเจ้าแก้ผ้าให้ข้าดูตำหนิว่าเป็นเซียนได้หรือไม่ เจ้าลืมแล้วหรือ"
ตงจิ้นทงได้ทีเอ่ยฉีกหน้าเป่ยคงอัน เรียกเสียงหัวเราะขบขันดังระงมไปทั่ว ทั้งเหล่าศิษย์ ชาวบ้าน พากันมองช่วงเอวเขาอย่างสนใจ เป่ยคงอันหน้าร้อนวูบด้วยโทสะ ชักกระบี่ชี้หน้าผู้อาวุโสกว่าทันที
"เจ้ามันตาแก่เลอะเลือน ปลิ้นปล้อน วาจากลับกลอก กี่ร้อยปีผ่านไปไม่มีเปลี่ยน เจ้าสำเร็จเซียนได้เพราะขโมยผลท้อสวรรค์ของเทียนซานต่างหาก ลำพังฝีมือกับความฉ้อฉลของเจ้า เห็นทีคงเป็นได้แค่กุ่ยเซียนกระมัง! ใครเชื่อเจ้าก็สมองพิกลพิการแล้ว!!"
"ศิษย์พี่ ท่านเสียมารยาทต่อผู้อื่นเช่นนี้ ต้องกลับไปรับโทษที่สำนัก"
เป่ยเจียวจูเอ่ยปรามเสียงเยือกเย็น เป่ยคงอันจึงยอมเก็บกระบี่ ท่าทีฮึดฮัดขัดใจ เมื่อเห็นเช่นนั้น เซี่ยหยางจึงยิ่งชื่นชมนางมากกว่าเดิม แววตาของเขาประกายยิ้มเลื่อมใส ตงจิ้นทงก็ตบบ่าเข้าให้โดยแรงทีหนึ่ง เด็กหนุ่มถึงได้สติ เกาคอแก้เขิน
"ผู้อาวุโสสาม น้องเซี่ยหยาง สำนักเป่ยซานได้ขจัดอาคมมารสิ้นซากแล้ว เพียงแต่ผู้บริสุทธิ์เหล่านั้นถูกพิษมาร ต้องรีบเผาก่อนตะวันตกดิน แต่วันนี้ อาจารย์มีคำสั่งให้พวกข้ากลับสำนักก่อนตะวันลัดขอบฟ้า จึงไม่อาจช่วยเหลือพวกท่านได้ ธุระต่อจากนี้ พวกท่านจึงต้องสะสางเอง ผู้น้อยและศิษย์สำนักเป่ยซานขอตัว"
เป่ยเจียวจูรีบกล่าว โค้งลาผู้อาวุโสกว่า และชาวบ้านทุกคน ทุกกริยาล้วนสง่างาม น่าชื่นชม เปล่งแสงแห่งเทวะโดยแท้จริง เซี่ยหยางโค้งคำนับแทนคำขอบคุณ ขณะกำลังเงยหน้า ก็เห็นรอยยิ้มเอ็นดูของเป่ยเจียวจูส่งมาให้ เขาหน้าร้อนฉ่า รีบก้มหน้างุด ซ่อนความเขินไว้
เหล่าเซียนสำนักเป่ยซานพากันขี่กระบี่ในมือ ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าโดยพร้อมเพรียง ราวกับไอหมอกขาวลอยละล่อง เป็นภาพแสนวิจิตรสำหรับชาวเมืองแถบชายแดนจนพากันส่งเสียงตื่นตาตื่นใจ เซี่ยหยางเองก็มองตามจนลับสายตา มองอยู่นานจนไม่รู้ว่าบิดามารดาเดินมายืนข้างตนเองแล้ว
"นางแก่กว่าเจ้าตั้ง 3 ร้อยปี เจ้ารับไหวหรือ"
"3 ร้อยปี!!?"
คำกล่าวของตงจิ้นทง ยุติภาพในความคิดหมดสิ้น เขามองตงจิ้นทงแทบไม่เชื่อสายตา
"แล้ว...แล้วท่านเล่า..."
"ลูกพวกเจ้า เจ้าชู้มากกว่าที่ข้าคิดเสียอีก เห็นผู้หญิงเข้าหน่อยก็ตาลอยมองตาม"
ตงจิ้นทงไม่ตอบคำถาม หันไปกล่าวกับบิดามารดาของเขาแทน เซี่ยหยางสะดุ้งน้อยๆ หันมองนายชางนางเฟิง เห็นจ้องเขาอย่างขบขัน ก็เกาคอแก้เขินเบาๆ