เธอกลับมาเทพ ตอนที่ 3
ตอนที่ 3 ฮ่องเต้อิ้น
“พี่รอง พี่จะปกป้องมันทำไม” จั่วฉิงหย่าน้อยใจ “ฉันต่างหากที่เป็นน้องสาวพี่ ทำไมพี่ต้องช่วยพูดแทนยัยนั่นด้วย”
จั่วเสียนอวี้แหงนหน้าเอ่ยเสียงอ่อนลง “เพราะเขาเป็นคนนอก ฉันถึงได้สอนเธอ ดังนั้นต่อให้เขาอยากจะเลวแค่ไหนก็ไม่มีใครไปว่าอะไรหรอก แต่ในฐานะที่เธอเป็นคุณหนูของตระกูลจั่ว เธอต้องระวังคำพูดคำจา อย่าสร้างเรื่องอับอายต่อหน้าพวกตระกูลผู้ดีคนอื่น”
“แต่ฉันเห็นยัยนั่นแล้วขัดหูขัดตานี่นา” จั่วฉิงหย่ายู่ปาก ฉับพลันแววตาก็ลุกเป็นประกาย “ฉันจำได้ว่าห้องของยัยนั่นยังเหลือของอีกตั้งเยอะ ถึงยังไงไม่นานมันก็ต้องออกจากบ้านนี้ไปอยู่แล้ว ฉันเอาของกลับคืนมาหมดเลยดีกว่า”
เธอลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินเสียงดังตึงตังขึ้นบันไดไป
ครั้งนี้จั่วเสียนอวี้ไม่ได้รั้งไว้
ไม่ว่าอย่างไรตลอดหลายปีมานี้ซือฝูชิงก็ใช้เงินของตระกูลจั่วอยู่แล้ว ของในห้องซือฝูชิงก็ควรกลับมาเป็นของตระกูลจั่วทั้งหมด
จั่วเสียนอวี้ดื่มกาแฟหมดหนึ่งแก้ว หลังจากเติมลิปสติกตรงหน้ากระจกเสร็จก็หิ้วกระเป๋าออกไปทำงาน
ด้านบน
ห้องนอนของซือฝูชิงอยู่ด้านในสุดของชั้นสี่ ส่วนห้องที่เหลือของชั้นนี้ล้วนเป็นห้องรับแขกทั้งสิ้น
จั่วฉิงหย่ามีกุญแจสำรองที่เอามาจากคุณนายจั่วอยู่ในมือจึงเข้ามาในห้องได้
ห้องนอนนี้ขนาดไม่ใหญ่นัก มีเพียงเตียงหนึ่งหลังและโต๊ะที่มีชั้นหนังสือในตัวเท่านั้น
“วางหนังสือเยอะขนาดนี้ไว้ให้ใครดูกัน” จั่วฉิงหย่าอดเผยสีหน้าดูแคลนออกมาไม่ได้ “แม้แต่ใบจบมัธยมต้นยังไม่มีสักใบ เสียเวลาเรียนมาตั้งเก้าปีเปล่าๆ”
เธอมองข้ามชั้นหนังสือไปก่อนจะเดินตรงมาหน้าโต๊ะ จากนั้นก็หยิบกล่องเครื่องประดับที่พอจะดูเข้าตาบ้างขึ้นมา เอ่ยพึมพำ “ผียาจก”
นึกว่าจะได้ของอะไรดีๆ กลับไปซะอีก
ขณะที่จั่วฉิงหย่าหมุนตัวจะเดินออกไป
พลั่ก!
จากนั้นร่างของเธอก็ถูกแรงมหาศาลกดลงตรงผนังจนชาวาบไปทั้งหลัง บริเวณข้อมือยิ่งแผ่ความเจ็บปวดขึ้นเป็นระลอก
พอจั่วฉิงหย่ามือไม้อ่อนกล่องก็ตกลงบนพื้น
“ชอบเป็นขโมยนักหรือไง” เสียงเล็กแหลมของเด็กสาวกลั้วหัวเราะ “ในเมื่อกล้าขโมย แล้วเธอมีปัญญาเอาไปได้ไหมล่ะ”
จั่วฉิงหย่าตกอกตกใจจนอดร้องเสียงสูงไม่ได้ว่า “ซือฝูชิง แกเองเหรอ แกคิดจะทำอะไร!”
เมื่อหนึ่งปีก่อนหลังจากซือฝูชิงกับกลุ่มสตาร์รี เกิร์ลกรุ๊ปกลับประเทศมาก็แต่งหน้าจัดจ้าน ทาปากสีม่วงและทาคิ้วสีขาวมาโดยตลอด
เพราะซือฝูชิงเปลือยหน้าสด จั่วฉิงหย่าจึงแทบจำไม่ได้
“คำพูดนี้ควรเป็นฉันที่ถามเธอมากกว่า” ดวงตาจิ้งจอกของซือฝูชิงหรี่ลงก่อนจะเดินต้อนเข้าไปหาอย่างช้าๆ “เธอคิดจะทำอะไร”
“ฉันจะทำอะไรได้” จั่วฉิงหย่าอดตัวสะท้านไม่ได้พลันไฟโทสะเดือดพล่าน “แน่นอนว่าฉันก็ต้องมาเอาของที่แกกินแกใช้ของตระกูลจั่วตลอดหลายปีที่ผ่านมาคืนสิ! แกกล้าลงไม้ลงมือกับฉันเหรอ”
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก” ซือฝูชิงใช้นิ้วเรียวช้อนคางอีกฝ่ายเพื่อบีบให้จั่วฉิงหย่าเงยหน้า “ของที่ฉันใช้ไม่ใช่ของเธอ และฉันเอาคืนให้แน่นอน”
จั่วฉิงหย่ายิ้มเยาะ “แกไม่มีทั้งเงินทั้งอำนาจ แล้วจะคืนให้ยังไงล่ะ ฉันจะบอกให้ว่าแกน่ะ...”
“ชู่ว ทำตัวน่ารักหน่อยสิ” มือของซือฝูชิงบีบแรงขึ้นเล็กน้อยแล้วหัวเราะเสียงต่ำ “ฉันไม่ชอบคนขี้โวยวาย”
จั่วฉิงหย่าผงะไปก่อนร่างจะโอนเอนไปมา
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงดัง พลั่ก! เธอถูกผลักออกไปอยู่ด้านนอกห้อง
“...”
ไม่กี่วินาทีต่อมาจั่วฉิงหย่าก็ได้สติกลับมา
เธอตวาดด้วยความโมโหพลางทุบประตูไม่หยุด “ซือฝูชิง! แกเก่งจริงก็ออกมาสิ! ที่นี่คือบ้านของตระกูลจั่ว แกมีสิทธิ์อะไรไม่ให้ฉันเข้าไปข้างใน!”
“ออกมานะ! ลูกชู้ที่ไม่มีพ่อแม่อย่างแก ยังจะเกาะตระกูลจั่วไปทำไมอีก!”
ประสิทธิภาพกันแรงกระแทกและกันเสียงของประตูบานนี้ดีไม่หยอก ซือฝูชิงหมุนตัวกลับมาสำรวจห้องอย่างไม่ใส่ใจอีกต่อไป
เธอไม่ได้มองไปทางใดเป็นพิเศษ แค่มุ่งหน้าตรงไปยังชั้นหนังสือ ด้านบนมีหนังสือเกี่ยวกับการร้องเล่นเต้นเฉพาะทางวางไว้บางส่วน
กระดาษบางแผ่นเริ่มเหลือง แถมยังมีโพสต์อิทหลากสีติดเต็มไปหมด
ซือฝูชิงใช้นิ้วลูบไล้ด้วยสีหน้าหดหู่
เธอรู้ว่าตนยังขลุกอยู่ในวงการบันเทิง ถือว่าเป็นไอดอลที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง เพียงแต่น่าเสียดายที่ล้วนเป็นคำด่าทอในทางเสียหายทั้งสิ้น
เมื่อชาติก่อนอาจารย์เคยให้เหล่าศิษย์เลือกสถานที่ออกไปฝึกฝนประสบการณ์ด้วยตัวเอง เธอเคยเข้าไปขลุกอยู่ในเก๋อหลินเอินระยะหนึ่ง
เก๋อหลินเอินเป็นศูนย์กลางของภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก
เป็นจุดศูนย์รวมของบรรดานักแสดงยอดเยี่ยมที่ได้รับรางวัลมากมาย แถมยังเป็นจุดรวมตัวของนักแสดงมากฝีมืออีกต่างหาก
ซือฝูชิงโน้มตัวลงไปบีบขาและเอวของตนเอง จากนั้นก็ค้นพบว่ามันอ่อนกว่าที่จินตนาการไว้มาก
หากเป็นแบบนี้ก็พอจะฝึกซ้อมใหม่ได้สบายๆ
นอกจากหนังสือเฉพาะทางเหล่านี้แล้ว เธอยังมีหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนาวางเรียงกันอีกสามแถว
อดีตก่อนเป็นรัฐต้าซย่าเคยเป็นราชวงศ์ต้าซย่ามาก่อน ก่อนหน้าราชวงศ์ต้าซย่าก็คือราชวง์ต้าจ้าว ประวัติศาสตร์หลายพันปีล้วนถูกจัดวางอยู่ตรงนี้
ซือฝูชิงเลิกคิ้วก่อนที่นิ้วเรียวจะคว้าหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งได้อย่างแม่นยำ
นี่เป็นชีวประวัติของฮ่องเต้
‘ตำนานอิ้นหวง’
เธอเคยได้ยินศิษย์พี่รองของเธอพูดถึงประวัติศาสตร์ช่วงรุ่งเรืองอันแสนสั้นระยะหนึ่งอยู่หลายครั้ง
ฮ่องเต้อิ้นเป็นฮ่องเต้ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ต้าซย่า
เขาแข็งแกร่งสมบูรณ์แบบ เด็ดเดี่ยวเฉียบขาดและรักบ้านเมือง
ขณะที่ครองราชย์เขาขยายอาณาเขตต้าซย่าอย่างกว้างขวาง กรีฑาทัพไปสู้รบยังแดนไกล กระทั่งพวกอนารยชนและทวีปตะวันตกพ่ายแพ้ย่อยยับ อีกทั้งแผ่อิทธิพลอำนาจไปทั่วทั้งใต้หล้า
เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในละแวกนั้นกลายเป็นเชลยศึก
ตอนนั้นราชวงศ์ต้าซย่าอิทธิพลแกร่งกล้าจนสร้างความตกใจให้กับอาณาจักรทั้งหมดของทวีปตะวันตกที่หมายจะยึดครองต้าซย่าอย่างมาก
ฮ่องเต้อิ้นยอมสละทั้งชีวิตให้แก่ราชวงศ์นี้ ไร้ซึ่งพระชายา เหล่าสนมและลูกหลาน ต่อมาก็ได้ทายาทในราชวงศ์มาสืบทอดต่อ
เพียงแต่น่าเสียดายวีรบุรุษมักอาภัพดั่งสาวงาม อีกทั้งยังมีอายุขัยสั้น เพราะพอเขาอายุเพียงยี่สิบเจ็ดปีก็ลาโลกนี้ไปด้วยโรคปอดไอเป็นเลือดเสียก่อน
ยามที่เขามาสร้างเรื่องน่าทึ่งมากมาย แต่ยามจากไปกลับหายไปเงียบๆ
เมื่อก่อนซือฝูชิงมักได้ยินศิษย์พี่รองบ่นว่าฮ่องเต้อิ้นตายเร็วเกินไป มิเช่นนั้นแม้แต่ทวีปตะวันตกก็คงถูกต้าซย่ายึดครองไปด้วย
เขาเป็นเทพแห่งสงครามมาโดยกำเนิด ไม่มีใครทัดเทียมได้
ตอนนั้นเธอก็แค่ฟังมาเท่านั้น แต่ไม่เคยทำความเข้าใจอย่างจริงจังมาก่อน
ในเมื่อยุคสมัยห่างกันเกินไป ขณะที่ฮ่องเต้อิ้นทรงสวรรคตเพิ่งอยู่ในรัชศกเซี่ย 684 แม้แต่ทวดของปู่ทวดของเธอก็ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ
ทว่าหลังจาก...เรื่องตายตั้งแต่อายุยังน้อยเกิดขึ้นกับตนเอง สุดท้ายซือฝูชิงถึงเริ่มนึกสนใจฮ่องเต้อายุน้อยคนนี้ขึ้นมา
เธอลูบคางก่อนหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาใส่กระเป๋าเป้ไว้
จากนั้นก็จัดแจงสิ่งของจำเป็นอย่างพวกบัตรประชาชนก่อนเดินออกจากห้องไป
เธอไม่มีวันหยิบของตระกูลจั่วไปแม้แต่ชิ้นเดียว
ซือฝูชิงเพิ่งเดินลงมาถึงชั้นสามก็ได้ยินเสียงตัดพ้อคร่ำครวญของจั่วฉิงหย่าดังแว่วมาจากชั้นหนึ่งอย่างชัดเจน
“พ่อ คิดไม่ถึงว่ายัยนั่นจะกล้าผลักหนูออกมาข้างนอก แถมยังลงไม้ลงมือกับหนูอีก ข้อมือหนูบวมหมดแล้ว!”
“พ่อคะ ยัยนั่นมีสิทธิ์อะไรอยู่ในบ้านตระกูลจั่ว คุณปู่ก็ตายไปแล้ว! ซือฝูชิงควรจะรีบไสหัวไปสิ!”
ซือฝูชิงกระชับเสื้อคลุมตัวนอกแล้วเดินลงไปด้านล่างอย่างช้าๆ
พอลงมาถึงชั้นหนึ่งก็เห็นจั่วเทียนเฟิงที่เพิ่งกลับมาไม่นานตามคาด
เพราะมัวแต่จัดการเรื่องท่านผู้เฒ่าจั่วตลอดทั้งคืนเลยทำให้จั่วเทียนเฟิงขอบตาดำคล้ำ อารมณ์ไม่ค่อยดีนัก
เมื่อได้ยินจั่วฉิงหย่าฟ้องเช่นนั้น ไฟโทสะก็ยิ่งปะทุ ตามมาด้วยการระเบิดอารมณ์ออกมาเสียงดัง ปัง
“หยุดนะ” จั่วเทียนเฟิงตบโต๊ะพลางตวาดใส่ เอ่ยเสียงเย็นชา “เอาของในกระเป๋าออกมาวาง”
ไม่ใช่คนของตระกูลจั่วแล้วยังคิดจะเอาของของตระกูลจั่วไปอีกเหรอ
ซือฝูชิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาจิ้งจอกสองข้างลึกล้ำและน่าหลงใหลยากที่จะคาดเดาได้
ซือฝูชิงขยับข้อมือครู่หนึ่งยิ้มพลางพูดว่า “ฉันขอแนะนำว่าให้ถอยไปจะดีกว่า”