เธอกลับมาเทพ ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 ลุกขึ้นไหวเหรอ
“ซือฝูชิง!” จั่วเทียนเฟิงตะคอกใส่อย่างโมโห “ท่าทางของเธอที่แสดงใส่คุณน้าเมื่อวาน ฉันยังไม่ถือสาอะไรเธอ แต่วันนี้ยังกล้าทำอีก เธอคิดจะต่อต้านจริงๆ ใช่ไหม!”
จั่วฉิงหย่าหยุดร่ำไห้พร้อมจ้องซือฝูชิงด้วยท่าทีเรียบนิ่ง
ผ่านไปครู่หนึ่งถึงระเบิดอารมณ์ใส่ “เอาสิซือฝูชิง ตอนที่คุณปู่อยู่เธอแสร้งทำเป็นเด็กน้อยน่ารักว่าง่าย แต่พอคุณปู่ไม่อยู่กลับแสดงธาตุแท้ออกมา เธอนี่เสแสร้งเก่งจริงๆ!”
ถ้าคุณปู่รู้ว่าซือฝูชิงนิสัยแบบนี้จะยังรักอยู่อีกไหม
“ใช่แล้ว” ซือฝูชิงปรบมือ “ช่างเป็นเหตุผลที่ดีจริงๆ ขอบคุณนะ”
เธอกำลังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะหาคำไหนมาแก้ต่างว่าทำไมถึงนิสัยเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
ดีมาก เป็นเพราะเมื่อก่อนเธอมัวแต่เสแสร้งนั่นเอง
“อย่าให้ฉันต้องพูดเป็นครั้งที่สอง” จั่วเทียนเฟิงโมโหมากกว่าเดิม “เอาของในกระเป๋าออกมา!”
ซือฝูชิงเหวี่ยงกระเป๋าในมือพลางอมยิ้มเล่นหูเล่นตา “เก่งนักก็มาเอาเองสิ”
เธอเดินออกจากประตูไปด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อยราวกับอยู่ในช่วงเช้าตรู่
จั่วเทียนเฟิงโมโหจนเขวี้ยงแก้วใบหนึ่งในมือทิ้ง
“พ่อ!” จั่วฉิงหย่าเริ่มร้องไห้อีกครั้ง “เมื่อกี้ยัยนั่นเพิ่งทำแบบนั้นกับหนูแต่พ่อกลับไม่สนใจ ตกลงใครเป็นลูกสาวของพ่อกันแน่คะ”
“ร้องอะไรนักหนา” จั่วเทียนเฟิงรำคาญแทบตายแล้ว “รีบกลับไปเรียน ขอแค่แกเก่งได้สักสามส่วนของพี่สาวแก ฉันก็ไม่ว่าอะไรแล้ว”
จั่วฉิงหย่ากระทืบเท้าแล้ววิ่งหนีไปด้วยความโกรธ
“ไปดูในห้องของเธอซิ” จั่วเทียนเฟิงสั่งเสียงเย็นชากับพ่อบ้าน “ว่าหยิบอะไรไปบ้าง”
พ่อบ้านตอบรับทันทีก่อนจะรีบเดินขึ้นบันไดไปอย่างรีบร้อน
หลังจากหายไปสิบกว่านาทีก็ลงมา พูดเสียงนอบน้อมว่า “นายท่าน ตรวจดูรอบหนึ่งแล้ว ทั้งเครื่องประดับ บัตรธนาคารและของล้ำค่าชิ้นอื่นๆ ล้วนอยู่ครบ มีแค่หนังสือบนชั้นหนังสือที่หายไปเล่มเดียว แต่หนังสือพวกนั้นเป็นของที่เธอซื้อเองทั้งหมดครับ”
จั่วเทียนเฟิงมุ่นคิ้ว “หนังสืออะไร”
“เป็นชีวประวัติของฮ่องเต้เล่มหนึ่ง” พ่อบ้านรีบพูด “ร้านหนังสือมักมีตำนานอิ้นหวงขาย และเป็นหนังสือที่เด็กมัธยมต้องอ่านครับ”
จั่วเทียนเฟิงไร้ท่าทีสนใจไปชั่วขณะแล้วโบกไม้โบกมือใส่
ความจริงต่อให้ซือฝูชิงจะเอาเงินไปหลายแสน เขาก็คงไม่พูดอะไรมากมาย ในเมื่อท่านผู้เฒ่าจั่วเลี้ยงดูซือฝูชิงมาตั้งหลายปี
แต่คิดไม่ถึงว่าจะหยิบหนังสือไปแค่เล่มเดียว
ช่างธรรมดาเรียบง่ายไม่เปลี่ยนจริงๆ
เพราะหยิบไปแค่หนังสือเล่มเดียว จั่วเทียนเฟิงเลยไม่โต้เถียงอะไรอีก จากนั้นก็รีบเดินไปเอาเอกสารที่ห้องหนังสือไม่กี่ฉบับก่อนออกจากบ้านไป
...
เวลาห้าโมงเย็น พระอาทิตย์ยังคงลอยเด่นบนฟากฟ้า
ช่องว่างระหว่างชั้นเมฆมีแสงสีทองอร่ามส่องสว่าง ไม่ต่างจากแสงไฟสีแดงเพลิงในโคมกระดาษสีขาว
ยามลมพัดพาทำเอาชั้นเมฆลอยหมุนตลบราวกับระลอกคลื่นในทะเล
ซือฝูชิงเดินอยู่บนถนน คิดแต่อยากจะวางถ้วยสักใบแล้วนั่งเคาะปลาไม้เป็นขอทานเหลือเกิน
เพราะเธอจนมากจริงๆ
เธอใช้เงินในบัตรธนาคารส่วนตัวเช่าห้องพักที่ตั้งห่างจากใจกลางเมืองราวสิบกิโลเมตร ตอนนี้เหลือเงินติดตัวเพียงหนึ่งพันห้าร้อยเท่านั้น
ไอดอลคนหนึ่งเดินมาถึงขั้นนี้ได้ก็ออกจะน่าเวทนาเกินไปแล้ว
ผ่านไปอีกไม่กี่วันเธอคงจะไม่มีเงินแม้แต่ซื้อโค้กกินด้วยซ้ำ
แบบนี้มันไม่ดีเอาเสียเลย
อีกอย่างเธอยังต้องคิดหาวิธีไปหาร่างของท่านผู้เฒ่าจั่วให้ได้
ซือฝูชิงมุ่นคิ้วแล้วมองดูเวลา จากนั้นก็เดินไปซื้อของใช้จำเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ตฝั่งตรงข้าม
เบื้องหน้ามีรถสีดำสนิทคันหนึ่งจอดอยู่
ไม่มีป้ายทะเบียน แม้แต่ยี่ห้อก็ไม่มี
เสิ่นซิงอวิ๋นเดินออกมาจากร้านสะดวกซื้อด้านข้างแล้วเปิดประตูรถ “สือเหยี่ยน มีเบาะแสแล้ว”
“หืม” ชายหนุ่มที่นั่งตรงตำแหน่งด้านข้างคนขับกลับไม่เปิดตาเลยสักนิด เพียงแค่ขานรับเสียงเบาเท่านั้น
เขาสวมชุดสูทสีดำ เสื้อเชิ้ตสีขาวที่อยู่ภายในชุดสูทปลดกระดุมบนสองเม็ด กระเป๋าเสื้อเชิ้ตเอียงยับยู่ยี่ตามไปด้วย
ข้อมือข้างขวาสวมนาฬิกาสีดำเงิน นิ้วเรียวยาวและเล็บบนนิ้วมือสวยงามราวกับหยกขาว
ท่านั่งของชายคนนี้ดูสบายๆ แต่ไม่อาจปิดบังความน่าเกรมขามที่แผ่ออกมาได้แม้แต่น้อย
ทั้งที่ใบหน้าหล่อเหลาดูอ่อนวัยเกินไป ทว่ากลับดูทรงอิทธิพลจนชวนให้ใครๆ ต่างยำเกรง ราวกับเป็นจักรพรรดิที่กุมอำนาจความเป็นความตายไว้ในมือ
“ไหนว่ามาสิว่าทำไมนายถึงตั้งชื่อตัวเองเหมือนคนโบราณซะขนาดนี้” เสิ่นซิงอวิ๋นหัวเราะร่า “หรือจะบอกว่าตระกูลอวี้ของพวกนายให้ความสำคัญกับธรรมเนียมมากถึงจำเป็นต้องรักษากฎของบรรพบุรุษขนาดนี้”
“แต่ฉันเห็นพวกคุณชายผู้ดีของเมืองซื่อจิ่วก็ไม่ได้เข้มงวดเหมือนนายนะ นายว่าฉันควรเรียกชื่อนายว่าซีเหิงหรือจื่อสือเหยี่ยนดีล่ะ”
อวี้ซีเหิงยังคงหลับตาต่อไป “ฉันชินแล้ว จะเรียกชื่อไหนตามใจนายเลย”
เสิ่นซิงอวิ๋นยิ้มเจื่อน “เมื่อก่อนยังพูดอยู่เลยว่านายเข้มงวดกับธรรมเนียมประเพณี ตอนนี้กลับดูท่าทางไม่ได้ผูกมัดอะไรกับธรรมเนียมประเพณีขนาดนั้นแล้ว”
ขณะที่พูด เสิ่นซิงอวิ๋นก็กดเบอร์หนึ่งไปด้วย “สือเหยี่ยน ฉันโทรหาฝั่งนั้นเพื่อยืนยันเรื่องเวลาอีกครั้งแล้วกัน”
อวี้ซีเหิงพยักหน้าแต่ยังคงหลับตาไว้เหมือนเดิม
วินาทีต่อมาหูของเขาก็ขยับก่อนจะลืมตาขึ้นฉับพลัน
ดวงตาเรียวรีงดงาม หางตาแคบเรียวแฝงไปด้วยแววตาเยือกเย็น ลุ่มลึกจนยากจะคาดเดาได้
จากมุมที่สายตามองเห็นมีเด็กสาวอายุราวหกเจ็ดขวบคนหนึ่งยืนเก้ๆ กังๆ อยู่กลางถนน
อีกทั้งเบื้องหน้ายังมีรถกระบะใหญ่คันหนึ่งหักเลี้ยวมากะทันหัน ซึ่งเห็นอยู่ตำตาว่ากำลังพุ่งเข้ามาแล้ว
อวี้ซีเหิงแววตาวูบไหวพร้อมยกนิ้วเรียวขึ้น
“ระวัง!”
ขณะเดียวกันก็มีเสียงผู้หญิงอันคุ้นเคยดังขึ้น
เสียงนี้ทำให้มือของเขาพลันหยุดชะงัก
ในตอนที่อวี้ซีเหิงหันไปมองด้วยสายตาเรียบนิ่งก็เห็นร่างของซือฝูชิงลงมือก่อนเขา จู่ๆ แววตาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาเห็นหญิงสาวคนนั้นอุ้มเด็กไว้ก่อนจะกลิ้งตัวไปตามพื้นถนน ไม่นานรถคันนั้นก็ขับผ่านไปด้วยความเร็วสูง
ช่วงวินาทีแห่งความเป็นความตายถูกคลี่คลายลงในเวลาอันสั้น
พอเห็นพวกเขาสองคนปลอดภัย เขาก็ละสายตากลับมา ปิดเปลือกตาทั้งสองลงอีกครั้ง
อาวุธลับตรงหว่างนิ้วหายไปในชั่วพริบตาเช่นกัน
ซือฝูชิงวางตัวเด็กสาวลงตรงรถสีดำเบื้องหน้าพลางมองมือขวาของตนเอง
แผลของเธอปริอีกแล้ว แถมยังมีเลือดซึมไหลออกมาด้วย
พูดได้คำเดียวว่าอนาถ
ซือฝูชิงใช้มือข้างขวาลูบศีรษะเด็กน้อยพลางบอกว่า “วันหลังอย่าเดินไปไหนซี้ซั้วรู้ไหม”
เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวขวัญเสียไม่น้อย เพราะยืนแน่นิ่งตรงจุดเดิมไม่ได้สติพร้อมน้ำตาที่ไหลพรากไม่หยุด
ซือฝูชิง “...”
เมื่อก่อนพอใครเห็นเธอก็พากันวิ่งหนีกันทั้งนั้น เธอเลยปลอบใจเด็กน้อยไม่เป็น
“รีบไปหาพ่อแม่สิ” ซือฝูชิงเอ่ยถามอีกครั้ง “รู้ทางหรือเปล่า”
เด็กสาวพยักหน้าอย่างงงๆ ทว่าน้ำตากลับไหลหนักมากกว่าเดิม พลันชี้ไปที่มือของซือฝูชิงพร้อมเอ่ยเสียงสะอื้น “เลือด พี่สาว เลือด...”
“แผลนิดเดียว ไม่เป็นไรหรอก” ซือฝูชิงใช้มือขวายันตัวลุกขึ้นจากพื้นพร้อมรอยยิ้ม “หนูน้อยต้องรู้จักระวังความปลอดภัยรู้ไหม ครั้งหน้าไม่มีพี่สาวน่ารักแสนสวยแบบนี้คอยช่วยหนูแล้วนะ”
เด็กสาวกลับยืนงงงันจับจ้องเธอแน่นิ่ง
ซือฝูชิงลุกขึ้นยืน
ทว่าเธอกลับชาวาบไปทั้งขาเพราะการกระทำก่อนหน้านี้ วินาทีที่พอจะฝืนยืนได้กลับเซถอยหลังไปหลายก้าว
หมับ!
มีแขนมาประคองเอวเธอไว้ได้ทันเวลา
ขาร้อนผ่าวของชายคนนั้นทั้งสูงยาวแข็งแรง
ซือฝูชิงสัมผัสถึงความร้อนที่อยู่ภายใต้กางเกงชุดสูทตัวนั้นได้ชัดเจน รวมถึงพลังที่เก็บซ่อนอยู่ภายในนั้นด้วย
ร่างของเขาเย็นเฉียบดั่งไอเย็นของวิญญาณ เย็นเยียบราวกับร่างถูกสร้างขึ้นจากน้ำแข็งอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากนั้นก็มีเสียงของชายหนุ่มดังขึ้นจากเหนือศีรษะ
น้ำเสียงทุ้มต่ำเล็กน้อย ปลายเสียงเย็นชา
“ยังลุกขึ้นไหวอีกหรือ”