เธอกลับมาเทพ ตอนที่ 5
ตอนที่ 5 อวี้ซีเหิง จื่อสือเหยี่ยน
เสียงนี้ช่างไพเราะเหลือเกิน แม้แต่โทนเสียงสูงต่ำทุกคำยังน่าฟังจับใจ
ราวกับข้างหูมีหยาดฝนปลายฤดูใบไม้ผลิเย็นฉ่ำโปรยปรายลงมา ร่างของซือฝูชิงสะดุ้งเฮือกในทันที
ทว่าขาของเธอยังไม่หายดีจึงแข็งทื่อจนกระดิกตัวไม่ได้
ดวงตาสะลึมสะลือครึ่งหลับครึ่งตื่นของชายหนุ่มลึกลับที่เยือกเย็นกลับทอประกายรอยยิ้มจางๆ
ทว่ารอยยิ้มนี้กลับไม่ปรากฏบนใบหน้า เผยให้เห็นเพียงความเย็นชาเท่านั้น
ถึงแม้จะมองจากมุมด้านข้าง ซือฝูชิงก็พอจะเห็นคางสวยสมบูรณ์แบบ รวมถึงเส้นเลือดบนลำคอยาวระหง
แสงตรงวีลแชร์มืดสลัว ดวงหน้าของชายหนุ่มจึงถูกซ่อนอยู่ในมุมมืด แสงไฟวับๆ แวมๆ ทำให้เห็นไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ไม่สามารถกลบความหล่อเหลาบนใบหน้านั้นได้เลย
ความรักควรบริสุทธิ์ดั่งหิมะบนยอดเขาและสว่างไสวดั่งแสงจันทร์ที่สาดแสงผ่านกลีบเมฆ
ซือฝูชิงรับรู้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่ชายคนนี้แผ่ออกมาจากประสาทสัมผัสอันว่องไว ถึงแม้เขาจะเก็บกลิ่นอายไปอย่างเงียบๆ แต่ดันถูกเธอรับรู้ได้เสียก่อน
ดวงตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อย
นี่เป็นบุคลิกของคนที่เคยผ่านสมรภูมิรบมาเท่านั้นถึงพอจะกลบเกลื่อนได้
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เธอควรจะคิดอะไรมากมาย
ซือฝูชิงสูดลมหายใจเข้าลึกแต่ไม่ใช่เพราะถูกทำให้ตกใจ แต่เป็นเพราะขาทั้งสองข้างมันไม่รักดีเลยจริงๆ
สมควรโดนตีจริงๆ
กลับไปเธอจะตัดทิ้งซะ
“ขอโทษด้วย ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ซือฝูชิงบีบตำแหน่งหนึ่งของจุดลมปราณตรงบริเวณขา หลังจากทำให้ตัวเองได้สติแล้วก็รีบจับด้านข้างวีลแชร์เพื่อพยุงตัวลุกขึ้น “ขอบคุณคุณมากจริงๆ หากมีวาสนาได้เจอกันอีกฉันจะชดใช้คืนให้นะ บ๊ายบาย”
การนั่งตักผู้ชายไม่ใช่เรื่องน่ายินดีคู่ควรให้ยกย่องแต่อย่างใด ซือฝูชิงเองก็เพิ่งเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก
แต่เคยได้ยินศิษย์พี่สามที่ประสบการณ์โชกโชนบอกว่าหากเจอสถานการณ์แบบนี้ให้รีบเผ่นหนีโดยเร็วที่สุด ห้ามรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
เพราะเหตุนี้เธอจึงรีบวิ่งหนีด้วยจิตใจอันแน่วแน่
ซือฝูชิงวิ่งไปพลางพูดแก้เขินไปพลาง “สัมผัสมือดีไม่น้อย”
ดวงตาของอวี้ซีเหิงพลันลึกล้ำ
หลังจากเสิ่นซิงอวิ๋นโทรศัพท์เสร็จก็หันกลับมาจึงเห็นฉากนี้เข้าพอดี สีหน้าเปลี่ยนฉับพลัน
“สือเหยี่ยน ขานายไม่เป็นไรใช่ไหม นายกำลังอยู่ในช่วงสำคัญในการรักษาขา ห้ามโดนแรงหนักๆ กดโดนขาเด็ดขาด”
เมื่อเขาเดินออกไปดูด้านนอก กลับพบว่าไม่เห็นแม้แต่เงาของหญิงสาวคนนั้นแล้ว เขาเลยอดขมวดคิ้วไม่ได้
ตนกับอวี้ซีเหิงเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กเลยรู้ว่าขาของอวี้ซีเหิงมีปัญหามาตั้งแต่เด็กจำเป็นต้องนั่งเก้าอี้วีลแชร์ไปไหนมาไหน
แต่ที่นี่ไม่ใช่เมืองซื่อจิ่ว คนที่รู้จักอวี้ซีเหิงจึงแทบไม่มี ฉะนั้นจะมีใครจงใจพุ่งเป้าไปที่ขาของเขาบ้าง
อวี้ซีเหิงขยับร่างอันสูงใหญ่ไม่ไหวเลยปัดรอยยับบนกางเกงอย่างเบามือ “ไม่เป็นอะไร แรงกดไม่ได้มากนัก”
ทันใดนั้นเขาก็ใช้นิ้วเคาะกลางฝ่ามือเบาๆ ด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้ายใดๆ ตามปกติ “สัมผัสมือดีไม่น้อย”
เสิ่นซิงอวิ๋น “???”
สัมผัสมือตรงไหนกัน
เขารู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาชายคนนี้ก็เป็นคนที่คาดเดายาก มองท่าทีไม่ออกอยู่แล้ว
เสิ่นซิงอวิ๋นทำได้แค่พูดขึ้นว่า “ฉันช่วยนัดคนให้แล้ว ทางนั้นวางเงื่อนไขว่าขอให้นายไปด้วยตัวเอง ระวังตัวด้วยละ”
อวี้ซีเหิงพยักหน้าเบาๆ แล้วปิดตาพักผ่อนใหม่อีกครั้ง แต่ยังเปล่งเสียงเรียบออกจากลำคอ “ลำบากแล้ว”
เสิ่นซิงอวิ๋นส่ายศีรษะพร้อมรอยยิ้ม “เพราะอยู่กับนายมานาเลยทำให้ฉันเข้าใจคำพูดโบราณขึ้นมาก แต่คนอื่นฟังนายพูดจาแบบนี้คงเหนื่อยน่าดู”
สายตาของเขาเลื่อนมาจับจ้องที่ขาทั้งสองข้างพลันถอนหายใจเสียงเบา
เขาเจอผู้คนมามากมาย เขาแวะเวียนไปมาหาสู่กับเหล่าลูกหลานเศรษฐีในซื่อจิ่วบ่อยครั้ง ทั้งคุณชายคุณหนูในตระกูลเล็กใหญ่เขาล้วนรู้จักถ้วนหน้า
ทว่าทั่วทั้งเมืองซื่อจิ่วคงจะมีเพียงอวี้ซีเหิงที่เป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่อย่างแท้จริง บุคลิกมีความสุขุมน่าเกรงขามซึ่งน้อยนักที่คนทั่วไปจะมีได้ ทั้งสูงสง่า ความสามารถโดดเด่นจนมิอาจเอื้อมถึง
แต่เพชรในตมที่เหมือนดั่งดอกกล้วยไม้ท่ามกลางหุบเขากลับเก็บซ่อนความดุดันและโหดเหี้ยมแฝงเอาไว้
เสิ่นซิงอวิ๋นเติบโตมากับอวี้ซีเหิงจึงรู้ดีว่าชื่อเสียงในเมืองซื่อจิ่วนั้นโด่งดังมากแค่ไหน
เรื่องน่าเสียดายเพียงอย่างเดียวก็คือขาทั้งสองข้างของอวี้ซีเหิงพิการ
เขาลุกยืนไม่ได้ ทำได้แค่นั่งรถเข็นวีลแชร์ไปไหนมาไหนเท่านั้น
ประกอบกับสุขภาพของเขาไม่ค่อยดีนักจึงจำเป็นต้องใช้ยารักษาอยู่ตลอด
สำหรับผู้ชายแล้วถือว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสมากทีเดียว
เสิ่นซิงอวิ๋นเองก็ช่วยตามหาหมอชื่อดังในต้าซย่ามาไม่น้อย รวมถึงหมอนอกประเทศด้วย แต่กลับยังไม่มีหนทางจะรักษาได้
บรรดาหมอต่างบอกว่าเป็นโรคร้ายที่ได้มาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา พิการโดยกำเนิดจึงไม่มีทางรักษาหาย
มีแพทย์แผนจีนคนหนึ่งเขียนตำรับยาให้ เพียงแต่น่าเสียดายที่ตัวยาในรายการสูญพันธุ์ไปแล้ว
ไม่แปลกใจที่ทางเมืองซื่อจิ่วถึงปล่อยอวี้ซีเหิงทิ้งแล้วเปลี่ยนไปฟูมฟักทายาทคนอื่นแทน กระทั่งไล่เขาออกมาใช้ชีวิตเอง
คนพิการคนหนึ่งจะมีสิทธิ์สืบทอดตระกูลอวี้ได้อย่างไร
อวี้ซีเหิงกลับไม่สนใจเรื่องนี้เลยสักนิด ราวกับเรื่องเหล่านี้ไม่สะเทือนความรู้สึกเขาเลย
แต่เสิ่นซิงอวิ๋นไม่อยากยอมแพ้ หลายวันก่อนเขาติดต่อหมอผีทางหนานโจวในต้าซย่าได้
ถึงแม้เขาจะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องหอบความหวังมาลองดูสักตั้งอยู่ดี
หากแม้แต่หมอผีของหนานโจวยังจนปัญญา ขาทั้งสองข้างของอวี้ซีเหิงคงหมดหนทางรักษาแล้วจริงๆ
เสิ่นซิงอวิ๋นขมวดคิ้ว “สือเหยี่ยน เมื่อวานนายไปไหนมา ทำไมฉันถึงเห็นรอยเหมือนโดนเล็บข่วนบนแขนของนายเลยล่ะ”
ถึงแม้เมืองหลินจะอยู่ไกลจากเมืองซื่อจิ่วมาก แต่ก็ใช่จะรับประกันได้ว่าไม่มีใครตามมาที่นี่
ปกติอวี้ซีเหิงใช้เก้าอี้วีลแชร์ไปไหนมาไหนจึงไม่ค่อยสะดวกนัก
ทันทีที่ถูกใครพุ่งเป้าใส่ ผลที่ตามมาคงยากจะจินตนาการได้
“เจอหมาจิ้งจอกตัวหนึ่ง” อวี้ซิงเหิงเอ่ยเสียงเรียบ “พุ่งเข้ามาทำร้าย”
“หมาจิ้งจอก” เสิ่นซิงอวิ๋นผงะไป “เมืองหลินมีหมาจิ้งจอกด้วยเหรอ สีอะไร”
อวี้ซีเหิงเอ่ยสั้นๆ กระชับ “คงต้องดูที่อารมณ์”
ก่อนหน้านี้โหดเหี้ยมใส่เขา แต่หลังจากนั้นกลับแสร้งทำตัวเป็นเด็กดี ช่างเปลี่ยนสีง่ายจริงๆ
เสิ่นซิงอวิ๋นถามอย่างประหลาดใจ “จิ้งจอกเปลี่ยนสี มีของแบบนี้ด้วยเหรอ”
เคยได้ยินแต่มังกรเปลี่ยนสี
“อืม”
“แบบนั้นถือว่าหายากเชียวนะ วันไหนถ้านายเจออีกต้องถ่ายรูปมาให้ฉันด้วย” เสิ่นซิงอวิ๋นพูดต่อ “สือเหยี่ยน ฉันกังวลว่าตอนที่เราไปหาหมอผีช่วงสิ้นเดือนคงไม่ค่อยราบรื่น จะให้ส่งคนทางฝั่งเมืองซื่อจิ่วมาหน่อยไหม”
“ไม่จำเป็น” อวี้ซีเหิงไม่พูดมาก ทว่าคำพูดกลับหนักแน่น “ไปจ้างคนคุ้มกันใหม่มาก็แล้วกัน”
เสิ่นซิงอวิ๋นขบคิดพลันรู้สึกเห็นด้วย “ได้ แบบนี้ก็จะลดความเป็นไปได้ที่สถานะของนายจะหลุดออกไป ฉันจะส่งคนไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย”
...
หลังจากซือฝูชิงเดินออกมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
มือข้างขวาของเธอถือกับข้าวถุงโต ส่วนไหล่หนีบเขียงไว้อันหนึ่ง ท่าทางเหมือนแม่ค้าขายหมู
คนรอบกายรีบมุ่งหน้าเดินทางกลับบ้าน แต่ก็มีคนอดไม่ได้หันมองเธออยู่หลายครั้งอย่างให้ความสนใจ
เวลากลางคืนเป็นช่วงที่ผู้ชายเสเพลออกมาท่องราตรี ฝั่งตรงข้ามที่เยื้องจากซูเปอร์มาร์เก็ตมีคลับตั้งอยู่แห่งหนึ่ง
เหล่าคุณชายล้อมหน้าล้อมหลังชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมา พอหนึ่งในนั้นเลื่อนสายตามาก็สะดุดกับใบหน้างดงามที่เห็นแล้ววิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่กลับตกตะลึงกับความสวยจนไม่อาจละสายตาได้
“บ้าเอ๊ย อาเย่า นายดูผู้หญิงคนนั้นสิ” เขาสะกิดแขนชายหนุ่มข้างกายพลางเป่าปาก “หน้าตาสะสวยขนาดนี้เป็นลูกสาวตระกูลไหนกันนะ”
“อาจจะเป็นดาราสักคนก็ได้ ถ้าหน้าสดแล้วได้ขนาดนี้นับว่าไม่เลวเลย หากอยู่ในเมืองซื่อจิ่วคนที่สู้ได้คงน้อยมากจริงๆ ทำไมเมื่อก่อนถึงไม่เคยเจอมาก่อนนะ”
ชายหนุ่มไม่หวั่นไหวแต่อย่างใดและไม่แม้แต่เงยหน้ามองด้วยซ้ำ
“จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นแหละ” คุณชายอีกคนอดยิ้มออกมาไม่ได้ พูดอย่างเย้ยหยันว่า “แต่คงไม่ใช่ซือฝูชิงที่คอยเดินตามต้อยๆ ไล่จีบพี่เย่าอยู่อย่างแน่นอน”